บูรณาการ วัด บ้าน โรงเรียน ศาสตร์และศิลป์แห่งการพัฒนาชุมชน.pdf
เนื้อหาในไฟล์
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255621บูรณาการ วัด บ้าน โรงเรียน ศาสตร์และศิลป์แห่งการพัฒนาชุมชนIntegration of temple, home, school art and science of community developmentขวัญดิน สิงห์ค�าคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 34190Email : [email protected]บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เริ่มต้นที่ครอบครัว ชุมชน วัด และโรงเรียน ของโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกและโรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาศีรษะอโศก ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีลักษณะการจัดการศึกษาแบบบรูณาการ บ้าน วัด โรงเรียน ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้การบูรณาการการศึกษาสมบรูณ์ยิ่งขึ้น โดยผู้วิจัยศึกษาหลักการแนวคิดทางพระพุทธศาสนา หลักการบูรณาการการศึกษา และหลักการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเพื่อน�าไปสู่การจัดการเรียนการสอน ของโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ซึ่งใช้การบูรณาการ บ้าน วัด โรงเรียน โดยศึกษาวิธีการจัดการเรียนการสอน ผลที่เกิดขึ้นจากการจัดการศึกษา ตลอดจนปัจจัยที่สนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลของการศึกษาพบว่า การจัดการศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก เน้นการพัฒนาด้านคุณธรรมผ่านการเรียนรู้ร่วมกันของ วัด บ้าน โรงเรียน จากการท�ากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจ�าวันและกิจกรรมทางด้าน จริยธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรมประจ�าปีของชาวอโศก นักเรียนที่ผ่านการศึกษาตามรูปแบบของชาวอโศกจะได้รับการฝึกหัด และพัฒนาด้านศีลธรรม คุณธรรมและงานวิชาชีพที่เป็นงานไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น เพื่อให้สามารถเลี้ยงตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ผู้ปกครอง นักเรี
อ่านต่อ
ยนและบุคลากรทางการศึกษาพึงพอใจในการจัดการศึกษาเพราะเป็นการจัดการศึกษาที่มีการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากตัวอย่างจริงไม่ไช่การทดลอง สร้างและพัฒนา ผู้เรียนให้มีความเห็นที่ถูกตรง (สัมมาทิฐิ) ในเรื่องต่างๆ ของชีวิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา โดยมี สมณะ สิกขมาตุ คุรุ และชาวชุมชน เป็นต้นแบบที่ดีในการท�างานฟรี ตั้งใจและเต็มใจในการท�างาน พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการท�างานอย่างเสียสละ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255622 แต่จากการศึกษายังพบอีกว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา คือ ขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาที่จะมาท�าหน้าที่รับการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและมีกิจกรรมมากท�าให้การเรียนด้านวิชาการมีเวลาเรียนน้อยลงค�าส�าคัญ : สัมมาสิกขาศีรษะอโศก การศึกษาแบบบูรณาการ การพัฒนาบุคคลและชุมชนAbstract The purpose of this research was to study the integrated education manage-ment model that began at family, community, temple and school of Samma Sikkha Sisa Asoke School and Samma Ajiva Sikkha Sisa Asoke. School’s characteristic provided integrated education management among home, temple, school that enabled to promote the integrated education to be more completed. The researcher had stud-ied about Buddhism ways of thinking, integrated education principles and the real application of practical knowledge principles in order to apply to learning and studying process of Samma Sikkha Sisa Asoke School which applied the integration among home, temple and school by studying learning and teaching process. The results of the study management and factors that support and factors that were obstacles towards education management of Samma Sikkha Sisa Asoke on qualitative research found that: The education management of Samma Sikkha Sisa Asoke emphasized on moral principles that applied through collaborative learning of temple, home and school. Various activities were applied in daily life and activities on ethics, morals, and yearly culture of Asoke community were also applied. According to various activities applied on ethics, morals, and yearly culture of Asoke community in daily life, students who had experienced the Asoke education model would be trained and developed on moral precepts, morals and vocational subject which refrained them from taking advantages over others. And to enable them to depend on themselves and were able to assist others as well. They were also able to live happily in their society. Their guardians, themselves and educational personnels were satisfied on education management because this educational management provided them with both theo-retical and practical principles from the examples of real life not just the experiment วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255623ones. Moreover, this educational management had created and developed learners to have right opinion (Samma thiti) in various subjects related to Buddhism ways of life under the leadership of Samana Sikkha Matu, Teacher and community members who set good examples to be followed. They had wholeheartedly dedicated themselves to work without payment, set firm attention and worked with their determination. However; lacking of educational personnels who would do their duty on taking good care of students in order to enable them to learn continually all the time, too many activities that caused the decreased of academic learning were also found to be the obstacles towards education management. The Integrated Education For Individuals and Community Development : A Case Study of Samma Sikkha Sisa Asoke SchoolKeyword: Samma Sikkha Sisa Asoke, The Integrated Education, Individuals and Community Development1. บทน�า การศึกษาในอดีตเริ่มที่ครอบครัวเป็นการเรียนรู้ทั้งทางด้าน ความประพฤติและจิตใจเพราะบ้าน “มีตัวอย่างที่ดี” มีปู่ย่าตายายเข้าวัดฟังธรรมและปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่าง พ่อแม่มีอาชีพพึ่งตนเอง มีความเป็นอยู่พอเพียงเป็นแบบอย่าง มีปูชนียบุคคลที่ควรเลียนแบบ มีสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ซึมซับ มีวัฒนธรรมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นต้นแบบ มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตและที่ส�าคัญที่สุด การศึกษาไทยในอดีตมีปรัชญาการศึกษาตามแนวทางพระพุทธศาสนา (พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ และ นุชนาถ สุนทรพันธ์, 2542) การศึกษาเป็นกระบวนการทุกชนิดที่ช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงจิตใจ อุปนิสัย และ คุณสมบัติทางกายภาพต่างๆ ของมนุษย์ให้ดีขึ้น การศึกษาไม่ได้อยู่ภายในห้องเรียน หรือเขตรั้วของโรงเรียน และผู้มีอาชีพครูก็ไม่ได้ผูกขาดในการให้การศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว การศึกษาของมนุษย์เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก ครูคนแรก คือ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง และมิตรสหายของพ่อแม่ เมื่อได้เข้าโรงเรียนแล้ว พ่อ แม่ และคนใกล้ชิดก็ยังเป็นครูอยู่ด้วยเสมอ คนส่วนมากเข้าใจว่าการศึกษาคือการเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนซึ่งมีอยู่หลายระดับ ผู้ที่ไม่ได้เข้าเรียน ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องนัก ที่แท้จริงนั้นการศึกษามิใช่จะได้รับจากครู หรือโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว การศึกษาได้มาจากการเรียนด้วยตนเอง จากคนรอบข้าง หรือจากประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต ล้วนเป็นการศึกษาทั้งสิ้น การที่บุคคลได้ร�่าเรียน วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255624ได้รับความรู้ หรือได้รับการศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเขาประสบความส�าเร็จสุดท้าย และสิ้นสุดเพียงแค่นั้น สิ่งที่เขารู้และสิ่งที่เขาได้รับจากการศึกษาจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าเขาไม่น�าการศึกษา สิ่งที่ได้รับ ไปท�าประโยชน์ให้แก่ตนเอง สังคมและประเทศชาติ (พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ และนุชนาถ สุนทรพันธ์, 2542)2.การจัดการศึกษาของประเทศไทย สมัยกรุงสุโขทัยถึงสมัยกรุงธนบุรี รัฐและวัดรวมกันเป็นศูนย์กลางจัดการศึกษา ซึ่งจะสอนแต่เฉพาะเจ้านายและลูกหลานข้าราชการเท่านั้น กิจกรรมและวิชาที่เรียนที่วัดคือภาษาบาลีและวิชาสามัญ ผู้ชายมีโอกาสเล่าเรียนมากกว่าผู้หญิง เพื่อเป็นการตระเตรียมส�าหรับเวลาข้างหน้าเมื่อเติบโตขึ้นจะได้สะดวกในการอุปสมบท การให้ผู้ชายที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์อุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้นเป็นประเพณีที่มีมานานแล้ว เข้าใจว่าจะสืบเนื่องมาจากแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ เพราะปรากฏว่าพระองค์ทรงกวดขันการศึกษาทางพระศาสนามาก บุตรหลาน ข้าราชการคนใดที่จะถวายตัวท�าราชการ ถ้ายังไม่ได้อุปสมบท ก็ไม่ทรงแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ , www.moe.go.th) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2310 – 2431) วัดยังเป็นสถานที่ให้ความรู้แก่พลเมือง การศึกษาที่รัฐเป็นผู้จัดเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเป็นระยะที่ประเทศไทยเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง และรับอิทธิพลจากประเทศเหล่านั้นเข้ามา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างครูชาวอังกฤษเข้ามาถวายพระอักษรแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาด้วย การศึกษาของไทยได้เริ่มวางรากฐานเป็นแบบแผนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนเป็นแห่งแรกขึ้น ในพระบรมมหาราชวัง ให้กุลบุตรกุลธิดาได้เล่าเรียน มีความรู้ความสามารถพอที่จะเข้ารับราชการได้ รูปแบบการจัดการศึกษาในปัจจุบัน แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2540 มาตรา 15 การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. การศึกษาในระบบ (Formal Education) ได้แก่ การศึกษาในโรงเรียนที่เป็นสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้แก่ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัยและสถาบัน ระดับอุดมศึกษา วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255625อื่นๆ ที่ด�าเนินโดยรัฐและเอกชน รวมการด�าเนินการทางการศึกษาของหน่วยงานอื่น การศึกษาในระบบมีความประสงค์เพื่อให้พลเมืองมีความรู้สามัญ อ่านออกเขียนได้ เป็นพลเมืองดี มีศีลธรรม มีอาชีพเพื่อด�ารงชีวิตในสังคมอย่างมีสันติสุข 2. การศึกษานอกระบบ (Non - Formal Education) เป็นการศึกษาแบบนอกห้องเรียนและนอกระบบการศึกษา ส่วนใหญ่มุ่งด้านฝีมือเพื่อออกไปประกอบอาชีพ เช่น การฝึกอาชีพด้วยการท�างาน (On the Job training) การศึกษาผู้ใหญ่ (Adult - Education) และหน่วยฝึกฝนเคลื่อนที่ (Mobile training Unit) 3.การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) เป็นกระบวนการศึกษาตลอดชีวิต ที่ทุกคนหามาและสะสมไว้ในเรื่องความรู้ทักษะ ทัศนคติและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองจากประสบการณ์ในชีวิตประจ�าวันและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ ปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้โดยมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ทั้งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นการเรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน เช่นการประกอบอาชีพต่างๆ ที่ใช้เวลาในการสะสมจนเกิดความรู้ และความเชี่ยวชาญในด้านอาชีพนั้นๆ เช่น การท�าประมง การทอผ้า การท�าสวน และอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ยังมีศึกษาจากกระบวนการทางสังคม จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่นอ่านหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ นิตยสาร นิทรรศการ การประชุมสัมมนาต่างๆ การศึกษาตามอัธยาศัยจึงมีขอบเขตกว้างขวางกว่าการศึกษาทั้งในและนอกระบบ การจัดการเรียนทั้ง 3 แบบเพื่อให้สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559) ฉบับสรุป ได้จัดเป็นแผนบูรณาการแบบองค์รวม ซึ่งเป็นกระบวนการใน การบูรณาการของชีวิตเป็นองค์รวมของการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างมีสมดุล พึ่งพาอาศัยสนับสนุนซึ่งกันและกัน มีการพัฒนาต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่มีความส�าคัญที่สุด ที่จะพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม มีจริยธรรมในการด�าเนินชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน มีการพัฒนาต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดการหลายรูปแบบ แต่ปัญหาเยาวชนไทยยังไม่มีลดลงนับวันจะเพิ่มขึ้นเพราะประเทศไทยมีปรัชญาการศึกษาตามแนวตะวันตก เรียนรู้เรื่องที่ไกลตัว รู้เรื่องทั้งโลกแต่ไม่รู้จักตัวเอง การศึกษากลายเป็นท่อล�าเลียงบุคลากรที่มีสติปัญญาและความสามารถในระดับต้นๆของชุมชนให้ไปเป็นคนรับใช้ในระบบทุนนิยม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม จึงเกิดลัทธิบูชา “เงินตรา” มากกว่า “คุณงามความดี” ดูดทรัพยากรในชุมชนแล้วส่งความมั่งคั่งไปยังเจ้าของทุนซึ่งส่วนใหญ่อยู่อีกซีกหนึ่งของโลก ชุมชนล่มสลายเหลือแต่ ผู้เฒ่าผู้แก่เลี้ยงหลานตามยถากรรม เนื่องจากไร้องค์ความรู้ที่จะตรึงคนให้อยู่กับทรัพยากรของ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255626ท้องถิ่นเพราะการศึกษามุ่งสอนความรู้ที่อยู่ในโลกอันไกลโพ้นแก่เด็กในชุมชน การศึกษา จึงเป็นการขายความฝันที่ผู้เรียนจะต้องไขว่คว้าแย่งชิงกันเอง ให้ความส�าคัญกับ “วัตถุ” มากกว่า “จิตวิญญาณ” แยกการศึกษาออกจากวัดและบ้าน ลดความส�าคัญของความเชื่อที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งในมิติแห่งสังคมจะไม่เกิดคุณค่าทั้งตัวเองและผู้อื่น (พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์และ นุชนาถ สุนทรพันธ์, 2542)แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลและชุมชน เนื่องจากประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในโลกก�าลังประสบปัญหาทางด้านสังคมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องของการขัดแย้งทั้งความคิด และการกระท�าของตัวบุคคล องค์กร และสังคม ฉะนั้น สถานศึกษาจะต้องมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจในสถานการณ์ หาทางแก้ไข โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับคุณธรรม และวัฒนธรรมเป็นกรณีพิเศษ การเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ มีกระบวนการและวิธีการที่หลากหลาย ผู้สอนต้องค�านึงถึงพัฒนาการทางด้านร่างกาย และสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถ ของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้น ควรใช้รูปแบบวิธีการที่หลากหลายเน้นการเรียนการสอนตามสภาพจริง มีทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการเรียนรู้แบบบูรณาการ คุณธรรมน�าความรู้เป็นแนวคิดที่ถูกต้องแต่ไม่ใช่เป็นแค่แนวคิด ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังจึงจะเห็นผล กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายที่จะเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมน�าความรู้สร้างความตระหนักส�านึกในคุณธรรมของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข (แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2540) การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเป็นกระบวนการที่ต้องด�าเนินการอย่างต่อเนื่องและใช้เวลา พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต รัฐต้องเข้ามามีบทบาทด�าเนินการหรือสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ในสังคมด้วยรูปแบบต่างๆ ให้มีส่วนร่วม จะเป็นผลดีต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมเป็นอย่างดี เนื่องจากการจัดการศึกษาที่ผ่านมายังไม่ถึงทางตันจริงๆ จึงไม่หาทางออก ทางออกมีและเป็นทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม แต่ละศาสนาและแต่ละประเทศ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255627 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ความส�าคัญเกี่ยวกับการบูรณาการการศึกษามากขึ้น รัฐบาลจีนได้สร้างเสริมให้คัดเลือกนักเรียนดีเด่นครบทั้ง 3 ด้านคือ วิชาการ สุขภาพร่างกาย และจริยธรรม ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษาและเน้นความส�าคัญของคุณธรรมจริยธรรม รัฐบาลกลางได้ก�าหนดเกณฑ์ในการประเมินพัฒนาการด้านจริยธรรมของเด็ก (วารสารการศึกษา, 2550) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่มายาวนานกว่า 5,000 ปี หลังจากบอบช�้าจากสงครามสามารถพัฒนาจนมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและมีความเจริญทางเทคโนโลยี ในขณะที่ยังสามารถสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ปัจจุบันประเทศเกาหลีมีการจัดการการศึกษาแบบบูรณาการผ่านการจัดการศึกษาทางเลือกประมาณ200โรงเรียน องค์ประกอบส�าคัญต่อความส�าเร็จของประเทศเกาหลีในกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมคือเกาหลีมุ่งที่จะพัฒนาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งเพราะเป็นฐานรากของสังคม (ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม, 2550) ส�าหรับประเทศไทยโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบบูรณาการคุณธรรมมีหลายโรงเรียนและมีบูรณาการหลายแบบ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมา 2 โรงเรียน โรงเรียนรุ่งอรุณ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จัดการเรียนการสอนแบบ บูรณาการสู่ชีวิต และเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เริ่มต้นพัฒนาครูก่อน ครูต้องเข้าสู่การอบรมเบื้องต้นในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมโรงเรียนรุ่งอรุณให้ความส�าคัญของครูเป็นหลัก ส่วนนักเรียนเป็นผล ครูเป็นเหตุ ถ้าเหตุดีผลก็ดีไปด้วย โรงเรียนสัตยาไส ตั้งอยู่เลขที่ 95 หมู่ 2 ต�าบลล�านารายณ์ อ�าเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ปรัชญาของโรงเรียน คือ “ปลายทางการศึกษา คือ อุปนิสัยที่ดีงาม” วัตถุประสงค์ของโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนเจริญเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความเป็นเลิศทางคุณธรรม วิชาการและกีฬา สามารถด�ารงชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข งานวิจัยนี้จะศึกษาวิธีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการที่เริ่มต้นที่ครอบครัว ชุมชน วัดโรงเรียน เป็นการบูรณาการการศึกษาครบทุกด้าน ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักการของพุทธศาสนา โดยศึกษาที่โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกและโรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาศีรษะอโศก ที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายและโรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาศีรษะอโศกจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตั้งอยู่ที่บ้านศีรษะอโศก ต�าบลกระแชง อ�าเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาเพื่อใช้พุทธศาสนาเป็นแกนหลักในการพัฒนาคนด้วยศีลธรรม จนรู้จักใช้ความรู้ ความสามารถ ประกอบสัมมาชีพพึ่งตนเอง มีส่วนช่วยสังคมและประเทศชาติได้ตลอดชีวิต (โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก 2546) วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2556283.วิธีการบูรณาการการศึกษา บ้าน วัด โรงเรียน โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันดีงาม ผ่าน บ้าน วัด โรงเรียน โดยมีแนวคิด ดังนี้ “ในปี 2532 ชาวชุมชนศีรษะอโศกเริ่มตระหนักถึงเรื่องการศึกษาของลูกหลาน เพราะลูกหลานในชุมชนที่ออกไปเรียนโรงเรียนนอกชุมชน ได้น�าเอาวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาใช้ในชุมชน เช่น รับประทานเนื้อสัตว์ เล่นเกม ดูการละเล่น ชอบเที่ยว เลี่ยงงาน ขี้เกียจท�างาน ฯลฯ กรรมการชุมชนจึงเห็นว่าถ้าให้การศึกษาแบบนี้กับลูกหลานต่อไปปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย” กรรมการชุมชนจึงจัดการศึกษาในโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกเพื่อธ�ารงวิถีชีวิตตามความเชื่อของชาวชุมชนศีรษะอโศก ชุมชนศีรษะอโศกก่อร่างขึ้นเมื่อปี 2519 จากจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ภายใต้ชื่อ “พุทธสถานศีรษะอโศก” ตามแนวทางของสมณะโพธิรักษ์ ผู้ก่อตั้งส�านักสันติอโศก ต่อมาในปี 2530 ญาติธรรมที่มาปฏิบัติธรรมระยะยาวมีจ�านวนมากขึ้น มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมถี่ขึ้น กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมจึงได้ร่วมกันสร้างชุมชนชื่อ “หมู่บ้านพุทธธรรม” ขึ้นมารองรับ แต่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันในนามชุมชนศีรษะอโศก หมู่บ้านศีรษะอโศก เริ่มให้ความส�าคัญกับการศึกษาของเยาวชนตั้งแต่ปี 2525 โดยในระยะแรกมีการเปิดโรงเรียนพุทธธรรมชื่อ “แซงแซวน้อยเรียนธรรม” เพื่อสอนศาสนาให้เยาวชนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเยาวชนที่มารับการศึกษาส่วนใหญ่คือลูกหลานของญาติธรรมและชาวบ้านกระแซงตลอดจนชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง การเรียนการสอนจะฝึกให้เด็กถือศีล 5 เรียนรู้พุทธประวัติ ฝึกมารยาทไทย เล่นเกมแบบไทย เรียนรู้การพึ่งตนเอง ฝึกการท�างานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น การท�าความสะอาดบริเวณวัด ห้องน�้า การปลูกต้นไม้ การปลูกพืชสวนครัว การท�าอาหารมังสวิรัติ และมีการพักค้างเพื่อฟังธรรมและปฏิบัติธรรม เพื่อบ่มเพาะจิตวิญญาณของเด็กให้ซึมซับในธรรมะ 3.1 เหตุบันดาลใจ 6 ประการ ต่อมาในปี 2533 ชาวชุมชนศีรษะอโศกจึงเริ่มคิดถึงการจัดระบบการศึกษาของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในชุมชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการส่งบุตรหลานของคนในชุมชนไปศึกษาในระบบโรงเรียนภายนอกชุมชน ที่ท�าให้ชาวชุมชนได้บทสรุปอันน่าสนใจยิ่ง 6 ประการ ว่า 1. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่เน้นวิชาการมากเกินไปและเป็นการศึกษาที่แยกส่วน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ 2. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาที่มีอยู่ คือเครื่องมือขโมยลูกหลานที่มีสติปัญญาดี เหลือเพียงผู้โง่เขลาไว้ให้ชุมชน แล้วชุมชนจะพัฒนาได้อย่างไร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255629 3. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาที่มีอยู่เป็นลัทธิบูชาเงิน สร้างลูกหลานให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เห็นแก่เงิน นอกจากไม่ท�าให้เด็กได้เพิ่มคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว ยังท�าให้เด็กทิ้งคุณธรรมและจริยธรรมที่เคยสั่งสมมาก่อนเข้าโรงเรียน ดังนั้น เด็กที่ผ่านการศึกษาที่ยิ่งสูงยิ่งผลาญชุมชน แทนที่จะช่วยสร้างผลผลิตหรือสร้างชุมชน กลับท�าให้พ่อแม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินหรือขายไร่ขายนา 4. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาที่มีอยู่ เอาลูกหลานไปสอนให้เป็นทาส สร้างความร�่ารวยให้กับคนเพียงไม่กี่คน เป็นเครื่องมือให้คนส่วนน้อยขูดรีดซ�้าเติมความเดือดร้อนเลือดตาแทบกระเด็นให้กับชุมชนที่เขาจากมา 5. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาที่มีอยู่ สอนให้เด็กเนรคุณพ่อแม่ ชุมชน ประเทศชาติ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะขาดภูมิปัญญาแยกดีชั่ว 6. ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาที่มีอยู่ ท�าให้เด็กหยิบโหย่ง ท�าอะไรไม่เป็น หัวโต มือลีบ วิสัยทัศน์ต�่า และถูกหลอกง่าย 3.2 คุณธรรมน�าความรู้ การศึกษาแบบบูรณาการของศีรษะอโศกหรือระบบการศึกษาแบบบุญนิยมหลักสูตรการเรียนการสอนของชุมชนศีรษะอโศกเป็นหลักสูตรที่เกิดจากการคิดร่วมกันของนักเรียน สมณะ สิกขมาตุและผู้ใหญ่ในชุมชน โดยมีลักษณะเป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับกิจกรรมภายในของชุมชนที่เน้นการท�าสามอาชีพกู้ชาติ การสอนเน้นการปฏิบัติมากกว่าการเรียนในเชิงทฤษฎี เน้นการอบรบฝึกขัดเกลาเรื่องศีลธรรม การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่กลุ่ม และเน้นการศึกษาเพื่อน�าไปปฏิบัติในชีวิตประจ�าวัน และเพื่อเข้าใจมีองค์ความรู้ในองค์รวมของชุมชนตนเอง กรอบแนวคิดการบูรณาการการศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกการศึกษาแบบบูรณาการการศึกษาปัญหาบ้าน วัด โรงเรียนโครงการผลของงานองค์ความรู้รายงานภาคทฤษฎีปฏิบัติ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 255630 ปรัชญาการศึกษาที่เน้น ศีลธรรม เพราะชาวอโศกถือว่าการศึกษาจะล้มเหลว หากคนมีการศึกษาสูงแต่ไร้ศีลธรรม นักเรียน นักศึกษา ครู และคนในชุมชน ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย เพราะสังคมศีรษะอโศก เป็นสังคมศาสนาที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันแบบ “บวร” คือมีบ้านของชุมชนและมีวัดที่เป็นแก่นพลังศรัทธาของทุกส่วนมีโรงเรียนที่สอดคล้องกับชุมชน มีการตรวจศีลของคนในชุมชน ทั้งนี้เพื่อพากเพียร ขัดเกลาตนเองจะได้มีศีล มีอานิสงส์ต่อตัวเองและสังคม แนวทางการจัดการเรียนการสอนของชาวศีรษะอโศก เป็นไปตามปรัชญาการศึกษาที่ว่า “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” กล่าวคือ จัดตารางสอนโดยก�าหนดเวลาเรียน 40% ให้กับการศึกษาและฝึกปฏิบัติศีล 5 รับประทานอาหารมังสวิรัติ และเว้นจากอบายมุขทุกประเภท ขณะที่เวลาเรียน 35% เน้นการเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกงาน สัมมาอาชีพและเทคโนโลยีในสถานประกอบการตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ส่วนเวลาที่เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive