ความรู้พุทธศาสตร์ทำจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.41 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความรู้พุทธศาสตร์ทำจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้ พ่อครูว่า... ก็มีคนพยายามให้ Robot หุ่นยนต์ให้พูดได้ ให้มีความรู้สึกได้ ร่วมไปกับคำพูดเลย เขาพยายามทำ คือ จะทำพลังงานอุตุนิยาม Robot หุ่นยนต์นี้ คนเขาสร้างหุ่นยนต์ แล้วเขาพยายามทำหุ่นยนต์ให้มันเป็นชีวะ จนมีชีวะเหมือนความรู้สึกของคนจริงๆ มีความรู้สึกตอบรับเหมือนกับมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาพยายามทำ ซึ่งพวกนี้ ถ้าเขามีความรู้จริงๆ เขาแยกพลังงานอุตุ สสารพลังงานระดับอุตุออก ว่า พลังงานสสารกับพลังงานนั้น คนไม่สามารถทำให้พลังงานและสสารที่เป็นอุตุนิยาม มาเป็น พีชนิยามได้ ยิ่งจะให้เป็นจิตนิยามนั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย มันเนียน มันละเอียดตามธรรมชาติ มันเป็นของมันเองที่ไม่มีใครมาสร้างได้ ถ้าจะพูดถึงสำนวนเทวนิยมบอกว่า มีพระเจ้าเท่านั้นแหละสร้างได้ แต่พระเจ้าสร้างอย่างไร พระเจ้าไม่รู้หรอก ความรู้อันนี้พระพุทธศาสนารู้ดีกว่า รู้พลังงานของอุตุ พีช จิตนิยาม ว่า สามารถทำได้มากกว่า เพราะจะรู้จักนามธรรม อย่าง ไอน์สไตน์รู้จักภาษาของวิทยาศาสตร์ พลังงานสสารในระดับอุตุ รู้ในระดับชีวะบ้าง ไบโอโลจี พืชบ้าง สัตว์บ้าง แต่ไม่ได้รู้ลึกซึ้งจนสามารถไปทำงานในระดับจิตนิยาม พลังงานในระดับจิต โดยธรรมชาติใครสร้างไม่ได้ พลังงานระดับจิตนั้นเกิดโดยธรรมชาติของแต่ละอัตภาพ แต่ละพลังงาน เมื่อจับตัวกัน พีชะ แล้วก็เจริญมาเป็นจิต ไม่มีใครจะสร้างได้ แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของจิตนิยาม เจ้าของพลังงานนั้น สามารถสลายหรือทำจิตให้เป็น พีชะ ให้เป็นอุตุได้ นี่คือนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ ทำให้เสื่อมสูญสลายไปได้ แต่ทำให้เกิด เกินกว่าธรรมชาติที่เขาทำไม่ได้ คนอย่าไปเก่งกว่าพระเจ้า คนอย่าไปเก่งกว่าธรรมชาติเลย ธรรมชาติจริงๆนั่นคือความไม่รู้ ธรรมชาติรู้จริงๆนั้นคื

อ่านต่อ

อ ธรรมชาติที่ทำให้สิ่งที่มี สลายเป็นไม่มีได้ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความไม่มี ความดับสนิท ไม่ใช่ว่าอย่างไม่รู้จักจบ มีอย่างไม่รู้จักจบนั้นมีกรอบขอบเขตของเหตุปัจจัยองค์ประกอบ กาละ เทศะ ฐานะ เท่านั้น แล้วก็จะวนเวียนอยู่ในมหาจักรวาล อยู่ในเอกภพ อยู่ในกาละ อยู่ในนิรันดร ก็มีทุกข์ มีสุข มีสูง มีต่ำ มีทรมานมีสดชื่นชอบใจอยู่แค่นั้น หมุนเวียนอยู่แค่โลกีย์อย่างนั้น มันน่าเบื่อที่สุด แต่คนไม่รู้จักเบื่อเขาก็ลืม เบื่อบ้าง ไม่เบื่อแล้วเขาก็ลืม แล้วก็มีอีก ไม่รู้จักเข็ดไม่รู้จักหลาบ ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละไม่รู้กี่ชาติ เป็นล้านๆชาติ ไม่รู้กี่ล้านชาติ หมุนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จักจบ เพราะฉะนั้นมาศึกษารู้จักความจบแล้ว ผู้ที่สามารถทำความไม่มี สลายจิตนิยามจิตธาตุให้เป็นอุตุไปได้เลย จบแล้วก็ฟื้นไม่ได้อีกถ้าสลายแล้วนะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แล้วจบเลย ฟื้นคืนอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ยอมตายแบบปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไม่ตายอย่างนั้น แต่จะตายอย่างชะลอ ทำให้จิตนิยามมีประสิทธิภาพสูงสุด ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ทำให้เป็นอุตุได้ ก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ จะจบ จะตายด้วยอุตุนิยามเมื่อไหร่ก็จบ ยังไม่จบก็อยู่ไป ช่วยคนอื่นให้อยู่ได้อย่างเราได้ สุดท้ายก็มีที่สุดแห่งที่สุดปรินิพพานเป็นปริโยสาน สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดหรอกที่จะปรินิพพานแล้ว ยังขอเป็นอยู่สมัย 2 อีก เป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียวเท่านั้น มันน่าเบื่อ เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ชาติ ช่วยคน สั่งสอนคน อย่างอาตมานี้จะได้ชื่อว่าเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะยังไม่ได้ เป็นได้แค่ นิยตโพธิสัตว์ เป็นปัจเจกโพธิสัตว์หรือเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ยังไม่ได้ เคยอธิบายไว้ว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ สูงสุดเท่ากันกับของพระพุทธเจ้า ที่ได้ชื่อว่า ปัจเจกโพธิสัตว์นั้น ปัจเจกแปลว่าส่วนตน ที่ได้ชื่อว่าส่วนตนนั้นสูงเท่ากับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ประกาศศาสนาได้ แต่เพราะท่านไม่ได้ประกาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ผ่าน ยุคกาล ไม่ได้ผ่านสัมภาระวิบากมา เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะองค์ที่ท่านไม่เหมือนตรงที่ ท่านไม่ประกาศศาสนาเป็นของตนเอง แต่ท่านมีฐานะเท่าเทียมกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากัน แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานของท่านไป จริงๆแล้วพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธะไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่ประกาศตัวตนที่เป็นตัวตนเท่ากับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ท่านเท่านะ ท่านไม่ประกาศเท่านั้น เมื่อไม่ประกาศก็ไม่มีคนในโลกรู้จัก อันนี้แหละคือปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ เป็นพระพุทธเจ้าส่วนตนเท่านั้น คนอื่นไม่รู้ได้ว่าท่านก็เป็นพระพุทธเจ้า เท่ากับพระพุทธเจ้า ถ้ามีผู้ที่มีภูมิสูงกว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ ท่านอาจจะมีภูมิสูงกว่าก็ได้ แต่ท่านไม่ประกาศตนเองว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนที่สูงที่สุดที่ไม่มีใครจะไล่ทัน ไม่ว่าในยุคกาลไหนๆ ก็ไม่มีใครไล่ทัน เพราะห่างมาก ไม่มีใครสามารถไล่ทันเลย ต่อให้ใช้เวลาตามอีกเท่าไหร่ ก็ยังพัฒนาตัวเองไล่ไม่ทันพระพุทธเจ้า ซึ่งพูดไปบางทีก็เป็น อจินไตย เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะเข้าใจ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มีความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราก็ทำตามเท่าที่เห็นว่าควร อาตมาก็ไม่ได้ทิ้งปณิธานว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือจริงๆ ปณิธานนั้น บางทีมันก็ไม่อยากต่อ แต่ก็ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จนเข้าเขตป่านนี้แล้วเอาน่า ลุยถั่วไปให้มันจบ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว สู่แดนธรรม... การที่จะต้องรักษาปณิธานไว้ มันมีความทุกข์อยู่ไหมครับ พ่อครูว่า... มีสิ ไม่ได้ทุกข์แบบโลกีย์ มันมีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษเลย มันจะมีโทษก็คือที่เราทรมานตัวเรา คนอื่นไม่เกี่ยวเลย คนอื่นได้ประโยชน์ทั้งหมด ด่าเขาหนักขนาดไหน ก็เป็นประโยชน์ สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกว่าด่าด้วยเมตตา พ่อครูว่า... เคยมีบอกว่าด่าเอาบุญ ด่าด้วยเมตตตา คนก็บอกว่าทำเป็นพูดเท่ด่าด้วยเมตตา จริง แต่เขาเข้าใจสภาวะธรรมนี้ยาก อาตมาก็บอกว่าพูดแต่คำจริง คำไม่จริงพูดไม่เป็น พูดออกไปก็มีแต่คำจริง พูดแล้วน่าหมั่นไส้แต่มันเรื่องจริง อันนี้เป็นอจินไตยซึ่งมันยาก 641101 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 16

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน