สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูเป็นอาภัพบุคคลอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูเป็นอาภัพบุคคลอย่างไร _มีผู้ถามมาว่า เหตุใด พ่อครูจึงประเมินว่าพ่อครูปางนี้เป็นอาภัพบุคคลคะ พ่อครูว่า...ถามเรื่องนี้ซ้อนมาก อาภัพบุคคล คือหมายความว่าเป็นบุคคลที่ไม่สมควร ไม่บรรลุธรรม อาภัพ เป็นบุคคลไม่สมควรบรรลุธรรม เขาก็มองอาตมาเป็นอย่างนั้น เพราะว่าอาตมาบรรยายธรรมะที่ไม่เหมือนกับเขาเ ขาว่านอกรีตนอกเรื่องราวก็เลยเห็นอาตมาเป็น อาภัพบุคคล อาตมาก็เลยตกในฐานะนั้น อย่างอาตมานี้ยังนะ คนที่อาภัพบุคคล เป็นบุคคลไม่ควรบรรลุธรรม ไม่มีโอกาส อย่าไปทำการศึกษาอย่าไปรู้ตาม อย่าไปเอา ตีทิ้งอาตมาเลย แต่อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาพูดตามโลกเขามองอาตมา จริงๆ อาตมาไม่ได้เป็น อาภัพบุคคล แต่เขามองอาตมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็พูดไปตามน้ำ แต่โดยจริงอาตมาเป็นคนบรรลุธรรม ไม่ใช่คนไม่ควรบรรลุธรรม อาตมาไม่ใช่อย่างนั้นแต่อาตมาเป็นผู้บรรลุธรรมแล้วด้วย เป็นคนละฟากฝั่งระหว่างอัจฉริยะกับจอมโง่ นี่คือความจริง ถามมานี่ อาตมาอธิบายนัยยะละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนให้ฟัง หนึ่ง อาตมามาอธิบายธรรมะในยุคนี้ มีใครอธิบายธรรมะอย่างอาตมาบ้าง ...ไม่มี สอง มีใครอธิบายได้ละเอียดลออเท่าอาตมาบ้าง. ..ไม่มี สาม ใครมายืนยันว่า นี่เป็นความจริงๆจริงขอยืนยันว่านี่คือธรรมะพระพุทธเจ้ามีใครมายืนยันอย่างหนักแน่นเอาจริงเอาจังอย่างอาตมาบ้าง ...ไม่มี จริงๆนะ อาตมานี่เกิดมาชีวิตของอาตมา อาตมาก็จะอยู่กับความรู้ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านี้ ไปจนกว่าจะที่สุดเป็นพุทธเจ้าให้ได้แน่นอน เพราะอาตมาอยู่ในระดับ 7 แล้ว อาตมาถูลู่ถูกังแล้ว 7 ระดับ มันไม่ใช่เรื่องเล่นนะ อาตมาได้ผ่านมา อาตมาเกิดมาเพื่อทำงานนี้ born to be อันนี้ อาตมาไม่มีทางเลือก ไม่มีอันอื่นเลย ยิ่งชาติหน้าๆ ต่อไปอีก ก็ต้องเดินก้าวหน้าไปอย่างน
อ่านต่อ
ี้ พูดให้ฟังอาตมาเข้าใจ ได้ชัดเจนลึกซึ้ง ก็ยังจะทราบว่า โชคดีของเราแล้วที่ได้พบอาตมา จะได้อะไรเพิ่มขึ้น อาตมาว่า อาตมาอธิบายธรรมะนั้นยากมากเลยไม่ใช่ความรู้ธรรมดา แต่พวกคุณก็รู้เรื่อง แล้วได้รับฟังเรื่องใหม่ขึ้นมา ที่รู้ได้ขึ้นมาบ้างก็มีที่ยังไม่รู้ก็มี ยังเติมกันไม่จบนะ ยังเติมได้อีกอยู่นะทั้งๆที่มันมาไกลแล้ว คนที่ยังไม่ใช่อยู่ตีนเขานะ อยู่ในก้นเหว ก็ไม่ต้องพูดถึงเขา คนอยู่ตีนเขาก็ยังพอรู้ได้บ้าง แต่ยังอยู่ก้นเหวนั้นไม่ต้อง อีกนานเลยมันมีจริงไหมคนอยู่ก้นเหวมีไหม ...มี ที่สมมุตินี้เข้าใจกันนะ ขออภัยไม่ได้ดูถูกดูแคลน คนที่พอฟังได้อยู่ตีนเขาก็มีประมาณนี้แหละ ปีนไป หนักหนาสาหัสก็เอา แต่เรารู้ว่าอันนี้คือคุณค่าความเป็นชีวิต เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงได้พึงมีพึงเป็น ก็มาใส่ใจสนใจเอา เพราะฉะนั้น อาตมาจึงทำงานในสิ่งที่ ผู้ที่ไม่รู้ค่า เขาไม่เอา มาทำงานกับผู้ที่รู้ค่า ในจำนวนคนที่น้อยอาตมาก็เอา เพราะเป็นค่าที่หาได้ยาก มันสูงส่ง จะน้อยเท่าไหรก็เป็นยอดเพชรยอดทอง อาตมาไม่ได้ไปเสียเวลากับกรวดหินดินทราย แต่นี่เป็นยอดเพชรยอดทองก็ต้องทำอันนี้ให้ได้ มันเป็นสิ่งที่สุดประเสริฐ ชีวิต ถ้าเผื่อว่า เรามีความรู้ในด้านโลกุตรธรรม เริ่มตั้งแต่สักกายะทิฐิ โลกุตรธรรมอันแรก สังโยชน์ข้อแรก สักกายทิฐิ สักกะแปลว่าตัวเรา กายคือรูปนามคือธรรมะสอง ผู้ที่จะเข้าใจธรรมะ 2 ของตนเอง สักกายะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ผู้จะเข้ากระแส ต้องเข้าใจสักกายะและธรรมะสอง รูปกับนาม และจะต้องอ่านพิจารณารูปนามนั้น สิ่งที่ถูกรู้คือรูป เพราะเป็นลักษณะของสัจธรรมปรมัตถธรรม ก็คือ อาการของจิต กาย ซึ่งอธิบายยาก และอาตมาก็แน่ชัดในตัวเองว่า ไม่มีใครมาอธิบาย กายอย่างอาตมาหรอกในยุคนี้ ไม่มี กายคือธรรมะสอง กายคือลักษณะ กายเน้นตรงจิตเป็นหลัก ดีในพระไตรปิฎกยังมีนะ เล่ม 16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายนั้นตถาคตเรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เน้นตรงนี้ เพราะท่านอธิบายสูตรนี้ว่า กายมีสรีระด้วย มีจิตด้วย เป็นธรรมะสอง สรีระนั้นไม่ต้องเน้นย้ำเท่าไหร่หรอกคนก็เบื่อหน่ายและหน่ายคลาย มันละหน่ายคลายกันได้ คนเห็นความเกิดความเสื่อมความตายเห็นความเจริญของมหาภูตรูป 4 นี้ มันง่าย มันปรากฏให้เห็นได้ง่าย เพราะฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นบ้างในเรื่องของร่างกาย มันเห็นความเปลี่ยนแปลงความเสื่อมได้ง่าย เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปเรียนมากมายเพราะมันรู้ง่าย ปล่อยให้เขาเข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่รู้ยากคือจิต แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมของมหาภูตรูป ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จึงไปเน้นที่จิต ไม่ต้องไปเน้นที่มหาภูตรูป 4 หรอก แต่ ขอแวะแทรกไว้ เพราะฉะนั้นชาวพุทธแม้แต่ในเมืองไทย ไปเข้าใจว่ากายคือมหาภูตรูป 4 มันเลยหลุดออกจากความเห็นของพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าเน้นจิต มโน วิญญาณคือกาย แต่ไทยแปลประเด็นที่กายคือร่างคือมหาภูตรูปหมดแล้ว ซวยไหม ใครเอ่ย เป็นผู้ที่พลาดผิดไปเห็นว่ากายคือร่างคือสรีระ บาปเป็นของเขา อาจารย์คนนั้นที่เป็นอย่างนี้ ให้เปลี่ยนเสีย มีพระไตรปิฎกรองรับด้วยนะ เพราะฉะนั้นเรามาพิจารณาที่จิต มโน วิญญาณ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ใจยังไม่ขยายความต่อกันไม่ยึดมั่นถือมั่นคืออะไร ผู้ที่อธิบายกาย อย่างอาตมาอธิบาย อธิบาย บุญ อย่างที่อาตมาอธิบายก็ดี แต่ไม่มีใครเอามาอธิบาย บุญนี่มากและสำคัญยิ่งกว่า เพราะเอาบุญไปทำลายเละเทะเลย บุญไม่ได้หมายถึงอย่างที่เขาว่าเลย มันเป็นโลกียะเละเทะ สภาวะของบุญนี้ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าถึง หากไม่เข้าใจสภาวะ นอกจากไม่เข้าใจแล้วเอาบุญไปอธิบายผิดเพี้ยนเป็นกุศล เละเลย แยกบุญแยกกุศลไม่ออก บุญคือสภาวะวิบัติ กุศลคือสภาวะสมบัติ วิบัติคืออะไร คือทำความฉิบหายหายไป คือทำลาย บุญคือเครื่องมือฆ่า เป็นพลังงานไม่ได้เป็นวัตถุไม่ได้เป็นสสาร บุญเป็นพลังงานที่มีชีวิต มีประธานมีมนุษย์ควบคุมพลังงานนี้ พลังงานนี้ ใช้เป็นเครื่องฆ่า ไม่ได้ฆ่าอย่างอื่นด้วย บุญนั้นฆ่าแต่กิเลสอย่างเดียว บุญมีปัญญาบุญมีความเฉลียวฉลาดไม่ฆ่าจิต แต่ทุกวันนี้คนไม่เข้าใจเรื่องบุญ เอาบุญไปไม่ฆ่า แต่เอาไปเลี้ยงสิ่งที่ควรฆ่า ตั้งแต่หยาบกลางละเอียดเลี้ยงหมดเลย มันยิ่งซวยๆๆเลยศาสนาพุทธ บุญนี้ฆ่า แล้ว รู้จักกิเลส เพราะบุญนั้นมีปัญญา บุญต้องมีปัญญามีความเฉลียวฉลาดรู้จักปรมัติรู้จักจิตเจตสิก ฆ่ากิเลส หยาบก่อน ถ้ามันตัวโตรู้ได้ง่ายมันมีฤทธิ์แรง ก็ฆ่ามันก่อน จึงต้องศึกษาเป็นลำดับ หยาบก่อน แต่ทุกวันนี้ผิดไปหมด เอาละเอียดไปนั่งหลับตาเลย แล้วก็บอกว่าผู้ที่นั่งหลับตาเก่งนี่แหละคืออะไร นั่งหลับตานั้นปิดทางบรรลุอรหันต์ นี่อาตมาก็อธิบายพูด ไม่ได้ใส่ความหาเรื่องนะ นั่งหลับตาไม่มีทางบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ มันสร้างสมาธิไม่ได้ มันทำให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ไม่ได้ สจิตตปริโยทปนังไ ม่ได้ มันจะไม่มีโอกาสรู้จักบาป ไม่มีวันรู้จักอกุศลจิตแท้ หรือไม่รู้จักกิเลสที่แท้ คุณนั่งหลับตาคุณไม่มีปัจจุบันไม่มี ทิฏฐะ คนที่มีธรรมะเป็นทิฏฐะ เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกะ คือ เป็นผู้ที่มีธรรมะ อันเป็น ทิฏฐะ ก็แปลว่า ธรรมะอันเป็นไปในปัจจุบันกาล คือ ผู้ที่รู้จักธรรมะ เป็นผู้มีธรรมะอันเป็นไปในปัจจุบันกาล ไม่เกี่ยวกับอดีต ไม่เกี่ยวกับอนาคต ผู้ที่ไปนั่งหลับตาไม่มีปัจจุบันมีแต่อดีตกับอนาคตในทิฏฐิ 62 ไปนั่งหลับตามีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีสัจจะเลย อดีตคือความจำเก่าอนาคตยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลยยังมาไม่ถึง มันไม่ใช่ความจริงทั้งอดีตและอนาคต ฟังคำนี้ออกไหมคำว่าความจริงคำเดียวนี้ เพราะฉะนั้นคุณไปนั่งหลับตานี่มีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน เขาหลงว่าเขาสร้างปัจจุบัน ก็ไปนั่งหลับตาอยู่นั่นนี่ไง และการนั่งหลับตาก็คืออดีตทั้งหมดเลย อนาคตที่สร้างคือเรื่องปรุงแต่งของอดีตขึ้นมาแล้วก็ฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งอดีตฟุ้งซ่านเป็นอนาคต 44 เป็นอดีต 18 พระพุทธเจ้าแจกแจงให้ฟังว่ามี 62 ทิฏฐิความคิดอย่างนี้ อาตมาเมื่อย ที่จะเอามาสาธยายทั้งหมดเลย สมณะฟ้าไท สรุป ...ปัจจุบันคือความจริง จบ 610711_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความจริง ความรู้ จริงที่สุดในทุกปัจจุบัน