สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ระดับ 7 มีข้อกำหนดอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ระดับ 7 มีข้อกำหนดอย่างไร _ปองใจ...พ่อครูคะอรหันต์ระดับที่ 7 ต้องมีข้อกำหนดอย่างไรบ้างคะ พ่อครูว่า...หรือจะเรียกโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ได้ โพธิสัตว์คือผู้บรรลุอรหัตผล อรหัตตผลระดับโสดาบัน ระดับสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ (ระดับ7) 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ในมหายานก็ไม่มี ในเถรวาทก็ไม่มี แต่อาตมาเป็นโพธิสัตว์รู้ก็เลยเอามาเรียบเรียงบอกเล่า มีข้อกำหนดอย่างไร ถ้าเป็นโสดาบันก็เอาระดับโสดาบันมาวัด ถ้าเป็นสกิทาคามีก็เอาระดับสกิทาคามีมาวัด อนาคามี อรหันต์ ถ้าเป็นระดับโสดาบัน 1. โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) 2. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) 3. นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) 4. สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 1475) คือหันหลังให้โลกียะ ไปสู่โลกุตระ เข้ากระแสแล้ว ทางนรกจะมีสวรรค์ล่อ คนไม่เข้าใจสวรรค์หลงสวรรค์นิดหน่อยก็มีนรกนิดหน่อย หลงสวรรค์ใหญ่ก็มีนรกใหญ่ หลงสวรรค์จมสวรรค์มากเท่าไหร่ก็จมนรกเท่านั้น อย่างธรรมกายเป็นแดนนรกใหญ่ที่เขาหลอกเต็มที่แล้วก็หลงสวรรค์เพ้อฝัน เขาจึงเรียกว่าโรงเรียนฝันในฝัน เมื่อไหร่จะตื่นสักที เอาน้ำราดก็แล้ว เอาไฟจุดก็แล้วก็ยังไม่ตื่น มันหนักหนาสาหัส ถ้าจะอธิบายว่า เป็นขั้นตอนเอาอะไรมากำหนด เลยจากอรหันต์เป็นโพธิสัตว์อธิบายได้ยากขึ้น หากหลัก โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็มีหลักตามนั้น อนุโพธิสัตว์ เอาอะไรเป็นข้อกำหนด ต้องเป็นผู้ที่รู้จักคุณค่าของโลกุตระ ซึ่งจะต้องรู้จัก การอยู่เหนือโลก ที่เป็นโลกขั้น ตามลำดับของโลกีย์ คนหลงอบายมุข ก็ต้องเข้าใจอบายมุขคืออะไร ทุกวันนี้อบายมุ
อ่านต่อ
ขจัดจ้านมากเลย อย่างโอลิมปิกเป็นอภิมหาอบายมุขเป็นการละเล่นตกแต่งสร้างรูปลักษณ์ใหญ่มากเลยในโลกนี้ทุกคนหลงใหล ว่ายิ่งใหญ่มาก จะต้องได้เงินทอง ประเทศไหนก็ต้องแย่งทำ ใครจะฝึกเป็นนักกีฬาก็ฝึกไปเลยทั้งชาติเป็นทีมชาติเพื่อให้ได้เหรียญทอง ทองเก๊ด้วยไม่ใช่ทองแท้ แล้วก็เก่งๆๆๆ เอาเวลาทุนรอนชีวิต ไปโถมกับอบายมุข แล้วนับมันเป็นอาชีพได้ชื่อเสียงเงินทองเลี้ยงชีพด้วยเกียรติยศต่างๆนานา สังคมใดประเทศใดยกย่อง อบายมุข ยกย่องการเล่น การบันเทิงเริงรมย์เป็นของมีค่าประเทศนั้นไม่มีปัญญาประเทศนั้นเสื่อม ก็พูดอย่างวิชาการ ประเทศไทย เป็นเมืองพุทธมีความรู้อันนี้ประเทศอื่นเขาไม่มีความรู้นี้ก็ไม่สอนกันหรอกมีแต่จมกับจม จูงกันลงนรก เสียเวลาทุนรอนแรงงาน เป็นสิ่งไร้ค่าสิ่งที่เสียหาย 3 อย่างนี้ เสียแรงงาน แรงงานทางความคิดปัญญาความรู้ เสียเวลา เสียทุน หมดเนื้อหมดตัวเลย เขาไม่ได้อะไรเลย มีจิตหลงผิด ติดในจิตวิญญาณข้ามชาติไป อันนี้หนัก อาตมาพูดนี้มันทวนกระแส ล้มล้าง เป็นไอ้เข้ขวางคลอง อาตมาพูดในสังคมศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าไม่เอาแบบนี้ไม่ได้ส่งเสริมเลย จริง ต้องอนุโลมบ้าง เป็นเรื่องสมัครเล่นเป็นการอนุโลมเท่านั้นเอง เป็นเรื่องจำนน หากไม่ให้ทางออกเลยเหมือนกับคนติดยา ก็ต้องให้โอกาสนิดหน่อยๆไม่อย่างนั้นตาย ก็เห็นแก่ชีวิตเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก สังคมเรา สังคมชาวอโศก ไม่ได้หลงใหลการพนันการบันเทิงเริงรมย์จึงมีเวลาเอามาทำสิ่งที่มีประโยชน์ มีแรงงานเอามาทำสิ่งเป็นประโยชน์ เอาทุนรอนมาทำสิ่งเป็นประโยชน์ ทั้งๆที่เป็นสังคมของคนจน ประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่เอาจากคนอื่นมากและไม่สะสม สะพัด ซึ่งเป็นคนมีน้อยเสมอ กระนั้นก็ยังอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ เหลือเฟือที่จะให้คนอื่นด้วย ทุกวันนี้พูดได้เต็มปาก ชาวอโศกเข้าฝักแล้ว พึ่งพาตัวเองรอดสร้างสรร สะพัดให้แก่คนอื่นได้ 1.ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งพาตัวเองรอด 3.ให้มากให้เหลือ 4. แจกจ่ายให้แก่ผู้อื่น นี่เป็นคุณภาพของมนุษย์ในสังคมที่สมบูรณ์แบบ ใครจะเป็นหนี้ในส่วนตัวก็แล้วแต่ แต่ในองค์รวมของชาวอโศกไม่มีหนี้ 1. การไม่เป็นหนี้เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเจริญสูงสุดของมนุษย์อันหนึ่ง 2. การมีสังคมสาธารณโภคีเป็นสุดยอดของเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ ทำได้ยากแต่ชาวอโศกทำได้ในยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าทำแต่ในวงการสงฆ์ได้ ในสังคมฆราวาสธรรมไม่ได้เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่เข้าใจสิทธิต่างๆของคน ทำให้เป็นสาธารณโภคีได้ได้ แม้ยุคทาส เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่พระพุทธเจ้าท่านถือธรรมนูญของท่านปฏิบัติได้ให้คนอื่นปฏิบัติตามได้ พระพุทธเจ้าท่านมีบารมีคนก็เลยยอมให้ ในยุคโน้นก็เข้าใจ เขามีสังคมทาสสังคมศักดินา สังคมชั้นวรรณะ แต่ทุกคนยอมให้หมดเลย พระพุทธเจ้าปลดแอกศักดินา ปลดแอกความเป็นภาพ เข้ามาอยู่ในธรรมวินัยนี้ก็เท่าเทียมกันหมด พระพุทธเจ้าจึงเป็นสุดยอดแห่งประชาธิปไตย ในยุคนี้ก็ทำง่าย เพราะไม่เป็นยุคทาสยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นสังคมที่รู้จักสิทธิมนุษยชนเต็มที่ก็ทำได้ง่ายจะตายไป แต่ก็ยาก เห็นไหม อาตมาซึ่งทำถึงขั้นสาธารณโภคีได้ เพราะในยุคนี้ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคสิทธิมนุษยชนเต็มที่อาตมาก็เลยทำได้ ไม่ขัดข้อง แต่ขนาดนั้นก็ยังยากเลย มีคนมาแค่นี้ ถ้าหากประเทศไทยเข้าใจ ผู้บริหารเข้าใจขานรับวันนี้เอาอะไรเป็นโมเดล อ่านเข้าใจให้ได้ว่า ให้มีพฤติกรรมอย่างนี้มีชีวิตอย่างนี้ 1. มีสัมมาชีพ คือพ้นมิจฉาชีพ 5 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)
อาตมาพาทำได้ พวกเราทำได้ เป็นยุคที่ไม่ใช่ยุคทาสเป็นยุคที่ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ทุกคนเข้าใจสิทธิมนุษยชนกันเต็มที่แล้ว มันควรได้ 2. มิจฉากัมมันตะ 3 อโศกพ้นได้หมด 3. มิจฉาวาจา 4 ก็พ้นได้ อาจมี error บ้างก็ค่อยว่ากัน แต่ส่วนใหญ่ทำได้ คนโกหกอยู่ในอโศกไม่ได้ ส่อเสียดอยู่ยากในอโศก 4.สังกัปปะ 3 โดยเฉพาะกาม พยาบาท สองอย่างต้องล้าง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำฌาน แล้วตกผลึกเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เดี๋ยวนี้ทำฌาน สมาธิไม่รู้จักทำสังกัปปะ 7 ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ก็ไม่ใช่ของพุทธ ให้เลิกเสีย มาศึกษาให้ดี อย่างถูกมีอย่างนี้ ตัวอย่างก็มีแล้ว สมาธิในสังกัปปะ 7 มีปัญญาเจโตในตัว เวทนา108 เป็นตัววิจัยวิเคราะห์ แยกมโนปวิจาร 18 เป็นโลกียะ ทำต่อให้เป็นเนกขัมสิตะ 18 ก็เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้ออกนอกรีตไปไกลมากไม่รู้เรื่อง อาตมาพูดเหมือนผยองอวดดี ถูก คนเข้าใจมีปัญญาก็ทำได้ชัด คนที่ไม่มีปฏิภาณปัญญาไม่มีความรู้จะรับได้ ก็หมดปัญญา หมดความสามารถจะไปช่วยเขาได้
โพธิสัตว์ระดับต่อจากระดับ 4 เรียกว่า อนุโพธิสัตว์ ก็ต้องรู้โพธิสัตว์คุณธรรม ว่าเรียนรู้โลก เรียนรู้อัตตา โลกคือความวน โสดาบัน ระดับต่ำ อบาย จิตเราไปตกในอบาย ในระดับที่เหลือเป็นระดับต้นของคุณ คุณเป็นอรหันต์แล้วคุณยังมีเศษส่วนความรู้ของโลก กับตนที่จะเกี่ยวกัน จึงต้องศึกษามีความรู้นะ อันตคาหิกทิฏฐิ 10 เช่นโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง จะต้องรู้ความเป็นโลก มันเที่ยงหรือไม่เที่ยงอย่างไร โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด เป็นอย่างไร ชีพ อย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่งหรือชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น จะต้องเข้าใจศัพท์ที่ว่านี้แล้วศึกษา สัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตายแล้วเกิดอีก หรือเบื้องหน้าแต่ตายแล้วไม่เกิดอีก หรือเบื้องหน้าตายแล้วเกิดก็มี ตายแล้วไม่เกิดก็มี คนที่เป็นโพธิสัตว์จะรู้โลก และอัตตา จะกลับมาเกิดอีกหรือไม่ก็ได้แล้ว ก็คือสูงไปจากอรหันต์ ทำได้เก่งขึ้นๆ จนกระทั่งถึงขั้น 9 ขั้นที่ 10 ความเห็นผิดที่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง สัตว์ที่เกิดอีกก็หาได้บ้าง หรือหาไม่ได้บ้าง คนนี้ไม่มีทางจะรู้ได้ จนสุดท้าย ศาสนาพุทธตายแล้วไม่เกิดนิรันดร แต่ศาสนาเทวนิยมตายแล้วต้องไปอยู่นิรันดรกับอัตภาพปรมาตมัน นิรันดร มันตรงกันข้ามเลย แต่ของพุทธนั้น คุณจะเกิดอีกตายอีกจนกว่าคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณรู้จักปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้วตั้งแต่เป็นอรหันต์ ขั้นที่ 5 ก็จะเชี่ยวชาญรู้โลกรู้อัตตารู้ชีพรู้สรีระ ทำได้เก่งขึ้นอย่างนี้ เป็นอนิยตะคือเก่งขึ้น เป็นนิยตะคือเก่งขึ้น เป็นมหาโพธิสัตว์ก็เก่งขึ้นไปอีก อาตมาก็ไม่รู้จักขยายอย่างไรต่อไปอีก ก็ต้องขยาย อันตคาหิกทิฏฐิ 10 นี้ต่อไปอีก เป็นความรู้ของโพธิสัตว์ ไม่ใช่แค่อรหันต์ อาตมาก็ต้องต่อเนื่องความรู้ของโพธิสัตว์ด้วย แต่ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมา เป็นหน้าที่ของผู้ที่สูงกว่าอาตมา สูงกว่าเต็มกว่า อาตมาแค่นิยตโพธิสัตว์สอนแค่นี้ก็เมื่อยแล้ว 610711_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความจริง ความรู้ จริงที่สุดในทุกปัจจุบัน