อาการอย่างไรคืออรหันต์ อาการอย่างไรไม่ใช่อรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
อาการอย่างไรคืออรหันต์ อาการอย่างไรไม่ใช่อรหันต์ _Keng Ratchanee (เก่ง รัชนี) : เรียนถามพ่อท่าน อาการเช่นไรบอกว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว อาการเช่นไรบอกว่ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ดูออกอย่างไรเจ้าคะ พ่อครูว่า...คุณต้องศึกษาคำว่า “อาการ" สภาวะของคำว่าอาการคือ แล้วคุณก็อ่านในจิตของตัวเอง คุณต้องอ่านให้ออก คุณต้องมีสักอย่าง ในจิตของคุณ คุณต้องอ่านอาการจิตของคุณเลย ตั้งแต่คุณเกิดมา คุณก็ได้เห็นสิ่งนี้ สัมผัสสิ่งนี้ รู้จักสิ่งนี้ แต่คุณไม่ผลักไม่ดูด (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังจะโน้มไปหา อาการไม่ผลักไม่ดูด หรือใช้คำว่าเฉยๆ กลางๆ ไม่ได้หวั่นไหว ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ได้เกิดรสอะไรอย่างนี้ อรหันต์ก็จะมีสภาวะอย่างนี้ พ่อครูว่า... อาตมาอธิบายมาถึงสภาวะตรงนี้ โดยใช้พยัญชนะใช้หลักฐานในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43-44 พยัญชนะบาลีว่า อนุปคัมมะ กับ มัชเฌนะ 2 คำนี้ 2 คือเทวะ เป็นคำชี้บ่งลักษณะอาการของผู้ที่เป็นอรหันต์ อนุปคัมมะ คือ ลักษณะ 3 อย่าง อย่างหนึ่งคือความมีอย่างหนึ่งคือความมี อีกอย่างหนึ่งคือความไม่มี อีกอย่างหนึ่งก็คือธาตุรู้ของตัวผู้รู้ คือของเจ้าตัวเป็นประธาน ของใครก็ตามที่ถามมานี้ก็ตาม คุณตรวจดูว่า สิ่งนี้มันมีอยู่ในโลก แล้วคุณก็เห็นสัมผัสเกี่ยวข้องกับมัน แล้วคุณไม่ดูดไม่ผลัก ไม่มีงบจิตดูดไม่มีจิตผลัก นั่นคือคุณไม่มีกิเลสเลย จิตตัวนี้เป็นจิตอรหันต์ นี่คืออรหันต์มีอยู่เต็มโลก แต่คนไม่รู้ตัวหรอก ถ้าสามารถรู้สภาวะธรรมอันนี้จริง จะรู้ว่า อ๋อ อรหันต์มันคืออย่างนี้เอง มันไม่ยากที่จะรู้ แต่มันยากที่จะรู้ว่าตัวเองมีอะไร ไม่มีอะไร แล้วตัวเองก็อยู่ในภาวะที่จำนน มันเป็นภาวะที่จริงๆแล้ว สิ่งที่มีกับสิ่งที่ไม่มีเป็นอีกคู่หนึ่ง ตัวคุณคุณไม่มี 2 สิ่งนี้ ไม่เข้าไปหาไม่เข้าไปมี ความ
อ่านต่อ
มีก็ไม่เข้าไปมี ความไม่มีก็ไม่เข้าไปมี เรียกว่า อนุปคัมมะ ไม่เข้าไปมีทั้ง 2 อย่าง เมื่อไม่เข้าไปมีทั้ง 2 อย่าง แต่คุณก็ยังมีชีวิต คุณยังมีชีวะ แต่คุณไม่มีแล้ว นี่มันซ้อนอยู่ 2 คู่ คู่หนึ่งคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นรูป คือ ความมีกับความไม่มีนี้คุณสัมผัสรู้สิ่งนี้ และ อีกสิ่งที่เป็นนามคือตัวคุณเอง คุณเป็นนาม คุณไม่มีสิ่ง 2 สิ่งนี้ ความมีก็ไม่มี ความไม่มีก็ไม่มี คุณไม่มีเอามาทั้ง 2 อย่าง แต่คุณยังมีชีวิตมีธาตุรู้อยู่ ลักษณะนี้แหละเป็นลักษณะที่สมบูรณ์แบบ ของคำว่า อรหัตตผล ที่อาตมาเคยอธิบายไว้ว่า คนเป็นอรหันต์ทุกคน แต่ไม่รู้ว่าตนเองมีสภาวะที่มันเป็นอรหัตตผล ที่มันมีอยู่ในโลกแต่มันไม่อยู่เหนือเรา มันไม่มีอิทธิพลต่อเรา มันมีอยู่ในโลกแล้วเราก็เคยเป็นเคยมีมา มันก็ไม่มีอิทธิพลอะไรกับเรา ยกตัวอย่างให้ใกล้ชิดมาที่ชีวิตประจำวัน คุณกินข้าวทุกวัน โภชเนมัตตัญญุตา โดย กวฬิงการาหาร คุณกินข้าวบางวันคุณกินข้าวอย่างอรหันต์ แต่หลายวันมากคุณกินข้าวอย่างคนโลกๆ ไม่เป็นอรหันต์ เพราะคุณมีรสอร่อย ชอบใจ ไม่ชอบใจ มีผลักมีดูด มี 2 คุณกินข้าว รับประทานข้าว รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็เกี่ยวข้องกับธาตุรู้ไปหมด แต่คุณไม่ไปติดยึดในอาการของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนั้นๆเลย สักอย่าง วาระจิตของคุณอย่างใดที่เป็นอาการจิตอย่างนี้ เป็นวาระจิตของอรหัตตผล ความเป็นอรหันต์ จริงๆ อรหัตตผล คือ ผลที่เป็น อรหะ คือไม่ลึกลับ อรหันต์คือไม่ลึกลับหมดจดเป็นที่สุดแล้วก็เป็นอรหันต์ ถ้าหมดจบอันเดียวก็เป็นอรหันต์อันเดียว เรื่องเดียว กรณีเดียว ก็เป็นอันเดียวจบเรื่องเดียว ถ้าหลายเรื่องก็เป็นอรหันต์หลายเรื่อง อรหันต์ 5 เรื่องอรหันต์ 10 เรื่อง จนทุกเรื่อง ที่คุณยังมีชีวิตอยู่กับโลกเขาในยุคนี้ องค์ประกอบอย่างนี้ เกี่ยวข้องอยู่กับชีวิต เรา 0 หมด เราไม่ดูดไม่ผลัก นั่นคือลักษณะของอรหันต์ที่เป็นปัจจุบัน และเป็นองค์ประกอบที่มันมีจริงในยุคนี้ มีอยู่ที่นี่ กาละเทศะอันนี้ ไม่ใช่เราอยู่ขั้วโลกเหนือ ไม่ใช่เราอยู่ขั้วโลกใต้หรือไม่ใช่อยู่ในทะเลทราย มันคนละบรรยากาศ แต่นี้เราก็อยู่ตรงนี้ เราก็เป็นอรหันต์อยู่ตรงนี้ อย่างนี้เป็นต้น สรุปผู้รู้อรหันต์ก็คือรู้ความมีกับความไม่มี แล้วผู้นั้นก็ไม่มีในความมีกับไม่มีนั้นเป็นที่สุด ความไม่มีนี่คือ นโหติ ในภาษาบาลี หรือนัตถิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 กับ 44 นโหติหรือนัตถิ ไม่มี หรือโลกนิโรธ อัตตาของคุณยังมีอยู่ ยังไม่ดับเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังไม่ได้แยกธาตุกาย สุดท้าย กายสเภทปรัมรณา ยังไม่ได้แยกจิตเป็นธาตุดินน้ำไฟลมออกไป เหมือนพระอรหันต์แต่ละองค์ที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ต่อภพภูมิ ก็ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่ตายอย่างเป็นปรินิพพานปริโยสาน คือแยกธาตุจิตนิยามของตัวเองเป็นอุตุนิยามไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือความเป็นชีวะที่จะมารวมตัวกันอีกแล้ว มาจับตัวกัน ไม่มีภพชาติอีกแล้ว นิรันดรเลย ถ้าตัดสินใจตายอย่างนั้นแล้วตายแล้วตายเลย ตายแล้วจะไม่มีกลับคืน กู้กลับอีกไม่ได้ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์รูปใดรูปหนึ่งก็แล้วแต่ ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานเสร็จแล้วกู้กลับไม่ได้ เลิกกัน นี่เรียกว่าจบที่สุด แห่งที่สุดเลย นี่คือคำตอบที่โพธิรักษ์เป็นผู้ตอบ ซึ่งจะไม่มีใครมาตอบอย่างอาตมาหรอกสำหรับคนในยุคนี้ เท่าที่เห็น เท่าที่มี เท่าที่รู้สึก ยังไม่มีใครจะตอบอย่างนี้ได้ในยุคนี้ ไม่ว่าใครคนนั้นที่คุณเกี่ยวข้องในยุคนี้ เกิดขึ้นในยุคที่คุณเกี่ยวข้องได้นี่แหละ อาจารย์มั่น อาจารย์มหาบัว ที่มีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตแล้วก็ตามที่จะมีภูมิธรรมจริงระดับไหนก็ตาม ไม่มีใครรู้อย่างนี้ที่อาตมาพูดอาตมารู้ เพราะว่าในยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ รู้พวกนี้ พูดไปแล้วเหมือนยกตัวอย่างตน ก็ยกตัวอย่างตนนั่นแหละแต่พูดความจริง ใครจะเห็นว่าอาตมาอวดโอ่ยกตัวอย่างตน ก็เป็นได้ที่เขาจะมอง เป็นการมองมิติแง่เชิง อาตมาก็ไม่ได้สงสัยอะไร ส่วนผู้ที่เข้าใจแล้ว มองแตกต่างก็แตกต่างไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าอะไรรวมกันอย่างเดียวเชื่อว่าอาตมาพูดทุกคำเป็นคำจริง เป็นสัจจะหนึ่งเดียวไม่มีคำที่เป็น 2 สักอย่าง อาตมาไม่ได้พูดคำ 2 อาตมาพูดแต่ความจริงสัจจะเป็นหนึ่งเดียว ใครเข้าใจไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา สู่แดนธรรม... คนมักจะสงสัยว่าพ่อท่านเป็นอรหันต์ แต่ทำไม่มีวจีกรรมยกตนข่มท่าน อยากให้พ่อท่านตอบแง่ สัจจานุโลมญาณ พ่อครูว่า… สิ่งที่สูงกว่าอยู่บน อนุตตระ ก็ย่อมอยู่สูงกว่าสิ่งที่ต่ำ สิ่งที่อยู่บนถ้าทับอยู่ มันก็ต้องทับสิ่งที่ต่ำกว่า ถ้าเผื่อว่าอยู่บนด้วยกันก็เรียกว่าต่างคนต่างอยู่ ถ้าทับก็แตะกัน หากทับแล้วมีน้ำหนักลงไปก็เรียกว่าเป็นลักษณะ ข่ม อาตมามีน้ำหนักเยอะนะ อาตมาไม่ได้ไปข่มใคร แต่น้ำหนักอาตมามันอยู่ข้างบนก็เลยไปทับตัวคุณ เพราะคุณถือตัว ไม่ยินยอมให้ใครทับมาอยู่บน ไม่ให้ใครมาชนะ แต่สัจจะของอาตมามันทับคุณอยู่ มันเหนือคุณอยู่ มันอยู่บนคุณอยู่แล้ว คุณก็สัมผัสแตะต้องอาตมาอยู่ ถ้าคนไม่สัมผัสแตะต้องอาตมาเขาก็ไม่รู้ แต่คุณมารู้เสร็จแล้วเขาก็เลยรู้ว่าอันนี้มันเป็นความรู้ที่มันทับเรา มันข่มเรานี่ อาตมาไม่ได้ข่มไม่ได้ทับ จึงใช้ศัพท์ว่า เราอยู่เหนือคุณ เท่านั้นเองอาตมาไม่ได้มีจิตไปข่มไปทับหรือยิ่งไปมีจิตดูถูกดูแคลน ที่จริงดูถูกว่าคุณนั้นต่ำ ต่ำกว่าอาตมา อย่างนี้เป็นต้น ถูกแต่คุณไม่ยอมรับเองเท่านี้เองเพราะคุณยังมีอัตตามานะถือตัวถือตน ไม่ยอมว่าจะต่ำกว่าเขา อย่างไรก็ต้องสูงกว่าเขา ยังมีอัตตา มานะ ตัวตนของคุณยังไม่หายไป แม้เล็กน้อยก็แล้วแต่ มันก็เลยต้องมีอยู่อย่างนั้นเท่านั้นเอง ค่อยๆศึกษาไปเถอะกว่าจะรู้สภาพเหล่านี้ได้ มันจะรู้จักอนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นตัวตนที่เป็นสภาวะจริง 641101 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 16