ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณมนุษย์ และอภิวัฒน์สังคม มาช่วยมนุษย์ให้จบกิจ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณมนุษย์ และอภิวัฒน์สังคม มาช่วยมนุษย์ให้จบกิจ _กราบสวัสดีปีใหม่ พ่อท่านด้วยความเคารพรักยิ่ง “เงิน” เป็นระบบความเชื่อใจ ที่ภิวัตน์โลก และทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา แต่ บ้างว่า “เงิน” คือ อสรพิษ... บ้างบูชาเยี่ยงศาสดา ....ว่าคืออำนาจ ครอบครองโลก บ้างกลับตีค่า “เงิน”... แค่เศษกระดาษชำระ...หนี้ได้ตามกฎหมาย แล้วทำไม!.... คนทั้งโลกกลับใช้พลังชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เงิน” เพื่อความแจ้งชัด ต้องย้อนกลับไปสู่......แดนเกิดของคำว่า “เงิน”

ในอดีตมนุษย์ร่วมกัน ออกหาของป่า-ล่าสัตว์เป็นหมู่กลุ่ม แล้วนำมาแบ่งสรรปันส่วนกัน.... กินหมดก็ออกล่ากันใหม่..... (ทำมาหากินอย่างแท้จริง ไม่มีเก็บกั๊ก) หาได้บ้าง ล่าไม่ได้บ้าง อดๆอิ่มๆ เป็นอนิจจัง จึงสั่งสมความอยาก-ต้องการความเที่ยง ที่แน่นอนสม่ำเสมอ ต่อมาเมื่อมีมนุษย์ผู้ละเอียดมากพอ รู้จักสังเกต ศึกษาธรรมชาติของพืชพันธุ์ ได้พอเข้าใจ พร้อมแรงผลักดันที่อยากเอาชนะความไม่เที่ยง ทำให้กล้าแหกกฎ แหวกแนว ริเริ่มทดลองเพาะปลูก พอเพาะปลูกได้ผลผลิตมา กลับเริ่มหวงแหน รู้จักการกักตุน..เป็น “ของกู” การจับจอง กีดกัน แบ่งแยก จึงเริ่มต้น ....เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทำให้หมกมุ่นเพาะปลูกกันเป็นล่ำเป็นสัน ครอบครัวที่ได้ผลผลิตเยอะก็เริ่มสั่งสมกำลัง เพราะกลัวถูกแย่งชิง จนกลายเป็นผู้มีอำนาจอิทธิพล เมื่อผู้คนรวมตัวกัน จากหมู่บ้านเล็กๆ ขยายตัวเป็นเมือง เมืองใหญ่ๆก่อตัวเป็นอาณาจักร เป็นแว่นแคว้น จึงกำเนิดมี ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ......แต่ความสร้างสรรค์เฉพาะด้าน ไม่ได้ตอบสนองการดำรงชีวิตให้ง่ายขึ้นเท่านั้น ....ยังปลุกเร้าให้ตัณหามากขึ้นอีกด้วย ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี่เอง ได้นำไปสู่ การแลก

อ่านต่อ

เปลี่ยนผลิตผล เช่น เมือง ก. ทำข้าวหมากอร่อย ส่วนเมือง ข. ที่อยู่ข้างๆ ทำผักดองรสเลิศ.... ก. กับ ข. ก็นำมาแลกกัน ตรงไปตรงมา .....แต่เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆด้าน การแลกเปลี่ยนผลิตผลกันเริ่มมีเพิ่มขึ้น เหลี่ยมเล่ห์เพทุบายก็เพิ่มขึ้นตามวิวัฒนาการของกิเลส .....การแลกเปลี่ยนจะยุ่งยากขนาดไหน ! ? …. ความซับซ้อนนี้หมดไป ....เมื่อมี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านคิดค้น ที่เป็นสมุนเกาะกินผู้มีอำนาจ (..แบบที่ Adam Smith คิดระบบทุนนิยม ให้นายทุน) ได้คิดค้น..แก้ปัญหาการสะสมกักตุนแบบไม่เน่าเสีย พร้อมด้อยค่าผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ...โดยสร้าง ตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ...ที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ขึ้นมา .....สิ่งนั้นเรียกว่า “เงิน” จากการค้ำประกันของผู้มีอำนาจ “เงิน” จึงได้รับการยอมรับไปทั่ว ทุกคนต้องการ “เงิน” ก็เพราะ คนอื่นๆ ก็ต้องการ “เงิน” เช่นกัน.... แม้แต่คนที่ไม่รู้จักกัน ไม่เชื่อใจกัน ยังสามารถร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อ “เงิน” ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม.... อาจจะไม่เห็นตรงกันเรื่องคำสอนของศาสนา แต่พวกเขาเห็นตรงกันในมูลค่าของ “เงิน” ซึ่งก็หมายความว่า คุณสามารถแลกเปลี่ยนเงิน กับอะไรก็ตามที่คุณอยากได้ (ถ้ามีคนยอมขาย) กระทั่งการเอารัดเอาเปรียบกัน กลายเป็นอาชีพ ! เกิดเป็น “ระบบนิเวศทางการเงิน” ที่โยงใยซึมลึกเข้าเส้น ก่อเครือข่ายชูชีพด้วยหนี้สิน .....กัดกร่อนสมรรถภาพมนุษย์ให้(พ่อครูว่า จนกระทั่งถ้าไม่มีเงินไม่มีชีวิตที่อบอุ่นไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดไหม ถ้ามีเงินแล้วจะรู้สึกว่ามีอำนาจกล้าหาญชาญชัยเอาเงินฟาดหน้าเลยอะไรอย่างนี้เป็นต้น)ปวกเปียก จนเครื่องอาศัยล้นชีวิต ......ทำลายจิตวิญญาณไปในที่สุด จากนิรมาณกาย (พ่อครูว่า… ที่มันเชื่อถือว่ากันว่าตั๋วแลกเงินคืออำนาจยิ่งใหญ่ก็คนรับกันที่จริงมันไม่มีจริง ตั้งค่ากันขึ้นมาแล้วก็ยอมรับกัน ใครที่สามารถทำให้สังคมยอมรับได้กว้างขวางมากเท่าใด ตั๋วเงินใบนั้นอัตราค่านั้นก็มีค่าขึ้น ถ้าใครสักคนบอกว่านี่เงินใหม่นะ ดีไม่ดีผิดกฎหมายถูกจับเลย ทุกวันนี้ยอมรับสมมุติกัน ว่าอย่ามาตั้งค่าเงินขึ้นมาอีกนะ ตำรวจจะจับเอา จะมาสร้างค่าเงินซ้อนในประเทศมันไม่ได้มันผิดกฎหมายเลยนะ) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... สมัยโบราณเปรียบเงินคือ แก้วสารพัดนึก มันก็จริงนะ พ่อครูว่า... ย้อนมาจากเหตุว่า กว่าจะมาเป็นธนบัตร ของแต่ละชาติแต่ละประเทศ ที่คนมายึดติดยึดถือเป็นสิ่งที่สำคัญจากสังคม มันก็เกิดจากสมมุติจากความต้องการของกิเลส เกิดจากการไม่รู้ว่า จริงๆแล้วสาระของชีวิตที่เป็นเหตุปัจจัยของชีวิตนั้น มันคืออะไร แล้วตนเองสร้างตรงเลย สร้างเหตุปัจจัยที่ชีวิตอาศัย เช่น ข้าว ผ้า ยา บ้าน ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตั้งแต่เงินยังไม่มีอำนาจบาตรใหญ่เท่าทุกวันนี้ ท่านตรัสรู้แล้ว สอนไว้แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความสำคัญของชีวิตก็จะไม่ต้องไปหลงใหลได้ปลื้มกับธนบัตรแบงค์ กระดาษชำระที่ใช้กัน เราไม่ไปเป็นคนชั้น 2 ที่ต้องอาศัยเงิน เราเป็นคนชั้น 1 ที่ตรงไปข้าวผ้ายาบ้านเลยสร้างเองแจกกันหรือแลกกันกินใช้ ชีวิตจะไม่ต้องไปอยู่ในวงโคจร ของพวกที่หลงใหลใช้อำนาจเล่ห์เหลี่ยมในนั้นสารพัด อยู่ที่ตัวเองโง่ไปหลงอยู่กับตัวเลขราคาสมมุติของธนบัตรทั้งๆที่เป็นกระดาษแผ่นๆพอๆกัน ของประเทศนี้ค่ามันสูงกว่าประเทศนี้ทั้งที่กระดาษพอๆกัน เขียนตัวเลขสมมุติเอาไว้ หัวปั่นเลย เชื่อตาม หลงใหลได้ปลื้ม มีความมั่นใจถ้าเรามีธนบัตรของเจ้านี้เดี๋ยวนี้โลกเขารับรองมาก เงินอันนี้อันนี้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้จะเป็นเงินอยู่ในอากาศ เรียกว่าเงิน เงินดิจิตอล เขียนตัวเลขสมมุติกันไปลอยลม อีกหน่อยอาตมาว่าในอนาคตจะเห็นเลยว่า พวกที่หลงใหลกับตัวเลขที่สมมุติกัน คนที่ยึดหลงใหลไปสะสมนั้น จะอยู่ยาก คนที่รู้แล้วว่า ไม่จำเป็นจะต้องไปแย่งไปชิง ไม่จำเป็นจะต้องไปหัวหมุนอยู่กับตัวเลขกระดาษ หรือว่าค่าที่แม้จะเป็นดิจิตอลก็แล้วแต่ อะไรที่เป็นสาระแก่นสารของชีวิต ที่อาศัยใช้ในชีวิต กินด้วยใช้ด้วยนี่แหละไม่มีเพียงพอแล้วหรือจะเป็นบริขารมีเครื่องประกอบที่จะต้องเอามาใช้บ้าง เป็นแว่นตา เป็นถ้วยชาม เป็นกระดาษ เป็นอะไรที่มันพอจะต้องอาศัยใช้สอย ก็สำคัญน้อยลงไปกว่าอาหารที่เป็นหนึ่งในโลก ที่กินที่อาศัย ก็จะรู้ก็จะมีปัญญารู้ในสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ไปหลงใหลได้ปลื้มกับตัวเลข ไม่ไปอิงตัวเลขอยู่ในอากาศ สมมุติกัน ผู้ฉลาดมีปัญญาก็จะรู้ทันก็จะไม่ไปบ้ากับสิ่งเหล่านี้ ชีวิตก็จะสบาย ผู้ใดที่ยิ่งติดหนักเลย ว่า แหม.. อย่างนี้ ฉันมีหุ้นอยู่นะ ฉันเทขายไป อะไรต่ออะไร แล้วเขาก็จริงจังกันนะแล้วรวยกันไปเป็นชาติๆ แล้วก็ยังรุ่งเรืองกันอยู่ในโลก ทุกวันนี้ หลายร้อยปีมาแล้วพวกนี้ คนที่เข้าใจแล้วบอกว่า โอ้! มันไม่เที่ยงแล้วนะมันล้มง่ายๆ มันรับรองกันประเดี๋ยวเดียวมันก็กลายเป็นกระจอกเลยนะ รวยๆนี่ปุบปับๆ มันยิ่งไม่เที่ยงอย่างสำคัญเลย ถ้าเรามีฝีมือ มีความรู้ มีสังคมที่ ชีวิตนี้ คุณจะมีอะไรไม่มีอะไร เราเห็นความสำคัญน้อย แต่ความสำคัญในสิ่งสำคัญพวกนี้ เรามีอุดมสมบูรณ์พร้อมเพียง ช่วยกันทำช่วยกันสร้าง ทำไปเหลือกินเหลือใช้แจกจ่ายคนอื่นด้วย นี่คือผู้ที่รวยจริง ผู้ที่อุดมสมบูรณ์จริง ผู้ที่รู้ค่าของชีวิตจริง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าชีวิตที่เผินๆ ชีวิตที่มันไม่รู้จักสาระแก่นสารแท้กับชีวิตของคนที่รู้จักแก่นสารแท้คือใคร สิ่งที่มอมเมา สิ่งที่สร้างค่าว่า ถ้าคุณมีเสื้อ ตัวนี้สวยกว่าตัวนี้นะราคาแพงกว่านะ ก็หลงใหลไปตามค่าที่โลกเขาสมมุติ อย่าว่าแต่เสื้อตัวนี้ราคามันแพงเลย มีค่านิยม เสื้อตัวนี้ ถ้าได้ใช้ จากคนนี้เป็นคนผลิต คนนี้คิดขึ้นมาตีราคา ธรรมดาเสื้อ 1 ตัว 100 บาทแต่นี่ราคาตั้ง 50,000 บาท ถ้าใครได้อันนี้มาใส่แล้วเหาะได้เลยนะ มันก็บ้าซื้อแล้วมันก็เหาะไม่ได้หรอก แต่มันเหมือนคนเหาะได้เลยนะเดินลอยหลง อันนี้มันก็เป็นสมมุติที่รู้กันอยู่ คนที่ฟังแล้วเข้าใจจะเห็นได้ว่าโลกมันจะสมมุติ มันไม่ต่างกันเลยเสื้อคลุมกายนี่ สมมุติว่าแค่เสื้อมีแขนบ้างไม่มีแขนบ้าง มีคออย่างโน้นอย่างนี้มีโน่นมีนี่ก็แล้วแต่ ทำให้มันต่างกันไปหน่อยแต่ก็สมมุติ ถ้าเจ้านี้เป็นสมมุติว่าเป็นเจ้าแห่งแฟชั่น เป็นแบรนด์เนมอันนี้ โอ้โห.. รู้สึกว่ามันฟ่องฟู ฟูฟอง มันอื้อหือ.. ผู้หญิงทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ใครเคยบ้าอย่างนี้มาบ้าง นั่นน่ะ เดี๋ยวนี้หายบ้าแล้วหรือยัง ตอบได้ จริงหรือเปล่า...จริง แต่ก่อนนี้โง่จริงๆ จะเห็นได้ว่าเราถูกสังคมหลอกมอมเมาครอบงำ เพราะฉะนั้นคนไหนที่หยุดโง่แล้วหายโง่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเสื้อผ้าหน้าแพรคือสิ่งที่กันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันความอุจาด ก็เท่านั้นเอง ก็อาศัยใช้สอยไป รู้สาระของมัน ไม่ใช่เรื่องหลอกมอมเมากันสารพัด จนกระทั่งไปตีราคาและไปใช้ธนบัตรกระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมา แลกมาซื้อมา อะไรต่างๆนานากว่าจะได้ ต้องไปหาธนบัตรกระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมา เพื่อจะไปซื้ออันนี้ๆ เหน็ดเหนื่อยมาก นี่แหละ เป็นเรื่องของโลกที่เราจะเรียนรู้กันไปหมด _จากนิรมาณกายของการแลกเปลี่ยน แล้วก็พากันเชื่องมงาย อุปโภค บริโภคกันไป ....มีสัมโภคกายกันไป จนเป็นตัวเป็นตน...เป็นเหรียญ เป็นธนบัตร เป็นอาทิสสมานกาย ที่เพียงดำรงอยู่ในจินตนาการร่วมกันของมนุษย์เท่านั้น พ่อครูว่า... เทวนิยม สมมุติพระเจ้าขึ้นมาแล้วก็ สัมโภคกายร่วมกัน ไม่มีพระเจ้า พระเจ้าจริงๆก็คือความรู้ของศาสดาแต่ละองค์นั่นแหละ ท่านสั่งสมกรรมวิบากของท่านมามีความรู้ความจริงของท่านได้เท่านี้ แล้วท่านก็เอามาประกาศกับคน ให้ศึกษาอย่างนี้แล้วดำเนินชีวิตไปตามอย่างนี้ ก็ใช้ในสังคมแต่ละกลุ่มของศาสนาแต่ละศาสนา ก็เป็นเท่านี้แหละ _แต่แทบทั้งโลกกลับยังคงงมงาย ตกเป็นทาสของ “เงิน”เรื่อยมา จากเร่าร้อน..เป็นร้อนรน..ในโลกปัจจุบัน ข้อมูลสำรวจในปี 2019.. โลกมีเงินทั้งสิ้นรวมกันแล้วประมาณ 3,000 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ มีเพียง 8% ที่จับต้องได้ในรูปธนบัตรและเหรียญเท่านั้น ... ที่เหลือเป็นเพียงตัวเลขในบัญชีที่อยู่ใน server computer....แต่หนี้สินที่ท่วมโลกกลับมีมูลค่าสูงถึง 7,000 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตอันใกล้นี้(อีกไม่นาน) เงินทั้งโลกจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างแท้จริง ...จะเป็นแค่เพียงตัวเลขในระบบ Digital Currency ที่อยู่ใน Digital Wallet (application บนโทรศัพท์มือถือ) ....โดยมี CBDC (Central Bank Digital Currency) เป็นเจ้ามือกินรวบ ไม่แบ่งค่าต๋ง มาทำการควบคุม ดูแลการแลกเปลี่ยนตัวเลข กับสินค้า-บริการในทุก transaction(ธุรกรรม)..... ซึ่งจะควบคุมทาสของเงิน ให้เป็นไปในอำนาจได้อีกด้วย ดังนั้น “เงิน” จึงเป็นอะไรก็ตาม ที่ใช้เพียงเพื่อ..แทนค่าสิ่งของหรือบริการ (เช่น บุหรี่ก็คือเงินในคุก น้ำแทนเงินในทะเลทราย เป็นต้น)..... และความจริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้โหยหา “เงิน” ที่ลักษณะทางกายภาพ แต่มุ่งหวังไปที่ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นได้ ของเงินต่างหาก แต่ในที่สุด “ความโหยหามุ่งหวัง” ในใจมนุษย์ก็ถูกขจัดไปได้ โดย ... “ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณมนุษย์ และอภิวัฒน์สังคม” - สมณะโพธิรักษ์ ท่านสอนให้มีใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ...โดยใช้ “ศีล” ของพระพุทธเจ้าเป็นตัวกำกับ (แล้วสังคม เศรษฐกิจ การเมืองดีๆจะตามมาเอง) ๔๐กว่าปีมาแล้ว ที่ท่านได้ริเริ่มให้จัดมหกรรมการเกื้อกูล เพื่อฝึกฝนเพิ่มพูนการเสียสละ ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของท่าน

ขอเชิญผู้ยังลังเลสงสัย และผู้ยังไม่รู้ว่าสงกรานต์จะไปไหน ...มาเป็นสักขีพยานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ตนได้ .. ในงานตลาดอาริยะครั้งที่ ๔๒ ณ ราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ๒๕๖๖ งานที่มีความเกื้อกูล และเสียสละ เบ่งบานภิวัตน์ไปทั้งงาน ( ถ้าปีนี้ไม่ทัน ค่อยมาปีหน้า หรือปีต่อๆไปก็ได้ ...เค้าจัดทุกปีไม่ย้ายไปไหน ) พ่อครูว่า... นี่เป็นสัญญาประชาคมนะ จัดทุกปีไม่ย้ายไปไหน เท่ากับสัญญาประชาคมเลยนะนี่ ตลาดอาริยะ มาพูดถึงเรื่องนี้จริงๆแล้วนี่นะ อาตมาว่ามันเป็นเรื่องสัจจะ และเป็นเรื่องจริงใจ อย่างชาวอโศกอาตมาพาทำนี้ ตั้งแต่อาตมาทำมาอาตมาว่าอาตมาจริงใจ ในเรื่องที่จะแจกจ่ายเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่สังคมมนุษยชาติกัน ใครจะมารับบริการนี้ เราทำให้จริงๆเสียสละเกื้อกูลกันไป โดยไม่ทำเหมือนอย่างที่คนที่อื่นเขาทำ อย่างพระหลายวัดหว่านเงินธนบัตร หว่านแจก มารับกันเยอะแยะเราไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เราทำนัยยะอีกอย่างหนึ่ง ให้มีการได้ฝึกฝน แต่ก่อนนี้ตลาดอาริยะของเราแย่งกันแล้วก็มีเล่ห์เหลี่ยม มีการหาพรรคพวกมาเข้าแถวเข้าคิวต่างๆนานา เดี๋ยวนี้รู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ไม่แย่งไม่ชิง นี่คือการทำให้สังคมเกิดจิตพัฒนา จิตวิญญาณเจริญขึ้น ไม่ได้เห็นแก่ตัวรู้จักการแบ่งแจก นี่คือการสร้างเศรษฐกิจ กับมนุษยชาติที่ทำให้เกิดพัฒนาจิตวิญญาณ รู้ว่าอยากได้แต่ก็ไม่ขี้โลภจนขึ้นหน้าเหมือนอย่างแรกๆ มีพัฒนาการอย่างนี้ สังคมมนุษยชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นสุดยอด กิเลสเป็นตัวเหตุ เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่ว่าแค่อยากได้วัตถุ อยากได้อำนาจ อยากได้การสรรเสริญยกย่อง แม้ที่สุดอยากได้ความสุขที่มันไม่มีตัวตนที่สุขเลย สุขด้วยการสร้างค่าขึ้นมาเป็น นิรมาณกาย แล้วสัมโภคกาย ที่จริง มัน ไม่มี อทิสมานกาย แต่ก็มาสมมุติแล้วก็ติดยึดกัน ผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีปัญญารู้ว่า คุณอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่เป็นความสำคัญในชีวิตที่จะตั้งอยู่ อาหาร เป็นหนึ่งสำคัญ นอกนั้นก็เป็นเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นเครื่องอาศัยที่จะใช้ เป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบ แต่เป็นเครื่องมือในการเสียสละ เราจะใช้งานนี่ กระดาษแผ่นหนึ่งเขียนแล้วก็บันทึก สิ่งที่ทำยังไงเราจะประพฤติเสียสละให้แก่สังคม ไม่ใช่เอามาบันทึกว่าทำอย่างนี้เราจะได้เปรียบสังคม เพราะฉะนั้นความเจริญของมนุษย์ จึงอยู่ที่ความได้เสียสละ ชีวิตเราสามารถพึ่งตนเองรอด เราสร้างสรรค์ แม้เราไม่ได้สร้างสรรค์โดยตรง เช่น เราไม่ได้ปลูกข้าวโดยตรง เราไม่ได้ปลูกพืชผักเข้ามาอาศัยกินโดยตรง ไม่ได้สร้างเสื้อผ้าโดยตรง ไม่ได้สร้างยารักษาโรคโดยตรง ไม่ได้สร้างบ้านเรือนโดยตรง หรือไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นบริขารคือสิ่งที่จำเป็นต้องเอามาใส่ใช้สอยประกอบชีวิต แต่ เราก็มีความรู้ความสามารถในด้านอื่นที่จำเป็น มนุษย์ต้องอาศัยใช้สอยในยุคนี้ แม้ที่สุดสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งที่บาป เป็นสิ่งที่ ทำลายชีวิตเป็นสิ่งไร้ค่า ทำลายชีวิตและมอมเมามนุษย์ ผู้มีปัญญาก็เข้าใจว่าเราไม่ควรไปสร้าง สิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วฆ่าทำลายชีวิต สร้างขึ้นมาเป็นสิ่งมอมเมาเป็นสิ่งเป็นพิษต่อชีวิต ชีวิตเราเกิดมามีเวลาเหมือนกันเท่ากันเอาไปสร้างทำไมแบบนั้น กรรมเป็นอันทำด้วย ไร้ค่าเป็นบาปให้แก่ชีวิตอีก ผู้ที่รู้ลึกซึ้งไปถึงขั้นบาปไม่ทำ รู้จักกรรมวิบาก เทวนิยม ยังไกลมากเลย ที่เขาไม่เชื่อไม่รู้จักกรรมวิบาก เพราะฉะนั้นเขาจะสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่าชีวิต สร้างสิ่งมอมเมามามอมเมามนุษย์ สร้างสิ่งที่เป็นพิษมาให้แก่ชีวิตมนุษย์ เขาไม่รู้ เพราะศาสดาหรือพระเจ้าไม่ได้สอนเขา แต่ศาสนาพุทธสอนเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผู้รู้จริงอย่างชาวอโศกจะไม่ไปสร้างอาวุธ จะไม่ไปสร้างสิ่งที่เป็นพิษ จะไม่ไปสร้างสิ่งที่มอมเมา สร้างแต่สิ่งที่เป็นสาระ แต่ละเวลากับกรรมของเรา Kama and time of continuum สันตติ ที่มันดำเนินไปเป็น continuing ชีวิตเราจึงมีกรรมที่มีค่าไปแต่ละกาละของชีวิต รู้จักพักรู้จักเพียร ชีวิตผู้ที่รู้จักสาระแล้วไม่เอาเวลาเอาแรงงานเอาทุนรอน เอา เวลา แรงงาน ทุนรอน เอามาสร้างสาระแก่นสารชีวิตแม้แต่บริขารก็อาศัยใช้บ้าง อาศัยด้วย แต่อันไหนเป็นที่หนึ่งในโลกก็เข้าใจช่วยกันทำ เพราะฉะนั้นอาตมาเน้นให้พวกเรามาเป็นกสิกร สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ ผู้ที่จะเก่งในทางที่จะสะพัด การสะพัดทุกวันนี้ การที่จะแจกจ่ายเจือจาน ออกไปสู่มือผู้จะรับข้างนอกอีก เราก็พยายามมีความรู้ศึกษาเพื่อเอาไปแจกจ่าย แต่ การจะแจกจ่ายเผื่อแผ่เพื่อผู้อื่นต่อไปของเรา เป็นระดับเศรษฐกิจโลกุตระ ไม่ได้ออกไปแจกจ่ายเผื่อแผ่แบบที่จะได้เปรียบหรือเอาเปรียบมาคืน แต่เป็นการแจกจ่ายไปเพื่อที่จะเสียสละ เพราะเรามีความพอ จิตของเรามีสันโดษ สันตุฏฐิ มีความสามารถสร้างอาศัย มากินใช้เพียงพอ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปเอาเปรียบเอาเกินกว่าค่า กว่าสิ่งที่จะไปเอาเปรียบเขา มันเป็นหนี้ เอาเปรียบมันชั่ว ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราไปเผื่อแผ่แจกจ่าย เสียสละแบ่งปันแก่ผู้อื่น ผู้ที่มีเศรษฐศาสตร์ในญาณปัญญาแบบนี้ คือ ผู้ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เอกของโลกและประพฤติเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสังคมอยู่จริง เป็นตัวที่ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ต้องแก้ เพราะเราช่วยให้เศรษฐกิจนี้เป็นจริง กระจายสะพัดสิ่งที่อาจจะมีจำนวนจำกัดให้ทั่วถึงกัน คือนิยามของเศรษฐศาสตร์ เราทำแล้ว เราทำอยู่ และทำต่อ อันเดียวกันกับ นายกฯประยุทธ์ ตรงกันเลย ของในหลวงตรงกันคือ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็ตรงกันเราก็ทำ นายกฯประยุทธ์ทำโดยเจตนารมณ์อย่างนี้ ตามที่ท่านรับผิดชอบ เราก็สำคัญในหน้าที่ของพวกเรา นายกฯประยุทธ์ไปแบกรับการบริหารของประเทศ ท่านก็รับไป เราก็ไม่ได้ไปทำหน้าที่นั้น เราก็ทำหน้าที่สร้าง สิ่งที่ให้คนอาศัย แล้วเราก็บอกกล่าวกัน บอกกล่าวกัน ถึงขั้นให้เข้าใจชีวิตว่า คนไม่จำเป็นจะต้องรวย เพราะคนที่เจตนาไปรวยนั้นเป็นคนโง่ เป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนที่ทำโทษภัยแก่สังคม เป็นคนมีภัยแก่สังคม ส่วนคนขยันหมั่นเพียรมีสมรรถนะ มีความรู้ความสามารถและก็สร้างให้แก่สังคมและก็เสียสละสะพัดออกไป นี่ต่างหาก พูดกับคนในโลกที่ไม่ใช่คนโง่ดักดาน ก็รู้กันทั้งนั้นว่าอย่างนี้เป็นความดีงามของ มนุษย์ เพราะฉะนั้นถ้าคนเข้าใจสัจธรรมอันนี้ แล้วมาทำความดีงามอย่างนี้มากกว่าคนเอาเปรียบ สังคมก็สบาย สังคมก็แย่งกันน้อยลง แต่ความจริงแล้วคนไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังอันนี้ มันขี้โลภไม่มีจบมันโลภไม่มีพอ แล้วมันก็แย่งกัน แย่งกันอย่างร้ายแรงจนกระทั่งฆ่าแกงกัน ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาหรือฆ่ามันแล้วเอาสมบัติมันมาเลย รุกรานกันในระดับประเทศ ในโลก ทำอยู่ เพราะเขายังโง่อยู่ ผู้ที่ไม่ทำแล้วคือผู้ที่เลิกโง่ ผู้ที่มาช่วยสังคมช่วยมนุษยชาติอย่างที่อธิบายไป ตรงตามสัจธรรมที่ว่าจริงๆ จึงเป็นผู้ที่อนุเคราะห์โลก ช่วยโลกไม่ให้เกิดแย่งชิงฆ่าแกง ให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้สงบสบาย เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะทำกับสังคมกลุ่ม แต่ละกลุ่มแล้วก็ขยายกลุ่มให้คนอื่นได้เข้าใจแบบนี้แล้วก็มาทำตาม คือผู้ช่วยโลก ผู้ช่วยเศรษฐกิจโลกหรือช่วยรัฐกิจ ช่วยการบริหารการดูแล บริหารปกครองกันในโลก เป็นการช่วยสังคม สรุป แล้ว เศรษฐกิจ รัฐกิจ สังคมกิจ 3 พฤติกรรมนี้ไม่ได้แยกกัน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงสังคมว่าจะสงบจะเรียบร้อยสังคมจะราบรื่น สังคมจะอยู่อย่างอบอุ่นเป็นสุข อย่างที่อาตมาได้พยายามใช้คำให้มันทันสมัย ให้มันเข้ากับยุคแล้วสื่อกันรู้ว่า เป็นสังคมของคนที่มีภูมิปัญญา มาเอาเองเรียกว่า อิสระ เราไม่ได้ไปบังคับให้ใครมาเอานะ แล้วไม่ได้ล่อหลอกไม่มีอะไรแฝง พูดให้ชัดให้ตรงให้คมให้แม่นด้วยสาระ ไม่ได้มีสี ไม่ได้มีน้ำตาล ไม่มีอะไรพอกมากเลย เพราะฉะนั้นบางอย่าง บาดเสียดสด ตรง มันไม่มีอะไรมาพรางมาบังมาลวง มันเนื้อแท้ คนที่จะมีภูมิปัญญารู้อย่างนี้แล้วมาทำอย่างนี้จริง จนมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ให้คนที่มีภูมิปัญญารู้ได้ ใน Concept หรือใน ความยึดถือความรู้องค์รวมของคนส่วนใหญ่เป็นปุถุชน ยังมีเรื่องที่จะต้องบำเรอตนเองด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) บำเรอตนไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันยังไม่ลดได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นคนที่ได้ศึกษาตามความรู้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างพวกเรา จะเป็นแบบเป็นตัวอย่างที่เป็นเศรษฐกิจก็จบกิจ รัฐกิจก็จบสังคมกิจก็จบกิจ คำว่า จบกิจ ภาษาบาลีว่า กตัง กรณียัง กตังคือจบแล้ว กรณียังคือกิจ หรือหน้าที่การงาน หรือสิ่งที่ต้องกระทำ จะกระทำในแนวไหน ในแนวเศรษฐกิจ ในแนวรัฐกิจหรือแนวสังคม มันเสร็จจบ จบคืออย่างไร คือ ไม่ต้องมาทำวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้แล้ว มันแล้วจบแล้วทำอย่างนี้ ทำ ขนาดนี้ มันพอดี พอเหมาะ อย่างนี้แหละใช้แล้ว ดีที่สุดแล้ว เช่น คุณไม่เอา เวลาแรงงานทุนรอนไปทำอย่างโน้น มาทำอย่างนี้ ได้ประมาณนี้ พอ เออ มันเกินหน่อยก็ดีเผื่อคนอื่นเท่าที่เราจะมีความสามารถ เพราะการเผื่อแผ่ผู้อื่นยังไม่ต้องสันโดษก็ได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าเราไม่สันโดษในกุศล เพราะสิ่งนี้ผู้อื่นจะได้อาศัย ไม่ใช่สิ่งมอมเมา ไม่ใช่สิ่งเป็นพิษ โดยเฉพาะไม่ใช่สิ่งที่จะไปฆ่าแกงทำร้ายทำลายเค้าเด็ดขาด เป็นสิ่งที่ชีวิตต้องอาศัยใช้สอย เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญารู้ว่า วินาทีแต่ละวินาทีผ่านไป เราไม่ได้ใช้ วินาทีไปกับการโง่ๆ ที่เขาหลงใหลเสียเวลา เวลาของเรามาทำสิ่งนี้ แล้วทำได้ เป็นจริงตามที่เรามีความรู้ว่าต้องทำให้เกิดอย่างนี้ อย่างนี้นะ ได้แล้ว โอ้โห.. พอกินพอใช้ คุ้มตัวเรา เผื่อคนอื่นได้ คนอื่นก็อาศัยใช้สอยจำเป็นทั้งนั้นไม่ว่าชาติไหน ศาสนาไหน สังคมไหน ศาสนาไหน ต้องอาศัย สำคัญจำเป็นต่อชีวิตทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งมอมเมา ไม่ใช่สิ่งเป็นพิษด้วยทำขึ้นมาให้มันมากๆแจกจ่ายกันขึ้นไป คนนี้คือคนโลกานุกัมปายะ เป็นคนทำให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะได้มากขึ้นๆๆๆ มวลมนุษยชาติก็เป็นสุข พหุชนสุขายะเรื่อยๆๆได้เพิ่มขึ้น คำสอน พระพุทธเจ้า มีความสำคัญแล้วเราทำถูกต้อง ชีวิตที่เราอยู่จึงเป็นชีวิตที่ไม่เสียเปล่า ไม่เป็นบาป ไม่เป็นภัย ไม่เป็นหนี้ เป็นชีวิตที่คุ้มค่าที่เกิดมาเป็นชีวิต แต่ก่อนนี้เรายังโง่ เราเคยเป็นพิษเป็นภัย ดีไม่ดีไปมอมเมาคนอื่นหรือเปล่า แต่ก่อนเราทำหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เรากอบกู้ความเหลวไหล ความเลวร้ายเหล่านั้นคืนมา ไม่เอาแล้วไม่ไปทำแล้ว เพราะฉะนั้นเวลามีเหมือนกันเท่ากันทุกคนทุกชาติทุกศาสนา เหมือนกันหมด ใครกอบกู้เวลาแล้วเอากรรมมาทำ กรรมกับกาละ kama and กาละ เอามาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็มีค่าบริบูรณ์เท่าที่คุณไม่ Error ไม่ตกหล่น ไม่ไปตกอยู่ในโลกถูกหลอกไปอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาว่า อาตมานำคำสอน ของพระพุทธเจ้ามาให้พวกเราได้ศึกษาพวกเราทำได้สำเร็จจบกิจ ขนาดนี้ อาตมาว่า ไม่ยิ่งเล็กแล้ว เราไม่กล้าพูดว่ายิ่งใหญ่ ไม่ยิ่งเล็กแล้ว นะ ยิ่งกว่ายิ่งลักษณ์ด้วย ลักษณะที่ดีมากแท้ๆเลย เป็นลักษณะที่ดียิ่งๆจริงๆด้วย ไม่ใช่ลักษณะเก๊ๆมอมเมาอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้นสรุปแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อศึกษาดีๆแล้วเอามาทำให้เป็นผล มันจะกลายเป็นสังคมที่อยู่อย่างสงบสุขอย่างที่อาตมาพูดไปแล้ว ใช้คำ 8 คำนั้น เป็นสังคมที่ดับเหตุ นั่นแหละเป็นตัวที่ทำให้เราไม่เป็นอย่างนี้ได้คือดับเหตุไม่ได้ พวกเราดับเหตุได้จึงมาเป็นอย่างนี้ได้ เหตุคือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ทำได้สำเร็จ การทำสำเร็จ คนที่ทำสำเร็จจึงมีความสงบที่ไม่ใช่ความสงบอย่างพาซื่อมิจฉาทิฏฐิว่าคนที่เป็นอรหันต์คือคนนิ่งๆ ไม่ดิ้นรนอะไรมากไม่ทำมากไม่พูดมาก ช้าๆสุภาพเฉื่อยๆเนือยๆ ไม่ใช่ คนยิ่งสงบยิ่งแคล่วคล่องว่องไว กายกรรมก็แคล่วคล่องว่องไว วจีกรรมก็ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว บาลีว่า ปาคุญญตา มี กายปาคุญญตา คือ กายกรรม วจีกรรม คล่องแคล่ว ไม่ใช่นิ่งๆหยุดๆ ความสงบในความหมายของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่อย่างที่ไปศึกษากันนั่งหลับตาสงบนิ่ง ไม่ใช่เลย มาเรียนรู้กิเลสในภาวะที่มีกรรมกิริยาทางกายวาจา โดยใจโง่ๆมีกิเลสดับกิเลส กายยิ่งแคล่วคล่องดับกิเลส เป็น ปาคุญญตา อย่างแท้จริง เห็นไหมความสงบของพระพุทธเจ้าเป็นความสงบที่เป็นปัญญาข้อที่ 3 จะรู้จักความสงบ 2 อย่าง ความสงบอย่างเดียรถีย์พาซื่อง่ายๆ ทำให้เกิดการไม่ขยับเขยื้อน ไม่เคลื่อนไหว บาลีว่า อิญชนะ ไม่ใช่ กายก็ไม่เคลื่อนไหว วจีก็ไม่เคลื่อนไหว ดูช้าๆก็ไม่ใช่แต่ยิ่งเคลื่อนไหวแคล่วคล่องว่องไว ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของผู้ปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิ มันง่ายๆตื้นๆอย่างนั้นเข้าใจ ง่ายบอกว่าคนไม่กระดุกกระดิก สงบไม่กระทบกระแทกกับใคร อยู่เงียบๆนิ่งๆเฉยๆปากก็ไม่พูดมาก อย่างนั้นมันพาซื่อตื้นๆง่ายๆ ซึ่งเป็นเรื่องของการเสื่อมของสังคมมนุษยชาติ เป็นความเสื่อมทางเศรษฐกิจ เป็นความเสื่อมทางการบริหาร เป็นการเสื่อมอย่างร้ายกาจเลย เพราะฉะนั้นพวกที่มิจฉาทิฏฐิก็พากันทำลายสังคม เพราะเศรษฐกิจก็แย่เลย ทางการบริหาร ทางการดูแลสังคม ทางการเมืองก็แย่ไปด้วย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจจะดียิ่งต้องสัมมาทิฏฐิจริงๆอย่างชาวอโศกนี่เศรษฐกิจจบกิจแล้ว เพราะตัวเองไม่ได้เป็นภาระของคนอื่น สร้างสรรค์พออยู่พอกินพอใช้เหลือ สร้างให้เกิน แจกเกื้อกูลผู้อื่นช่วยเศรษฐกิจบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลาเลย โดยไม่ต้องมาโฆษณาว่าจะต้องจ่ายหัวละหมื่น อายุ 16 ขึ้นไป ไม่ต้องไปหลอกคนโง่ของมนุษยชาติเรียกว่าติดสินบนประชาชนไม่เอา ก็ทำไปโดย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน