Road map ของชาวอโศกในกึ่งหลังของพุทธกาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
Road map ของชาวอโศกในกึ่งหลังของพุทธกาล สู่แดนธรรม...ตอนนี้ประเทศไทยเรามีค่านิยมพระอรหันต์ เราจะต้องเป็นอย่างที่เขาคิดกัน แล้วต่อไปในอนาคตจะเป็นไปได้ไหมครับว่า อรหันต์ต้องมาเป็นแบบพ่อท่าน พ่อครูว่า…เป็นไปได้สิ มันหยั่งรากลงแล้วความรู้นี้ อย่าว่าแต่ชาวพุทธ อย่าว่าแต่ อเทวนิยมเลย เทวนิยมก็แสวงหาเหมือนกัน แต่เขายังติดยึดความเป็นตระกูลของเขา ก็ตระกูลของเขาเป็นพวกศรัทธาธิกะ เป็นสัทธาธิกโคตร พวกนี้จะพัฒนาตัวเองมีปัญญา แต่มันต้องช้าเพราะว่าเป็นศรัทธาธิกะ เปลี่ยนโคตรยาก เปลี่ยนโคตรจากศรัทธาธิกะมาเป็นปัญญาธิกะนั้นยาก สู่แดนธรรม...พระอรหันต์ท่านจะพาให้ลูกๆทำคุณประโยชน์ ตำตาพวกเขาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า…ในขณะที่พวกเขายังไม่เห็นเพราะเขาตาบอด ชนตาอย่างไรก็ไม่เห็น จนกว่าจะเข้าจะค่อยๆถูกความจริงนี่แทรกซึมกระแทกเข้าไป จนตาเขาเหมือนถูกยาโอสถทิพย์ เข้าไปทำให้ตาเขามีความรู้ มีความเข้าใจ ไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นๆๆ ถึงตาบอดก็ทำให้คนตาบอดเห็นได้ อย่างที่อาตมาพูดไปแล้ว ส่วนใครที่ตาไม่บอดตาบอดตาใสอยู่บ้างแล้วพยายามไม่รับอะไร คุณก็บอดแล้วยังบอดสนิท บอดหนักด้วย แต่คนที่เขาพยายามเลิกตาบอด แสวงหาพากเพียร เขาก็มีสิทธิ์ ที่จะตาดีได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่จำนน ทุกอย่างไม่สิ้นทาง ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ ต้องพากเพียรอุตสาหะเถอะ ทีนี้.. สู่แดนธรรมบอกว่าโลกุตรธรรมเกิดมาในเมืองไทยแล้ว ที่จริงมันมีรากเค้าแต่เดิมอาตมาเอามาฟื้นอีก ซึ่งมันจมอยู่ในอนุสัยลึกของคนไทย อาตมาก็ค่อยๆดึงขึ้นมา พวกเรานี้มันอยู่ตื้นก็เลยดึงขึ้นมาง่าย พวกอยู่ลึกก็ถูกดึงขึ้นมาเรื่อยๆ พวกแสวงหาก็จะมาเห็น คนปัญญาดีปฏิภาณดีก็จะเห็นว่าใช่ มันจึงค่อยๆเป็นมา อาตมาเกิดมาทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมา เอาของพระพุทธเจ้าขึ้นมาปัดฝุ่น เข้ามาทำใหม่ เข้ามาทำ
อ่านต่อ
ขึ้นมาให้เกิดพัฒนาการ เกิดผลงาน เกิดการใช้งานได้ คนก็จะรู้อย่างพวกคุณได้เอาไปใช้ ช่วยกันทำให้ดีขึ้นก็จะเกิดคุณภาพเกิดประสิทธิภาพ เก่งขึ้น เจริญขึ้น ดีขึ้น จนทำให้คนอื่นเขาได้รับประโยชน์ตาม มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว จนมันไม่มีใครดึงขึ้นมาได้ 2,500 กว่าปีอาตมามาเกิดในยุคนี้ก็เลยต้องดึงขึ้นมา เอามาปลูกฝัง เขายังไม่เชื่อว่าอาตมาเอาโลกุตรธรรมมาพูด มาอธิบาย มาหยั่งลง มาฟื้นขึ้นมา ไม่ใช่อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาหยั่งลง แต่พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของโลกุตรธรรม มาในยุคนี้มันได้สูญหายเหมือนกลองอานกะ ในอาณิสูตร ที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ นี่แหละถึงเวลาตามที่ท่านตรัสไว้ มันจะไม่เหลือเชื้อแล้ว มันเหลือแต่ชื่อพุทธศาสนา อาตมาก็เอาสภาวะของพุทธมาสวมแทนกลองอานกะ กลองอานกะ มันเป็นกลองปลอมๆ อาตมาก็โละทิ้งเอาเนื้อเดิมขึ้นมาใส่แทนขึ้นใหม่เลย นี่เป็นเรื่องจริง คนที่เขาแสวงหาไม่มีอคติในใจมาก มีอคติน้อย ถ้ามีอคติมากเขาก็จะต้าน ถ้ามีอคติน้อยก็จะบอกว่ามีอะไรถูกดีขึ้นมา ก็จะค่อยๆรู้ ยอมรับไปเรื่อยๆ ถ้าอาตมาอายุ 500 ปีรับรองเชื่อหมดเลย ชื่ออาตมาหมดแหละ จริง ใครมาทำให้อาตมาอายุ 500 ปีให้ได้ ก็ถึงบอกว่า ในปัจจุบันนี้ทำให้ดีๆนะ อาตมาเคยพูดไว้ว่า คุณมั่นใจไหมว่าคุณเป็นอรหันต์ คนที่เก่งๆนี่แหละ มหาบัวก็บอกว่าตนเองเป็นอรหันต์ ประกาศไปในที ไม่บอกตรงๆแต่เพราะว่า มังกุ อุทธัจจะ มันเก้อเขิน เพราะไม่แน่ใจ แต่อาตมาบอกตรงๆไปเลยไม่ใช่ว่าหน้าด้านนะ แต่พูดความจริง อย่างยิ่งอย่างเรียบร้อย ผู้ที่มีความจริงมั่นใจในความจริงและเป็นความจริงที่ถูกต้องแล้ว มันไม่มีการกระเพื่อมมันไม่มีการสั่นไหว มันไม่มีการว่อบแวบอะไรเลยมันเต็มรูปเต็มสภาพเลยและมั่นคง ไม่เชื่อใครมาทำให้อาตมาอายุ 500 ปีรับรองจะเจริญกันไปหมด อาตมาเคยทำ pattern เป็นสามเหลี่ยม พอถึง 500 ปีจะพีคสุดถึงยอดสามเหลี่ยม ตอนนี้มันจะต้องขึ้นแบบชันยากหนัก แต่ต้องรีบทำ ในระยะ 500 ปีจะปลูกฝังขึ้นมาได้ ถ้าตามอายุ 144 มั่นใจได้ จากนั้นอีก 7 ปีก็ 151 สุดยอดเป็นพีคสูงสุด 151 เพราะฉะนั้นเนื้อหาของโลกุตรธรรมก็จะยืนยาวไป จากนั้นก็จะมีแต่เสื่อมลงจาก 500 ไปอีกถึง 2500 ปีของศาสนาพุทธ เนื้อหาสาระมันก็จะนำพาให้ศาสนาพุทธนี้ไปถึง 5000 ปี ถ้าอาตมาไม่ขึ้นมาทำดังที่เป็นรูปร่าง ศาสนานี้ไปไม่ออก มีแต่จะเสื่อม ทุกวันนี้มันหมดโลกุตระแล้ว มันก็มีแต่โลกียะ พูดจริงๆอาตมาพูดเต็มปากได้ตลอดเวลาว่า เถรสมาคมนั้นหมดแล้ว มันมีแต่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วก็มีแต่ไปหลงอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไปหลงอยู่แต่ใบดอกผล สีเขียวงามสีเหลืองสีแดงลูกแดงลูกเขียวอะไรเป็นลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ของต้นไม้ ไปหลงอยู่แต่ใบดอกผล ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอยู่เท่านั้น เห็นไหมเต็มเลย ไม่ได้อะไรจากต้นเลย สะเก็ดของต้นไม้ก็ไม่ได้ สะเก็ดท่านเปรียบเหมือนอย่างกับศีล ศีลก็ไม่มี ทุกวันนี้ ไปถามฆราวาสชาวพุทธ ว่าพระมีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่า 227 ซึ่ง 227 มันเป็นวินัย มันไม่ใช่ศีล แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วเห็นไหม ความต่างของวินัยกับศีลต่างกันอย่างไร วินัยไม่ใช่ธรรมนูญ วินัยเป็นกฎหมายลูก มีอาญามีโทษรับโทษ อย่างน้อยก็ปลงอาบัติปาจิตตีย์ นอกนั้นก็จะต้องถึงขั้นติดคุกถึงขั้นปาราชิก ประหารชีวิต นั่นคือวินัย แต่ศีลไม่มีบทลงโทษ ใครไม่ทำไม่ปฏิบัติศีลคุณก็ไม่ได้ดีเอง คุณก็ไม่เจริญเอง ไม่มีนิพพาน วินัยเหมือนรั้วป้องกันบ้านไม่ให้อะไรเข้ามา แต่ศีลนั้นเป็นเนื้อแก่นแท้ๆ แม้แต่สะเก็ดคือศีลของต้นไม้ทั้งต้นก็ไม่อาจเอาได้ไปลงอยู่แค่วินัย นี่คือความจริงที่ยืนยัน พวกเรานี้แหละมากู้กลับมีศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้นักบวชหญิงเราก็มีศีล 10 เดรัจฉานวิชาเราก็ไม่มี แต่เถรสมาคมนั้นเต็มไปด้วยไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาเต็มไปหมด สร้างกันทำการปรุงแต่งกันเต็มไปหมดเขาก็ไม่รู้ตัว ไม่ต้องเอาอะไรหรอก ศาสนาที่ได้แต่สวดมนต์สวดมนต์ก็คือเดรัจฉานวิชชา ไม่เข้าใจที่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่สวดแบบศาสนาอื่นใด ในวินัยข้อ 20 ข้อ 21 ข้อ 20 บอกว่าอย่าสวดลากเสียงอันยาว รัสสระเสียงสั้นก็ออกเสียงสั้น รัสสระเสียงยาวก็ออกเสียงยาว อะก็อะ อาก็อา แต่นี่ อาาาาา นาาาา โมวววว ตัสสส สะ 1.ไม่ลากยาว 2.ไม่ใส่ทำนองเดี๋ยวนี้อาบัติหมด มีทั้งลากเสียงยาวและก็ใส่ทำนองในข้อ 21 ห้ามใส่ทำนอง เสียงโหยหวน ทำมาหากินกันอยู่ เป็นพระแหล่พระร้อง นี่คือพระวินัยข้อ 20 ไปเปิดพระไตรปิฎก ข้อ 21 ท่านบอกว่า เราอนุญาตสรภัญญะ ก็แปลไม่ได้ ก็แปลว่ามีทำนองเสนาะ สระก็คือสรภัญญะคือคำกล่าว สรภัญญะ แปลว่าเราอนุญาตตามคำกล่าว ไม่มีทำนองรากเสียง แต่แปลเข้าข้างตัวเองว่ามีทำนองนิดหน่อย แต่มันนิดหน่อยที่ไหน มันบานปลายไปเรื่อยๆ คนสวดมนต์ที่สวดมนต์ถูกต้องมีอโศกเท่านั้น พวกเราอาตมาพาสวดมาแต่ไหนแต่ไร นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโต ตามเสียงสระ รัสสระ ทีฆสระ ก็ไม่ได้ลากเสียงยาวเกินตามสระเสียงยาว ตามคำตามสระ สรภัญญะ ก็ทำตามนี้นั่นคือวินัยข้อ 21 เขาไม่เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้า อ่านพระไตรปิฎกตีไม่แตกก็ทำไม่เป็น แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าเอาไปสวดเล่นๆ แม้แต่อาตมาบอก ในมุสาวาทวรรค ข้อที่ 4 ในปาติโมกข์ บอกว่าอย่าเอาไปสวดพร้อมกัน 2 คนขึ้นไป ต่อหน้าประชาชน เป็นอาบัติปาจิตตีย์ข้อที่ 4 ก็ไม่รู้แล้ว ก็เอาไปสวดกันเลย เอาพระอภิธรรมไปสวด กุสลาธัมมาอกุสลาธัมมา ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป เอาไปสวดพร้อมกัน 1 ล้านรูปต่อหน้าสาธารณชน เป็นอาบัติทุกคำสวด แล้วบอกว่าได้อานิสงส์นะ จะต้องสวดกันทั้งคืนเลยอะไรอย่างนี้ คือโง่ จนไม่รู้จะโง่อย่างไร ทำอาบัติให้แก่ตัวเองแล้วๆเล่าๆมากๆเยอะๆหนักๆเต็มไปหมด ก็ไม่รู้ว่าอาบัติ ศาสนานี้ไม่ว่าศาสนาไหนทุกศาสนา หลงสวดมนต์ กลายมาเป็นสวดมนต์ หลงผิด มากๆก็ไปนั่งและกราบอย่างที่ทิเบต เอาแต่กราบและสวดมนต์ มันจะเป็นอย่างนั้น บทมนต์คือคำสอน เรียนรู้แล้วเอาคำสอนนี้มาทำความเข้าใจ แล้วปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่ใช่เพลง ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาอวดร้องโชว์ ไม่ใช่ คุณไม่ต้องไปท่องสวดมา ท่องให้เป็นนกแก้วนกขุนทองให้คนอื่นฟังหรอก คุณท่องเก่งขนาดไหนคุณก็แค่นกแก้วนกขุนทอง คุณเข้าใจบทมนต์สิ แล้วเอาไปปฏิบัติให้กิเลสหลุดออกไป แล้วคุณสาธยาอย่างยอาตมานี่ อย่างนี้ต่างหากจึงได้ประโยชน์ อย่างนั้นมีแต่ทำให้ติดยึดแล้วหลงงมงายกันไปอย่างนั้น แค่บทสวดมนต์นี้ก็ทำลายศาสนาหนักหนาแล้ว ทุกวันนี้ รู้เรื่องที่ไหน งมงายอยู่อย่างนั้น กลายเป็นเรื่อง พูดไปจะเป็นลึกเรื่องสูง กลายเป็นราชพิธี ซึ่งน่าสงสารมาก 640609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า