02_7บทที่ 2.pdf

โฟลเดอร์61 ธนิดา อิงนิวัฒน์ ผลของการใช้โปรแกรมการออกกาลังกาย
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์868 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

8 บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัย เรื่องศึกษา ผลของการใช้โปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุในเทศบาลต าบลตลาด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานและเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัย โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1. ผู้สูงอายุ และสถานการณ์การพลัดตกหกล้ม 2. หลักการออกก าลังกายส าหรับผู้สูงอายุ 3. แนวคิดเกี่ยวกับการพลัดตกหกล้มและการป้องกันการหกล้ม 4. แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการหกล้ม 5. หลักการบริหารกายแบบมณีเวช 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดงานวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลของการใช้โปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุในเทศบาลต าบลตลาด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขอบเขตตามเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งจะกล่าวตามล าดับดังต่อไปนี้ ผู้สูงอายุและสถานการณ์การพลัดตกหกล้ม 1. ความหมายของผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ได้ให้ความหมายของค าว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคล ซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ศินาท แขนอก (2553 : 15) ได้ให้ความหมายว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง ศรินยา บูรณสรรพสิทธิ์ (2555 : 8) ได้ให้ความหมายว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย โดยเกิดกระบวนการเสื่อมขึ้นอย่างช้า ๆ ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และพันธุกรรม สโรชา สุทธิจิต (2551 : 8) ได้ให้ความหมายว่า ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิง มีชีวิตอยู่ในช่วงสุดท้ายของวงจรชีวิตเป็นวัย

อ่านต่อ

ที่มีความเสื่อมของระบบต่าง ๆ ของทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม พันธุกรรม และรูปแบบการด าเนินชีวิต จากข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยได้ให้ความหมาย ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง และมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย โดยเกิดกระบวนการเสื่อมขึ้นอย่างช้า ๆ ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และพันธุกรรม 9 2. การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง (ศินาท แขนอก. 2553 : 22-30 ; สโรชา สุทธิจิต. 2551 : 9-12) สรุปได้ดังนี้ ความชรา หรือกระบวนการสูงอายุ (Aging Process) เป็นขบวนการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มตั้งแต่อยู่ ในครรภ์ จนเติบโตเป็นทารกและเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในช่วงเวลาเหล่านี้ เซลล์จะเปลี่ยนแปลงในทางเสริมสร้างท าให้เจริญเติบโต เมื่อพ้นวัยผู้ใหญ่แล้ว จะมีผลการสลายของเซลล์มากกว่าสร้าง ท าให้สมรรถภาพการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ลดลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะเคลื่อนที่อย่างอย่างช้า ๆ คล้ายกับเข็มนาฬิกาของชีวิต ถึงแม้ว่าจะเกิดความเสื่อมของอวัยวะและหน้าที่ แต่ผู้สูงอายุยังคงเป็นปกติดี ไม่มีปัญหาต่อการด ารงชีวิตประจ าวัน ดังนั้นความชราจึงไม่ใช่โรคแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิต (ศินาท แขนอก. 2553 : 22-30) ดังนี้ 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยาของผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของผู้สูงอายุ จะเกิดขึ้นในทุกอวัยวะตามระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้ 2.1.1 ระบบผิวหนัง ผิวหนังของผู้สูงอายุจะเหี่ยวย่นเนื่องจากน้ า และไขมันใต้ผิวหนังลดลง ผิวหนังบางลง ความชุ่มชื้น การยืดหยุ่นลดลง ผิวหนังจะแห้งแตกง่าย จึงท าให้เกิดแผลได้ง่าย นอกจากนี้ผิวหนังของผู้สูงอายุจะมีความทนทานต่อความร้อนและเย็นลดลง เนื่องจากการท างานของตัวรับการกระตุ้นที่ผิวหนังและการไหลเวียนเลือดปลายทางลดลง ต่อมเหงื่อมีจ านวนและขนาดเล็กลง การขับเหงื่อไม่ดีจึงมักเป็นลมแดดได้ง่าย ผมและขนมีจ านวนน้อยลง สีขนจางลงจนกลายเป็นสีขาว ผมร่วงและขาดง่าย เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณหนังศีรษะลดลง และเส้นผมได้รับอาหารไม่เพียงพอ 2.1.2 ระบบประสาทและประสาทสัมผัสต่าง ๆ เซลล์สมองและเซลล์ประสาทจะมีจ านวนลดลง ประสิทธิภาพการท างานของสมองและประสาทอัตโนมัติลดลง ท าให้ความไวต่อความรู้สึกและการตอบสนองต่อปฏิกิริยาต่าง ๆ ลดลง การเคลื่อนไหวเชื่องช้า มีความคิดช้า ความจ าในเรื่องราวใหม่ ๆ ไม่ดีเท่าความจ าเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ความสามารถในการค านวณ การคิดวิเคราะห์ลดลง อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวท างานไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในด้านประสาทสัมผัสต่าง ๆ มีดังนี้ 1) การมองเห็น เนื่องจากลูกตามีขนาดเล็กลง หนังตาตก รูม่านตาเล็กลง ปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อแสงของรูม่านตาลดลง ท าให้การปรับตัวต่อที่มืดไม่ดีความสามารถในการแยกสีแดง ส้ม และเหลือง ดีกว่าสีน้ าเงิน ม่วง และเขียว กล้ามเนื้อลูกตาเสื่อมลงท าให้สายตายาวขึ้น มองเห็นภาพใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ลานสายตาแคบลง ความไวในการมองตามภาพลดลง ตาแห้ง การผลิตน้ าตาลดลง และบางรายอาจมีการอุดตันของท่อน้ าตา 2) การได้ยิน การได้ยินลดลง หูตึง เนื่องจากการเสื่อมของหูชั้นในร่วมกับเส้นประสาทคู่ที่ 8 เยื่อแก้วหูและอวัยวะในหูชั้นกลางแข็งตัวมากขึ้น จะท าให้สูญเสียการได้ยินระดับเสียงสูงมากกว่าระดับเสียงต่ า ร่างกายจะผลิตขี้หูลดลง แต่จะมีการสะสมในช่องหูเพิ่มขึ้น 10 3) การรับรส การรับรสชาติเสียไป เนื่องจากต่อมรับรสที่ลิ้นมีจ านวนลดลง และส่วนที่เหลือมีการฝ่อลีบ ผู้สูงอายุจะสูญเสียการรับรสหวานก่อนรสเปรี้ยว รสขม และรสเค็ม จึงเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารรสจัดมากขึ้น และมักบ่นว่ารับประทานอาหารไม่อร่อยและ เบื่ออาหาร 4) การรับกลิ่น ความสามารถในการจ าแนกกลิ่นลดลง เนื่องจากมีการเสื่อมของเยื่อบุโพรงจมูก ท าให้ผู้สูงอายุไม่รับรู้กลิ่นอาหาร และไม่สามารถจ าแนกกลิ่นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น กลิ่นแก๊สรั่ว ไฟไหม้ เป็นต้น 2.1.3 ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ กระดูกจะเปราะและหักง่าย เนื่องจากมีการสลายของแคลเซียมออกจากกระดูก ความยาวของกระดูกสันหลังสั้นลง เพราะหมอนรองกระดูกบางลงท าให้หลังค่อม ความสูงลดลง กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่าง ๆ บางและเสื่อมลง น้ าไขข้อลดลงท าให้ได้ยินเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของข้อไม่สะดวก ข้อติดแข็ง มีอาการปวดตามข้อและข้ออักเสบ ติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้จ านวนมวลและเส้นใยของกล้ามเนื้อลดลงระยะเวลาที่ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อแต่ละครั้งจะนาน ท าให้การเคลื่อนไหวช้าลงด้วย 2.1.4 ระบบไหลเวียนโลหิต ประสิทธิภาพการท างานของหัวใจลดลง ก าลังการหดตัวลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลง และกล้ามเนื้อหัวใจมีความไวต่อสิ่งเร้าลดลง ปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลงท าให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่าย กล้ามเนื้อหัวใจมีแคลเซียมมาเกาะมากขึ้นท าให้ระบบสื่อน าคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลง เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผนังหลอดเลือดฝอยหนาขึ้น ความยืดหยุ่นลดลงท าให้เปราะและแตกง่าย เกิดรอยฟกช้ าได้ง่าย เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลดลง ท าให้อวัยวะส าคัญของร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต เกิดการเสื่อมและตายได้ในที่สุด 2.1.5 ระบบทางเดินหายใจ ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อปอดลดลง ความแข็งแรงและก าลังกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจเข้าและออกลดลง ทรวงอกจะผิดรูปและผนังของทรวงอกจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะ ถุงลมในปอดมีจ านวนลดลง ผนังถุงลมแตกง่าย เนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ห่อหุ้มถุงลมลดลง และมีการเชื่อมต่อกันตามขวาง การก าซาบของเลือดและก๊าซผ่านถุงลมและหลอดเลือดฝอยลดลง รีเฟล็กซ์และประสิทธิภาพการไอลดลง การก าจัดสิ่ง 18 แปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจไม่ดี เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจง่าย การท างานของฝาปิดกล่องเสียงไม่ดี ท าให้เกิดการส าลักได้ง่าย 2.1.6 ระบบทางเดินอาหาร ผู้สูงอายุจะมีฟันสึกกร่อน สารเคลือบฟันบางลงฟันเปราะและบิ่นง่าย ฟันผุ หลุดร่วงง่าย ท าให้มีปัญหาในการรับประทานอาหารและขาดสารอาหารปากและลิ้นแห้ง มีการติดเชื้อในปากได้ง่าย มีการยื่นโป่งของหลอดอาหาร การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารลดลงและมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อของหลอดอาหาร และคอหอยอ่อนก าลังลง กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารหย่อนตัว และท างานช้าลงท าให้อาหารในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร ท าให้รู้สึกแสบยอดอก บางครั้งมีการสูดส าลักเข้าสู่หลอดลมได้ การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารช้าลงเนื่องจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อและการท างานของกล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารลดลง อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารยาวนานขึ้นท าให้ความรู้สึกหิวลดลง การดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กลดลง จึงเกิดโรคกระดูกพรุนและโลหิตจางได้ง่าย 11 2.1.7 ระบบขับถ่าย ความจุ และความตึงตัวของกระเพาะปัสสาวะเริ่มลดลงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนก าลังลง ท าให้มีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะมากภายหลังการขับถ่ายปัสสาวะ ท าให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย ในเพศชายจะมีปัญหาเรื่องต่อมลูกหมากโตท าให้มีปัสสาวะขัด ปัสสาวะล าบาก การเคลื่อนไหวของล าไส้ลดลง การย่อย การดูดซึม และการเคลื่อนไหวของล าไส้เล็กและล าไส้ใหญ่ไม่ดี ท าให้เกิดภาวะท้องผูกได้ง่าย กล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอกที่ทวารหนักหย่อนตัวท าให้ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ 2.1.8 ระบบสืบพันธุ์ ในผู้สูงอายุเพศหญิงรังไข่จะฝ่อเล็กลง ผิวรังไข่ซีดขาวและย่นมากขึ้น ปีกมดลูกเหี่ยว มดลูกมีขนาดเล็กลง เยื่อบุภายในมดลูกบางลงมีเนื้อเยื่อพังผืดมากขึ้น ปากมดลูกเหี่ยวและมีขนาดเล็กลง ไม่มีเมือกหล่อลื่น ช่องคลอดแคบและตีบ ความยืดหยุ่นของช่องคลอดลดลงท าให้เกิดความรู้สึกเจ็บในระหว่างร่วมเพศ ช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่างมากขึ้นท าให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย อวัยวะเพศภายนอกเหี่ยวย่นเพราะไขมันใต้ผิวหนังลดลง 2.1.9 ระบบต่อมไร้ท่อ ต่อมไร้ท่อจะผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายลดลง ต่อมไทรอยด์จะมีขนาดเล็กลง ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง อวัยวะสืบพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและโครงสร้าง ในเพศหญิง พบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนจะหยุดผลิตเมื่ออายุ 45-50 ปี ท าให้กล้ามเนื้อมดลูก ช่องคลอด และทรวงอกหย่อนยาน ความไวต่อความรู้สึกทางเพศลดลง ส่วนในเพศชาย พบว่าการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจนลดลง ท าให้อวัยวะเพศเหี่ยวลง ความรู้สึกทางเพศลดลงเช่นกัน 2.2 การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ และจิตใจ จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ ส่งผลท าให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจของผู้สูงอายุตามมา เพราะผู้สูงอายุต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงและต้องมีการปรับตัวให้สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่สามารถปรับตัวให้ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ก็จะท าให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมา ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจในผู้สูงอายุ ได้แก่ การสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การเปลี่ยนแปลงบทบาทในครอบครัวและหน้าที่การงาน การสูญเสียภาพลักษณ์ อารมณ์และจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงในวัยผู้สูงอายุอาจเกิดมาจากมีเวลาว่างมากเกินไป เพราะการเกษียณอายุราชการแล้ว จึงรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าลง ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเริ่มมีน้อยลง ท าให้รู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง และซึมเศร้าได้ นอกจากนั้นยังอาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วย และการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย หงุดหงิด น้อยใจ หรือโกรธง่าย เป็นต้น ท าให้กระทบต่อการท ากิจวัตรประจ าวันลดลง และการด าเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป 2.3 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจในผู้สูงอายุ ท าให้ความสามารถในการเข้าสังคม บทบาทการเข้าร่วมสังคมลดลง และการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับสมาชิกในครอบครัวและสังคมลดลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของผู้สูงอายุกับผู้ที่อ่อนวัยกว่ามีมากขึ้น ผลที่จะตามมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะท าให้ผู้สูงอายุอาจถูกทอดทิ้ง หรือถูกทารุณกรรมมากขึ้น 2.4 การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตวิญญาณ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีความเคร่งครัดในศาสนาและความเชื่อมากขึ้น มีการแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจ ท าให้ผู้สูงอายุจะแสดงออกโดยการ 12 ยึดมั่นในหลักศาสนามากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยที่ผู้สูงอายุไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก และที่ส าคัญคือท าให้เกิดความรู้สึกการมีคุณค่าในตนเองลดน้อยลง จึงท าให้เกิดความเครียดหรือเกิดอารมณ์ซึมเศร้าได้ง่ายส่งผลต่อการด าเนินชีวิต หรือการท ากิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุลดลงและท าให้เกิดปัญหาการหกล้มได้ตามมา 3. สถานการณ์การหกล้มในผู้สูงอายุ การพลัดตกหกล้มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มในปี พ.ศ. 2545 ประมาณ 391,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 424,000 คน ในปี พ.ศ. 2555 เฉลี่ยวันละ 1,160 คน กว่า 80% ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการพลัดตกหกล้ม เกิดขึ้นประเทศที่ด้อยและก าลังพัฒนาในภูมิภาคของแปซิฟิกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน ในทุกภูมิภาคของโลกกว่าสองในสามของการเสียชีวิตเหล่านี้ที่อัตราการตายสูงสุดในหมู่ผู้ใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป WHO (2017) ส าหรับประเทศไทยมีผู้สูงอายุเสียชีวิตกว่า 1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน มีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ จากรายงานการพยากรณ์การพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2560-2564 พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุสูงกว่าทุกกลุ่มอายุ 3 เท่า โดยเพศชายมีอัตราการการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่าและพบว่า ความชุกของการพลัดตกหกล้มรวมในครึ่งปีแรกใน พ.ศ. 2560 เป็นร้อยละ 18.5 โดยเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า ซึ่งเพศหญิง ร้อยละ 55 จากการคาดการณ์ในปี 2560-2564 จะมีผู้สูงอายุพลัดตกหกล้มปีละประมาณ 3,030,900-5,506,000 คน ซึ่งจะมีจ านวนผู้เสียชีวิต 5,700-10,400 คนต่อปี นอกจากนี้การบาดเจ็บภายหลังการพลัดตกหกล้ม มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรง และเสียชีวิตได้ และพบว่าค่าใช้จ่ายของระบบบริการในผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมทั้งค่าใช้จ่ายทางตรงและทางอ้อม (นิพา ศรีช้าง และลวิตรา ก๋าวี. 2560 : 1-3) จากการส ารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 นี้ ได้ส ารวจผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จ านวน 7,365 คน พบว่า อุบัติเหตุหกล้มภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาความชุกของการหกล้มรวมร้อยละ 16.9 ผู้สูงอายุหญิงเคยหกล้มร้อยละ 19.9 ซึ่งสูงกว่าผู้สูงอายุชาย (ร้อยละ 13.2) ส าหรับผู้สูงอายุชายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการหกล้มสูงที่สุด และสถานที่หกล้ม ผู้สูงอายุชายร้อยละ 68.5 และผู้สูงอายุหญิง ร้อยละ 62.5 มีการหกล้มภายนอกบริเวณบ้าน โดยร้อยละ 25.1 ในผู้ชาย และร้อยละ 34.5 ในผู้หญิง เป็นการล้มภายในบ้าน และสาเหตุที่ท าให้ผู้สูงอายุหกล้มคือ ลื่นหกล้ม พบร้อยละ 37.6 และ 36.8 ในผู้สูงอายุชายและหญิงตามล าดับ รองลงมาคือ การสะดุดสิ่งวัตถุสิ่งของ ซึ่งพบในผู้สูงอายุหญิงมากกว่าผู้ชาย (ร้อยละ 39.9 และ ร้อยละ 28.0 ตามล าดับ) สาเหตุจากการเสียการทรงตัว ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายคือ (ร้อยละ 19.1 และ 18.4 ตามล าดับ) สาเหตุจากพื้นต่างระดับ (ร้อยละ 14.8 และ 17.1 ในเพศชายและหญิงตามล าดับ) สาเหตุจากหน้ามืดขณะก าลังลุกขึ้นยืน (ร้อยละ 10.9 และร้อยละ 14.3 ในเพศชายและหญิงตามล าดับ (ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์. 2557 : 220) ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากการหกล้ม เป็นสาเหตุส าคัญของการเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล นอกจากผลกระทบทางด้านร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจด้วย พบว่าผู้ที่เคยหกล้มมักจะมี 13 ความรู้สึกกลัวการหกล้ม สูญเสียความมั่นใจ และอาจมีภาวะซึมเศร้า ท าให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกายลดลง ส่งผลให้มีการด ารงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะท าให้มีความเสี่ยงต่อการหกล้มมากยิ่งขึ้น (อธิพงศ์ พิมพ์ดี. 2553 : 2) จะได้เห็นได้ว่าปัญหาการพลัดตกหกล้ม เป็นปัญหาที่ส าคัญต่อทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสภาพจิตวิญญาณ (ปัญญา) ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะเกิดผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเยียวยา เสียเวลา ผู้ดูแลต้องให้การดูแลเพิ่มขึ้น และตัวผู้สูงอายุจะมีความกังวลใจในการท ากิจกรรมต่างๆ รวมถึงการท ากิจวัตรประจ าวันด้วยตนเอง หลักการออกก าลังกายส าหรับผู้สูงอายุ 1. องค์ประกอบของร่างกาย หมายถึง ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นน้ าหนักตัวของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นไขมัน (Fat Mass) และส่วนที่ปราศจากไขมัน (Fat-Free Mass) เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย องค์ประกอบของร่างกายแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ (กลุ่มพัฒนาสมรรถภาพทางกาย. 2559 : 8-12 ; สุพิตร สมาหิโต และคนอื่น ๆ. 2556 : 3-5) ดังนี้ 1.1 ส่วนเนื้อเยื่อของร่างกาย อยู่ระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อ (Adipose Tissue) เป็นที่สะสมของไขมัน เป็นแหล่งฉนวนไฟฟ้าในร่างกาย แหล่งผลิตความร้อนและพลังงานในร่างกาย ประกอบด้วยไขมันประมาณ 83% ส่วนที่เป็นโปรตีนประมาณ 2% และส่วนที่เป็นน้ าประมาณ 15% ปัจจัยทางพันธุกรรม อาหารและการออกก าลังกายจะมีผลต่อภาวะการณ์สะสมไขมันในร่างกายมาก 1.2. ส่วนของกล้ามเนื้อ (Muscle Tissue) ในวัยเด็กแรกเกิดจะมีกล้ามเนื้อประมาณ 20% ของน้ าหนักตัว เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพศชายจะมีกล้ามเนื้อประมาณ 40% ของน้ าหนักตัว และเพศหญิงจะมีกล้ามเนื้อประมาณ 39% ของน้ าหนักตัว 1.3 ส่วนของกระดูก (Bone Tissue) การเจริญเติบโตของกระดูก จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวัยเด็กถึงวัยผู้ใหญ่ เมื่อส่วนปลายของกระดูกที่เรียกว่า Epiphyseal Growth Plates ปิดกระดูกก็จะไม่ยาวออกไปอีก แต่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในเรื่องของแรงกระแทก ก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกในด้านความกว้างของกระดูก ความหนาของแร่ธาตุในกระดูก และโครงสร้างความเปราะบางภายในกระดูก ระดับน้ าในร่างกาย (Total Body Water) ร่างกายของคนเรา มีน้ าเป็นส่วนประกอบถึง 70% โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ น้ าที่ประกอบอยู่ในเซลล์ประมาณ 60% มีอยู่ นอกเซลล์ประมาณ 30% และที่อยู่ในเนื้อเยื่อหรือเลือดอีกประมาณ 10% ปริมาณน้ าดื่มในแต่ละวันเป็นสิ่งส าคัญ คนที่ดื่มน้ าน้อยจะท าให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายจะไม่ปกติ ผิดพรรณหยาบกร้าน รวมทั้งอาจจะเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ แต่หากดื่มน้ ามากเกินไปจะท าให้ไตท างานหนัก ส่งผลให้ปวดศีรษะ อาเจียน กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ความดันสูง น้ าหนักมากขึ้น ร่างกายบวมน้ า รวมทั้งส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ร่างกายของเราได้รับน้ าจาก 3 ทาง คือ (1) โดยการดื่มเข้าไปโดยตรง (2) ได้จากอาหารที่กินเข้าไป (เช่น น้ าแกง น้ าซุป น้ าที่แทรกซึมอยู่ในผักผลไม้และอาหารต่าง ๆ) (3) ได้จากการเผาผลาญอาหารในร่างกายในแต่ละวันร่างกายจะขับน้ าออกทิ้งไปจ านวนมาก คือ ขับออกมาเป็นปัสสาวะประมาณ 1,500 ซีซี ออกมาเป็นเหงื่อประมาณ 600 ซีซี ออกมาเป็นไอน้ าจากการหายใจประมาณ 14 400 ซีซี และออกมากับอุจจาระประมาณ 200 ซีซี ดังนั้นปริมาณน้ าที่ต้องดื่มเข้าไปก็ต้องเท่าๆ กับที่เสียออกไปจากร่างกายเหมือนกัน คือ ประมาณ 2-2.5 ลิตร (2,000-2,500 ซีซี) หรือ 8-10 แก้ว แต่ทั้งนี้ความต้องการน้ าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อายุ เพศ ขนาดของร่างกาย อาหารที่กินเข้าไป สิ่งแวดล้อม อากาศ และอาชีพของแต่ละบุคคล เช่น วันที่อากาศร้อนจัด ท างานหนัก หรือออกก าลังกายเสียเหงื่อมากร่างกายก็ต้องการน้ าชดเชยเท่ากับจ านวนที่เสียออกไป 2. สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพ ที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราความเสี่ยงของปัญหาทางสุขภาพที่เป็นสาเหตุจากขาดการออกก าลังกาย สร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกายในการที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการออกก าลังกายได้อย่างหลากหลายบุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายดี ก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจ าวัน การออกก าลังกายและการเล่นกีฬา และการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สมรรถภาพทางกายแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health-Related Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ (Skill-Related Physical Fitness) (สุพิตร สมาหิโต และคนอื่น ๆ. 2556 : 3-5) ซึ่งประกอบด้วย 2.1 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อหรือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ออกแรง ด้วยความพยายามในครั้งหนึ่งๆ เพื่อต้านกับแรงต้านทาน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะท าให้เกิดความตึงตัว เพื่อใช้แรงในการยกหรือดึงสิ่งของต่าง ๆ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะช่วยท าให้ร่างกายทรงตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ หรือที่เรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อรักษาทรวดทรง ซึ่งจะเป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่ช่วยให้ร่างกายทรงตัวต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลกให้อยู่ได้โดยไม่ล้ม เป็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน เช่น การวิ่ง การกระโดด การเขย่ง การกระโจน การกระโดดขาเดียว การกระโดดสลับเท้า เป็นต้น ความแข็งแรงอีกชนิดหนึ่งของกล้ามเนื้อเรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อเคลื่อนไหวในมุมต่าง ๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวแขนและขาในมุมต่าง ๆ เพื่อเล่นเกมกีฬา การออกก าลังกาย หรือการเคลื่อนไหวในชีวิต ประจ าวัน เป็นต้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการเกร็ง เป็นความสามารถของร่างกายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายในการต้านทานแรงที่มากระท าจากภายนอกโดยไม่ล้มหรือสูญเสียการทรงตัวไป 2.2 ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะรักษาระดับการใช้แรงปานกลางได้เป็นเวลานาน โดยเป็นการออกแรงที่ท าให้วัตถุเคลื่อนที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ หรือหลายครั้งติดต่อกัน ความอดทนของกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้มากขึ้นโดยการเพิ่มจ านวนครั้งในการปฏิบัติกิจกรรม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ เพศ ระดับสมรรถภาพทางกาย และชนิดของการออกก าลังกาย 2.3 ความอ่อนตัว (Flexibility) เป็นความสามารถของข้อต่อต่างๆ ของร่างกายที่เคลื่อนไหวได้เต็มช่วงของการเคลื่อนไหว การพัฒนาทางด้านความอ่อนตัวท าได้โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเอ็น หรือการใช้แรงต้านทานในกล้ามเนื้อและเอ็นต้องท างานมากขึ้น การยืดเหยียดของกล้ามเนื้อท าได้ทั้งแบบอยู่กับที่หรือมีการเคลื่อนไหว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรใช้การเหยียดของ 15 กล้ามเนื้อในลักษณะอยู่กับที่ นั่นก็คือ อวัยวะส่วนแขนและขาหรือล าตัวจะต้องเหยียดจนกว่ากล้ามเนื้อ จะรู้สึกตึงและจะต้องท าค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที 2.4 ความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (Cardio Vascular Endurance) เป็นความสามารถของหัวใจและหลอดเลือดที่จะล าเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกแรงไปยังกล้ามเนื้อขณะท างาน ให้ท างานได้เป็นระยะเวลานานและขณะเดียวกันก็น าสารที่ไม่ต้องการ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการท างานของกล้ามเนื้อออกจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกแรง ในการพัฒนาหรือเสริมสร้างนั้น จะต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้ระยะเวลาติดต่อกันประมาณ 15-20 นาที ขึ้นไป 2.5 องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) หมายถึง ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นน้ าหนักตัวของร่างกายเรา โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นไขมัน (Fat Mass) และส่วนที่ปราศจากไขมัน (Fat-Free Mass) เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย โดยทั่วไปองค์ประกอบของร่างกาย จะเป็นดัชนีประมาณค่า ที่ท าให้ทราบถึงเปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักที่เป็นส่วนของไขมันที่มีอยู่ในร่างกายซึ่งอาจจะหาค าตอบที่เป็นสัดส่วนกันได้ระหว่างไขมันในร่างกายกับน้ าหนักของส่วนอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบ เช่น ส่วนของกระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ การรักษาองค์ประกอบในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน