ภพ ภูมิ สัมภเวสี คือ อะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.20 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ภพ ภูมิ สัมภเวสี คือ อะไร _Ka Por (ข้า พอ) : ภพภูมิ สัมภเวสี คือ อะไรคะ พ่อครูว่า…ภพ เป็นภาษาคำว่าภพ คือแดนที่เป็นสภาวะทางวัตถุโลก ภูมิ คือภาษาที่เป็นความรู้ทางนามธรรม ส่วนภพเป็นทางรูปธรรม ส่วนภูมิคือนามธรรมความรู้ ถ้าภพภูมิคือแดนนี้มีความรู้เท่านั้น สัมภเวสีคือ จิตวิญญาณที่ยังไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อยู่ เอามาเรียนรู้อะไรไม่ได้ ยังล่องลอย ตุ๊บป่องๆๆ เป็นวิญญาณล่องลอยไม่มีที่ตั้ง พยัญชนะเรียกว่าไม่มีที่ตั้งที่เป็นวิญญาณฐีติ หรือไม่มีฐานที่ตั้ง ลอยไปนี่แหละ ซึ่งคนไม่เข้าใจกันได้ง่ายๆ เช่นคนตาย คนตายแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิญญาณที่ไม่มีที่ตั้ง จะมีที่ตั้งก็ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องเกิดมามีขันธ์ 5 มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็อาศัยพวกนี้มาพูดกันเรียนรู้กันได้ ตายไปแล้วศึกษาไม่ได้จัดการก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ หรือแม้แต่ตายไปแล้วเป็นสัมภเวสีล่องลอยไปไม่หาที่ตั้งไม่มีที่ตั้งไม่เข้าหาที่ตั้ง ต้องเกิดใหม่นั่นเอง วิญญาณสัมภเวสีนี้ไม่มีการไปแก้ไขปรับปรุง คุณจะเป็นนรกของคุณก็เป็นของคุณ คุณจะเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์ของคุณตามที่คุณเป็น คุณก็เป็นของคุณอยู่กับคุณตัวคนเดียว อันเดียวเลยไม่เกี่ยวกับใครเลย แต่ไปเข้าใจว่าไปพบกับคนนั้นคนนี้ คุยกับคนนั้นคนนี้ มีภพภูมิทางนามธรรมอีก อย่างนั้นมันเพ้อพก เพ้อสร้างภูมิอะไรเข้าไป มีแดนพุทธเกษตร มีพระพุทธเจ้าพระอริยเจ้าอยู่เต็ม ก็คือ เป็นจินตนาการ เป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่สร้างกันเองร่วมรู้ร่วมกันคุยกันเป็นคุ้งเป็นแควไป แต่ต่างคนต่างไม่มีอาทิสมานกาย ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ที่พูดกัน พูดแล้วมันล้งเล้งๆกันไปตามประสา ภาษาอะไรไป พูดกันไปสมมุติกันไป อาจพอรู้กันได้ปุโลปุเล แต่ไม่มีความจริงที่จับมั่นคั้นตาย มันก็ได้แต่ ดิ

อ่านต่อ

้นไป ตรงกันบ้างพอรู้เรื่อง จบที่ตกลงกันให้ตรงกันได้ก็คือลมๆแล้งๆทั้งนั้นสรุปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติธรรม ต้องเป็นความจริงในเมื่อมีแสงสว่างแห่งโลกแล้วก็มีวัตถุมีชีวิต โดยเฉพาะชีวิตผู้จะเรียนรู้ได้คือเวไนยสัตว์ คือผู้ฉลาดที่มีภูมิรู้ในระดับ จะว่าจริงๆคือมีปัญญาโลกุตระขึ้นไปจึงจะเรียนรู้ในระดับโลกุตระนี้ได้ ถ้ายังไม่ถึงก็ยังไม่ถึง จะไปพูดอย่างไรก็คือมันเป็นคำพูด สภาวะก็คือสภาวะก็คือของจริง ถ้าไม่ถึงของจริงพูดอย่างไรมันก็ไม่ถึง ถ้าถึงของจริงแล้วไม่ต้องพูดก็เป็นจริงยิ่งรู้กันได้ตรงกันก็พูดกันรู้เรื่อง เช่นพระอรหันต์ที่เป็นพระอรหันต์พูดกันก็มีสัจจะเป็นหนึ่งเดียว พูดกันไม่มีอะไรขัดแย้ง ขัดแย้งอยู่ก็คือไม่ลงกัน 100% ถึงไม่ 100% ก็พยายามศึกษาผู้รู้จะรู้ว่าคนนี้ไม่ 100% เขายึดถืออยู่ก็ปล่อยเขา เพราะฉะนั้นท่านจะวางก่อน ผู้ที่เขาวางก่อน แต่ตัวเองยังไม่รู้จริงอวดดีเพราะเข้าใจพยัญชนะก็ได้เหมือนกัน เสร็จแล้วเขาก็ยังไม่รู้อยู่นั่นแหละว่าเขาวางก่อนที่เขาจะรู้ต่อ เขาก็วางก่อน เพราะฉะนั้นก็จะต้องรู้ว่าเขาว่าอย่างนี้เราไม่แย้งเขา เราก็ติดตามเขายอมรับเขา ถ้ายอมรับเขาศึกษาตามเขาเราก็จะจบ แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับเขา คุณนึกว่าตัวเองแน่ แล้วคุณจริงหรือเปล่า ถ้าจบไม่จริงคุณก็ยึดตัวตนอยู่อย่างนั้น อาตมาพูดได้ขนาดนี้ก็ว่าเก่งแล้วนะ มันเก่งกว่านี้ไม่ได้ เอา พอ

640301_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 29

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน