สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน.pdf

โฟลเดอร์ชุมชนและสังคม
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์5.73 MB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน วลัญชา สุพรรณธริกา วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสิ่งแวดล้อม) คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2555 บทคัดย่อ ชื่อวิทยานิพนธ์ สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน ชื่อผู้เขียน นางสาววลัญชา สุพรรณธริกา ชื่อปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสิ่งแวดล้อม) ปีการศึกษา 2555 _______________________________________________________________________________ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 2) เพื่อจัดทําเกณฑ์ตัวชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน และ 3) เพื่อศึกษาบริบทของชุมชน และประเมินความเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนของชุมชนราชธานีอโศก โดยมีวิธีการศึกษา คือ ศึกษาวรรณกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน รูปแบบสังคมอุดมสุข โดยใช้หลักการการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นข้อบ่งชี้สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน และใช้เป็นมาตรฐานสําหรับการศึกษาพื้นที่ตัวอย่าง คือ ชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี การศึกษาภาคสนามประกอบด้วยการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การสอบถาม และการสัมภาษณ์ เพื่อค้นหาลักษณะเฉพาะตามรูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า ตัวแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพอนามัยของมนุษย์ สวัสดิการของมนุษย์ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมกายภาพและชีวภาพ และระบบนิเวศโดยรวม การพัฒนาของสังคมที่ดี คือส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล โดยไม่ก่อผลกระทบทางลบต่อองค์ประกอบต่าง ๆ โดยเป้าหมายของสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน คือ สมาชิกในชุมชนมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและจิตใจ ได้รับการจัดสวัสดิการที่ดี ครบถ้วน ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปราศจากมลพิษ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ

อ่านต่อ

์ รวมทั้งระบบนิเวศมีความมั่นคง ยั่งยืน จัดทําเกณฑ์ชี้วัดได้ 47 ตัว การพัฒนาชุมชนของราชธานีอโศก มีลักษณะเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน โดยสามารถผ่านเกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนทั้งหมด 47 ประเด็น มีความเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนในระดับสูง สามารถอธิบายได้ดังนี้ 1) ด้านสุขภาพอนามัยของมนุษย์ สมาชิกชุมชนมีสุขภาพที่ดีทั้งทางกายทางใจ กล่าวคือ มีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับปัจจัย 4 ที่ครบถ้วน อุดมสมบูรณ์ มีความเป็นอยู่กินใช้แบบไร้สารพิษ มี (3) บริการด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาลแก่สมาชิกทุกคน และสมาชิกชุมชนมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่มีภาวะเครียด เอื้อเฟื้อเสียสละเพื่อผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม 2) ด้านสวัสดิการของมนุษย์ ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี สามารถผลิตปัจจัยพื้นฐาน และมอบบริการ ให้แก่สมาชิกได้อย่างครบถ้วน สามารถพึ่งตนเองได้ ลดการพึ่งพาจากภายนอก สมาชิกชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีสิ่งแวดล้อมสังคมที่ดี ปราศจากปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามัคคี ปลูกฝั่งคุณธรรมให้แก่สมาชิก สนับสนุนการเรียนรู้ต่างๆ โดยมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก นําความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาชุมชนได้อย่างเหมาะสม มีแหล่งนันทนาการและศิลปะที่ส่งเสริมคุณธรรม กล่อมเกลาจิตใจ 3) ด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมกายภาพ ชีวภาพ ของชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เสื่อมโทรม สามารถเอื้อต่อคุณภาพชีวิตแก่สมาชิกได้ ทั้งในแง่ทรัพยากรพื้นฐานการผลิต และในแง่ปัจจัยแวดล้อม มีคุณภาพที่ดี ปราศจากมลพิษ เป็นผลมาจากชุมชนมีการดําเนินกิจกรรมที่ลดการก่อมลพิษ และใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้หลักการหมุนเวียนทรัพยากร 4) ระบบนิเวศโดยรวม ระบบนิเวศของชุมชนมีความสมดุล มีความมั่นคง ไม่พบความเสื่อมโทรม กล่าวคือ การดําเนินกิจกรรมของชุมชนลดการเบียดเบียนระบบนิเวศ ไม่ทําลายระบบนิเวศ ด้วยการทํากสิกรรมธรรมชาติ มีการอนุรักษ์ป่าทาม เป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และมีวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัย ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ชุมชนราชธานีอโศกสามารถเข้าข่ายสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน เนื่องจาก 1) การใช้หลักศีลธรรม หลักธรรมอื่นๆของพุทธศาสนามาบริหารปกครองชุมชน ทําให้แนวทางการพัฒนาชุมชนตั้งอยู่บนศีลธรรม เน้นพัฒนาให้เกิดคนดีมีคุณธรรม โดยมีผู้นําชุมชน เป็นผู้พาปฏิบัติ จึงทําให้เกิดสังคมที่ดี มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ 2) มีการดําเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน มีแนวคิดอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากตัวแบบ และเกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน ชุมชนอื่นๆ หรือหน่วยงานภาครัฐ สามารถนําไปใช้เป็นแนวการพัฒนาชุมชน หรือนโยบายในการพัฒนาสังคมเป้าหมายเพื่อความสุขของประชาชนต่อไป ABSTRACT Title of Thesis Green Sustainability Happiness Society Author Miss Walancha Supantharika Degree Master of Science (Environmental Management) Year 2012 _______________________________________________________________________________ The objectives of this study were: 1) to study the Green Sustainability Happiness Society Model; 2) to develop indicators for measuring happiness society and 3) to study forms of Ratchathani Asoke Community development and evaluate the Green Sustainability Happiness Society. The methodologies of this study include review of literature, in-depth interviews, and participant observations. The study found that the essential components of Green Sustainability Happiness Society base on the concept of Environmental Impact Assessment (EIA) including: 1) health quality; 2) human welfare (access to human basic and living quality needs; 3) sustainable flow of environmental resources; 4) stable ecosystem exist in the Ratchathaini Asoke Community. Within these scopes, 47 indicators were literally considered applicable and used to assess the green and happiness quality of the Ratchathani Asoke Community in Ubonratchathani Province. It was found that the community has all qualities of Green Sustainability Happiness Society. The main drivers include the dedication to sinless life, to honor nature, to be selective of sustainable technology, and to self-reliance principle. Suggestion: the other community or government agencies can adapt these model and indicators for social development policy กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน สําเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สมพจน์ กรรณนุช อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก สําหรับความกรุณาที่มีต่อผู้เขียน ให้คําปรึกษา ข้อเสนอแนะ แนวทางการปรับแก้ไขเนื้อหา และวิธีการวิจัยที่ดีเสมอมา ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร.จินตนา อมรสงวนสิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา ศรนิล ที่รับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม และให้คําปรึกษา ข้อเสนอแนะ และความสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอด ขอขอบพระคุณดร.ธํารงค์ แสงสุริยจันทร์ ที่รับเป็นประธานสอบวิทยานิพนธ์ และอาจารย์ ดร.จุฑารัตน์ ชมพันธุ์ ที่กรุณารับเป็นผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจประเมินตัวชี้วัด พร้อมทั้งขอขอบพระคุณคณาจารย์ประจําหลักสูตรการจัดการ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มอบความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมหลากหลายแขนงวิชาที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการวิจัยชิ้นนี้ รวมทั้งกําลังใจที่มีให้ผู้เขียนเกิดแรงผลักดันในการศึกษาตลอดมา ขอขอบพระคุณ คุณมิ่งหมาย มุ่งมาจน คุณพรตะวัน ธนโภค คุรุเป็นเมฆ นามแสงผา คุรุสุขแสงบุญ คุณปางบุญ หวังภูกลาง แม่ลานนา อินทร์ทองสูญ และชาวชุมชนราชธานีอโศกทุกท่าน สําหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และความยินดีในการให้ข้อมูลกับผู้เขียน ตลอดระยะเวลาที่อาศัยในชุมชน ขอบคุณชาวอโศกทั่วประเทศทุกท่าน ที่เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจในการเขียนวิทยานิพนธ์เล่มนี้ ขอขอบพระคุณสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่มอบทุนการศึกษาให้ผู้เขียนตลอดหลักสูตร ขอบคุณเพื่อน ๆ การจัดการสิ่งแวดล้อม รุ่น 14 สําหรับความช่วยเหลือต่างๆ กําลังใจที่มอบให้ผู้เขียนตลอดมา และเจ้าหน้าที่คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมทุกท่านที่คอยอํานวยความสะดวกด้านเอกสารและธุรการ ทั้งนี้ ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา พี่ชาย ครอบครัวอันเป็นที่รัก และคุณเยาฮารี แหละตี ที่ให้การสนับสนุน สร้างแรงบันดาลใจ ให้ความเข้าใจ และกําลังใจที่ดีเสมอมา หากมีความผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ ที่นี้ วลัญชา สุพรรณธริกา สิงหาคม 2556 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ (2) ABSTRACT (4) กิตติกรรมประกาศ (6) สารบัญ (7) สารบัญตาราง (9) สารบัญภาพ (10) บทที่ 1 บทนํา 1 1.1 ที่มาและความสําคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 4 1.3 ขอบเขตของการศึกษา 4 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 2.1 แนวคิดการพัฒนาที่พาไปสู่ความสุข/ความอยู่ดีมีสุข 7 2.2 แนวคิดการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และการประยุกต์ใช้บูรณาการ 17 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20 บทที่ 3 กรอบแนวคิด และวิธีการศึกษา 36 3.1 ขั้นตอน และวิธีการศึกษา 36 3.2 พื้นที่ศึกษา ประชากร และผู้ให้ข้อมูลที่สําคัญ 40 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 41 3.4 การตรวจสอบข้อมูล 44 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 45 (7) บทที่ 4 สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน และการพัฒนาเกณฑ์ชี้วัด 46 4.1 รูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 46 4.2 การพัฒนาเกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 64 บทที่ 5 พื้นที่ศึกษา ชุมชนราชธานีอโศก 82 5.1 การก่อเกิดชุมชนอโศก 82 5.2 ประวัติความเป็นมาของชุมชนราชธานีอโศก 83 5.3 สภาพทั่วไปของชุมชนราชธานีอโศก 85 5.4 สมาชิกชุมชน และข้อมูลประชากร 92 5.5 โครงสร้างของชุมชน 95 5.6 โครงสร้างการปกครอง 102 5.7 การดําเนินชีวิตของชุมชน 104 5.8 ฐานงานกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน 106 บทที่ 6 การประเมินชุมชนราชธานีอโศก กับสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 138 6.1 ชุมชนราชธานีอโศก กับรูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 138 6.2 ชุมชนราชธานีอโศก กับเกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 154 6.3 ปัจจัยแห่งความสําเร็จของชุมชนราชธานีอโศกที่นําสู่สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 159 บทที่ 7 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 162 7.1 สรุปผล และอภิปรายผลการศึกษา 162 7.2 ข้อเสนอแนะ 167 บรรณานุกรม 169 ประวัติผู้เขียน 176 สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 องค์ประกอบดัชนี/ตัวชี้วัดโครงการชุมชนเป็นสุขภาคอีสาน 21 2.3 ประเด็นตัวชี้วัดความสุขของแต่ละโครงการโดยรวม 24 4.1 การปรับและนําประเด็น EIA มาประยุกต์ใช้กําหนดขอบเขตสังคมอุดมสุข 47 ที่ยั่งยืน 4.2 Matrix แสดงองค์ประกอบการพัฒนาที่ยั่งยืนของแนวคิดต่าง ๆ 65 ภายใต้กรอบแนวคิดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 4.3 เกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 74 5.1 หลักการและวิธีการปฏิบัติเปรียบเทียบระหว่างแนวคิดบุญนิยมกับทุนนิยม 90 5.2 ฐานะและระดับการถือศีลของชาวอโศก 102 5.3 กิจวัตรประจําวันของสมาชิกชุมชนราชธานีอโศก 105 6.1 ผลการประเมินสิ่งคุกคามต่อสุขภาพของชุมชนราชธานีอโศก 138 6.2 การพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกของชุมชนราชธานีอโศก 145 6.3 ตารางแสดงผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนราชธานีอโศก จําหน่ายแก่บุคคลทั่วไป 146 6.4 แสดงการจัดการของเหลือมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ 153 6.5 เกณฑ์ชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน และชุมชนราชธานีอโศก 154 สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 องค์ประกอบต่างๆ ของความสุข และความเป็นอยู่ที่ดี 8 2.2 กรอบบูรณาการระหว่างกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 19 กับความยั่งยืน 3.1 กรอบแนวคิดในการศึกษา 38 4.1 องค์ประกอบของสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 49 4.2 รูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 63 5.1 ป้ายสัญลักษณ์หมู่บ้านราชธานีอโศก 85 5.2 ที่ตั้งหมู่บ้านราชธานีอโศก และบริเวณใกล้เคียง 87 5.3 ตําแหน่งสําคัญของหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก 100 5.4 แผนที่สิ่งก่อสร้างสําคัญของชุมชนราชธานีอโศก บริเวณหมู่บ้านชุมชน 101 5.5 โครงสร้างการปกครองชุมชนราชธานีอโศก 103 5.6 แปลงกสิกรรมในหมู่บ้าน 108 5.7 การไหลเข้าออกของวัตถุดิบนําเข้า และนําออก ด้านเกษตรกรรม 109 5.8 โรงสีข้าวของชุมชน และกระบวนการบรรจุข้าวใส่ถุง 111 5.9 แสดงกระบวนการการสีข้าว 112 5.10 เครื่องมือผลิตเต้าหู้ และ เด็กนักเรียนในฐานงานโรงเต้าหู้ 113 5.11 บ่อบําบัดนํ้าเสียฝั่งใต้ดิน และบ่อพักนํ้าเสียก่อนนําไปใช้รดพืช 113 5.12 แผนภาพแสดงกระบวนการผลิตเต้าหู้ 114 5.13 ลูกประคบแก้ปวดเมื่อย การทําขี้ผึ้งยาหม่อง 115 5.14 แสดงขั้นตอนการผลิตแชมพูและครีมนวดผม 116 5.15 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากโรงแชมพู 116 5.16 การทํางานฐานโรงจุลินทรีย์ 117 5.17 ลานผสมปุ๋ย และการทํางานในโรงปุ๋ย ขนปุ๋ยเพื่อนําขึ้นรถจําหน่าย 118 5.18 ภาพบรรยากาศงานตลาดอาริยะ 13-15 เมษายน 2555 119 5.19 การแจกอาหารในกิจกรรมวันพ่อ ปี 2554 120 5.20 วัตถุดิบที่นําเข้า และผลผลิต จากกิจกรรมการรับประทานอาหาร 122 (11) 5.21 การเรียนรู้การดูแลสุขภาพด้วยแพทย์ทางเลือก และหม่องอบย่างสมุนไพร 123 5.22 วิถีชีวิตบูรณาการ บ้าน วัด โรงเรียน และการเรียนธรรมะจากสมณะ 127 5.23 นักเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศกกับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง 128 5.24 เทคโนโลยีที่นํามาใช้ในการผลิตเต้าหู้ การใช้พลังงานจากชีวมวล 129 และการใช้เทคโนโลยีการหุงข้าวแบบประหยัดพลังงาน 5.25 แสดงการทํางานกิจรรมการทําสื่อ การรายงานข่าว การบันทึกเหตุการณ์ 131 5.26 การจัดการขยะในชุมชน 132 5.27 โรงแยะขยะของชุมชน 133 5.28 ตัวอย่าง สถาปัตยกรรมของชาวชุมชน 134 5.29 การละเล่นดนตรีไทย ของนักเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก 134 5.30 ลักษณะที่พักอาศัยของชาวบ้านราชธานีอโศก 135 5.31 เฮือนสุดชีวิต และการฌาปนกิจของชาวบ้านราช 136 6.1 ปัจจัยด้านสวัสดิการที่สมาชิกชุมชนราชธานีอโศกได้รับจากชุมชน 143 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 6.2 จําลองชีวิตปัจเจกชนในสังคมเมือง ที่ต้องใช้จ่ายในการดําเนินชีวิต ต่อเดือน 144 6.3 สรุปปัจจัยในการขับเคลื่อนชุมชนราชธานีอโศกสู่สังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 161 บทที่ 1 บทนํา 1.1 ที่มาและความสําคัญของปัญหา นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณปี พ.ศ. 2293 เป็นต้นมา โลกได้เข้าสู่กระแสการพัฒนาอุตสาหกรรม คือเปลี่ยนจากวิถีการผลิตเพื่อยังชีพและค้าขายในประเทศเป็นหลัก มาสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจํานวนมาก และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการบริโภคเกินความจําเป็น นําโลกเข้าสู่เศรษฐกิจแบบสะสมทุน (Accumulative Economics) เพื่อเป้ าหมายการเติบโตด้านเศรษฐกิจโดยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) หรื อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product: GNP) เป็นตัวชี้วัดการพัฒนา หลายปี ต่อมาผลจากการพัฒนาที่เน้นการเติบโตด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวทําให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาทั้งเรื่องความเหลื่อมลํ้าระหว่างคนจนกับคนรวยที่เพิ่มช่องว่างมากขึ้น ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ทรัพยากรธรรมชาติทั่วโลกกําลังทรุดโทรม และสภาพแวดล้อมของโลกก็เกิดปัญหาวิกฤต (เซกชไนเดอร์, 2545: 4) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยตรง ปี พ.ศ. 2530 คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งเป็นหน่วยงานที่สหประชาชาติจ ัด ต ั้ง ข ึ้น ได้เผยแพร่เอกสารชื่อ “Our Common Future” รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดําเนินชีวิตที่ฟุ่ มเฟือยและเปลี่ยนวิถีทางการพัฒนาประเทศใหม่ ในลักษณะที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและให้สอดคล้องกับข้อจํากัดของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทําให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นมาได้ (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2547: 1) จากนั้นได้เกิดพันธกรณี และอนุสัญญาต่างๆเกิดขึ้นตามมามากมายเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไป จากวันนั้นถึงวันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยยังคงอยู่ และยิ่งกลับเพิ่มกว้างมากขึ้น สภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติของโลกกําลังวิกฤต คุณภาพชีวิตมนุษย์ยังไม่ดีขึ้น สังคมขาดความสงบสุข ในขณะที่โลกกําลังตื่นตัวกับความล้มเหลวของการพัฒนาที่เน้นเป้ าหมายทางเศรษฐกิจ เป็นหลัก ในมุมเล็กๆ ของโลกได้เกิดแนวปรัชญาความคิดเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross 2 National Happiness: GNH) ซึ่งริเริ่มขึ้นโดย พระราชาธิบดีจิกเม ซิงเย วังชุก กษัตริย์แห่งประเทศ ภูฐาน ซึ่งแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติเป็นมาตรฐานตัวใหม่ที่ใช้วัดผลจากการพัฒนา โดยมีความสุขเป็นเป้าหมายของประเทศ ภูฐานให้ความสําคัญกับ “ความเจริญมั่งคั่งและความสุข” คือมีแนวคิดการพัฒนาประเทศที่ยึดถือความสมดุลของการพัฒนาประเทศที่เน้นความสุข ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสําหรับภูฐานแล้ว ความสุขมวลรวมประชาชาติ สําคัญกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (สเตฟาน พริสเนอร์, 2547: 35) การศึกษาของสํานักสํารวจคุณค่าทางสังคมของโลก (กรรมะ อุระ, 2550: 18) ทําการสํารวจในสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1973-2002 (พ.ศ. 2516 – 2545) ศึกษาความสัมพันธ์ GDP เปรียบเทียบกับความพึงพอใจในชีวิต พบว่า GDP เพิ่มสูงขึ้น แต่ความสุข ความพึงพอใจในชีวิต กลับไม่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษานี้ทําให้ ข้อสมมติฐานที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจะทําให้ความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั้น ไม่เป็นจริงเสมอไป เมื่อหันมามองการพัฒนาของประเทศไทยที่ผ่านมา พบว่า การเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ทําให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยเกิดการเสื่อมถอยลงมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนของระบบนิเวศ สั่งสมพฤติกรรมการผลิตและบริโภคที่ไม่เหมาะสม ทําให้วิถีการดําเนินชีวิตของคนไทยขาดความสมดุลกับสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่า เกิดการสะสมของปัญหาต่อทุนธรรมชาติ และระบบนิเวศซึ่งคนในสังคมจําเป็นต้องพึ่งพา และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ 10 (พ.ศ. 2550 – พ.ศ. 2554 ) นับเป็นแผนที่มีเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งพัฒนาสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) การติดตามประเมินผลการพัฒนา พบว่าการพัฒนายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในหลายด้าน ได้แก่ สุขภาพของประชาชน พบการเจ็บป่วยจากโรคที่ป้องกันได้สูงขึ้น 5 อันดับแรก (โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง) คนไทยมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ด้านสังคม พบความเหลื่อมลํ้าของรายได้ระหว่างกลุ่มคนในสังคมยังมีสูงขึ้น คุณภาพการศึกษาตํ่ากว่าเป้าหมาย และปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดรุนแรง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยอยู่ในระดับตํ่า อีกทั้งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศขาดความสมดุล เพราะการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมเสื่อมโทรม เนื่องจากมลพิษที่เพิ่มขึ้น คุณภาพดินเสื่อมโทรม ไม่สามารถบรรเทาปัญหานํ้าเสียที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีค่าเกินมาตรฐานกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ หมอกควันและไฟป่าจากการเผาในพื้นที่โล่ง การนําเข้าปุ๋ยและสารเคมีมีแนวโน้มสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหามลพิษที่เป็นอันตรายต่อ 3 สุขภาพของประชาชน ปริมาณขยะมูลฝอยมี 15.16 ล้านตัน มีการนํากลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 26 ได้รับการกําจัดอย่างถูกต้องร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับปริมาณทั้งหมด ของเสียอันตรายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 มาจากอุตสาหกรรมร้อยละ 77 จากชุมชนร้อยละ 23 สถานที่กําจัดขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการยังมีไม่เพียงพอ (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2554: ก-ฏ) ซึ่งปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทย ทําให้ไม่สามารถยกระดับความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยให้สูงขึ้นได้ จากผลการพัฒนาดังกล่าวยังพบปัญหาในหลายด้าน แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศยังไม่บรรลุถึงความยั่งยืน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาหาแนวทางการพัฒนาสังคมที่ก่อให้เกิดความสุข และความยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่คํานึงถึงมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องการศึกษา รูปธรรมจากกรณีศึกษาสามารถนํามาประยุกต์ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจําวัน โดยผู้ศึกษาเลือกศึกษาบริบท แนวทางการพัฒนา และการบริหารจัดการ ของชุมชนราชธานีอโศก อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนของชาวอโศก ชุมชนเกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ปฏิบัติธรรมที่สมาทานศีล 5 และศีล 8 ตามแนวการสอนพระธรรมวินัยในพุทธศาสนาของสมณะโพธิรักษ์ ได้ร่วมกันก่อตั้งชุมชนในอาณาบริเวณติดต่อกับพุทธสถานและสังฆสถานทุกแห่ง ชุมชนของชาวอโศกมีลักษณะเฉพาะคือ เป็นชุมชนเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง โดยลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ลดการเบียดเบียนธรรมชาติ โดยการทํากสิกรรมไร้สารพิษ มีแนวคิดเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่น ลดละกิเลส ไม่มีอบายมุข และรับประทานอาหารมังสวิรัติ โดยประเวศ วะสี (2530 อ้างถึงใน เรวดี ตันนุกิจ, 2543: 6) กล่าวว่า ความสําคัญของขบวนการสันติอโศกไม่ได้อยู่ที่การกินมังสวิรัติ แต่อยู่ที่การสร้างชุมชนที่มีศีล เป็นระบบชีวิตให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ไม่กดขี่ขูดรีด ไม่ทําโดยหวังกําไร แต่แบ่งปันช่วยเหลือกัน ด้วยบุญนิยม ทําให้ชุมชนสงบ ร่มเย็น ชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ เป็นชุมชนทวนกระแสที่สามารถพึ่งตนเองได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่หลายชุมชนกําลังอยู่ในสภาวะของการล่มสลาย ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ เนื่องจากการรุกรานของกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม “ชุมชนชาวอโศก” จึงเปรียบเสมือนชุมชนทางเลือก และเป็นต้นแบบของชุมชนที่กําลังแสวงหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของชุมชน (รัตนา โตสกุล และคณะ, 2548: 159) ชุมชนราชธานีอโศก อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นชุมชนที่มีฐานะเป็นหมู่บ้านแห่งแรกของชาวอโศกที่ได้รับอนุมัติจากระทรวงมหาดไทยให้เป็นหมู่บ้านตามกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 และเป็นสถานที่จัดงานปีใหม่ของชาวอโศกที่เรียกว่า “ตลาดอาริยะ” (ขายสินค้าตํ่ากว่าทุน) ตามปรัชญา “บุญนิยม” นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่ตั้งศูนย์ฝึกอบรมกสิกรรมไร้สารพิษ เป็นแหล่งศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนผู้สนใจทั่วไป มีลักษณะเป็นชุมชน 4 เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้สนใจทั่วไป ทั้งในด้านเศรษฐกิจ กสิกรรม แพทย์ทางเลือก และด้านคุณธรรม รวมทั้งการมีเครือข่ายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประวัติการก่อตั้งมายาวนานกว่า 17 ปี แ ส ด ง ใ ห ้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาตามแบบชุมชนอโศกนั้นสามารถปฏิบัติได้จริง ชุมชนจึงยังคงดํารงอยู่ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงแนวทางในอุดมคติเท่านั้น 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อศึกษารูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 1.2.2 เพื่อจัดทําเกณฑ์ตัวชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 1.2.3 เพื่อศึกษาบริบทของชุมชน และประเมินความเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนของชุมชนราชธานีอโศก 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ด้านเนื้อหา 1.3.1.1 รวบรวมแนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ความสอดคล้องระหว่างสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน กับการพัฒนาที่ยั่งยืน และใช้เนื้อหาของการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เ ป็ นหลักเกณฑ์ของการวินิจฉัยสถานะของสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน ซึ่งครอบคลุม 4 เรื่ อง ได้แก่ สุ ขภาพอนามัยของมนุษย์ สวัสดิการของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านระบบนิเวศองค์รวม 1.3.1.2 ศึกษากิจกรรมในชุมชน วิถีชีวิต การดําเนินกิจกรรม และแนวทางการพัฒนาของชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อวิเคราะห์ว่าแนวทางการพัฒนาของชุมชนนั้นสามารถนําพาชุมชนไปสู่ความเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนได้หรื อไม่ 1.3.2 ด้านพื้นที่: ชุมชนราชธานีอโศก หมู่ 10 ตําบลบุ่งไหม อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี 1.3.3 ประชากรที่ศึกษา: สมาชิกชุมชนราชธานีอโศก และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ 1.3.4 ระยะเวลาเก็บข้อมูล ช่วงระหว่าง พฤศจิกายน 2554 และมกราคม ถึง พฤศจิกายน 2555 5 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4.1 ได้ทราบถึงลักษณะสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 1.4.2 ได้เกณฑ์ตัวชี้วัดสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 1.4.3 ได้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาของชุมชนราชธานีอโศก และระดับความเป็นสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืน 1.4.4 สามารถนํารูปแบบสังคมอุดมสุขที่ยั่งยืนไปใช้เป็นแนวน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน