วาทกรรม บุญนิยม.pdf

โฟลเดอร์บทความวิจัย
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์750 KB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี174วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี บุญทิวา พวงกลัด1 บทคัดยอ งานวิจัยเรื่อง “วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี” มีวัตถุประสงคในการศึกษาประการแรกคือ เพื่อศึกษาบทบาทของภาษาในการสรางอุดมการณและวาทกรรมบุญนิยม ใหเกิดขึ้นในกลุมของชาวชุมชนราชธานีอโศก ประการที่สอง เพื่อศึกษานิจภาพของชาวชุมชนที่ทําใหเกิดภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม “บุญนิยม” ของชาวชุมชนราชธานีอโศก ตามแนวคิดนิจภาพของ ปแอร บูรดิเยอ วิธีในการศึกษาครั้งนี้ประกอบดวย การศึกษาขอมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ และการสังเกตแบบมีสวนรวม ผลการศึกษาพบวา ภาษาเขามามีบทบาทในการสรางและคงไวซึ่งอุดมการณและวาทกรรม “บุญนิยม” คําศัพทที่เกี่ยวกับอุดมการณ“บุญนิยม” ไดถูกสรางขึ้นใน 3 ดานคือ (1) คําศัพทเกี่ยวกับแนวคิดหลัก (2) คําศัพทดานเศรษฐกิจ และ(3) คําศัพทดานสังคม คําศัพทตางๆ เหลานี้ถูกนําไปใชภายในชุมชนในการสื่อสารแบบทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการไดแก การเทศนของสมณะโพธิรักษ รวมถึงสมณะและสิกมาตุ การประชุมตางๆ ของชาวชุมชน และการสื่อสารผานสื่อประเภทตางๆ เชน เอกสารและวารสารของชาวอโศก และสื่อโทรทัศนและวิทยุของชาวอโศก และการสนทนาแบบไมเปนทางการ ดวยภาษาและคําศัพทตางๆ ที่ถูกนํามาใชนี้ ทําใหเกิดนิจภาพ (Habitus) ขึ้นสองลักษณะภายในกลุมชาวชุมชนราชธานีอโศก คือ (1) นิจภาพระดับปจเจกบุคคล ประกอบดวย ลักษณะการบริโภคลักษณะการแตงกายและรูปลักษณ และการทํางานและการปฏิบัติธรรม (2) นิจภาพระดับสังคม ไดแก การเขารวมงานและกิจกรรมตางๆ ของชาวอโศกและของชุมชน ซึ่งเปนการผลิตซํ้ําอุดมการณและวาทกรรม

อ่านต่อ

“บุญนิยม” ใหดํารงอยูคําสําคัญ: วาทกรรม นิจภาพ ชุมชนราชธานีอโศก1 อาจารยประจําคณะรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มนุษยศาสตร สังคมศาสตร 28 (2) พ.ค. - ส.ค. 54175Abstract This research is to examine “Booniyom” discourse in case of Rat-chathaniasoke community, Ubon Ratchathani province. Firstly, it examines the role of languages in generating ideology and ““Booniyom” discourse among laymen in the community. Another objective is to study laymen’s Habitus in the community engendering discursive practice according to Pierre Bourdieu’s Concept of ‘habitus’. Documentary research, in-dept interviewing and participatory observation are applied in this research. The fi ndings illustrates that the role of languages in ideological and discursive production and retention. “Booniyom” is refl ected in terms of jargons in 3 dimensions i.e. (1) key jargon (2) economic jargon and (3) social jargon. These jargon are employed in the context of both formal and informal communication such as Phothirak, monks and nuns’ sermons, community meetings, media of Asoke community e.g. documents, journals and television and radio programs and dialogues. Employing these jargons in the community engenders habitus into 2 types among the laymen: (1) individual habitus i.e. eating habits, appearance, approach to Dharma practice as a life’s work and (2) social habitus i.e. attending the annual activities and ceremonies of Asoke and its community.Key Word : Discourse, Habitus, Ratchathani Asoke Communityบทนํา “การพัฒนา” เปนวาทกรรมหลักที่ถูกตอกยํ้ําเสมอมาในสังคมไทยดวยความคิดที่วา ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมมีเพียงแนวทางการพัฒนาแบบสังคมตะวันตกเทานั้นเปนตนแบบ โดยมีการเผยแพรและตอกยํ้ํารูปแบบการพัฒนาในแนวทางนี้ผานปฏิบัติการตางๆของวาทกรรม (discursive practices) เชน การเรียนการสอนเกี่ยวกับการพัฒนา รวมถึง การกระทํา/เขียน/พูด/วิเคราะห ฯลฯ เกี่ยวกับการพัฒนาจากสถาบันและองคการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และ วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี176วาทกรรมการพัฒนานี้เองไดเขามาปดกั้นวัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่นไวดวยคําวา “ความดอยพัฒนา” (ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร 2542: (12)- (13)) ตามกรอบคิดของกรัมชี (อางอิงใน วัชรพล พุทธรักษา 2550 : 5 ) ภายใตสังคมทุนนิยม รัฐใชการครองอํานาจนําผานโครงสรางสวนบน (Super-structure) เพื่อควบคุมโครงสรางสวนลาง (Sub-structure) โครงสรางสวนบนเปนความสัมพันธเชิงอุดมการณและอํานาจ ไดแกโครงสรางของระบบความคิด ความเชื่อ อุดมการณกฎหมาย วัฒนธรรม รวมถึงโครงสรางตางๆ ที่ไมใชโครงสรางทางเศรษฐกิจ ซึ่งสงผลตอโครงสรางสวนลาง ที่เปนความสัมพันธเชิงการผลิต กลาวอีกนัยหนึ่ง รัฐสรางอุดมการณ ระบบอุดมการณ ความคิด ความเชื่อ และกฎหมายตางๆ ใหสอดคลองกับอุดมการณทุนนิยม เพื่อสรางภาวการณครอบครองความคิดผานกลไกตางๆ เชน สถาบันการเมือง ระบบการศึกษา ระบบครอบครัว วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ เพื่อโนมนาวใหกลุม/ปจเจกชนในสังคมยอมรับและใหการสนับสนุนระบอบทุนนิยมสอดรับกับโครงสรางสวนลางที่เปนความสัมพันธเชิงการผลิตแบบทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเปนกระแสหลักแหงการพัฒนาในสังคมไทยปจจุบันที่เนนการรวมศูนยทุนและทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจมุงเนนไปที่การเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณทางดานวัตถุเปนเปาหมายสูงสุด เกณฑการวินิจฉัยความสําเร็จของการพัฒนา คือปริมาณวัตถุที่เพิ่มขึ้นและดัชนีชี้วัดที่เปนรูปธรรมที่เปนตัวเลข เชน ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติผูขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักคือภาคเอกชน เปนตน ประชา หุตานุวัตร (2544:10) กลาววา ในโลกระบอบทุนนิยมปจเจกชนมีทรรศนะที่เอามนุษยเปนศูนยกลาง (Anthropocentric ethic) อีกทั้งเชื่อวามนุษยสามารถเปนนายเหนือธรรมชาติ และสามารถเอาธรรมชาติมาใชสอยสนองความตองการของมนุษยไดอยางไมมีที่สิ้นสุด กรอบวิธีคิดนี้มองมนุษยแยกสวนออกจากธรรมชาติ และเชื่อวาดวยความรูความเขาใจและเทคโนโลยี มนุษยสามารถเขาใจธรรมชาติและสามารถวิเคราะหธรรมชาติไดในเชิงปริมาณและมองวาธรรมชาติเปนวัตถุและเปนเพียงเครื่องมือเพื่อตอบสนองผลประโยชนของมนุษย ลัทธิบริโภคนิยมเปนแบบแผนของอุดมการณทุนนิยมที่จูงใจใหปจเจกชนบริโภคมากขึ้น มุงใชทรัพยากรเพื่อเปาหมายการแสวงหากําไรและอรรถประโยชนสูงสุด มนุษยศาสตร สังคมศาสตร 28 (2) พ.ค. - ส.ค. 54177 นับตั้งแตการทําสนธิสัญญาเบาวริงกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงตอระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอยางยิ่งเปลี่ยนจากระบบการผลิตเพื่อยังชีพเปนการผลิตเพื่อการคาหรือเพื่อการสงออก (ปยนาถ บุนนาค 2550: 50) หลังสงครามโลกครั้งที่สองรัฐบาลภายใตแรงกดดันจากฝายพอคาและนักธุรกิจมากขึ้น มีนโยบายเพื่อเพิ่มผลผลิตสวนเกินจากชาวนาเพื่อขายมากขึ้น ดวยนโยบายสงเสริมการดึงเอาสวนเกินจากภาคการเกษตรไปเพื่อใชในการลงทุนภาคเมืองมากขึ้น (ผาสุก พงษไพจิตรและคริส เบเกอร 2546: 51) จวบจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่หนึ่งเปนตนมา ประเทศไทยถูกกระบวนการทางวาทกรรมการพัฒนาไปสูความทันสมัยครอบงํากระบวนทัศนในการพัฒนาประเทศแบบตะวันตกเปนผลใหประเทศไทยถูกจัดอยูในกลุมประเทศดอยพัฒนาหรือประเทศกําลังพัฒนา (ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร 2542: 1-5) ภายใตกรอบวาทกรรมการพัฒนานี้จึงมุงเนนการพัฒนาประเทศใหมีความทันสมัยทางเศรษฐกิจ (Economic Mod-ernization) ภายใตอุดมการณทุนนิยม ภาคปฏิบัติการของวาทกรรม จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ พ.ศ. 2504 ทําใหเกิดการสรางกฎเกณฑและแบบแผนตางๆ โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหภาคปฏิบัติการของวาทกรรมนี้กระตุนและสงเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุน อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนการพัฒนาจากภาคการเกษตรไปสูภาคอุตสาหกรรม การปรับเปลี่ยนดังกลาว สงผลใหการผลิตของชนบทแบบพึ่งตนเองและอาศัยปจจัยการผลิตที่มีอยูในทองถิ่นเปลี่ยนไปเปนการผลิตเพื่อการคา (Trade Economy) เพื่อตอบสนองตอการพัฒนาประเทศภายใตอุดมการณทุนนิยม การพัฒนาที่รัฐเขาไปควบคุมจัดการภายใตกรอบความคิดความทันสมัยทางเศรษฐกิจนี้ทําใหชุมชนชนบทของไทยถูกเอาเปรียบ และกลายสภาพจากชุมชนที่พึ่งพาตนเองไดเปนชุมชนที่ไมสามารถดํารงอยูไดอยางอิสระและกลายเปนสวนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศแบบอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism) อยางหลีกเลี่ยงไมได ในขณะที่กระบวนการผลิตแบบยังชีพและองคความรูการผลิตแบบดั่งเดิมที่มีอยูเดิมในชุมชนถูกกดทับปดกั้นสรางความเปนอื่นวาลาหลังไมเหมาะสมกับการพัฒนาทองถิ่นของตนเองไดอีกตอไป ความรูที่ถูกทําใหเปนความจริงดังกลาวนี้ไดถูกตอกยํ้ําและผลิตซํ้ํา เพื่อใหเห็นวาชนบทไทยนั้นจําเปน วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี178ตองยอมรับแนวการผลิตเพื่อการคาเขาสูวิถีการผลิตของชุมชน นอกจากนี้รัฐไดใชเทคโนโลยีของอํานาจ (Technology of Power) ของอุดมการณทุนนิยมเขาไปควบคุมจัดการการผลิตของชนบทไทยดวยการสนับสนุนการเพาะปลูกพืชเชิงพาณิชย ซึ่งเอื้อประโยชนตอบริษัทคาพืชผลทางการเกษตรและเจาของที่ดินรายใหญเพียงไมกี่กลุม ในขณะที่เกษตรกรรายยอยกลับตองตกอยูในวงจรหนี้สิน ความยากจนและสูญเสียที่ดินทํากินและกลายเปนแรงงานรับจางราคาถูกตามโรงงานในเขตเมืองในที่สุด แตในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเองก็ไมสามารถขยายตัวไดเพียงพอเพื่อรองรับแรงงานในชนบท ทําใหเกิดปญหาการวางงานของแรงงานในชนบท และที่สําคัญคือ เกิดปญหาชองวางของรายไดสูงมากระหวางแรงงานภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 2549) ดวยเหตุนี้วาทกรรมการผลิตเพื่อการคาในชนบทไทยจึงใชกระบวนการปดลอม (Enclosure) ในรูปแบบตาง ๆ เชน รัฐรวมกับนายทุนแยงยึดทรัพยากรสาธารณะของชุมชนทองถิ่นมาแสวงผลประโยชน (ประภาส ปนตบแตง และกฤษฎา บุญชัย 2545: 6) เปนการดึงเอาทรัพยากร ทุนและกําลังแรงงานจากชนบทไปใชในการผลิตเพื่อตอบสนองตอการคาและการสงออกเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีเปาหมายเพื่อเอื้อประโยชนใหกับอุตสาหกรรมเมือง โดยใหภาคเกษตรกรรม/ชนบทเปนเบี้ยลางของการพัฒนา (นิธิ เอียวศรีวงศ และคณะ 2545: 1 และ 4) จากกระแสแหงการพัฒนาดังกลาว ชุมชน “สันติอโศก” ไดกอตัวขึ้นโดยใชแนวทาง “ระบบบุญนิยม” ในการปฏิบัติ เพื่อตอบโตระบบทุนนิยม ระบบบุญนิยมเปนระบบคําสอนที่มีพื้นฐานมาจากหลักคําสอนในพุทธศาสนาเรื่องมรรคองคแปด และเปนการอธิบายความหลักคําสอนนี้เพื่อนําไปปรับประยุกตใชในกิจกรรมตางๆ ในชีวิตมนุษย เชน กสิกรรมบุญนิยม การบริโภคบุญนิยม การคาบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม การเงินบุญนิยม สาธารณสุขบุญนิยม เปนตน โดยความหมายของ “บุญนิยม” คือ การใหหรือการเสียสละอยางแทจริงที่กอใหเกิดคุณคาแกเพื่อนมนุษยและสัตวโลกทั้งหลาย โดยการใหหรือการเสียสละนี้ถือเปนกําไรหรือ “บุญ” สําหรับตน (กิติกร สุนทรานุรักษ 2543: 55) ในปจจุบันสันติอโศก มนุษยศาสตร สังคมศาสตร 28 (2) พ.ค. - ส.ค. 54179มีชุมชนอยูดวยกันทั้งสิ้น 9 แหง กระจายอยูทั่วทั้งประเทศ (สุรเธียร จักรธรานนท 2550: 130-131) ชาวอโศกเรียกชุมชนเหลานี้วาเปน “ชุมชนทวนกระแส” ที่ตอตานลัทธิบริโภคนิยม ชุมชนอโศกในจังหวัดตางๆ นี้มีลักษณะโดยทั่วไปคือ มีพื้นที่สําหรับทํากสิกรรมเพื่อการพึ่งตนเอง มีการทํานา ปลูกผัก ทําสวนผลไม ฯลฯ (กนกศักดิ์ แกวเทพ 2547:7) เปนการทําการเกษตรแบบไรสารพิษ โดยเรียกตนเองวา “ชุมชนชาวกสิกรรมไรสารพิษ” ที่กอกําเนิดมาตั้งแต พ.ศ.2515 โดยเริ่มจากการมารวมกันศึกษาและปฏิบัติธรรม เนนการถือศีลเครง ซื่อสัตย เสียสละ เอื้อเฟอ แบงปน ยึดมั่นวัฒนธรรมไทย การพึ่งตนเอง ลดการบริโภคสิ่งที่ไมจําเปน การอยูรวมกันแบบพี่นอง ชุมชนราชธานีอโศกมีวัตถุประสงคในการจัดตั้งชุมชนขึ้นเพื่อใหเปนชุมชนที่ประกอบดวย สมณะ และฆราวาสที่ปฏิบัติตามคําสอนของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ไมรับประทานเนื้อสัตว ลดการกินการใชจายที่ฟุงเฟอและฟุมเฟอย หรือ ที่ไมจําเปนตามกรอบของศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีล และ มรรคมีองค 8 โดยเนนที่การดําเนินชีวิต และความเปนอยูที่เรียบงาย ปลอดอบายมุข ภายในชุมชนเนนการพัฒนาจิตสํานึกใหมีความขยัน สรางสรรค เสียสละ ประกอบสัมมาอาชีพเปนบุญกุศล รูรักสามัคคี มีเมตตา และมีความเอื้อเฟอเผื่อแผแกสังคม ทําการผลิตปจจัย 4 เพื่อสรางสังคมที่พึ่งตนเองอยาง “ครบวงจร” ใหมากที่สุดเทาที่จะทําไดโดยยึดหลัก “บุญนิยม” วัตถุประสงคที่สําคัญอีก ประการหนึ่งของการจัดตั้งชุมชนราชธานีอโศกก็คือ เพื่ออนุรักษฟนฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดลอม ในชุมชนมีการแบงพื้นที่ทํากสิกรรมธรรมชาติไรสารเคมีเพื่อบริโภคภายในชุมชน อีกทั้งทําการสีขาวกลองดวยมือโดยเครื่องสีที่ประดิษฐคิดคนโดยภูมิปญญาชาวบาน (สุรเธียร จักรธรานนท 2550: 198) จากวาทกรรมหลักวาดวยการพัฒนาซึ่งทําใหเกิดระบบเศรษฐกิจ สังคม คานิยมและวัฒนธรรม แบบทุนนิยม อยางไรก็ตาม ชุมชนสันติอโศกไดสรางวาทกรรม “บุญนิยม” ขึ้นมาเพื่อตานทานการพัฒนากระแสหลัก ผูวิจัยจึงตองการศึกษาการสรางอุดมการณ “บุญนิยม” ดังกลาวทามกลางกระแสแหงอุดมการณ “ทุนนิยม” ซึ่งเปนอุดมการณกระแสหลักในปจจุบัน โดยภาษามีบทบาทและเปน วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี180ตัวกําหนดการกระทําในการสรางวาทกรรม “บุญนิยม” ที่นําไปสูภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม ที่รวมถึงจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณคา และสถาบันตางๆ ของชุมชนสันติอโศก ดังนั้นการวิเคราะหการสรางอุดมการณและวาทกรรมผานภาษาและภาคปฏิบัติจริงของวาทกรรมนี้จะเปนการศึกษาที่เปดโลกทัศนและมุมมองใหมดวยการสืบคนถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลําดับเหตุการณ รายละเอียดตางๆ ในการสรางเอกลักษณและความหมายใหกับสิ่งตางๆ กลาวคือ เปนการทําความเขาใจและสรางคําอธิบายใหกับปรากฏการณที่เกิดขึ้นซึ่งมากกวาสิ่งที่ตาเห็น นอกจากนี้ เหตุผลที่ผูวิจัยสนใจศึกษาวาทกรรม “บุญนิยม” ของชุมชนสันติอโศก เนื่องจากแมวาจะมีการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับชุมชนสันติอโศกจํานวนมาก ไดแก เศรษฐศาสตรแหงความพอเพียงของชุมชนสันติอโศก (กนกศักดิ์ แกวเทพ) การศึกษาในเชิงการพัฒนาทางเลือก (สุวิดา แสงสีหนาท) การศึกษาพุทธยูโทเปยชุมชนปฐมอโศก (สมบัติ จันทรวงศ 2531) ความเปนมาและบท บาททางศาสนาในสังคมไทย (ภัทรพร สิริกาญจน 2540) การพัฒนาชุมชนพึ่งตนเอง (กิตติกร สุนทรานุรักษ 2543) ระบบบุญนิยมในชุมชนราชธานีอโศก (รินธรรม อโศกตระกูล 2549) เปนตน แตการศึกษาเหลานี้ยังไมมีการศึกษาชุมชนสันติอโศกที่เกี่ยวของกับวาทกรรม “บุญนิยม” ดังนั้นการศึกษาชุมชนสันติอโศกในกรอบแนวคิดนี้จะชวยสราง ความรูและความเขาใจของการเกิดวาทกรรมบุญนิยมใหชัดเจนมากขึ้นและแตกตางจากการศึกษาเกี่ยวกับชุมชนสันติอโศกที่เคยทํามาแนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม ในที่นี้จะกลาวถึงแนวคิดเรื่องวาทกรรมของนักวิชาการหลายๆ ทาน โดยเนนที่แนวคิดวาทกรรมของฟูโกตเปนหลัก สมเกียรติ ตั้งนโม (2547:1) ตามแนวทฤษฎีวาทกรรมของฟูโกต “วาทกรรม” จึงเปนกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสรางความหมาย โดยสังคม ทั้งหลายมีแนวโนมที่จะเชื่อมหรือรวมลําดับความคิดและความเชื่อตางๆ เขาสูคําอธิบายโดยสรุปเพื่อความรูและความเขาใจโลกขณะเดียวกันวาทกรรมก็ทําหนาที่ มนุษยศาสตร สังคมศาสตร 28 (2) พ.ค. - ส.ค. 54181ปดกั้นมิใหเอกลักษณและความหมายของบางอยางเกิดขึ้น (subjugate) หรือไมก็ทําใหเอกลักษณและความหมายของบางสิ่งที่มีอยูแลวในสังคมเลือนหายไปพรอมๆ กันดวย อภิญญา เฟองฟูสกุล (2546: 51) กลาววา วาทกรรมเปนการผลิตความหมายเกี่ยวกับความจริงตางๆ ที่รวมถึงการผลิตชุดของความรู กฎเกณฑและขอปฏิบัติทางสังคม การมีสถาบันทางสังคมและการปฏิบัติการทางสังคมที่สืบเนื่องมาจากความรูนั้น วาทกรรมเปนอํานาจที่สงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงการนิยามตนเองตามความรูที่ถูกผลิตออกมา เปนกระบวนการทางประวัติศาสตรสังคมที่สถาปนา “อาณาจักรแหงความจริง” (Regime of truth) ชุดหนึ่งขึ้นมาและความจริงนั้นจะถูกนําไปสูปฏิบัติการทางสังคมทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร (2542: 3-4) กลาวถึงวาทกรรมในความหมายเดียวกับฟูโกไววา วาทกรรมหมายถึง ระบบและกระบวนการในการสราง ผลิตเอกลักษณ และความหมายใหกับสรรพสิ่งตางๆ ในสังคมรอบตัวเรา ไมวาจะเปนเรื่องความรู ความจริง อํานาจ หรือตัวตนของเราเอง นอกจากนี้วาทกรรมยังทําหนาที่ตรึงสิ่งที่สรางขึ้นใหดํารงอยูและเปนที่ยอมรับทางสังคมในวงกวางจนกลายเปน “วาทกรรมหลัก” (dominant discourse) หรือที่ฟูโกเรียกวา “episteme” อยางไรก็ตามฟูโกไมเห็นดวยกับการวิเคราะหโดยใชแนวคิดเรื่อง “วาทกรรมหลัก”เพราะทําใหมองไมเห็นถึงความสลับซับซอนของการตอสูระหวางวาทกรรม และอาจทําใหเขาใจผิดวามีการแบงแยกกันเด็ดขาดระหวางวาทกรรมหลักกับวาทกรรมรอง โดยใหวาทกรรมหลักมีอํานาจสมบูรณเด็ดขาด เพราะแทที่จริงแลวมีความสลับซับซอนและขับเคี่ยวกันระหวางวาทกรรม นอกจากนี้การศึกษาโดยใชวาทกรรมหลักทําใหไมเห็นถึงสิ่งที่ฟูโกมองวา วาทกรรมคือ “ชุดของสวนเสี้ยวที่ไมมีความตอเนื่องสัมพันธกันแตตองมาอยูรวมกัน และอยูรวมกันมิใชในฐานะที่เปนเอกภาพหรือมีความมั่นคง แตในฐานะที่เปนชุดของวาทกรรมที่มีความแตกตางและหลากหลาย และตางก็มียุทธศาสตรเฉพาะตัวที่ไมเหมือนกันในการมาอยู รวมกัน” ขณะเดียวกันวาทกรรมก็ทําหนาที่ปดกั้นมิใหเอกลักษณและความหมายของบางอยางเกิดขึ้น (subjugate) หรือไมก็ทําใหเอกลักษณและความหมายของบางสิ่งที่มีอยูแลวในสังคมเลือนหายไปพรอมๆ กันดวย วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี182แนวคิดเกี่ยวกับนิจภาพ จากวิทยานิพนธ “แนวคิดนิจภาพของปแอร บูรดิเยอ กับทฤษฎีทางมานุษยวิทยา” (2548) และ บทความ “พิจารณาแนวความคิด habitus ของ Pierre Bourdieu ในฐานะตัวกําหนดการกระทํา” (2549) ของ สุนีย ประสงคบัณฑิต สามารถสรุปแนวคิดเกี่ยวกับนิจภาพ ไดดังนี้ ในทางมานุษยวิทยามีตัวกําหนดการกระทําอยูหลายอยาง กลุมโครงสรางหนาที่นิยม (Structural-functionalism) ตัวกําหนดนั้นอยูที่สังคม เดอรไคม (สุภางค จันทวานิช 2552: 37-39) เชื่อในการมีตัวตนของสังคมและเปนสิ่งที่คอยกดบังคับมนุษยไว เขาไดเสนอแนวคิดเรื่องขอเท็จจริงทางสังคม (social fact) ที่วา กฎเกณฑความประพฤติทั่วไปเปนสิ่งที่อยูภายนอกตัวมนุษย และเปนสิ่งที่มีอํานาจกดบังคับหรือควบคุมการกระทําของเราใหกระทําตามโดยไมรูตัว จากการเปนสมาชิกของสังคม จากการเรียนรูไดรับการอบรมจากสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ศาสนา และสังคม หรือที่เรียกวา สํานึกรวม (conscience collective) สวนสํานักคิดโครงสรางนิยม (Structuralism)โคลด เลวี-สเตาส (Claude Levi-Strauss) มองวาสิ่งตางๆ ที่ดํารงอยูตางก็ตองตองมีโครงสรางชุดหนึ่งกํากับหรือกําหนดใหเปนอยางที่เปนอยู โดยโครงสรางนี้เกิดจากโครงสรางทางภาษาที่อยูในระดับจิตไรสํานึก และคอยกํากับพฤติกรรมของมนุษย (ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร 2545: 44-45) ขณะมารกซิสม มองวาเศรษฐกิจนั้นสามารถกําหนดตัวแปรอื่นๆ ที่ไมใชเศรษฐกิจได รวมถึงความคิดและการกระทําของมนุษย (กาญจนา แกวเทพ 2529: 26) สําหรับ ฮาโรล การฟงเกล ในกลุมแนวทางการศึกษาแบบชาติพันธุวิธีวิทยา (Ethnomethodology) มองวา โครงสรางทางสังคมเปนผลผลิตจากกิจกรรมของสมาชิกในสังคม กลาวคือ คนใชโครงสรางทางสังคมเพื่อบรรลุเปาหมายของตนเอง อยางไรก็ตาม นักชาติพันธุวิทยาก็เนน “ความเปนสมาชิกของกลุม” (membership) ที่มองวา ปจเจกในฐานะสมาชิกของกลุม และสํานึกของความเปนสมาชิกของกลุมนี้เองที่กําหนดการกระทําของสมาชิกในสังคมโดยรวม(สุนีย ประสงคบัณฑิต 2548: 42- 45 ) จากทัศนะของบูรดิเยอแลวเขามองวาทฤษฎีเหลานี้มีความเหมือนกันอยูประการหนึ่ง คือ ทฤษฎีเหลานั้น มองวามนุษยถูกกําหนดจากตัวกําหนดอะไรบาง มนุษยศาสตร สังคมศาสตร 28 (2) พ.ค. - ส.ค. 54183อยางโดยสิ้นเชิง ในฐานะผูถูกกระทํา (passive) โดยไมมีโอกาสไดแสดงบทบาทเปนผูกระทํา (active) เลย สําหรับบูรดิเยอแลวเขาไมไดพิจารณามนุษยในฐานะที่เปนเพียงปจเจกบุคคลเทานั้น แตพิจารณาในฐานะที่เปนกลุมดวย โดยมนุษยนั้นมีทั้งสวนที่เปนอิสระและสวนที่ถูกจํากัด มนุษยเปนไดทั้งผูถูกกําหนดจากโครงสราง แตขณะเดียวกันบางครั้งมนุษยก็สามารถกําหนดโครงสรางไดเชนกัน (สุนีย ประสงคบัณฑิต 2549:1-3) มโนทัศนหรือแนวคิดเกี่ยวกับนิจภาพ (Habitus) เปนแนวคิดที่สําคัญในทฤษฎีการปฏิบัติ (Theory of Practice) ของปแอร บูรดิเยอ (Pierre Bourdieu) คําวา นิจภาพ (Habitus) เปนคําที่บูรดิเยอนํามาจากภาษาละติน เพื่อบอกถึงตัวแบบชนิดหนึ่งที่เปนโครงสรางอยูในคน บูรดิเยอ ใหนิยามคําวา นิจภาพไววา “นิจภาพ เปนระบบความโนมเอียงที่คงทนยาวนาน สามารถปรับเปลี่ยนได โดยที่ยังรักษาโครงสรางเดิมเอาไว เปนทั้งโครงสรางที่ถูกสรางขึ้น และเปนเงื่อนไขลวงหนาในการทําหนาที่เปนผูวางโครงสราง กลาวคือ เหมือนเปนหลักแหงการกอกําเนิดและวางโครงสรางใหแกการปฏิบัติและการสรางภาพแทนความจริง ซึ่งอาจ “ถูกทําใหเปนกฎ” และเปน “ผูวางกฎ” อยางเปนวัตถุวิสัย โดยไมไดเปนผลมาจากการยอมจํานนตอกฎเกณฑใดๆ สามารถปรับตัวไปตามจุดมุงหมายของตัวมันเองไดอยางเปนวัตถุวิสัย โดยปราศจากการคาดคะเนในการมุงไปสูจุดสิ้นสุดอยางรูสํานึก หรือปราศจากการแสดงออกซึ่งการควบคุมใหทํางานเพื่อบรรลุจุดมุงหมาย” (Bourdieu 1977 อางอิงจาก สุนีย ประสงคบัณฑิต 2548:45) จากการนิยามความหมายของนิจภาพขางตน สุนีย ประสงคบัณฑิต (2548:46) ไดสรุปคุณสมบัติของนิจภาพ ไว 6 ประการ คือ 1. นิจภาพเปนสิ่งที่แสดงผลของการกระทําที่เปนระเบียบ (disposition) วิถีแหงการเปนอยู (way of being) สภาวะนิสัยความเคยชินของรางกาย และเปนเงื่อนไขลวงหนา (predisposition) แนวโนม (tendency) ศักยภาพ (propensity) หรือความโนมเอียง (inclination) 2. นิจภาพ เปนโครงสรางอยางหนึ่ง แตเปนโครงสรางที่เปลี่ยนแปลงไดหากแตยังรักษาโครงสรางเดิมไว กลาวคือ นิจภาพนั้นเปนโครงสรางที่ยืดหยุนไดโดยที่ภายในนิจภาพนั้นมีทั้งสิ่งที่อยูในระดับผิว และสิ่งที่คอยกํากับพื้นผิวเหลานั้นที่อยูในระดับลึก วาทกรรม “บุญนิยม”: กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี184 3. นิจภาพ เปนสิ่งที่คอยกํากับการกระทําและการรับรูความจริงของมนุษย 4. นิจภาพ เปนทั้งผูสรางและผูถูกสราง และเปนทั้งผูวางกฎเกณฑและเปนผูถูกทําใหเปนกฎเกณฑ 5. นิจภาพ นั้นมีความสัมพันธกับความไมสํานึกรู (unconscious) 6. นิจภาพ สัมพันธอยูทั้งในระดับปจเจกบุคคลและกลุมหรือชนชั้น กลาวคือ คนที่อยูในกลุมเดียวกันจะมีการกระทํา วิธีการ อารมณความรูสึก และทัศนคติ ที่คลายคลึงกันโดยไมจําเปนตองบีบบังคับหรือทําขอตกลงรวมกันไวกอน จากขอสรุปดังกลาวจะเห็นไดวาสอดคลองกับคํานิยามในวิทยานิพนธ บทความ “L’economie des biens symboliques” (เศรษฐกิจของทรัพยสินเชิงสัญลักษณ) ของปแยร บูรดิเยอ : บทแปลและบทวิเคราะหมโนทัศนทางสังคมวิทยา) ของ ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข (2548: 144 ) ที่กลาวถึง นิจภาพ หรือที่ผูแปลใชคําวา “นิจภาพ” วาหมายถึง “ระบบของความโนมเอียงตางๆ ที่กําหนดทิศทางหรือขอบเขตการกระทํา ของบุคคล ลักษณะที่กําหนดการกระทํานี้ทําใหนิจภาพมีคุณสมบัติของ โครงสราง โดยเปนโครงสรางที่มีลักษณะยืดหยุนดวยวาเปนการกําหนด “ขอบเขต” ของการกระทําใหการกระทํามีความโนมเอียงอยางใดอยางหนึ่ง ไมไดเปนการกําหนดการกระทําโดยตรง นอกจากนี้ยังเปนโครงสราง ที่มิไดมีบทบาทเปนผูสรางการกระทําแตเพียงฝายเดียว แตเปนสิ่งที่ถูก สรางขึ้นดวย โดยผานกระบวนการการหลอหลอมทางสังคมตั้งแตในชวง แรกๆ ของชีวิต ที่ปลูกฝงคานิยมและว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน