วิถีชีวิตครอบครัวของชาวชุมชนสันติอโศก.pdf

โฟลเดอร์บทความวิจัย
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.75 MB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1384 วิถีชีวิตครอบครัวของชาวชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร Family’s Way of Life among Boonniyom Santi Asoke Community in Bangkok สุจิรา วัฒนะศรี (Sujira Wattanasri)1 จิตตินันท์ เดชะคุปต์ (Chittinun Tejagupta)2 วัลภา สบายยิ่ง (Wallapa Sabaiying)3 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิถีชีวิตครอบครัวของชาวชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มครอบครัวที่เป็นสมาชิกชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร จ านวน 4 ครอบครัว ได้แก่ บิดา มารดาและบุตร จ านวน 16 คน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนบุญนิยมสันติอโศกไม่ต่ ากว่า 2 ปี และมีบุตรอายุต่ ากว่า 18 ปี อาศัยอยู่ด้วยกัน 2) กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับครอบครัวที่ศึกษา จ านวน 4 คน ได้แก่ นักบวชหญิง คนวัด สมาชิกชุมชนและญาติธรรม ผลการวิจัยพบว่า ครอบครัวที่ศึกษาตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร มีเหตุจูงใจที่เกิดจากความต้องการภายใน และภายนอกครอบครัว โดยเหตุจูงใจภายในครอบคลุม การมีชีวิตที่สงบและพอเพียง การเห็นคุณค่าในตนเอง และการแสวงหาธรรมะ ส่วนเหตุจูงใจภายนอกครอบคลุม รูปแบบสังคมที่น่าอยู่อาศัย การเกื้อกูลต่อกันทางเศรษฐกิจ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยของสภาพแวดล้อม และความศรัทธาต่อสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งหลังจากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนดังกล่าวแล้ว พบว่า มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตครอบครัวตามเอกลักษณ์ของชาวชุมชนบุญนิยมสันติอโศก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด บุคลิกภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครั

อ่านต่อ

ว อีกทั้งพบว่า วิถีชีวิตปัจจุบันของครอบครัวเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบของ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” โดยเป็นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเสมือนครอบครัวใหญ่ กินใช้ร่วมกันด้วยระบบสาธารณโภคี มีบริบทชุมชนที่เอื้อต่อการด ารงชีวิต มีความอุดมสมบูรณ์และพอเพียงในเรื่องของปัจจัย 4 และมีธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ทั้งนี้หลักคิดการใช้ชีวิตครอบครัวแบบบุญนิยมสันติอโศก ประกอบด้วย 1) การเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของชีวิต เป็นการเห็นคุณค่าในตนเอง และการมีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น 2) การใช้ชีวิตที่พอเพียง เป็นการตระหนักถึงความพอเหมาะพอดี และไม่ดิ้นรนแสวงหาไม่อยากได้อะไรเกินความจ าเป็น มีความสมถะ มักน้อย สันโดษ 3) การเต็มใจให้การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เป็นการตระหนักถึงคุณค่าของการให้ มีจิตเมตตา เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น ยินดีให้ประโยชน์ผู้อื่น มากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน 4) การใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ เป็นการตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่ต้องมีหลักยึดของศีล และหลักปฏิบัติต่างๆ ของชาวอโศก เช่น ถือศีล 5 ละอบายมุข การรับประทานอาหารมังสวิรัติ และการอยู่ร่วมกันด้วยระบบสาธารณโภคี ที่ทุกคนในชุมชนยอมรับและท าตาม ค าส าคัญ วิถีชีวิตครอบครัว ชุมชนบุญนิยมสันติอโศก สาธารณโภคี บุญนิยม 1 นักศึกษาหลักสูตรมนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช [email protected] 2 รองศาสตราจารย์ ดร. ประจ าสาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช [email protected] 3 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประจ าสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช [email protected] P-SS 021 การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1385 Abstract This research aimed to study the Family’s Way of Life among Boonniyom Santi Asoke Community, Bangkok. The study is a qualitative research. The main informants are divided into 2 groups: 1) A group of 16 persons from 4 families that are members of Boonniyom Santi Asoke Community, containing parents and children, have been living in Boonniyom Santi Asoke Community for not less than 2 years and there are children younger than 18 years living together, 2) A group of 4 persons related to aforementioned families including, a female priest, a person living in the temple, a community member and a Dhamma relative. The research found that the families decided to live in Boonniyom Santi Asoke Community, Bangkok due to both internal and external needs. Internal motivation includes having a peaceful and sufficient live, self-esteem, and the pursuit of the Dharma. External motivation includes a social form of living, economic support, comfort and safety of the environment, and faith in Samana Bhodirak Monk. After living in the community, it was found that there was a change in the way of life of the family according to the identity of Boonniyom Santi Asoke Community, especially the change in the way of thinking, personality, interaction between family members. It was also found that the current way of life of these families is closely related to the community in the form of "home-temple-school", living together as a big family eating and using community sharing system together with a community context that is conducive to living with abundance and sufficiency in the four requisites and having Dharma as a mental nourishment. The main idea of the family life in Boonniyom Santi Asoke Community are 1) Reaching the true meaning of life which is a Self-esteem and living without any exploiting both themselves and others; 2) Having a sufficient life, being aware of sufficiency and not wanting to have anything beyond the need, as well as to be as peaceful as solitary; 3) Willingness to help others, having an awareness of the value of giving kindness, compassion, and support to the others, being happy to help others rather than self-interest, and do not expect anything as a pay-back; and 4) Living in a moderation way, having awareness of living based on the precepts and the practice of Boonniyom Santi Asoke Community such as the five precepts, vegetarian diets and living together with community sharing system accepted and complied by everyone in the community. Keywords: Family’s way of life, Santi Asoke Boonniyom Community, Community sharing, Boonniyom การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1386 บทน า เมื่อแรกเข้าสู่สังคมทันสมัย (Modern Society) คนทั้งหลายพากันตื่นเต้นกับภาพความเจริญและประดิษฐ์กรรมใหม่ๆ จึงเปี่ยมด้วยความหวังว่าความเจริญก้าวหน้านั้น จะพาไปสู่ความพรั่งพร้อมและความสุขสมบูรณ์ แต่ครั้นกาลเวลาผ่านไป ปัญหาต่างๆ ที่พ่วงมากับความเจริญก้าวหน้าก็ปรากฏออกมาเพิ่มพูนขึ้น ภาพด้านดีเลือนรางลง ขณะที่ภาพแห่งความหายนะเด่นชัดยิ่งขึ้น จนกระทั่งความหวังจางหาย กลายเป็นความหวาดกลัว ผลรวมสุดท้ายของความเจริญก้าวหน้านั้น ก็คือสภาพเสื่อมของสังคมที่มนุษย์อยู่อาศัย อันหมายถึงวินาศภัยของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในที่สุดก็น ามนุษย์มาสู่ข้อสรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า ความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมที่ผ่านมาทั้งหมดตลอดยุคสมัยใหม่นั้นเกิดจากกระบวนทัศน์ “การพัฒนาที่สร้างปัญหา” การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าของโลกตลอดยุคที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพัฒนาตามแนวทางของอารยธรรมตะวันตก เป็นการพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเจริญเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ แนวคิดการพัฒนาเช่นนี้ได้ขยายตัวอย่างแพร่หลาย หลายประเทศได้มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากมายและโลกได้เจริญก้าวหน้าไปไกลในทางวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี ท าให้มนุษย์กินใช้เสพบริโภคและด าเนินกิจการต่างๆ อย่างพรั่งพร้อม สะดวกสบาย ความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวส่งผลให้ วิถีชีวิตครอบครัวมิได้มีความสุขมากขึ้น ความเครียด ความเหงา ว้าเหว่ ความแปลกแยก โรคจิต โรคประสาทและการฆ่าตัวตาย ฯลฯ แพร่กระจายออกไปพร้อมกับความเจริญอย่างสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคภัยไข้เจ็บ ที่ผูกติดอยู่กับสังคมอุตสาหกรรมและปัญหาสุขภาพจิตที่โยงต่อไปสู่ปัญหาสังคม รวมทั้งความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมและสภาพโลกาภิวัตน์ ที่คืบขยายไปพร้อมกับความเสื่อมสลายของวัฒนธรรมชุมชน (แซมดิน เลิศบุศย์ 2555: 10-11) ประเทศไทยก าลังเผชิญกับภาวะวิกฤติรอบด้าน ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา สาธารณสุขและที่ส าคัญคือวิกฤติด้านความคิด วิกฤติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น เด็กเปราะบาง เติบโตขึ้นท่ามกลางสังคมที่วิกฤติและอ่อนแอ พึ่งตนเองไม่ได้ ขาดความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ขาดพื้นฐานทางศีลธรรม การรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสังคมไทย ท าให้สังคมไทยเจริญรุ่งเรืองด้านวัตถุ แต่ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว ครอบครัว (Family) ในทางสังคมวิทยาถือว่าเป็นสถาบันทางสังคมที่เล็กที่สุด แต่ก็เชื่อกันว่าเป็นสถาบันที่มีความส าคัญมากที่สุดในระบบสังคม (Social System) เพราะครอบครัวเป็นสถาบันแรกเริ่ม ที่ท าหน้าที่อบรมเลี้ยงดูสมาชิกในสังคมหรือที่เรียกว่ากระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเกิดการเรียนรู้และสามารถปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับสังคมและวัฒนธรรมโดยรวมได้อย่างกลมกลืน ช่วยให้สมาชิกแต่ละคนไม่ถูกกีดกันหรือต้องประสบกับความแปลกแยกในการด ารงชีวิตอยู่ในสังคม (บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ 2554) ครอบครัวไทยทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย 2 ด้าน ที่มีข้อมูลสนับสนุนค่อนข้างชัดเจน คือการเปลี่ยนแปลงในด้านการแต่งงานหรือการเริ่มสร้างครอบครัว (Family Formation) กับด้านการหย่าหรือการสิ้นสุดลงของการเป็นครอบครัว (Family Dissolution) ทั้งสองด้านนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น“การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ” ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้ข้อมูลสนับสนุนยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็มีความส าคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ในที่นี้จะเรียกการเปลี่ยนแปลงชนิดนี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ” ซึ่งมีหลายมิติและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนการท าหน้าที่ของครอบครัวในด้านต่างๆ อันมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัว การเปลี่ยนแปลงชนิดนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับลักษณะการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว (ชาย โพธิสิตา 2552: 1) การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1387 ครอบครัวไทยได้ผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่มีความเป็นพลวัตร ท่ามกลางกระแสความเจริญและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งผลถึงวิถีการด าเนินชีวิตครอบครัวในสังคมไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อน ซึ่งเป็นผลจากการที่สังคมไทยขับเคลื่อนไปด้วยระบบเศรษฐกิจที่สลับซับซ้อนรวมทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ แม้ว่าจะก่อให้เกิดความสะดวกสบาย แต่ก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่เคยอยู่ร่วมกันและพึ่งพิงกัน มาเป็นสังคมที่ต้องดิ้นรนแข่งขันกันมากขึ้น ปัจจุบันสังคมไทยก าลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติค่านิยม จริยธรรมและพฤติกรรม เชื่อมโยงถึงการด าเนินชีวิต ความประพฤติ ความคิด ทัศนคติและคุณธรรมของคนในสังคม สิ่งดังกล่าวข้างต้นเป็นผลกระทบจากการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมต่างชาติ ที่เข้าสู่ประเทศไทยผ่านสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ และได้น าไปสู่ประเด็นปัญหาครอบครัวที่นับวันจะยุ่งยากซับซ้อนในการป้องกันแก้ไข (มนัส วณิชชานนท์ 2550: 29-30) มีครอบครัวมากมายที่ขาดความอบอุ่น ชีวิครอบครัวไม่มีความสุขตามที่คาดฝันไว้ โดยครอบครัวไม่สามารถท าหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลที่พ่อแม่ต้องไปท างานนอกบ้าน ไม่มีเวลาในการเลี้ยงดูบุตรหลานและไม่มีเวลาที่จะให้กับครอบครัว ท าให้ต่างคนต่างอยู่ ขาดจิตวิญญาณของความเป็นครอบครัว สัมพันธภาพในครอบครัวก็เสื่อมถอยลง มีความขัดแย้งและความรู้สึกนึกคิดที่ต่างกันปรากฏขึ้นมากมาย มีการก้าวร้าวรุนแรงเข้าหากันจนถึงขั้นการท าร้ายร่างกายและจิตใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนท าให้ครอบครัวที่เคยเป็นสถานที่ปลอดภัยและสงบสุขในอดีต มีแนวโน้มเป็นสถาบันที่อันตรายมากที่สุด สะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว ทั้งนี้เป็นเพราะครอบครัวขาดโอกาสในการเรียนรู้และขาดกลไกสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถท าหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและรักษาสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว (มนัส วณิชชานนท์ 2550: 32) จึงเห็นได้ว่า พ่อแม่ ในสังคมทุนนิยมในยุคปัจจุบันนี้ต่างดิ้นรนท ามาหากินไม่มีโอกาสได้พูดคุยว่ากล่าวตักเตือนหรือแม้แต่รับประทานอาหารร่วมกัน ความอบอุ่นในครอบครัว ขาดหายไป พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก ท าให้เด็กขาดความอบอุ่น และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาท้องไม่พร้อม คนที่พร้อมก็ไม่ท้อง สถิติหย่าร้างเพิ่มขึ้นปัญหาซับซ้อนมากขึ้น สถาบันครอบครัวเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สถาบันครอบครัวมีแนวโน้มอ่อนแอลง วิถีชีวิตครอบครัวของคนทั่วไปในสังคมปัจจุบันสับสนวุ่นวาย ดิ้นรนกระเสือกกระสน ฯลฯ โดยยุคไร้พรหมแดน ยุคดิจิตอล เทคโนโลยีเข้ามากลายเป็นสังคมก้มหน้า ครอบครัวอ่อนแอและมีความเปราะบางสูงมาก สังคมก้มหน้าจะสร้างครอบครัวแบบไหน อยู่แต่กับตัวเอง ไม่สัมพันธ์กับคนอื่น พ่อแม่กลุ่มสังคมก้มหน้าจะเลี้ยงลูกออกมาแบบไหน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร นี่คือปัญหาที่ยังต้องการการแก้ไข ในขณะที่สังคมภายนอกมีวิถีชีวิตครอบครัวที่วุ่นวาย สับสน ต่างเอาตัวรอด ดิ้นรน แก่งแย่งแข่งขัน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ส่งผลกระทบท าให้วิถีชีวิตครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป จึงน ามาสู่ค าถามส าคัญต่อมาว่า หลักในการใช้วิถีชีวิตครอบครัวควรด าเนินไปอย่างไร จึงจะน าครอบครัวกลับไปสู่ความสงบสุข เปลี่ยนจากความแตกแยกมาเป็นความสามัคคี เปลี่ยนจากการฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมาเป็นการอยู่อย่างพอเพียง เปลี่ยนจากการแย่งชิงเป็นแบ่งปัน เมื่อเราสามารถสร้างครอบครัวที่มีแต่ความอบอุ่น ก็สามารถสร้างสังคมที่ร่มเย็นให้เกิดขึ้นได้จริง ดังนั้นแนวทางการเสริมสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ควรส่งเสริมคนในครอบครัวน าหลักธรรมของศาสนามาใช้เป็นแนวทางในการด าเนินชีวิต เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ดังนั้นผู้วิจัยเลือกศึกษาชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งของชุมชนชาวอโศกที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีวิถีชีวิตที่มีลักษณะของการพึ่งพาตนเองแบบครบวงจร มีรูปแบบการด าเนินชีวิตครอบครัวที่น่าสนใจ มีการน าหลักพุทธศาสนามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจ าวัน มีวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่กลุ่มโดยมีระบบคิดส าคัญที่เรียกว่า “ระบบสาธารณโภคี” และด าเนินกิจกรรมของชุมชนตามหลัก “บุญนิยม” การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1388 “สาธารณโภคี” นี้ เป็นค าตรัสของพระพุทธเจ้า มีอยู่ในข้อที่ 4 ของ “สาราณียธรรม 6” สาธารณโภคีนี้แปลว่า บริโภคเป็นสาธารณะ ซึ่งหมายความว่า ทรัพย์สมบัติเป็นส่วนรวมแบ่งปันกันใช้ได้ ทุกคนต่างร่วมกันกินร่วมกันใช้ในของส่วนกลาง ทั้งข้าวทั้งของทั้งเงินทองทรัพย์สินเป็นของทุกคนที่ร่วมกันอยู่ ต่างอาศัยกินอาศัยใช้ได้กันทั่วไป (สมณะโพธิรักษ์ 2550: 10-11) ส่วนค าว่า “บุญนิยม” นั้น สมณะโพธิรักษ์ได้บัญญัติค าว่า “บุญนิยม” ขึ้นมา ค าว่า “บุญ” มาจากรากศัพท์ภาษาบาลีค าว่า “ปุญ,ปุญญะ” แปลว่า “การช าระ หรือเครื่องช าระ” บุญนิยม จึงหมายถึง นิยมการช าระ ความเลวร้าย ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดถือเสพติดเก่าๆ ที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานของจิตวิญญาณออกไปให้หมดให้ได้ เมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิเข้าใจบุญนิยมด้วยปัญญาแล้ว การได้ให้ ได้เสียสละ จึงเป็นบุญแก่ตนโดยตรง เป็นคุณค่าแก่โลกโดยรอบ ยิ่งมักน้อยเท่าไร ก็ยิ่งตีราคาค่าแรง ค่าความคิดถูกๆ ก็ยิ่งเป็นก าไรโดยสัจจะของเรา แนวคิดบุญนิยมมีอุดมการณ์ว่า 1) ขายราคาต่ าว่าท้องตลาด 2) ขายราคาเท่าทุน 3) ขายราคาต่ ากว่าทุน 4) แจกฟรี (สมณะโพธิรักษ์ 2556: 306-307) งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงจุดเริ่มต้นของการที่ครอบครัวเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในชุมชนแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง มีหลักในการด าเนินชีวิตครอบครัวอย่างไร และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับบริบทชุมชน ที่ประกอบไปด้วย บ้าน-วัด-โรงเรียน การวิจัยนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว เพื่อเป็นรูปแบบครอบครัวทางเลือกของสังคมในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งการสร้างสังคมใหม่ในรูปแบบพึ่งตนเอง ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในชุมชนนี้เท่านั้น หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณี หมู่บ้านอึ๊ตโตเย็นในญี่ปุ่น หมู่บ้านพลัมของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ซึ่งเป็นผู้น าเสนอความคิดว่า “พุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจ าวัน” และยังกล่าวอีกว่า “พุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันได้” หมู่บ้านกฤษณะในอินเดีย หมู่บ้านแซมาอึลอุนดงในเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแบบอย่างในการสร้างหมู่บ้านเพื่อชีวิตใหม่ เป็นกุญแจส าคัญในการพัฒนาประเทศเกาหลีและหมู่บ้านคิบบุทซ์ในอิสราเอล ฯลฯ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาวิถีชีวิตครอบครัวของชาวชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยตามทฤษฎีสภาวะแวดล้อมครอบครัว Family Ecological Theory ของยูริ บรอนเฟรนเบรนเนอร์ (1979) โดยมุ่งความสนใจไปที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับสภาวะแวดล้อมรอบครอบครัว (จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2553: 54-56) เพื่อใช้เป็นฐานคิดในการศึกษาวิถีชีวิตครอบครัวของชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร โดยศึกษาบริบทครอบครัวเป็นแกนส าคัญชั้นในสุด ซึ่งแวดล้อมเป็นบริบทชุมชนที่ครอบครัวอาศัยอยู่ และมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจ าวัน ได้แก่ โรงเรียน วัด สถานที่ท างาน ที่พักอาศัยของนักบวชและสมาชิกชุมชน การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1389 ระเบียบวิธีวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) พื้นที่ศึกษา คือ ชุมชนบุญนิยมสันติอโศก ตั้งอยู่เลขที่ 65/1 ซอยนวมินทร์ 44-48 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240 ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Informant) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มครอบครัวที่เป็นสมาชิกชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร จ านวน 4 ครอบครัว ได้แก่ บิดา มารดาและบุตร จ านวน 16 คน ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนบุญนิยมสันติอโศกมาไม่ต่ ากว่า 2 ปี มีการด าเนินวิถีชีวิตตามหลักของชุมชน โดยมีเงื่อนไขว่า 1) เป็นครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ ากว่า 18 ปี 2) บุตรอาศัยอยู่ด้วยกันในครอบครัว 3) สมัครใจให้ข้อมูล และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับครอบครัวที่ศึกษา มีคุณสมบัติดังนี้ คือ รู้จักครอบครัวผู้ให้ข้อมูลส าคัญเป็นอย่างดี อาศัยอยู่ในชุมชนมาไม่ต่ ากว่า 2 ปี ยินดีเข้าร่วมโครงการหรือให้ข้อมูล จ านวน 4 ราย ได้แก่ สิกขมาตุ (นักบวชหญิง) คนวัด สมาชิกชุมชนและญาติธรรม เครื่องมือที่ใช้ คือแนวการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การจดบันทึกข้อมูล เครื่องบันทึกเสียงและกล้องถ่ายภาพ วิธีวิเคราะห์ข้อมูล มีขึ้นตอนดังนี้ 1) การเตรียมข้อมูล ถอดเทปพร้อมพิมพ์รายละเอียดข้อมูลของครอบครัว 2)วิเคราะห์ข้อมูลจ าแนกประเด็นที่สนใจศึกษา ได้แก่ เหตุจูงใจในการเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของบุคคลในครอบครัว ภายหลังจากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน และวิถีชีวิตครอบครัวในปัจจุบันและกิจวัตรประจ าวัน 3) จัดกระท ากับข้อมูล ที่จัดระบบไว้ ผลการวิจัย จากการศึกษาวิถีชีวิตครอบครัวของชาวชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 1. เหตุจูงใจในการเข้ามาอยู่ในชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร พบว่า มีเหตุจูงใจต่างๆ สรุปได้ 2 ประเด็นดังนี้ 1.1 เหตุจูงใจภายใน มาจากความต้องการ ดังนี้ (1) การมีชีวิตที่สงบ พอเพียง พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความพึงพอใจกับการมีวิถีชีวิตที่สงบ ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนสังคมภายนอก กินอยู่หลับนอนเรียบง่าย ลดความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ท าให้เกิดความสุขทั้งกาย-ใจ (2) การเห็นคุณค่าในตนเอง พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักมองเห็นถึงคุณค่าที่ตนเองได้ท าประโยชน์เพื่อส่วนรวม ได้เสียสละเพื่อคนอื่น รู้สึกว่าชีวิตมีสาระมากขึ้น (3) แสวงหาธรรมะ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักมีความสนใจการปฏิบัติธรรม ต้องการแสวงหาสัจธรรม ก าลังแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต และต้องการศึกษาพระพุทธศาสนาให้ชัดแจ้ง ต้องการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต 1.2 เหตุจูงใจภายนอก มาจากความต้องการภายนอกครอบครัว ดังนี้ (1) รูปแบบสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัย พบว่า ทุกครอบครัวมีความต้องในการเข้ามาอยู่ในสังคมที่มีมิตรดี สหายดี มีรูปแบบของสังคมที่น่าอยู่อาศัย มีความอบอุ่น เป็นพี่เป็นน้อง อยู่ร่วมกันด้วยระบบสาธารณโภคี แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ร่วมกันท างาน คนในสังคมมีการปรับตัวเข้าหากัน มีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกัน มีการรับและให้ทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณ มีสัมพันธภาพที่ดีและงดงาม การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 The 8th STOU National Research Conference 1390 (2) การเกื้อกูลกันทางด้านเศรษฐกิจ พบว่า ในการเข้ามาอยู่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนอโศกไม่ต้องมีกังวลในเรื่องการเลี้ยงชีพ ไม่มีภาระจากการด าเนินชีวิต ทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ทุกอย่างชุมชนจัดหาให้รวมถึงการศึกษาด้วย (3) ความสะดวกสบายและความปลอดภัยของสภาพแวดล้อม พบว่า มีวิถีชีวิตครอบครัวที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ได้อยู่กับหมู่กลุ่มมีมิตรดี สหายดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นธรรมชาติ และบ้าน วัด โรงเรียนอยู่ใกล้กันท าให้ชีวิตง่ายดายขึ้นในเรื่องของการเดินทางไปท างาน และเรียนหนังสือ รวมทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอาหารอีกด้วย (4) การชี้แนะจากบุคคลในครอบครัว พบว่า บิดามารดามีความต้องการให้บุตรหลานเข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งอยากมีเวลาอยู่กับบุตรให้มากขึ้น อยากให้บุตรหลานช่วยเหลือตัวเองได้ และเป็นการฝึกความอดทน (5) ความประทับใจที่มีต่อค าสอนหรือศรัทธาต่อสมณะโพธิรักษ์ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความประทับใจต่อค าสอน แนวคิด แนวปฏิบัติที่เคร่งครัด ตามหลักพระธรรมวินัย 2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของบุคคลในครอบครัว หลังจากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร สามารถสรุปได้ 3 ประเด็น ได้แก่ 2.1 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของบิดามารดา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ในทางที่ดีขึ้น ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศก สามารถแบ่งการเปลี่ยนแปลงออกเป็น 2 ประเภท คือการเปลี่ยนแปลภายใน และการเปลี่ยนแปลงภายนอก (1) การเปลี่ยนแปลงภายใน มีดังต่อไปนี้ - วิธีคิด มุมมอง ทัศนคติ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักมีชีวิตที่มีหลักเกณฑ์ มีระบบระเบียบมากขึ้น มองโลกในแง่ดีมากขึ้น รู้จักปรับจิตปรับใจ มีสติมากขึ้น - ด้านอารมณ์-จิตใจ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์-จิตใจที่ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ มีโทสะจริตน้อยลง รู้จักตนเองมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น - ด้านจริยธรรม พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักมีความเสียสละมากขึ้น ท าประโยชน์ให้ตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้นและมีคุณธรรมมากขึ้น - ด้านสติปัญญา ภายหลังจากการเข้ามาอยู่ในชุมชนชาวอโศก ผู้ให้ข้อมูลหลักเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสติปัญญา ท าให้รู้เท่าทันกิเลส และเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้น (2) การเปลี่ยนแปลงภายนอก มีดังต่อไปนี้ - ด้านสังคม พบว่า มีการปรับตัวในการเข้าอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น - การเปลี่ยนชื่อ พบว่า บิดา มารดาจากทั้ง 4 ครอบครัว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน