เกิดมาควรได้สลายจิตนิยามให้เป็นพีชะสำเร็จ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เกิดมาควรได้สลายจิตนิยามให้เป็นพีชะสำเร็จ พ่อครูว่า... เรามาพูดถึงเรื่องวิญญาณ ลงรายละเอียดในเรื่องวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ที่เป็นสัจธรรมที่สำคัญ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าวิญญาณขันธ์ ซึ่งมันจะรวมทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณขันธ์ 5 ขันธ์ ขันธ์ คือความรวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นกอง มันหมายถึงเจตสิกต่างๆอาการของพลังงานจิตเป็นนามธรรมเรียกว่าวิญญาณ วิญญาณเป็นคำรวม พระพุทธเจ้าเข้าใจวิญญาณก็แยกวิญญาณออก แม้จะแยกเป็นรูปขันธ์ เวทนา สัญญา ก็แยกแล้ว แล้วจะเรียนรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้ ต้องแยกออกเป็น 2 สภาพคือรูปกับนาม รูปถ้ามีแต่วัตถุรูปเฉยๆ มันเองมันไม่สามารถที่จะรู้ตัวมันเองมันไม่สามารถที่จะเรียนความเป็นตัวมันเองได้ เพราะมันไม่มีธาตุรู้ที่เป็นตัวตนเป็นจิตนิยาม สามารถที่จะรู้องค์รวมของตัวเองพลังงานของตัวเองอาการที่มันรวมเป็นพลังงานของรูปมัน วัตถุมันไม่รู้ แต่มันเป็นพลังงานที่เป็นธรรมชาติ บวก ลบ เป็นต้น ดูด ผลัก ในตัว มันก็ทำหน้าที่ของมันไปตามที่มันเป็น มันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นพลังงานอื่นก็จัดการกับมันเพราะมันไม่เป็นตัวเอง แม้จะเป็นพลังงานระดับสูงขึ้นมาเป็นพืช พีชนิยาม ก็ยังไม่ใช่วิญญาณยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีความรู้สึกในตัวเอง มันเป็นพลังงานชีวะ มันเป็นธาตุรู้ตัวมันเอง จับตัวมันเองได้ มีบวกมีลบ มีธาตุนั้นจะต้องใช้ ธาตุนี้ไม่ต้องใช้ มันรู้ว่าอันนี้ต้องเอา เอาไว้ใช้กับตัวมันเองส่วนอันอื่นที่ไม่ใช้ มันก็ไม่เอา มันไม่ทะเลาะ ไม่เบียดเบียนกับใครอื่น มันเอาแต่ตัวมันเองเป็นพืช พลังงานลักษณะเหล่านี้ที่อาตมาขยายไปคร่าวๆมันเป็นพลังงานที่ไม่เป็นภัย เป็นพลังงานฐานอาศัยของจิตวิญญาณ ระดับ พีชนิยาม หรือพืช การศึกษาของพระพุทธเจ้า ศึกษาจิตหรือวิญญาณและแยกเป็นเจตสิกย่อยออกมาแล้
อ่านต่อ
วให้เป็นพลังงานในระดับพืช ใช้พลังงานนี้อาศัย ก็จะไม่เป็นบาปเป็นภัยเป็นโทษ และในที่สุดไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึกก็ไม่สุขไม่ทุกข์ นี่เป็นฐานอาศัยของพระอรหันต์ พระอรหันต์ต้องรู้พลังงานในระดับพืชแล้วทำจิตให้เป็นพืช ทำให้เป็นพลังงานพืช เมื่อกระทบสัมผัสกับอะไร รับมาแล้วก็ทำให้เป็นพลังงานพืช ตัวเองก็ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วไม่ไปทำบาปทำชั่วทำไม่ดี มีแต่จะทำสิ่งที่ดี พืชนี้ให้ประโยชน์ ให้สิ่งที่เป็นคุณค่าแก่สิ่งอื่นๆไม่เป็นโทษกับใคร นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด ทีนี้พลังงานถึงขั้นจิตนิยามหรือวิญญาณ ตรงนี้ ซึ่งคนเป็นสัตว์แล้วไม่ใช่แค่พืช เริ่มตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานสัตว์ 2 เซลล์ 5 เซลล์ 100 เซลล์ ล้านเซลล์ อยู่ในพลังงานระดับยึดเป็นตัวกูของกู ยึดเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกนี้หวงแหนตัวเอง รักชีวิตตัวเอง มีความรู้สึกจองเวรจองกรรม มีอาฆาตมาดร้าย ทำร้ายผู้อื่นได้ ตั้งแต่เซลล์เดียว 2 เซลล์หรือล้านเซลล์ เช่นพวกเชื้อโรค เป็นพลังงานเซลล์เป็นพลังงานชีวะระดับเล็ก มันกัดแหลกทำคนตายไปตั้งเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พลังงานพวกนี้ยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ของโลก แล้วท่านก็พยายามมาให้คนที่เป็นจิตนิยามระดับเรียนรู้พวกนี้ได้ แล้วมาทำจิตวิญญาณหรือทำจิตนิยามหรือเจตสิกของตัวเองให้อยู่ในลักษณะที่อาศัย ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ไปทำร้าย ทำแต่ประโยชน์ (อาตมาขออภัยคันจมูก อากาศมันมีความเปลี่ยนแปลง) เพราะฉะนั้นการศึกษาคน การศึกษาวิญญาณหรือจิตนิยามของตน ของคนทุกคน จะมีลักษณะเหมือนกันในความเป็นจิตวิญญาณ ศึกษารู้จักแล้วก็จัดการทำมันเรียกว่า มนสิการ ทำใจทำจิตของตนเองให้มีสภาวะหรือมีลักษณะตามที่พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะให้ ทำให้เป็นพีชะอาศัย ถ้าเป็นจิตนิยามมันก็จะมีความรู้ความฉลาดที่สูงเรียกว่าปัญญา สูงขึ้นไปในระดับที่สามารถที่จะอยู่พ้นหรือหลุดพ้นจากภาวะของพลังงานจิตนิยามของสัตว์อื่นหรือของผู้อื่น..ที่เรียกว่าอุตระหรืออยู่เหนือ พลังงานของอื่นๆทำร้ายพลังงานที่เป็นอุตตระที่อยู่เหนือกว่าไม่ได้ เพราะมันมีปฏิภาณปัญญาความฉลาดที่สามารถ ไม่ให้สิ่งเหล่านั้นที่ยังต่ำกว่าทำเราได้ และไม่ไปเบียดเบียนทำร้ายผู้ที่ต่ำกว่าด้วย นี่เป็นคุณสมบัติคุณวิเศษของจิตนิยามหรือจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าสอนให้คนมีจิตวิญญาณหรือจิตนิยามให้มีลักษณะนี้ เสร็จแล้วจึงอยู่ในโลก ยังเป็นคนที่ใช้พลังงานจิตของตนเป็นประโยชน์และไม่เป็นโทษแก่สัตว์ใด แม้สัตว์ใดจะมาทำร้ายเราจะเป็นโทษต่อเรา ก็ไม่มีโกรธ ไม่มีถือสา ไม่มีอาฆาต ไม่ร้ายตอบ มีแต่จะทำดีตอบ เขาจะร้ายกับเราขนาดไหนเราก็ต้องหาทางช่วย ช่วยไม่ได้ก็ห่างกันเสียก่อน ช่วยไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ เราก็ไม่มีฐานะพอจะช่วยเขาได้ นอกจากจะฝากลมฝากฟ้าฝากดินไปให้เขา เผื่อเขามีภูมิธรรมรับได้ ก็ฝากไปบ้างฝากให้บ้าง แต่ไม่มีสิทธิ์จะไปช่วยเขาได้ ยิ่งเขายึดถือตัวเองว่าเขาถูกต้อง เขาเหนือกว่าเรา ปิดประตูไม่รับ เป็นการเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ ดีไม่ดีหาว่ามาทำร้ายทำลาย เขาไม่ทำร้ายเราก็ดีแล้ว เราก็ต้องพยายามทำให้เขาจนกระทั่งว่า เราไม่ไปทำร้ายเขาหรอก จนกระทั่งเขาเชื่อถือไว้ใจเราว่าเราไม่ทำร้ายเขาหรอก มีแต่จะทำดีตอบ แม้เราจะตำหนิติเตียน จะตำหนิเขา จะพาดพิงว่าสิ่งที่เขาทำนี้ผิดก็ต้องประมาณ ให้เขารับประโยชน์จากที่เราว่า เราตำหนิให้ได้ ถ้าประมาณผิดเขามีภาวะสะท้อนตอบแรงหรือโกรธมา มันไม่ดี ก็ต้องประมาณให้ดี นี่เป็นเรื่องที่อาตมาทำ แล้วอาตมาก็ระมัดระวังสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นต้น 660522 การเมืองไทยวันนี้คือ สงครามความรู้กับการกระทำ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #23 ราชธานีอโศก