สัตตาวาส 9 เปรียบเทียบกับวิญญาณฐิติ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัตตาวาส 9 เปรียบเทียบกับวิญญาณฐิติ 7 _พันธุ์ พอเพียง : สัตตาวาส กับวิญญาณฐีตินี่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง เทวะ อเทวะ ใช่ไหมครับ หรือลึกซึ้งกว่านี้อีกไหมครับ พ่อครูว่า... นัยยะลึกซึ้งก็ดูรายละเอียดไป แต่ที่ถามมา ระหว่าง สัตตาวาส กับ วิญญาณฐีติ คือการเปรียบเทียบให้เห็นเทวะ อเทวะก็ใช้ การเรียนรู้วิญญาณฐีติเป็นการตรวจสอบ เราเริ่มต้นที่คำว่ากาย ด้วยสังโยชน์ข้อที่ 1 ผู้ใดยังมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากาย สองนัยยะ สักกะ กับ คำว่า กาย กาย คือสภาพคู่ที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ ต้องเข้าใจตั้งแต่เบื้องต้นจึงจะปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธสำเร็จ ถ้ามิจฉาทิฏฐิคำว่ากาย ตั้งแต่เบื้องต้น ไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 ไปไม่ออก ปฏิบัติธรรมของพุทธอย่างไรก็ไม่มีทางบรรลุธรรมได้ เมื่อปฏิบัติสัมมาทิฏฐิในคำว่า กาย ไปจนจัดการกาย จนกระทั่งรู้จักว่า กายกับจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกกายแยกจิตให้ชัดเจน เมื่อใดมีกาย เมื่อใดไม่มีกาย และความว่า ไม่มีกายมันคือสภาวะอย่างใด สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นในพลังงานจิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยาม ส่วนกรรมนิยามกับธรรมนิยาม เป็นสภาวะที่ปฏิบัติ ส่วน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม สิ่งที่มีให้เป็นผล เมื่อเราทำใจในใจอย่างถ่องแท้แยบคาย โยนิโสมนสิการ ก็จะทำให้รู้จักแยกกายแยกจิตเป็น แล้วทำให้จิตของเราไม่มีอาการของความเป็นกาย จนจิตนั้น อยู่ในฐานะของ พีชนิยาม ทำได้อย่าง วสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้จริงๆเลย จนกระทั่งมันได้เป็นความมั่นคงจิตตั้งมั่นที่ทำได้อย่างนั้น จนแข็งแรงเป็นคุณลักษณะเต็มก็เป็นมุทุภูตธาตุ เป็นสองธาตุ Static กับ Dynamic ธาตุบวกกับลบตัวตั้งกับตัวเครื่อง พลังงานนี้จนสำเร็จสมบูรณ์เรียบร้อยได้ อย่างเป็นสมาหิโต มุทุภูตธาตุ สั่งสมไป ยังไม่มีทางเปลี่ยนแปล
อ่านต่อ
งได้เลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำอย่างนั้นได้จริงก็คือผู้สำเร็จไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีสภาพ 2 ไม่มีสภาพกาย มีภายนอก ต้องมีภายนอกและภายในด้วย จึงเป็นกาย เป็นภาษาสิริมหามายา นั่นคือมี กาย แต่เมื่อไม่มีกาย ภายนอกที่มีแต่จิต อยู่เหนือภายนอก โดยภายนอกเหมือนไม่มีแล้ว ไม่มีกายแล้ว ไม่มีฤทธิ์ที่จะมาทำอะไรได้แล้ว ซึ่งมันไม่มีพยัญชนะหรือภาษาจะพูดได้มากกว่านี้แล้ว อธิบายไปคงพอเข้าใจว่าไม่มีกาย พระพุทธเจ้าเห็นความสำคัญนี้ว่าคนที่จะมุ่งหมายเอานิพพาน ต้องแยกกายแยกจิต ทำจิตให้เป็นพีชนิยามไม่ได้ ไม่มีทางนิพพาน เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์ทุกรูปจะต้องสอนผู้ที่จะมาบวชไปนิพพาน ให้แยกกายแยกจิพวกนี้ให้ชัด โดยให้เป็นมูลกรรมฐาน 5 จากสภาพภายนอก สภาพภายในหยิบเอามาเป็นตัวอย่างไม่ได้ ต้องหยิบสภาพภายนอกเป็นตัวอย่าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าเห็นว่าเวทนาไปร่วมกับสภาวะ ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดี หนังกับผิวหนังมันติดกันเนียนเลยยาก เอาผิวหนังมาอธิบายไม่ได้หรอกมันยาก เอาฟันก็ไม่ชัด อาตมาถนัดเอาเล็บ หรือเอาขนก็ละเอียดนิด เอาผมก็เล็กยาว มันไม่ถนัด แต่เหมือนกัน อะไรก็นัยยะเดียวกัน พลังงานที่จะร่วมกันทั้ง 5 ประการนี้ เมื่อใด มันไม่เป็นกายมื่อใดมันเป็นกาย และ เมื่อไม่เป็นกายแล้วแต่ยังมีชีวะอยู่ในฐานะพีชะ คืออย่างไร ถ้าเข้าใจได้จะรู้ว่า เวทนามีหรือไม่มี เรามีสติสัมปชัญญะ มีธาตุรู้เต็มสามารถสัมผัสและรู้ว่ามีเวทนาหรือไม่มีเวทนา มีความรู้สึกหรือไม่มีความรู้สึก เมื่อสัมผัสแล้วทั้งภายนอกและภายในเรามีความรู้สึกไหม เช่น มนุษย์พืชไม่มีความรู้สึกภายนอกเลย ใครไปสัมผัสภายนอกอย่างไรก็ไม่รับรู้แล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเหมือนกันกับผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แต่เอาทั้งหมดเลย ในชีวะของมนุษย์ แต่มนุษย์ผู้นี้จิตตกไปอยู่ในความเป็น พีชนิยาม แล้วมันไม่มีวิญญาณ ไม่มีจิต ไม่มีเวทนาเต็มแล้ว มีแต่ขันธ์ 2 3 อย่าง รูป สัมผัสเข้าไปก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยมีแต่สัญญากับสังขาร อยู่แต่กับตัวเองข้างใน ข้างนอกไม่รับรู้อะไรเลย มนุษย์พืชเป็นตัวอย่างที่ชัด ผู้ใดเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ ทำจิตให้ Drop ให้ลดคุณภาพลงไป ไปเป็นพีชนิยามได้ จึงจะเป็นนิพพาน เป็นผู้ที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีเทวะ ไม่มี 2 คำว่า เทวะ แปลว่า 2 ถามเทียบ สัตตาวาส 9 กับวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 คือความเป็นสัตว์ เดรัจฉาน เป็นสัตว์ต่างๆ 9 ชนิด แต่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่สัตว์หมู หมา กา ไก่ แมว จิ้งหรีด แมลงวัน แมลงหวี่ เป็นสัตว์อะไรไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ สัตว์ข้อแรก กายต่างกันสัญญาต่างกัน ถ้าคนเข้าใจคำว่ากาย กำหนดผิดต่างกัน ผู้ยังไม่สัมมาทิฏฐิในเรื่องของกาย เขาก็กำหนดอย่างของเขา ผู้ที่สัมมาทิฏฐิในคำว่า กาย ก็ต้องเข้าใจอย่างของเขา มันก็ต้องต่างกัน เมื่อทิฏฐิ สภาพ กายคือสิ่งที่ถูกรู้ สัญญาเป็นนามไปกำหนดรู้ เป็นคู่สุดท้าย กาย กับสัญญา ในสัตตาวาส 9 อธิบายในความเป็นสัตว์ แต่ วิญญาณฐีติ ทำให้เกิดความเป็นสัตว์ในจิตวิญญาณหมดไป กลายเป็นมนุษย์หรือกลายเป็นเทวดา หรือกลายเป็นพระพรหมเป็นบัญญัติ มนุษย์ก็คือ Common noun ทั่วไป คือ คนทั่วไป ทั้งรูปธรรม นามธรรม แต่ทีนี้เมื่อไปสมมุติกำหนดไว้ว่าเป็นนามธรรมเท่านั้น มนุษย์คือผู้มีจิตเจริญ ไปเทียบกับสัตว์เดรัจฉานหมูหมากาไก่ซึ่งมันไม่ใช่ไปนิพพานได้ เดรัจฉานคือขวางทางนิพพานอยู่ตลอด จิตผู้ที่เป็นเทวดา เทวดาก็มีมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เข้าใจเทวดาอย่างสัมมาทิฏฐิ คือผู้เข้าใจอย่างอุบัติเทพ สมมติเทพ อุบัติเทพ สมมติเทพถ้าเข้าใจอย่างมิจฉาทิฏฐิก็จะเข้าใจยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เข้าใจอุบัติเทพว่ามีสัมมาทิฏฐิ คนเทวนิยมทั้งหมดยังเป็นสมมติเทพทั้งนั้น ผู้ที่เป็นโลกุตระแล้วจะรู้จิตเจตสิกต่างๆ ที่จะเป็นจิตเจริญ เทวะ จิตสูงขึ้น จิตพัฒนาขึ้น เพราะเป็นโลกุตระคืออะไร คือรู้จักกิเลส อาการของกิเลสในจิต แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ เริ่มตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เกินกว่าอรหันต์ก็ไม่ต้องพูดเลย อย่างอาตมาเกินกว่าอรหันต์ แล้วก็อธิบายพวกนี้ได้ชัดเจนยิ่ง คนจบอรหันต์ใหม่ๆทำได้แต่ตนเอง ภาษา พยัญชนะ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ยังไม่เก่ง อธิบายยังยาก อธิบายยังไม่ค่อยได้อย่างอาตมาหรอก เพราะฉะนั้นจะมอบหมายให้สืบสานศาสนาทีเดียวไม่ได้หรอก พระอรหันต์ธรรมดา แค่อนุโพธิสัตว์ หรือ อนิยตโพธิสัตว์ ยังมอบหมายให้สืบสานศาสนาไม่ได้ ต้องเป็นนิยตโพธิสัตว์ขึ้นไป จึงจะเป็นผู้สืบสานศาสนาได้ ไม่พาผิด เพราะรู้กาย รู้สัญญาได้ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคู่คำว่ากายกับคำว่าสัญญานี้ ถ้าผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ แน่นอนสืบสานศาสนายังไม่ได้ 2.ตนเองก็จะบริบูรณ์ยืนยันก็ให้มาปฏิบัติวิญญาณฐิติ ปฏิบัติวิญญาณฐีติยังมิจฉาทิฏฐิยังไม่สัมมาทิฏฐิก็จบ คนนี้ก็ยังไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ได้ เพราะคุณเข้าใจวิญญาณฐีติยังไม่ถูกต้อง เช่น ข้อที่ 1 กายเป็นอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไรที่สัมมาทิฏฐิคุณรู้ชัดแล้ว คุณก็จะปฏิบัติจนพ้นความเป็นสัตว์ข้อนี้ได้ จนสูงขึ้นมาเป็นสัตว์ขั้นที่ 2 คือ ข้อที่ 2 สามารถทำจิตให้สะอาดขึ้นได้เป็นปฐมฌาณ เป็นจิตพรหม จิตวิสุทธิเทพ ก็ซ้อนในวิสุทธิเทพ ที่เขาเข้าใจผิด เป็นพรหม พวกเดียรถีย์ ไม่มีตัวตนมันเป็น พรหมไม่แท้ พรหมเก๊ สภาพสภาวะอยู่ เช่น เป็นพรหม 16 ชั้น เป็นพรหมเก๊ทั้งนั้น แล้วยิ่งไปหลง ฌาน 4 อรูปฌาน 4 ก็ผิดอีก ก็กลายเป็นผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิในพรหม 20 เป็นภพเป็นชาติ 4 อันสุดท้ายเป็น อรูปพรหม สัตตาวาส 9 ผู้ที่กำหนดดับสัญญาเป็นอสัญญีเลย อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก 4 นี่มันขี้เก๊หมดเลย เพราะดับสัญญาแล้วจะไม่รู้ความจริงๆเลย ดับสัญญาของเขาดับแม้แต่ภายนอกกับภายในนะ นั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิ อสัญญีสัตว์ น่าสงสารมากอาตมาพยายามปลุกขึ้นมา แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น ไม่รู้กี่เช้ากลางวันเย็นแล้วเนี่ย อาตมาแทงอยู่นี่ ไม่สะดุ้งสะเทือนไม่รู้สึกรู้สา ฟังไม่ออกไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจศึกษา ยึดมั่นถือมั่นในการนั่งหลับตาๆ ตราบใดที่ยึดถือว่าการหลับตาปฏิบัติจะพาให้บรรลุอรหันต์แล้ว คนนี้ปิดประตูที่จะบรรลุอรหันต์ตลอดนิรันดร ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้รู้สึกตัวให้เข้าใจได้ว่า ไปงมงายอยู่อย่างนั้นทำไม ทฤษฎีศาสนาพุทธได้มาจากพวกนั่งหลับตาทั้งนั้น ท่านก็ต้องอาศัยพวกเดียรถีย์ หากไปตีทิ้งเดียรถีย์หมด ท่านก็ไม่มีคนมาปฏิบัติ ส่วนอาตมานั้นเกิดมาในท่ามกลางพวกที่ไปยึดเดียรถีย์และถูกครอบงำ พวกคุณเป็นชาวพุทธ แต่คุณกำหนดผิด คุณกำหนดสัญญาว่าเป็นชาวพุทธ แต่คุณไปกำหนดเป็นเดียรถีย์เป็นที่ตั้งเป็นที่พึ่ง ก็ให้มาพึ่งแบบุพุทธสิ ไปพึ่งผีทำไม เดียรถีย์ คือผี ซึ่งมันไม่ได้ ที่อาตมาต้องย้ำเสียมากมาย เพราะติดนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์นี้แหละเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าตื่นจากหลับตากันได้ โดยเฉพาะพวกเป็นอยู่ในคณะใหญ่หมู่ใหญ่ มหาบัวก็ดี อาจารย์มั่นก็ดี แม้แต่ธัมมชโยนั่งหลับตาเหมือนกันก็ดี เถรสมาคมก็ตาม ทั้งหมดยังติดนั่งหลับตาอยู่ แม้แต่ท่านพุทธทาสก็ยังอาศัยนั่งหลับตา ขออภัย แม้ท่านมหาประยุทธ์ก็คงอาศัยนั่งหลับตา ซึ่งก็ต้องขออภัยถ้าเข้าใจผิดพลาด ท่านอาจจะไม่ได้นั่งหลับตาแล้ว นั่งหลับตามีประโยชน์คือ 1. พักผ่อน 2. ศึกษาธรรมะปลีกย่อย 3. เตวิชโช คือการตรวจสอบ คุณจะหลับตาหรือไม่หลับตาก็ตรวจสอบได้ทำชำนาญแล้วไม่ต้องไปนั่งหลับตาก็ทำได้ ตรวจสอบสิ่งที่ได้ทำมาแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ กิเลสเกิดกิเลสดับ ทำให้กิเลสหมดสิ้นหรือยัง จุตูปปาตญาณ แล้วหมดสิ้นอาสวะหรือยัง อาสวักขยญาณ ที่อาตมาพยายามอธิบายไปมากมาย มันก็คิดว่าครบสมบูรณ์ในการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติตามอาตมาก็เป็นอรหันต์กันได้แล้ว แต่คนก็ยังไม่เชื่ออรหันต์ เพราะเกิดมาชาตินี้อาตมาเป็น อาภัพบุคคล จะต้องต่อสู้ เพื่อยืนยันธรรมะพระพุทธเจ้า เอาภูมิตัวเองมายืนยันจนคนจำนนว่าใช่ โพธิรักษ์คือ สยังอภิญญา คือที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ นั้น คนที่ยอมรับจริงๆอย่างพวกคุณก็ได้มรรคผลไป คนที่ไม่ยอมรับไม่มีทางได้มรรคผล ว่าในยุคนี้มีอาตมา อย่าหาว่าอาตมาเบ่งอวดใหญ่โตเลยนะ มีอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ คนอื่นยังไม่ใช่ พูดอย่างเกรงใจ คนอื่นยังไม่ใช่ ก็อาจจะมีสิ่งที่ถูกต้องบ้าง อย่างท่านมหาประยุทธ์ไม่ใช่ท่านไม่มีสิ่งที่ถูกต้องแต่ท่านมี ท่านพุทธโฆษาจารย์เขียนวิสุทธิมรรค ก็มีสิ่งที่ถูกต้อง ท่านพุทธทาสก็มีสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้องที่ยกตัวอย่างได้ก็คือ ธัมมชโยไม่มีสิ่งที่ถูกต้อง หรือแม้แต่ท่านมหาบัวก็ยังมีสิ่งที่ถูกต้องน้อย เป็นโลกียะอยู่ ยังไม่เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นจะเป็นโลกุตระต้องจับคำว่า กาย เป็นตัวเริ่มต้น และคำว่า กาย เป็นตัวจบ โดยอาศัย วิญญาณฐีติ กาย จะมีคำว่า กาย 4 วิญญาณฐีติ 1 2 3 4 หรือ สัตตาวาส 9 ข้อ 1 2 3 4 อสัญญีสัตว์ ไม่อยู่ในวิญญาณฐีติเพราะสัมมาทิฏฐิแล้ว สัมมาทิฏฐิแล้วก็ไม่ได้ไปดับสัญญา แต่สัญญาต้องทำงานเต็มที่ เพราะฉะนั้นยิ่งทำงานต่อจากนั้นไปเป็น อากาสานัญจายตนะ ธาตุว่าง อากาศ เป็นรูป แล้วก็มีคู่คือนาม วิญญาณเป็นนาม อากาศก็ว่างจากกิเลสสูญเด็ดขาดสมบูรณ์ จิตก็สะอาดจากกิเลสเด็ดขาด อากิญจัญยายตนะ กิเลสก็ไม่มี นิดหนึ่งก็ไม่มี น้อยหนึ่งก็ไม่มี เด็ดขาดเลย อากิญจัญ จบแล้ว สัมมาทิฏฐิก็ใช้วิญญาณฐีติ 7 เท่านี้ไม่ต้องใช้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก เพราะทำมาตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากคุณทำมาอย่างไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ คุณก็ต้องมาตรวจอีกว่า มันหมดใช่หรือไม่ใช่ คุณก็ต้องแถม เนวสัญญานาสัญญายตนะ ของคุณแต่ละคนไป เก็บส่วนให้สมบูรณ์ของแต่ละคนไป ส่วนผู้ที่สมบูรณ์เต็มตั้งแต่ อากิญจัญยายตนะ ก็จบ กายกับสัญญาชัดเจนหมด 4 วิญญาณฐีติ 7 หรือ สัตตาวาส 9 ก็ตาม เพราะฉะนั้นเรียนรู้ มนุษย์ เทวดามาร พรหม อย่างเทพ ท่านไม่เรียกพรหม ท่านเรียก วิสุทธิเทพ คือพรหม คือจิตสูงที่สะอาดสมบูรณ์แล้ว ถ้าทำอย่างสัมมาทิฏฐิจะทำอย่างเป็นลำดับ
เมื่อไปวิญญาณฐีติข้อที่ 2 รู้แล้วก็ทำให้ไม่มีกิเลสปีทำได้ชั่วคราว สะกดเอาไว้แต่เขาไม่ได้สมบูรณ์อะไร ไม่ได้เปิดทวารทั้ง 5 เข้ามาเรียนรู้กาม หรือปฏิฆะ เขาไม่ได้เรียนรู้อย่างเป็น พวกหลับตาปิดประตูก็ได้แต่ ปฐมฌาน แต่เป็น เดียรถีย์ ปฐมฌานแบบมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ แต่มันเป็นสัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาคือไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่กายต่างกัน คนนึงหลับตา คนนึงลืมตา กายก็ต่างกันแล้ว ไม่มีนิวรณ์เหมือนกันนะ แต่ต่างกันด้วยกาย คนหนึ่งถาวรในการลืมตาเลย ไม่ต้องหลับตาเลย ส่วนคนนั้นลืมตาทำไม่ได้ อาจจะทำได้เป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้องเพราะไม่มีปัญญาไปประกอบ พวกนี้ไม่มีปัญญา มีแต่เฉโก มีแต่ความรู้เป็นโลกีย์ ไม่มีความรู้เป็นโลกุตระ คำว่าปัญญาก็ยาก นี่เขียนหนังสือปัญญา 8 ยังไม่จบเลย เกือบ 500 หน้าแล้ว วิญญาณฐีติข้อที่ 3 เป็นอาภัสรา ซึ่งก็คือสว่าง สว่างใสสายธัมมชโย ถ้าจะแยกง่ายๆ ธัมมชโยนี้เป็นสายอาภัสรา สายอาจารย์มั่น มหาบัวเป็นสายสุภกิณหาอย่างมิจฉาทิฏฐิ อาภัสราก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ อาภัสราที่สัมมาทิฏฐิใสก็คือจิตของเราสะอาดใสจากกิเลส อาภัสรา กิเลสไม่มีในจิตของเรา จิตของเราใสรู้จักกิเลส จิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตสะอาดจากกิเลส มันก็ใสยิ่งกว่าเพชร ที่ไม่มีอะไรหมองหม่นเลย หากว่าเป็นเพชรที่ไม่เจียรนัยมันก็จะยิ่งมีมุมเหลี่ยม ถูกแสงส่องมากระทบภายในวุ่นไปหมดเลย เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักเพชร แม้จะไม่เจียรนัยเขาก็รู้ว่าเป็นเพชร จะมีแสงปริซึมอยู่ข้างใน ถ้าคุณทำเพชรให้มันกลมเฉยๆ มันก็ไม่มีเหลี่ยมมุมเลย มันก็ใสไปหมดเลย เหมือนลูกแก้วใส ไม่มีอะไรแว้บวับให้คุณดูได้ เขาก็มาเจียรนัยให้เป็นเหลี่ยมต่างๆ ตั้งแต่สามเหลี่ยมปริซึม คนที่เจียระไนมุมเหลี่ยมของเพชรได้ดี ก็จะเห็นแสงต่างๆ วาบๆๆ ออกมาเขียวแทงตาตรงนี้ ม่วงแทงตาตรงนี้ แดงแทงตาตรงนี้ ก็คือเพชรเม็ดเดียวนั่นแหละ สรุปคือคุณต้องมาเรียนรู้ปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 แล้วคุณจะหมดสัตตาวาส 9 ได้ ถ้าเข้าใจวิญญาณฐีติ 7 กับสัตตาวาส 9 นี้ไม่ได้ ก็ไม่จบอรหันต์ เพราะฉะนั้นคนจบอรหันต์ที่ยังไม่มีปฏิภาณ ยังอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้นี้ แต่ท่านได้ท่านทำสำเร็จของท่าน ท่านมีวิญญาณฐีติ ไม่ใช่สัมภเวสี
สัมภเวสีกับวิญญาณฐีติแตกต่างกันอย่างไร วิญญาณมีที่ตั้ง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสมีภายนอกด้วย จึงจะมีวิญญาณฐิติ 7 ถ้าคุณไม่มีภายนอก พวกนั่งอานาปานสติ มีความรู้สึกกำหนดตามเท่านั้น ตามลมหายใจเข้าออกลมหายใจสั้นยาว ทีนี้ ลมหายใจก็กระทบกับกลิ่นเท่านั้นเอง ก็รู้จักเหม็น รู้จักหอม นอกนั้นมันไม่รู้อะไร คุณติดในความเหม็นความหอม คุณชังในความเหม็นความหอมก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณจะกำหนดรู้ เรียนให้มันจบ แค่นั่งหลับตาก็ได้ คุณก็นั่งหลับตาสัมผัสแต่กลิ่นเหม็นกับหอม คุณก็รู้ว่าเหม็นกับหอมมันก็ธรรมดาธรรมชาติ อันนี้ปรุงแต่งกันเป็นกลิ่นอันนี้เขากำหนดว่าเป็นความเหม็น หรือบางคนไม่ชอบ บางคนก็ชอบดมขี้ฟันเหม็นๆ หรือบางคนแคะแผลเอามาดม มันมีไวรัสอะไรเหม็นๆ บางทีบางคนชอบเอาไปจับที่ตรงไหนของตัวเองที่เหม็นแล้วเอามาดม แสดงพวกนี้ติดเหม็นชอบเหม็น พวกนี้ชอบน้ำบูดู หรือ ปลาร้า หรือติดถั่วเน่า พวกนี้ ชอบกลิ่นอย่างนั้น สรุปแล้ววิญญาณฐีติเป็นตัวปัจจุบัน เป็นตัวมีที่ตั้งของตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า โผฏฐัพพารมย์ แล้วต้องมีจิตเป็นตัวร่วมด้วย เพราะฉะนั้นตัวจิตที่ไปร่วมด้วยนี่แหละ มันรู้ภายนอกครบทั้ง 5 ทวารเลย เป็นรวมเป็น 10 แต่จริงๆแล้วมันกลับ ในการอธิบายวิสยรูป เหลือ 9 ซึ่งเป็นนับเหลือ 9 ก็เพราะว่าจิตมันเป็นหนึ่ง มันร่วมกับตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อมันร่วมกับตาหูจมูกลิ้นกายก็ถือเป็น 1 เหมือนกันหมด ใช้ไปใน 5 ทวาร ก็ต้องหักเอาครึ่งนึง ก็เลยเหลือ 9 แทนที่จะเป็น 10 จาก 5 คู่ แต่คู่ที่เป็นจิตนั้นมันใช้ร่วมกันทั้งหมดก็ถือว่าคู่นี้เป็นหนึ่งเดียว
จากวิญญาณฐีติไปถึงขั้น 4 แล้ว สุภกิณหา อันนี้ไม่ใช่ใสแล้ว เป็นความมืด ส่วนอาภัสราคือความสว่าง กิณหาคือความมืด ผู้ที่รู้จักความมืดของโลกของธรรมดา กำหนดใช้สัญญากำหนดรู้ความมืด ตอนนอนหลับแล้วหลับตามันก็มืด อยู่กับความมืดไป ไม่ต้องมีแสงสว่างไม่ต้องมีภพชาติ สัญญาไม่ต้องขึ้นมาเลย นอนหลับสนิท เขาเรียกภาษาเท่ๆว่า หลับ deep sleep นั่นแหละก็มืดอยู่เป็นการพักผ่อน ก็ดี ทำได้ดี อาตมายังทำมืดตลอดไม่ได้ เทวดายังมาคุยอยู่เป็นภพชาติที่สัมมาทิฏฐิ ไม่เหมือนอาจารย์มั่นที่เทวดายังเป็นตัวเป็นตนเป็นเรื่อง เป็นรูปร่างสมมุติ แล้วไปยึดรูปร่างนั้น เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเทวดาจริงๆ อย่างของอาตมาคำว่าเทวดา เป็นแต่เพียงบัญญัติกำหนดสภาวะธรรมของจิตที่เป็น แล้วจิตที่เป็นสัมภเวสีไม่เอามาเกี่ยว ถ้ามันจะเป็นอะไรก็ได้มันเป็นเรื่องของความคิดและตัวเองเท่านั้น ตื่นขึ้นมาสัมผัสกับคนอื่นร่วมรู้ด้วยกัน พูดกันรู้เรื่องว่าเป็นอย่างนี้ดีกว่า ยิ่งมากคนรู้ร่วมกันได้เป็นล้านคนก็ยิ่งถือว่าเป็นความจริงร่วมกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นมืดก็รู้ว่ามืด แล้วก็ใช้มืดเป็นสุภะ เราต้องการพักมืดใช้มืด ส่วนคนอวิชชา หรือคนมิจฉาทิฏฐิเขาก็ชอบความมืดแต่ความมืดของเขาเป็นมิจฉาทิฎฐิ เพราะความมืดของความไม่สว่าง มืดของเขามันมืดทั้งอวิชชา มืดทั้งมิจฉาทิฏฐิ เป็นความมืดทางนามธรรมเป็นความมืดที่ผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐีติตัวที่ 4 จึงอธิบายยากๆ สัมมาทิฏฐินั้นก็อย่างหนึ่ง รู้จักความมืดที่สัมมาทิฏฐิ แล้วก็ใช้ความมืดอย่างเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ ไม่งมงาย แต่มิจฉาทิฏฐิยังใช้ความมืด งมงาย ดีไม่ดี เป็นโทษแก่ตัวเองไปติดไปยึดแล้วก็ไปหลง คุณหลับตาแล้วถ้าไม่มีแสงอะไรเลยในกลางคืน ยิ่งแรม 15 ค่ำด้วยก็มืดไม่มีอะไรคุณหลับตาลงไปก็มืดไม่มีแสงอะไรเลย มีแต่มืดกับมืดอย่างเดียว หลับตาเข้า และมีแสงแวบวาบอยู่ภายในก็เป็นอุปาทานของคุณทั้งสิ้น คุณยังเหลืออุปาทานก็นี่แหละคืออาภัสรา แสงอยู่ในความมืด ทั้งที่จริงหลับตาแล้วมันไม่มีแสงเเว็บอะไรหรอก ใครมีก็แล้วแต่คืออุปาทานที่เหลือ แม้นิดน้อยเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องติดใจอะไรหรอก คนที่หลับตาสนิทจริงๆถึงจะรู้ว่าเรามีอุปาทานสนิทไปแล้วแต่คนอุปาทานไม่สนิท ก็จะเห็นแสงสี แสงก็แค่แวบใสๆขาวๆ ยิ่งเป็นสีก็เป็นมิจฉาทิฐิมากกว่า หลับตาไม่มีแสงสีอะไรหรอก
_วิญญาณฐีติ กับ สัตตาวาส 9 สมณะเดินดิน... เล่านิทานต่อมาจนพญานาคกลายเต็มหนองคาย ยิ่งพระสายหลับตา จะมาพยากรณ์ว่าเป็นนาคตรงนั้นตรงนี้ สู่แดนธรรม... นาค ที่พระพุทธเจ้าไม่บวชให้ อาจแปลว่า พวก สัตตาวาส ข้อที่ 5 พ่อครูว่า... อสัญญี ดี สู่แดนธรรม วิเคราะห์ตรงนี้ดี ผู้นี้ทำแต่ดับสัญญาดับเวทนาและบอกว่านิโรธ ซึ่งตรงกันข้ามพระพุทธเจ้าเลยที่บอกว่าสัญญาให้แจ้งชัดกำหนดรู้ทุกอย่างเลย แต่นี่ไปกำหนดดับมืดสัญญาไม่รับรู้อะไรเลย ก็เลยปิดประตูที่จะรู้เรื่องเลย ไม่มีความรู้อะไรเพราะไปดับธาตุรู้จะไปกำหนดอะไรแล้วคือสัญญา ก็เลยไม่ต้องรู้อะไรเลย โง่ตลอดกาล อสัญญีสัตว์ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก 4 สัตว์ ในสัตตาวาส 9 จึงเป็นของปลอมทั้งนั้นเพราะมันดับอสัญญีสัตว์แล้ว ไม่กำหนดรู้อะไรแล้ว พวกนั้นเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เพราะปฏิบัติ 4 ข้อแรก ก็มิจฉาทิฏฐิ ในข้อที่ 5 คุณก็เป็น อสัญญีสัตว์แล้ว จากนั้น ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น ไม่รับรู้เรื่องอะไรกับใครเลย ต่างคนก็ต่างงมงายกันไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้น สัตตาวาส ตั้งแต่ข้อที่ 5 ไปถึงข้อที่ 9 ยิ่งเป็นเรื่องโมเมชั่น สมมุติกันไปแต่ละคนส่วนตัวหมดเลย สัตตาวาส 4 ข้อแรกยังพอกำหนดรู้กันได้ นั่งหลับตาเป็นฌานอย่างไร ก็พอรู้ได้ แต่นั่งจะหลับตาลืมตาพูดตั้งแต่ข้อ 6 7 8 9 อีก 4 ข้อนั้น เท่ากับคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ คนตาบอดจูงคนตาบอดและหูหนวก ไปดูหนังใบ้ ถ้าคนที่ตาบอดเขาไม่เห็นภาพเขาก็ได้ยินเสียง นี่ตาก็บอดแล้วหูก็หนวก เขาเลยจูงคนตาบอดและหูหนวกไปดูหนังใบ้ คนตาบอดไม่ได้ยินเสียงแต่เห็นแต่ภาพ แต่จูงคนตาบอดและหูหนวกไปดูหนังใบ้ ภาพมันก็ไม่ได้เห็น เสียงก็ไม่ได้ยิน แล้วพาไปทำไม นี่เป็นคำเปรียบเทียบอย่างนั้น สรุปแล้ว สัตตาวาส กับ วิญญาณฐีติ เป็นคู่ที่มิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ ที่พูดค้างไว้ว่า คุณต้องรู้กาย ตัวแรให้สัมมาทิฏฐิแล้วสรุปด้วย กาย ตัวสุดท้ายคือวิญญาณฐีติ 7 อย่างสัมมาทิฏฐิทั้งหมด คุณก็จะสรุปได้บริบูรณ์เลย ไม่มิจฉาทิฐิสัญญากำหนดถูกต้องหมดเลย _สู่แดนธรรม... เคยมีญาติธรรมถามว่า จะแยก วิญญาณฐิติ 7 กับสัตตาวาส 9 อย่างไร ผมก็เลยบอกว่าให้ตัดทิ้งสัตตาวาส 9 ไปเลย ก็มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้มาศึกษาเฉพาะวิญญาณฐีติ 7 อย่างนี้จะได้หรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ได้ๆ พอถึงสัมมาทิฏฐิให้ได้ ศึกษาวิญญาณฐีติ 7 ให้บริบูรณ์ ซึ่ง วิญญาณฐิติ 7 นั้น 3 ตัวสุดท้าย อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ สามเส้า 1. คือสิ่งที่ถูกรู้เป็นอากาศ 2. คือวิญญาณกำหนดรู้ 3. เป็นตัวที่ไม่มีคือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ทั้งหมด 3 ตัวนี้มันว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากกิเลส แล้วรู้ไหม รู้ด้วยวิญญาณ วิญญาณที่เป็นปัญญา วิญญาณที่เป็นความรู้ยอด รู้หมดเลยรู้ครบไม่มีอะไรเหลือไม่บกพร่องเลย ทุกอย่างบริบูรณ์ อากาสานัญจายตนะ ว่าง สะอาด ในขณะที่คุณเองคุณยังมี คุณก็ต้องเห็นสภาพสะอาดว่าง แล้ว คุณก็ยังมีวิญญาณ คุณก็สะอาดว่าง แล้วคุณก็ไม่มีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ทั้งหมดไม่มีเลย จบด้วยสามเส้านี่ เพราะฉะนั้นวิญญาณฐีติ 7 ก็จบด้วย อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ ก็จบแล้ว ถ้าคุณยังจะต้องทบทวนแล้วทบทวนอีกใน เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วเมื่อไหร่คุณจะจบ มันก็ต้องไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะบอกว่าใช่หรือไม่ใช่ จะบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ คุณจะต้องไปกำหนดสัญญาอีกก็ไม่ต้อง สัญญาคุณจะต้องกำหนดจบได้แล้ว อยู่ที่ อากิญจัญยายตนะ เท่านั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันหมายความว่ามันยังไม่จบ ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ใช่ ไม่ได้ มันต้องใช่อย่างเดียว ไม่มีอะไรไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงเป็นตัวที่ยังค้างคายังเหลือ ต้องไม่มีต้องหมดจบอย่างสะอาดบริสุทธิ์ ชัดเจนขึ้นนะ เพราะฉะนั้นใน สัตตาวาส 9 ถูกบ้างผิดบ้าง ในข้อ 1-4 ที่จริงแล้วมันจะผิดมาตั้งแต่ข้อที่ 1 มาเรื่อยๆ พอข้อ 2 ก็ไปกำหนด ซ้อนลึกเป็นปฐมฌาน ก็เป็นแบบ เดียรถีย์ หลงปฐมฌานไปอีกโลกหนึ่งเลยเป็นสัตตาวาสข้อที่ 3 สว่างใสเหมือนสายธัมมชโย ที่จริงแล้วมันดับมืดแต่มันไปใสในมืดอีก พอมา อันที่ 4 ก็ สุภกิณหา เหมือนพวกสายนั่งหลับตา มืด แล้วไปหลงความมืดว่าดี แต่ที่ดี เป็นมิจฉาทิฏฐิ สุภะ เขาก็ผิดไปมืดแบบเดียวไม่ใช่มืดแบบสัมมาทิฏฐิ รู้ความมืดก็คือความมืด มันไม่ใช่ความหมดกิเลส ความมืดก็คือความมืดของแสงเท่านั้นเอง แต่ความมืดนั่งหลับตามืดดับมืดเข้าไปสู่เบอร์มิวด้า ไม่รู้อะไรเลยไม่รู้เนื้อรู้ตัวหายวับไปหมดเลย ไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่มีตัวตนนะ มันก็งมงายเข้าไปหาความไม่มี แล้วนึกว่าความไม่มีอย่างที่เขาเป็นลึกลับแบบนั้นของเขา คือ ความถูกต้องแห่งความไม่มี ซึ่งความไม่มีแบบนั้นมันเป็นมิจฉาทิฐิ การไม่มีนั้นจะต้องไปอ่านใน มหาสุญตสูตรหรือจูฬสุญญตสูตร ซึ่งไม่มีนั้นต้องมีคู่เทียบ พระพุทธเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่ศาลานี้ว่างจากช้าง แต่มี ต้นเสา มีภิกษุมีอะไรต่ออะไรอยู่ ศาลานี้ว่างจากภิกษุ ช้างก็ว่าง แต่ยังมีต้นเสาอยู่นะ ศาลานี้ว่างจากต้นเสา แล้วศาลามันลอยอยู่ได้อย่างไร คือ รู้ว่ามันไม่มีกับอะไร นี่ต้องมีสองให้เทียบเสมอว่ามีกับไม่มี ในสภาพที่คุณยังมีธาตุรู้ จนกระทั่งคุณรู้สิ่งที่ไม่มีนั้นอย่างชัดเจนว่าไม่มีและไม่เกิดมาอีกเลยเด็ดขาด แต่คุณยังไม่ตายยังมีชีวะ คุณก็ต้องยังมี ผู้นี้รู้ทั้งมีและไม่มี แล้วไม่เข้าไปมี กับสิ่งที่ไม่มีก็ไม่เข้าไปใกล้ ไม่เข้าไปใกล้ทั้ง 2 อย่าง แต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็รู้ว่าสิ่งใดควรมี และสิ่งใดควรไม่มี ก็ทำตามสิ่งที่ควรนั้นตามมหาปเทส 4 หรือตาม สัปปุริสธรรม 7 อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่บรรลุธรรมบริบูรณ์แล้ว ก็ต้องช่วยส่วนดี เข้าข้างส่วนดี นี่ก็ไม่ใช่เข้าใจได้ง่าย
641029_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัตตาวาส 9 เปรียบเทียบกับวิญญาณฐิติ 7