การแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์บทความวิจัย
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์613 KB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

- ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1124 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 การแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ พ.ศ. 2518-2532 Samana Bodhirak’s political expression since 1975-1989 อุไรพร ค่ าจุน1 โดม ไกรปกรณ์2 บทคัดย่อ บทความนี้ต้องการเสนอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสมณะโพธิรักษ์ภายหลังจากการประกาศแยกตัวและขอลาออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ที่มีผลต่อการแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ รวมถึงความเกี่ยวพันกับพรรคพลังธรรมของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง เพื่อชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของสมณะโพธิรักษ์และกลุ่มสันติอโศกในการเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนและเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งพยายามอธิบายถึงปัจจัยส าคัญและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยศึกษาข้อมูลจากประมวลเอกสารกรณีสันติอโศก หนังสือพิมพ์ และหนังสือทั่วไป จากการศึกษาพบว่า สมณะโพธิรักษ์มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองร่วมกับพรรคพลังธรรมของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง ซึ่งทั้งคู่ต่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจากการแสวงหาหนทางในการปฏิบัติธรรมร่วมกันก่อนที่พลตรีจ าลอง ศรีเมืองจะชักน าให้กลุ่มสันติอโศกเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยมีการแสดงออกทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นภายหลังจากค าตัดสินของมหาเถรสมาคมที่ให้สมณะโพธิรักษ์พ้นจากการเป็นภิกษุในพุทธศาสนา ส่งผลให้สมณะโพธิ์รักษ์ปราศจากข้อบังคับที่ห้ามพระสงฆ์เล่นการเมือง ซึ่งท่านสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ตามสิทธิอันชอบธรรมในฐานะบุคคลหนึ่งๆ สมณะโพธิรักษ์และกลุ่มสันติอโศกจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนส าคัญในการช่วยหาเสียงในกับพรรคพลังธรรม รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในพรรคพลังธรรมในฐานะสมาชิกพรรค สะท้อนให้เห็นถึงการชักน าทางการเมืองที่มาจากกลุ

อ่านต่อ

่มที่ศรัทธาในแนวทางปฏิบัติของท่านสมณะโพธิรักษ์ที่แม้ไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ไทย แต่เป็นกลุ่มที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ค ำส ำคัญ: สมณะโพธิรักษ์ สันติอโศก การแสดงออกทางการเมือง พรรคพลังธรรม Abstract This article tries to present the changes of the Samana Bodhirak after the announcement of schism from the Sangha Supreme Council of Thailand that effected Samana Bodhirak’s political expression, including relation to the Chamlong Srimuang’s Palangdharma Party for pointing out the influence of Bodhirak and Santi Asoke group in political movement, as well as trying to explain important factors and impacts that occurred by studying the information from the documents of the Santi Asoke case, newspapers and general books. According to the study, it found that Samana Bodhirak expressed political opinions, and joined the Palangdharma Party. Both he and Chamlong had close relationship via finding the way to practice the dharma together before Chamlong persuaded the Santi Asoke group to political movement. After the Sangha Supreme Council sentenced Bodhirak to be out of monkhood, he more expressed political opinions because he had no political restrictions about monk couldn’t involve in any political matters. บทความนี้ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบางส่วนจากงานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการเมือง พ.ศ. 2484-2535: กรณีศึกษาพุทธทาสภิกขุและสมณะโพธิรักษ์ 1 นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจ าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย - ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1125 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 Then, Samana Bodhirak and Santi Asoke group were therefore important supporters for electioneering to the Palangdharma Party, including having roles in the party as a party member. These political activities reflected influence of Bodhirak and his faithful followers leading the party’s way to political change. Keywords: Samana Bodhirak, Santi Asoke group, Political expression, Palangdharma Party บทน า สมณะโพธิรักษ์ หรือชื่อเดิม รัก รักพงษ์ ประกาศตนตั้งคณะโดยอิสระเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2518 การประกาศครั้งนี้คือการไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ไทยทุกระดับจนถึงมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ ด้วยให้เหตุผลว่า กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆที่ทางมหาเถรสมาคมบัญญัติขึ้นไม่เอื้อต่อการศึกษาพระธรรมวินัยจึงท าให้ไม่อาจที่ร่วมสังฆกรรมกันต่อไปได้(คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532). ประกอบกับแนวทางการประพฤติปฏิบัติของท่านหลายประการมีความแตกต่างจากพระสงฆ์ทั่วไป เช่น ไม่กราบไหว้พระพุทธรูป ไม่สวดมนต์ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ใช้บ้านเป็นวัดเรียกว่าพุทธสถาน และอื่นๆ (คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532). ซึ่งขัดแย้งด้วยขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่คณะสงฆ์ไทยและพุทธศาสนิกชนได้ถือปฏิบัติสืบทอดกันมานาน ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพระในวัดและเจ้าอาวาส แต่ในขณะเดียวกันท่านกลับได้รับความนิยมจากกลุ่มญาติธรรมกลุ่มหนึ่ง เนื่องด้วยการเทศน์ธรรมะของท่านเน้นความเข้าใจง่าย พร้อมทั้งยึดหลักปฏิบัติแบบสมถะ และมีแนวทางปฏิบัติเป็นของตนเอง เป็นผลให้เกิดการสนับสนุนและตั้งสถานปฏิบัติธรรมจากกลุ่มญาติธรรมชาวอโศก ตั้งขึ้นที่แรกชื่อว่าสวนอโศก จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะย้ายส านักมาที่พุทธสถานสันติอโศก แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน การประกาศแยกตัวออกจากมหาเถรสมาคมของสมณะโพธิรักษ์และคณะสงฆ์สันติอโศก มีข้อชี้แจงว่าเป็นการท าตามหลักพระธรรมวินัย โดยได้ประกาศแยกออกมาเป็นนานาสังวาสส าเร็จตามวินัยสมบูรณ์ เป็นที่รับรู้และยอมรับกันของทั้งหน่วยงานรัฐ ราชการ รัฐวิสาหกิจ ดังความว่า “สงฆ์ชาวอโศกไม่อาจร่วม สังฆกรรม กันได้กับสงฆ์มหาเถรสมาคม และยอมรับเรื่องนี้แล้ว” (โพธิรักษ์, 2556). สมณะโพธิรักษ์พยายามชี้ให้เห็นถึงความชอบธรรมของตนในการประกาศนานาสังวาส และเป็นที่รับรู้ของทุกฝ่ายผ่านหนังสือราชการของหน่วยงานต่างๆ เช่น หนังสือของนายอ าเภอก าแพงแสน (18 สิงหาคม พ.ศ. 2518) แสดงการรับรู้การประกาศตนของคณะสงฆ์ธรรมสถานแดนอโศก โดยชี้แจงว่าปัจจุบันมีจ านวนภิกษุ 21 รูป สามเณร 2 รูป ชีกรัก 33 คน และผู้ปฏิบัติธรรมอีก 5 คน ได้ประกาศตนเป็นเอกเทศไม่อยู่ภายใต้อาณัติทางฝ่ายคณะปกครองสงฆ์ โดยจะปกครองตนเองอาศัยพระธรรมวินัยเป็นหลัก ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป (คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532). ต่อมาวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2518 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายคล้าย จิตพิทักษ์ ได้เรียนเรื่องดังกล่าวแก่อธิบดีกรมการศาสนา คณะสงฆ์อ าเภอก าแพงแสงจึงได้ให้คณะสงฆ์แดนอโศกออกเสียจากสังกัดวัด ท าให้ความพยายามชี้แจงดังกล่าวกลับถูกฟ้องร้องด้วยข้อหา ผิดระเบียบการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไม่มีสังกัด-ไม่อยู่ในวัดใดวัดหนึ่งเป็นหลักแหล่ง สะท้อนให้เห็นความเห็นต่างของทั้ง 2 ฝ่าย หรือการไม่ยอมรับหลักการนานาสังวาสของมหาเถรสมาคม จนเกิดเป็นข้ออธิกรณ์กรณีสันติอโศกขึ้น ในท้ายที่สุดมีค าตัดสินจากมหาเถรสมาคมวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ความว่า “…ให้พระรัก โพธิรักขิโต หรือ พระโพธิรักษ์ สละสมณเพศ พ้นจากความเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ฐานประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และประพฤติตนในลักษณะบ่อนท าลายพระพุทธศาสนา ตลอดจนไม่ยอมรับกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ …” (คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532). นับเป็นเวลากว่า 14 ปี (ตั้งแต่การประกาศแยกตัวออกเป็นอิสระ) กว่าการพิจารณาตัดสินอธิกรณ์ “กรณีสันติอโศก”จะสิ้นสุดลง สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการปัญหาของมหาเถรสมาคมที่นิ่งเฉยต่อเหตุการณ์เปรียบเสมือนเป็นการยอมรับต่อหลักการนานาสังวาส โดยข้อตัดสินที่สิ้นสุดลงเกิดขึ้นจากปัจจัยส าคัญคือ พระเถระชั้นผู้ใหญ่และฆราวาสหลายกลุ่มด้วยกัน - ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1126 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 อาทิ พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส และพระสงฆ์จากธรรมยุตินิกายและมหานิกาย รวมตัวกันกว่า 10,000 รูป (สุรเธียร จักรธรานนท์, 2550) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2532 เพื่อร่วมประกาศปกาสนียกรรมกรณีสันติอโศก3 สันติอโศกจึงถือเป็นพระสงฆ์คณะแรกที่ประกาศแยกตัวเป็นอิสระและไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม เป็นผลให้สมณะโพธิรักษ์ต้องสละเพศบรรพชิต ถือเป็นบุคคลนอกศาสนาพุทธ และเป็นผู้นับถือลัทธิอื่น แต่ใช่ว่าค าประกาศของมหาเถรสมาคมจะท าให้กลุ่มนักบวชและชาวอโศกขาดความนับถือในตัวสมณะโพธิรักษ์ กลุ่มเหล่านี้ยังให้การสนับสนุนและปฏิบัติตามแนวทางเดิมสันติอโศกเช่นเดิมสืบจนปัจจุบัน ซึ่งภายหลังสมณะโพธิรักษ์ ได้เข้าไปมีส่วนรวมในทางการเมืองเพิ่มมากขึ้นจากการปราศจากข้อจ ากัดในการเป็นพระสงฆ์ โดยให้การสนับสนุนพรรคการเมืองคือ พรรคพลังธรรมของพลตรีจ าลองศรีเมือง ผู้เคยเป็นญาติธรรมของสันติอโศกก่อนจะเข้าด ารงต าแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม สายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสันติอโศกกับพลังธรรมจึงมีความน่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของการชักน าความศรัทธาจากชาวอโศกมาเป็นส่วนหนึ่งในการชี้น าผลประโยชน์ทางการเมือง อันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและผลกระทบที่ตามมา บทความนี้จึงพยายามชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของสมณะโพธิรักษ์และชาวอโศกที่มีผลต่อพรรคพลังธรรม ซึ่งมีส่วนส าคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยในอีกด้านหนึ่ง จากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากคณะสงฆ์ไทย แต่กลับได้รับการยอมรับในทางการเมือง สะท้อนให้เห็นการปกครองจากมหาเถรสมาคมและจากรัฐบาลในการเข้าก ากับดูแลเรื่องนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาการแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ต่อพรรคพลังธรรม พ.ศ. 2518-2532 สมมติฐานของการวิจัย การแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ พ.ศ. 2518-2532 ส่งผลให้ชาวสันติอโศกสนับสนุนพรรคพลังธรรมในการก้าวเข้าสู่บทบาททางการเมือง ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเวลา ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสมณะโพธิรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2518-2532 โดยเป็นระยะเวลานับตั้งแต่ที่สมณะโพธิรักษ์ประกาศแยกตัวและตั้งตนเป็นคณะอิสระจากการปกครองภายใต้มหาเถรสมาคมถึงการตัดสินข้ออธิกรณ์กรณีสันติอโศกสิ้นสุดลง 2. ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสมณะโพธิรักษ์ที่ส่งผลทางการเมืองต่อพรรคพลังธรรมและผลกระทบที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตัดสินจากมหาเถรสมาคม วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในการวิเคราะห์และตีความข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นประเภทประมวลเอกสารกรณีสันติอโศก หนังสือพิมพ์ที่ปรากฏการแสดงออกทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ บันทึกส่วนตัว เป็นต้น ส่วนเอกสารชั้นรองใช้ หนังสือ วารสาร ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในทางการเมือง โดยน าเอกสารมาศึกษา ค้นคว้า และเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อข้อสรุป และข้อมูลบางส่วนได้มาจากการวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ การแสดงธรรมเทศนา และการแสดงข้อคิดเห็นทางการเมือง อันเป็นข้อมูลที่มีการบันทึกไว้และเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ 3 ปกาสนียกรรม หมายถึง กรรมอันสงฆ์พึงท าแก่ภิกษุผู้ที่พึงถูกประกาศ (แปลว่า กรรมอันเป็นเครื่องประกาศ ก็ได้) หมายถึงการที่สงฆ์มีมติและท าการประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป ถึงสถานภาพในเวลานั้นของภิกษุรูปนั้นในสงฆ์ เช่นความไม่เป็นที่ยอมรับ หรือการที่สงฆ์ไม่ยอมรับและไม่รับผิดชอบต่อการกระท าของภิกษุรูปนั้น - ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1127 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 ผลการวิจัย 1. ทัศนะทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ สมณะโพธิรักษ์ประกาศตนว่ามีเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างเปิดเผย โดยมีหลักฐานปรากฏชัดในเทปเรื่อง สันติอโศกผิดกฎหมายจริงหรือ เทปวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2531 มีเนื้อความบางตอนแสดงความคิดเห็นถึงพลตรีจ าลอง ศรีเมือง สรุปใจความได้ว่า สมณะโพธิรักษ์เห็นว่าพลตรีจ าลอง ศรีเมืองเป็นคนดี พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นพรรคของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง มีกรรมการพรรคเป็นชาวอโศกรวมอยู่ด้วย โดยบ้านเลขที่ 65/1 (พุทธสถานสันติอโศก) ซึ่งสมณะโพธิรักษ์เป็นเจ้าของส านักก็เป็นสถานที่ก่อเกิดผู้สมัคร ส.ส. ถึง 8 คน เป็นการเริ่มต้นทางการเมืองที่ดี จะมีการตั้งศูนย์ ศสก.ศูนย์สนับสนุนงานการเมือง ที่ชาวอโศกจะเป็นผู้ก่อตั้ง และพร้อมรับค าสั่ง ต้องท างานการเมือง งานการเมืองอริยะ (คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532) เป็นค าประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในการสนับสนุนพรรคพลังธรรม พร้อมเข้าเป็นสมาชิกพรรคในการท างานทั้งภายในและภายนอกพรรค ซึ่งมีชาวอโศกเป็นก าลังส าคัญในการสนับสนุนทั้งแรงกายและแรงใจ แต่เมื่อมาถึงใกล้วันตัดสินพิจารณาคดีกรณีสันติอโศกใน พ.ศ. 2532 ท่าทีระหว่างสมณะโพธิรักษ์และพลตรี จ าลองก็ดูเหินห่างกันออกไป อาจเนื่องด้วยพลตรีจ าลอง ศรีเมืองเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพรรคพลังธรรม โดยมีค าสัมภาษณ์ในเรื่องการถอยห่างของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง โดยสมณะโพธิรักษ์ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ไม่ได้หนี คุณจ าลองแยกการเมือง แยกธรรมะออกต่างหาก คุณจ าลองตอบอยู่แล้วว่ามาวัดหรือเปล่า ก็มา ไม่ใช่ไม่มา เป็นสิทธิ์ส่วนตัวอยากไปปฏิบัติวัดไหน อยากมาวัดนี้ก็มา การเมืองก็ต้องท าอยู่ไม่ใช่ชอบใส่ความกัน มองให้เป็นแง่หาเรื่องอยู่เรื่อย” (มติชนสุดสัปดาห์, 2532, 4 มิถุนายน) เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพลตรีจ าลอง ศรีเมือง และชาวอโศก โดยก็ยังกล่าวถึงครั้งเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ได้เอาคนที่สันติอโศกไปช่วยงาน ไปสมัคร ส.ส. ซึ่งสมัครกัน 300 กว่าคน (มติชนสุดสัปดาห์, 2532, 4 มิถุนายน) และสมณะโพธิรักษ์ยังได้ชี้น าแก่พวกเขาเหล่านั้น โดยอ้างว่าจ าเป็นต้องเทศน์โปรดผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศก “…ไปหาเสียงนี่ อย่าไปหาเสียง ประชาธิปไตยที่ยังหาเสียงอยู่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยจริงๆ ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้ ที่เป็นประชาธิปไตยที่แน่พอ ถ้าคุณมีธรรมเพียงพอ ประชาชนรู้ว่าดีแล้ว เอาอะไรไปซื้อไปขายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจประชาชนได้… ไม่ได้บอกว่าเลือกเบอร์นั้น เบอร์นี้ ถามได้เลย จะเอาเทศน์เก่าๆมาฟังก็ได้อาตมาบอกว่าอาตมาจะเล่นการเมือง อาตมาประกาศไปอย่างนี้เพื่อที่จะให้ก าลังใจพวกเค้าเท่านั้น…” (มติชนสุดสัปดาห์, 2532, 4 มิถุนายน) ข้อความข้างต้นสะท้อนความคิดเห็นการหาเสียงเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่ยังมีช่องโหว่ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยแนะว่าหากนักการเมืองมีคุณธรรมช่องโหว่นี้ก็ไม่สามารถดึงดูดประชาชนได้ เป็นการน าหลักคุณธรรมมาชี้น าตัวบุคคล (พลตรีจ าลอง ศรีเมือง) และพรรคการเมืองซึ่งอยู่ในช่วงหาเสียง การประกาศเล่นการเมืองจึงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคล้อยตามกลายเป็นพลังสนับสนุนในที่สุด ถึงแม้จะพยายามปฏิเสธว่าเป็นเพียงการให้ก าลังใจก็ตาม ภายหลังค าตัดสินของมหาเถรสามคมส่งผลให้สมณะโพธิรักษ์ ชาวอโศก และกลุ่มญาติธรรมต่างให้ความสนใจกับการเมืองมากขึ้น “ต่อไปนี้การด าเนินการทางการเมืองจะต้องมากและหนักหน่วงขึ้น เนื่องจากข้อจ ากัดที่พูดกันว่าพระสงฆ์ต้องไม่ยุ่งกับการเมืองนั้น ถูกสลัดออกจากชาวอโศกทั้งผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบนักบวช และอยู่ในชุดเสื้อม่อฮ่อม” (มติชนสุดสัปดาห์, 2532, 18 มิถุนายน) เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเด่นชัด โดยสมณะโพธิรักษ์มีแนวทางที่สื่อให้เห็นว่าศาสนายังเป็นเรื่องที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 2. สมณะโพธิรักษ์กับพรรคพลังธรรม สมณะโพธิรักษ์มีบทบาทส าคัญในทางการเมืองร่วมกับกลุ่มรวมพลังและพรรคพลังธรรมของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง เริ่มแรกทั้งคู่สร้างความสัมพันธ์จากการแสวงหนทางในการปฏิบัติธรรม ก่อนที่พลตรีจ าลองจะตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่ส านักสันติอโศกอย่างถาวร โดยพลตรีจ าลองเป็นผู้ชักน าให้กลุ่มสันติอโศกเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เมื่อครั้งพลตรีจ าลองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกลุ่มสันติอโศก ซึ่งจ านวน - ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1128 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 ญาติธรรมชาวอโศกในช่วง พ.ศ. 2528 เฉพาะในกรุงเทพมหานครน่าจะมีอยู่ประมาณ 1,000 ครอบครัว (สมบัติ จันทรวงศ์, 2532) แม้จะมีจ านวนไม่มากนัก แต่การรณรงค์เพื่อหาเสียงของกลุ่มก็ได้รับผลตอบรับที่ดี อีกทั้งสมาชิกชาวอโศกกระจัดกระจายอยู่ในทุกหน่วยงานและทุกระดับฐานะการศึกษา และที่ส าคัญคือประสบการณ์ในการท างานแบบอาสาสมัคร ตามหลัก “ประโยชน์สูงประหยัดสุด” ของชาวอโศกยังเกื้อหนุนให้มีสมาชิกจากหน่วยงานต่างๆเพิ่มมากขึ้น ในครั้งนั้นชาวกรุงเทพมหานครได้ลงคะแนนเสียงให้มากถึงประมาณ 500,000 คะแนน (สุรเธียร จักรธรานนท์, 2550) เป็นผลให้พลตรีจ าลอง ศรีเมืองชนะการเลือกตั้ง และชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 พ.ศ. 2533 ด้วยคะแนนมากถึง 700,000 คะแนน (สุรเธียร จักรธรานนท์, 2550) รวมทั้งชนะในสมัยที่ 3 พ.ศ. 2535 ซึ่งในขณะนั้น ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคพลังธรรม พรรคพลังธรรมก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 จากแรงผลักดันทางการเมืองหลังการประกาศยุบสภาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 (พร้อมก าหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 กรกฎาคม) โดยการจัดตั้งพรรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้การตัดสินของพลตรีจ าลอง ศรีเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกอบกับสถานการณ์พรรคการเมืองบางพรรคที่ก าลังสร้างฐานอ านาจมากขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง (พ.ร.บ กรุงเทพมหานครได้ให้อ านาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สั่งปลดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกจากต าแหน่งได้ถ้าเห็นว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง) การตั้งพรรคพลังธรรมซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะสร้างฐานเสียงเติบโตได้มากในเขตกรุงเทพมหานครจะเป็นการตัดโอกาสของพรรคดังกล่าว และเป็นการสร้างกันชนทางการเมืองขึ้นส่วนหนึ่งในแก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย (สมบัติ จันทรวงศ์, 2532) ส าหรับการจัดตั้งพรรพลังธรรม สมณะโพธิรักษ์ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “… แม้แต่ทุกวันนี้อาตมาบอกคุณด้วยเลยว่าอาตมาก็ยังไม่เห็นด้วยว่าทางด้านหมู่นักธรรมะหรือแม้แต่ชาวอโศก หรือคุณจ าลองท า อาตมาบอกได้เลยว่ายังไม่เห็นด้วย ว่าควรจะตั้งพรรคการเมือง เรื่องอะไรจะต้องไปวุ่นวายถึงขนาดไปลงสมัคร เพราะแม้แต่พรรคการเมืองก็ยังไม่เห็นด้วยว่าควรตั้ง องค์ประกอบยังไม่พอ ต้องสร้างคนเสียก่อน…” (มติชน, 2532, 4 มิถุนายน). อย่างไรก็ตามเมื่อมีการจัดตั้งพรรคพลังธรรมขึ้นแล้ว สมณะโพธิรักษ์ และชาวสันติอโศกก็ได้ให้การสนับสนุน เข้าท างานทางการเมืองช่วยเหลือพลตรีจ าลอง ศรีเมือง ดังเห็นได้จากการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคขึ้นมารวมทั้งหมด 12 คน ตามความเห็นของพลตรีจ าลอง ศรีเมืองว่าเป็นผู้มีประสิทธิภาพและอุทิศเวลาให้แก่งานของพรรคได้อย่างเต็มที่นี้มีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นชาวสันติอโศก (สมบัติ จันทรวงศ์, 2532) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัดส่วนของชาวสันติอโศกในการมีส่วนรวมกับพรรคจะเห็นอิทธิพลของชาวสันติอโศกอยู่ไม่น้อยนอกเหนือจากแรงสนับสนุนด้านความร่วมมือ ก าลังคน เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆในการช่วยเหลือพรรค ก็จะพบการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทางการเมืองของพรรคพลังธรรม ดังปรากฏในตาราง ตารางที่ 1: แสดงสัดส่วนของชาวสันติอโศกในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมดของพรรคพลังธรรม ที่มา: สมบัติ จันทรวงศ์. (2532). เขตเลือกตั้ง จ านวนผู้สมัครทั้งหมด ผู้สมัครที่เป็นญาติธรรมชาวอโศก กรุงเทพมหานคร 37 4 (ร้อยละ 10.81) ภาคกลาง 74 18 ภาคเหนือ 48 14 ภาคอีสาน 119 116 ภาคใต้ 50 12 รวม 319 164 (ร้อยละ 51.41) - ผลงานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาตรี ศิลปกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา - 1129 รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ 9 จากตารางที่ 1 พบว่าสัดส่วนชาวสันติอโศกมีจ านวนกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สมัครทั่วทุกภูมิภาค ส่งผลให้พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่อาจโดนกล่าวหาว่าถูกครอบง าโดยญาติธรรมจากสันติอโศก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวการพิจารณาข้ออธิกรณ์กรณีสันติอโศกก าลังได้รับความสนใจ และอาจท าให้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามมุ่งประเด็นความชอบธรรม และความถูกต้องของการแยกตัวออกจากมหาเถรสมาคมของสมณะโพธิรักษ์ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งกระทบต่อฐานเสียงที่เป็นประชาชนทั่วไป แต่หากพิจารณาในเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครจะเห็นว่ามีผู้สมัครทั้งหมด 37 คน ญาติธรรมชาวสันติอโศกมีเพียง 4 คน ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยที่ยังพอสามารถรักษาฐานเสียงจากกลุ่มคนอื่นๆ ไว้ได้ 3. ผลกระทบทางการเมืองต่อสมณะโพธิรักษ์ สมณะโพธิรักษ์แยกตัวเป็นอิสระและไม่ยอมรับการปกครองของคณะสงฆ์ ทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเด่นชัด จึงท าให้ถูกตอบโต้จากมหาเถรสมาคมและรัฐบาล ภายหลังค าตัดสินของมหาเถรสมาคมให้สมณะโพธิรักษ์สละสมณเพศและพ้นจากความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้น ท่านสมณะโพธิรักษ์สึกโดยได้รับแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ เมื่อสึกแล้วท่านสมณะโพธิรักษ์และชาวอโศกยังคงปฏิบัติตนตามแนวค าสอนของพุทธบัญญัติ และเผยแผ่ธรรมะตามความเชื่อของตนเองต่อไป โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระท าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ลึกๆในคดีสันติอโศก, 2548) ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันกับนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า “นักบวช พวกหนึ่งที่มีรูปแบบการแต่งกาย เป็นชุดเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้านุ่ง มีผ้ารัดเอว ทุกอย่างเป็นสีกรักทั้งหมด วัตรปฏิบัติก็คือเป็นอย่างนักบวช ในศาสนาพุทธ คือใช้ชีวิตอยู่ด้วยการศึกษาธรรมะ มีหน้าที่เผยแพร่ธรรมะ เลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต เพียงไม่ได้เรียกว่าพระ และไม่ขึ้นอยู่กับพ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2505” (มติชน,2532, 18 มิถุนายน) อย่างไรก็ตาม ส าหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่ยึดมั่นในรูปแบบของศาสนาพุทธแต่เดิมย่อมแสดงความไม่เห็นด้วยกับสถานะใหม่ของท่านสมณะโพธิรักษ์ที่แตกต่างจาก “พระ”ตามความศรัทธาดั่งเดิม รวมทั้งส่งผลต่อท่านสมณะโพธิรักษ์ในทางการเมืองซึ่งฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้ข้ออ้างดังกล่าวในการโจมตีถึงความถูกต้องโดยหยั่งเสียงของประชาชน ชาวสันติอโศกเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่เบื้องหลังพรรคพลังธรรม ซึ่งมีที่มาจากการก่อร่างของกลุ่มรวมพลังเพื่อหนุน พลตรีจ าลอง ศรีเมือง สมาชิกชาวอโศกคนส าคัญให้ได้ด ารงต าแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ รวมทั้งการสนับสนุนอื่นๆ กล่าวได้ว่าสมณะโพธิรักษ์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้อ านาจของมหาเถรสมาคม ส่วนทางการเมืองสมณะโพธิรักษ์และกลุ่มชาวอโศกกลับเป็นแรงขับเคลื่อนที่ส าคัญที่มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่มาก ซึ่งหากน าอ านาจทางการเมืองมาใช้ชักจูงความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ยากจะแก้ไข นอกจากนี้ตามข้อวินิจฉัยกรณีสันติอโศกได้กล่าวถึงผลกระทบจากการที่สมณะโพธิรักษ์เข้าสนับสนุนพรรคพลังธรรมว่าเป็นการใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอ านาจในทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยใช้พรรคพลังธรรมเป็นฐานสร้างพรรคนี้ให้เป็นพรรคมวลชนมีการจัดตั้งและแนวร่วมทั่วประเทศ แล้วครอบง าการปกครองประเทศ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ (คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532) นอกจากนี้การประกาศเล่นการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ และชาวสันติอโศก ถ้าเปรียบเทียบกับค าสั่งมหาเถรสมาคมเรื่องห้ามพระสงฆ์เกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ 2517 ซึ่งห้ามพระภิกษุสามเณรมิให้เกี่ยวข้องกับการเมืองในลักษณะต่างๆ(คณะท างานปกาสนียกรรม กรมศาสนา, 2532) จะเห็นได้ว่าสมณะโพธิรักษ์ และสันติอโศก มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับค าสั่งดังกล่าว จึงถูกพิจารณาลงมติของคณะการกสงฆ์ว่าด้วยประพฤติผิดจนขาดความเป็นภิกษุและก่อให้เกิดความเสียหายแก่พุทธศาสนาในที่ประชุมครั้งพิเศษที่ 1/ 2531 ต่อมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน