สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก จิตใดเป็นจิตวิญญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก จิตใดเป็นจิตวิญญาณ _0015จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก จิตใดเป็นจิตวิญญาณครับ พ่อครูว่า...ฟังดีๆ จิตสำนึกคือ จิตเบื้องบน จิตปกติที่มีการใช้เป็นสามัญทั้งภายนอกภายใน เรียกว่าจิตสำนึก conscious เป็นจิตพื้นฐานเบื้องต้นที่เป็นปกติของคนทั่วไป คนที่ไม่ได้ศึกษาก็จะใช้อันนี้เป็นปกติของเขา จิตใต้สำนึกก็ช่วยเขาอยู่ แม้จิตไร้สำนึก มันจะมีจิตสำนึก conscious จิตใต้สำนึก subconscious จิตอีกอันหนึ่งเป็นอนุสัยเลย เป็นจิตขั้นที่ 3 ลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตเลย เรียกว่าจิตไร้สำนึก Unconscious ถามว่า จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก อันใดเป็นจิตวิญญาณ ก็ขอตอบว่าทั้งสองอันยังไม่เป็นจิตวิญญาณเต็ม เพราะวิญญาณหรือใช้คำว่าวิญญาณจะใช้คำว่าจิตวิญญาณควบก็เป็นอันเดียวกัน เป็นความเต็มของพลังงานจิตของเรา พลังงานวิญญาณของเรา conscious เป็นเจตสิกส่วนหนึ่ง subconscious ก็เป็นเจตสิกส่วนหนึ่ง หมายความว่าเป็นส่วนย่อยลงไปอีกจากวิญญาณที่มาทำงานหน้าที่ของแต่ละหน้าที่ ที่จะมีมิติที่ต่างกัน conscious ก็มิติหนึ่ง subconscious ก็อีกมิติหนึ่ง มันจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น จิตสำนึก conscious ที่เขาใช้ก็เป็นสามัญสำนึกทั่วไป จะใช้ จิตใต้สำนึก subconscious ก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตที่ใช้เข้าไปใกล้กันกับ conscious มาก ลึกลงไปหาชั้นลึกเข้าไปอีก เขาแบ่งเป็น 3 ชั้น เขามี conscious subconscious Unconscious หรือจิตสามัญสำนึก ใต้สำนึก ไร้สำนึกก็มีแค่นั้น ยิ่งลึกลงไปหาอนุสัยเท่าไหร่ เรียกว่าเวทนา หรือเรียกว่าความรู้สึก เจตสิกแห่งความรู้สึก ส่วนหนึ่งของจิตเป็นความรู้สึก แยกไปเป็นภาษาคือมันไม่เต็มวิญญาณ มันไม่เต็มความเป็นจิตทั้งหมด มันก็เป็นส่วนมาทำหน้าที่ของมันแต่ละหน้าที่ และมันก็มีทั้งด

อ่านต่อ

ีกรี มีทั้งความแข็งแรงต่างๆ นานา ซึ่งมันเป็นลักษณะที่เป็นคุณสมบัติเป็นสมรรถนะของมันเสริมขึ้นมา มันก็พัฒนาขึ้นมา เวทนาก็พัฒนาขึ้นมา แล้วมันก็เลื่อนชั้นเข้าไปสู่ที่ลึกขึ้นๆๆ จึงเรียกว่าจิตใต้สำนึก subconscious และจิตไร้สำนึก Unconscious ใครทำจิตสำนึกได้เต็มสมบูรณ์บริบูรณ์ หรือไม่บริบูรณ์เราก็ทำอันที่ 2 เพิ่มขึ้น ก็ทำจิตสำนึกต้นก็จะเป็นพื้นฐานต้นฐาน เป็นกำลัง Static ให้แก่อันต่อๆไป ต่อๆไปก็พัฒนาขึ้นก็เป็นพลังงานร่วมที่ใช้ร่วมคือ dynamic พัฒนาขึ้นจัดการทำงานเพิ่มขึ้นก็เจริญขึ้นเข้าไปลึกเข้าไปหา subconscious หรือจิตใต้สำนึก จนกระทั่งจิตใต้สำนึกขึ้นมาเต็มอีก มันก็มาเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกเลื่อนขึ้นมาเป็นจิตสำนึกเต็ม จิตไร้สำนึกก็เลื่อนขึ้นมาเป็นจิตใต้สำนึกอีกทีหนึ่ง หรือเราลึกเข้าไปโดยคำอธิบาย โดยจริงจิตมันเลื่อนขึ้นมา มันเจริญขึ้นมาหาปัจจุบัน มาหาปกติปัจจุบันสามัญของชีวิตมนุษย์ที่เป็น ถือว่าข้างนอกที่เกี่ยวข้องกับความเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานร่วมกันเลย เป็นทั้งนอกทั้งในร่วมกันไปด้วยกัน นี่เป็นสามัญธรรมดาเป็นความจริงที่สุด เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้เป็นความจริงที่สุด ส่วนที่ลึกอยู่ที่ยังดึงออกมาใช้ไม่ได้ ไกลลึกไปถึงกระทั่งต้องควักไปถึงอดีตมันถึงจะได้ มันยิ่งไม่ใช่ หรือยิ่งไปเฟ้อเอาอนาคตเอาอะไรก็ไม่รู้เอาลมๆแล้งๆ ขึ้นมาใส่ มันก็ยิ่งยังไม่ใช่ เอาความจริงที่ตรงนี้ ปัจจุบันนี้ ตอนนี้อาตมาอธิบายปัจจุบันชัดเจนขึ้น เน้นขึ้น ฟังดีๆ จะเข้าใจ

สรุปอีกที จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก เป็นส่วนประกอบของวิญญาณ อยู่ภายในวิญญาณ ต่างกันนะ เป็นพลังงานของจิตของคน ความรู้อันนี้เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วอาตมาก็เรียนตามพระพุทธเจ้ามาจริงๆ มาในยุคนี้ความรู้ของคนกำลังเลื่อนไหลมาสู่พลังงานระดับจิต ระดับวัตถุเขาเก่งแล้วเก่งจนจะรู้รอบกันหมดแล้ว เอามาใช้งานได้เต็มที่จนกระทั่งออกไปนอกโลก ออกไปสร้างสถานีนอกโลก ไปเป็นอะไรต่ออะไรเยอะแยะมากมาย ซึ่งมันก็เสียพลังงานเสียเวลาไปอีกเยอะ ทุนรอนมากมาย ซึ่งป่วยการ จริงๆ อยู่ในพื้นโลกนี้มันก็เหลือแหล่ที่จะทำ แต่คนมันอยากใหญ่ มันอยากอวดอ้างอวดอยากเด่นอยากเก่งเขาก็ทำกันไป แต่แท้จริงแล้ว จิตที่ช่วยมนุษย์ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์อันนี้สำคัญกว่า คนเห็นแล้ว ในโลกตอนนี้เข้าใจขึ้น มารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เกื้อกูลกันช่วยเหลือกัน ใครตกต่ำก็พยายามช่วยกันให้ดีขึ้นมา ผู้ใดประพฤติชั่วพยายามช่วยกันให้ดี ให้เป็นมนุษย์ที่ดีอยู่ในสังคมร่วมกันเจริญทั้งโลกมากขึ้นๆ ความเข้าใจอันนี้เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นความรุนแรงที่จะทำร้ายกัน เกิดมาเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เสร็จแล้วก็วนเวียน เขาจะรู้ความหมุนเวียนของจิตวิญญาณ ศาสนาเทวนิยมส่วนใหญ่จะอยู่ทางยุโรปอเมริกานั้น เขาไม่รู้จิตที่วนเวียนเกิดๆ เขาไม่รู้ reincarnation การเกิดแล้วตาย เพราะศาสนาเทวนิยมเกิดแล้วเมื่อตายลงจิตก็ไปอยู่กับพระเจ้า นิรันดรด้วยชาติเดียว มาเกิดอีกมาเวียนอีกเขาไม่ต่อ ไม่มีความรู้ที่ว่า ไม่ใช่จิตไม่ใช่เกิดปุ๊บตายชาตินี้แล้วชาติเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าก็พิพากษาให้ลงนรกหรืออยู่สวรรค์กับพระเจ้าเอง ไม่ใช่เท่านั้น จริงๆไม่มีพระเจ้าบันดาลหรือกำกับอย่างนั้นด้วยซ้ำไป แต่คนจะต้องพึ่งพระเจ้า ภูมิฐานยังไม่ถึงต้องพึ่งฐานนี้ คนส่วนมากที่อวิชชาอยู่ยังไม่ถึงมีเยอะ คนจึงนับถือศาสนาพระเจ้าหรือพึ่งพาอันนี้มากกว่า พุทธไม่ได้รังเกียจ พุทธไม่ได้สงสัย พุทธไม่ได้ริษยา เพราะว่ารู้ความจริงว่าต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเขามีภูมิรู้ได้เท่านั้น เขาต้องทำขนาดนั้น ขออภัยนะที่พูดเหมือนข่ม เพราะฉะนั้นเราจึงบอกจะไปทำไมจริงๆ เราก็รู้แล้วเท่านั้นเราก็ผ่านมาแล้ว เรารู้อันนี้กว่านี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีปัญหา เป็นแต่เพียงระวังเสียอย่าไปข่มเขาอย่าไปดูถูกดูแคลนเขาเท่านั้นเอง ศาสนาเทวนิยมที่เป็นลัทธิที่แรงก็แตะไม่ได้จึงต้องระมัดระวัง คริสต์นี้ค่อยยังชั่วรู้ตัวขึ้นมามากแล้ว แตะได้พอได้ แต่ศาสนาหลายศาสนาอย่าพึ่งไปแตะ แตะแล้วเป็นเรื่องดีไม่ดีตายด้วย เพราะพวกนั้นรุนแรง รุนแรงอย่างไม่ไว้หน้าด้วย เพราะงั้นเสียผลไม่เกิดประโยชน์ ต้องระมัดระวัง อันนี้ระมัดระวังจริงๆ อาตมาระมัดระวังมากเรื่องนี้ แต่ไม่รู้มันจะพลาดเมื่อไหร่ ถ้าพลาดขึ้นก็ซวย แต่ไม่ให้พลาด เพราะยากเขาเข้าใจยากแก้ตัวไม่ได้ เขายึดถืออย่างนั้น เขาถืออย่างนั้น เขาจริงอย่างนั้น เขาก็หวงแหนเชิดชูบูชาอย่างนั้นจริงๆ เราต้องระวัง สัจธรรมพวกนี้เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าศึกษาตรัสรู้และเอามาประกาศ อาตมาศึกษาตามมาทุกวันนี้แล้วก็อุ่นใจ ดีใจ ชื่นใจที่ คนชักจะเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งอันนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมในโลก เป็นพฤติกรรม เราหยิบขึ้นมาเป็น phenomenal ของในหลวงก็ดี พฤติกรรมของในหลวง ซึ่งอธิบายยาก อาตมาเคยโยงใยไว้แล้วว่า ไอน์สไตน์เขียนจดหมายบอกลูกเอาไว้ว่าเป็น Bomb of love ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ก็ยินดีพร้อมใจกันทั่วโลกทุกประเทศ เป็นการตื่นตัวตื่นเต้น แล้วก็เป็นการเสียดาย เป็นการเชิดชูบูชารวมกันเป็น Bomb of love ที่ยิ่งใหญ่ ไอน์สไตน์ก็บอกลูกว่า พ่อก็อธิบายให้ลูกฟังไม่ไหว อธิบายไม่ได้ว่ามันจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคต ตามภูมิของเขา เป็นอนาคตังสญาณของไอน์สไตน์ อาตมาเจอจดหมายฉบับนี้ของไอน์สไตน์อาตมาจึงเอาออกมาพูด ชี้ให้เห็นได้เลยว่าเหตุการณ์ 59 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ Bomb of love อาตมาพูดไปเขาก็ไม่ฟังหรอก อาตมาเป็นอาภัพบุคคล แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจมากขึ้นแล้ว เหตุการณ์ของหมูป่าก็ย่อยลงมาอีก จะมีเหตุการณ์อะไรอื่น ความจริงเหตุการณ์อื่นพวกเราก็ทำมาแล้ว เหตุการณ์นี้มันเฉพาะเรื่อง โดยประเด็นหยิบเอาความเป็นชีวิตอย่างเดียว จงมาร่วมกันช่วยชีวิต เท่านั้นเอง ประเด็นสำคัญ มันตัดกรอบ เข้ามาตีกรอบเข้ามาเอาแค่นี้ ชีวิตคนซึ่งสำคัญนะ มี 13 คน ทั้งๆที่คนในโลกนี้มีตั้งเจ็ดพันกว่าล้าน เขาเห็นความสำคัญของชีวิตขึ้นมา นี่คือคุณค่าของคนที่เห็นว่าโอ้โห อาตมาสอนเอาธรรมะพุทธเจ้ามา ศีลข้อที่1 อย่าฆ่าชีวิตสัตว์ใดๆ พยายามย้ำแล้วย้ำอีก แต่ข้อสุดท้ายที่ท่านตรัสไว้ในศีลข้อที่ 1 มีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลาย หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เพราะฉะนั้นคำสุดท้ายของศีลข้อที่ 1 1.ละการฆ่าสัตว์ 2.เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ละนี้ไม่ทำ เว้นนี้อาจจะเว้นหนึ่งไม่เว้นหนึ่ง แต่ละนี้คือขาด ปล่อย ถ้าเว้น อันนี้เว้นอันนี้ยังไม่เว้นนะ มันจึงมีน้ำหนักหรือความหมายต่างกัน ละมันสูงกว่า 1.ฆ่า ฆ่านี้แรงสุดไม่ฆ่า ละการฆ่า เว้นการฆ่า วางทัณฑะ วางศาสตรา วางวัตถุหยาบเลย ทัณฑะนี่ วางวัตถุฆ่าหยาบเลย ระเบิดไฮโดรเยนเลยอะไรอย่างนี้ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ปืนกลปืนสมัยใหม่ อาวุธสมัยเก่าก็ตามอาวุธของที่ร้ายแรงที่สุด วางศาสตรามีความหมายทั้งอาวุธและความรู้ เพราะฉะนั้นจะเป็นอาวุธที่ใช้ความรู้เนียนขึ้นมาดูเหมือนมันร้ายแรง มันเนียนในนะ ที่จริงมันแรงกว่าอาวุธหยาบด้วยซ้ำไปอย่างนี้ได้ ศาสตรา วางหมด สรุปก็คือเครื่องฆ่า จะเป็นอาวุธหยาบๆ ใหญ่ๆ หนักๆ สมัยโบราณกิโยตินอย่างนี้เป็นต้น หรือสมัยของเปาบุ้นจิ้น เครื่องประหารหัวสุนัข ก็วางหมด วางศาสตราวางอาวุธแล้วก็ยังมีความละอาย ละอายที่จะไปเบียดเบียนสัตว์ไปทำร้ายสัตว์ เราเป็นมนุษย์ เราเป็นผู้จิตสูงเราเป็นสัตว์ชั้นสูงแล้ว ทำไมจะไปทำลายสัตว์ชั้นต่ำเหมือนผู้ใหญ่ มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เราเป็นสัตว์ชั้นสูงแล้วทำไมจะไปทำร้ายสัตว์ที่ชั้นต่ำ เหมือนผู้ใหญ่ที่ไปรังแกเด็ก มันแย่นะ มันต้องเสียสละให้เด็กสิ เด็กจะทุบจะตีเราบ้าง เราก็ทนได้ จะรังแกเด็กเมื่อไหร่ก็ทำได้ เพราะฉะนั้นมันก็สลับไปสลับมาในความสำนึก ในความคิดของคนอยู่ที่การเสียสละ ที่จะใช้ความแข็งแรง ใช้ความเป็นผู้ใหญ่ผู้ที่อยู่เหนือ จะต้องช่วยผู้ที่ด้อยกว่า มันสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็มีความละอาย มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...พ่อครูเอาจุลศีลมาอธิบาย บางแห่งเขาเข้าใจผิดว่าสอนแต่ศีล 5 เขาไม่ได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ฆ่าสัตว์ มีการวางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีจิตเอื้อเอ็นดู เขาเข้าใจแต่เพียงว่าไม่ฆ่าสัตว์ จบแล้วศีลข้อที่ 1 แต่มันมีรายละเอียดอีก พ่อครูว่า...ก็ได้ เบื้องต้นหยาบๆ ทำได้อย่างนั้นก็เอา แต่มันไม่จบแค่นั้นนะ ศีลข้อ1 มันยังไม่เต็มนะ ศีลข้อ 1 เต็มก็สวยงาม มันมีจิตไสรทำร้าย ไม่เป็นภัยต่อสัตว์ใดๆเลย นี่เป็นแนวลึกของศีลข้อที่ 1 เพราะงั้นเราก็พยาบามปฏิบัติ มันไม่เสียหายอะไรนี่ ถ้าเราเองจะไม่เป็นโทษภัยจนสัตว์ทั้งหลายไม่กลัวเรา สัตว์ทั้งหลายไว้ใจเรา จะเห็นได้ว่า แดนของพวกเรา นกกระจาบมาสร้างรังเยอะแล้ว นกกระจาบมันมีเซ้นส์ของมันนะ ที่ไหนไม่ปลอดภัยมันก็ไม่ไปอยู่นะ 1. ความสะอาด 2. ปลอดภัย มันเป็นเครื่องวัดบรรยากาศของสังคม 1.บรรยากาศมีความสะอาดไม่มีพิษภัย 2. ปลอดภัย นี่นกกระจาบเป็นตัวชี้ค่าอันนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้นกกระจาบมา ที่สวนบุญผักพืชก็มีรังนกกระจาบมาสร้างรังเยอะแล้วเดี๋ยวนี้ ดินแดนของพวกเราจะมีเพราะมันมี sense ที่จะไว้ใจได้ ถ้าหากที่ไหนไว้ใจไม่ได้มันไม่สร้าง นกกระจาบมี sense อะไรอย่างอื่น สัตว์เดรัจฉานจะมี sense พิเศษ มันต้องรักษาตัวมันชีวิตของมัน เก่งกว่าคนหลายอย่าง คนนี่กลายเป็นไม่เก่งเท่าสัตว์พวกนี้เยอะ ศีลที่อาตมากำลังอธิบายอยู่ขณะนี้ ก็พยายามตามไปแล้วก็ขยายความเป็น อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติหรืออธิวิโมกข์ อธินี่หมายความว่าจิตมันโน้มน้อมไป เจริญไปเรื่อยๆ ไปถึงจุดสำคัญของศีล จุดสำคัญของสมาธิ จุดสำคัญของปัญญา จุดสำคัญของวิโมกข์และวิมุติพวกนี้ พลังงานของจิตมันก็จะเจริญขึ้นไป พลังงานของจิตจะเจริญสูงขึ้นไป เป็น trend เป็นแนวโน้ม ไปทิศทางนั้น เข้าสู่กระแสไปเรื่อยๆ 610713_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แผ่นดินแห่งอนาคามีที่สมบูรณ์ด้วยสาธารณโภคี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน