สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ทำเวทนา 1 ให้เป็นเวทนา 0.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ทำเวทนา 1 ให้เป็นเวทนา 0 _เมื่อกระทบแล้วเรามีเวทนา 2 ก็ทำให้เหลือเวทนา 1 ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นกลางเป็นอุเบกขา ได้แล้ว แล้วจากเวทนา 1 ทำให้เป็น 0 ทำอย่างไรคะ พ่อครูว่า...เราได้ 1 แล้วอาศัยความไม่ทุกข์ไม่สุข ความไม่ทุกข์ไม่สุขนี่ก็เจริญมากแล้วคนเรา ทำความไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นอุเบกขาเป็นฐานอาศัย ชีวิตของพระอรหันต์ทุกองค์อาศัยฐานของอุเบกขา กับเมตตา พระอรหันต์จะมีฐานอุเบกขากับเมตตา จะมีอีกอันคือสุญญตวิหาร เมตตากับอุเบกขา อุเบกขา ทำเป็นกลาง รับรู้รับสัมผัสอยู่ อุเบกขาอธิบายให้สูงขึ้นไปคือสามารถทำจิตของเราให้เป็นกลางไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วก็รับรู้เฉยๆ ถ้าจะปรุงแต่งด้วย คิดตามด้วยคิดหาวิธีแก้ไขช่วยด้วย มันก็ไม่ใช่จิตว่างทีเดียว มันก็ไม่สูญทีเดียวเราก็ต้องรู้ความจริง ถ้าเราฟังคนอื่นพูดหรือมีเหตุการณ์ที่เราได้สัมผัสแล้ว เราก็ทำจิตเฉยเฉยไม่รู้เรื่องไม่คิดไม่ปรุงไม่ทำอะไรเลย จิตเราก็จะไปหา 0 มันก็จะแข็งกระด้างก็จะขัดแย้งกับความเป็นจริง ถ้าเราสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อยู่ต่อหน้าเราหลัดๆ เราก็ใจดำจะไม่คิดตามไม่ตรองตาม แต่ช่วยเราก็จะช่วย เราก็จะมีปฏิภาณรู้ก็จะอนุโลมตาม ว่า อยากไปอยู่ในสุญญตวิหาร เลยมาอยู่กับเมตตาวิหาร ฟังเขา เขาทุกข์อย่างนี้ ก็อยากให้เขาพ้นทุกข์ จะให้เป็นสุขกว่านี้ก็จะเข้าใจเมตตา เข้าใจแล้วก็ช่วยเขา เมตตาคือรู้ว่าเขามีทุกข์ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ รู้ว่าเขาจะต้องมีความสุขอย่างนี้อย่างนี้เขาควรจะได้สุขอย่างนี้ นั่นเรียกว่าเมตตา กรุณาก็คือการลงมือช่วย ไม่ใช่มีแต่จิตต้องการให้เขาพ้นทุกข์ต้องการให้เขาเป็นสุขแล้วก็เฉยไม่ต้องไปช่วยอะไร อันนั้นก็มีแต่แค่เมตตา ถ้าหากลงมือช่วยก็เป็นกรุณา ช่วยสำเร็จเขาได้บรรลุเสร็จเรียบร้อย มุทิตา ก็ยินดีด้วย ที่คุณพ้นทุกข์แล
อ่านต่อ
้ว ที่คุณเป็นสุขแล้ว แล้วก็อุเบกขาจบแล้วปล่อยวางแล้วจบกิจก็เป็นอุเบกขา นี่คือพรหมวิหาร 4 ที่เราจะต้องเรียนรู้ให้ถูกต้องตามความหมายที่กล่าวนี้ แล้วจะเกิดผลครบทั้ง 4 นัย สมบูรณ์แบบ เราสามารถหยุดในขณะที่เป็นอุเบกขาก็ถือว่าเป็น 0 โดยปริยาย เพราะฉะนั้นคำว่าสูญนี้เราจะเรียนรู้ไปถึงขั้นจิตวิญญาณนี้ มันจะตกผลึกลงไปเรียกว่าธาตุ จะเป็นธาตุในระดับที่มันไม่เป็นอะไรเลย มันกลายเป็นธาตุที่จะสลายตัวเองไป แล้วไม่มีพลังงานอะไรที่มีชีวเข้าไปควบคุม เป็นพลังงานในตัวมันเองเราเรียกว่าเป็นอุตุนิยาม พอเป็นพีชธาตุ ก็จะควบคุมได้บ้างแต่ไม่ไปเบียดเบียนใคร ควบคุมพลังงานนั้นให้เป็นประโยชน์แต่แก่ตัวเอง พระอรหันต์จึงใช้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เป็นประโยชน์เพื่อตัวเองพอเหมาะพอควรแล้วทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น พระอรหันต์จึงมีธาตุ พีชธาตุ ไม่ทำโทษภัยต่อผู้อื่นมีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่น มันไม่ทำโทษภัยแก่สัตว์อื่นใดเลยมีแต่ให้ประโยชน์แก่สัตว์ใดๆนั่นแหละคือพืช ส่วนจิตวิญญาณนั้นยังมีความเห็นแก่ตัวเปลี่ยนผู้อื่นจึงมาสร้างพลังงานใหม่ มาล้างพลังงานที่เป็นโทษแก่ผู้อื่นให้หมด พระอรหันต์คือผู้ที่หมดโทษภัยต่อผู้อื่นแล้วเหมือนพืช นอกนั้นก็สร้างพลังงานเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ได้มากกว่าพืช เพราะว่าพืชจะมีความสามารถช่วยคนอื่นได้ประมาณหนึ่ง แต่คนจะมีความรู้ความสามารถมากกว่าพืชอีกเยอะก็จะทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้มากกว่าพืชอีกเยอะแยะเลย นี่คือการสร้างพลังงานจิตให้เป็นไปได้ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้ทำความรู้ความจริงได้อย่างนี้จริง พูดออกมาไม่ได้เดา อาตมาทำได้อย่างนี้ตลอดเวลาแล้วเราก็จะชำนาญจะมีความสามารถ ก็จะยิ่งรอบรู้ยิ่งสามารถมากยิ่งขึ้นที่จะช่วยคนอื่นเหตุการณ์อื่นได้มากขึ้น แต่ผู้ที่สามารถรู้จักพลังงาน อุตุ จิตประกอบด้วยอุตุ พืช จิตนิยาม แล้วประกอบกรรมเก็บไว้เป็นธรรมะ จัดการได้ทั้ง 5 นิยาม พอเวลาเรายังไม่ตายทิ้งขันธ์ ยังไม่ตายเป็นที่สุด เป็นการปรินิพพานเป็นปริโยสานก็จะเกิดอีก พลังงานของเราก็จะมารวมตัวอีกเป็นดินน้ำไฟลม มารวมตัวทั้ง 5 นิยามแล้วจะทำอะไรต่อเจริญขึ้นไป แต่ถ้าเราจะตายทิ้งขันธ์เลย ตายอย่างหยุดเกิดเลยดับความเกิดไม่ต่อภพภูมิอีกเลย เรียกว่าตายสุดท้าย เรียกว่าเป็นปริโยสาน ตายอย่างปรินิพพาน ตายรอบตายขั้นสุดท้ายเราจะไม่เกิดอีกเช่นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วสมัยเดียวท่านก็เลิก หรือพระอรหันต์แต่ละองค์ที่เจตนาจะตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานซึ่งทำได้แล้ว การทำได้แล้วก็คือทำจิตให้หยุดยึดมั่นถือมั่น ใช้เป็นสำนวนภาษาว่า ยึดมั่นถือมั่น หยุด พลังงานดูดที่จะจับเป็นตัวเองเลย วางปล่อยไม่ให้มันดูดผลัก ไม่ให้มารวมตัวกันให้มันวางปล่อยกันไป นั่นเรียกว่าพลังงานของจิตที่เราทำได้ เพราะฉะนั้นเมื่อทำได้ชำนาญเมื่อทำได้จนกระทั่งถึงขั้นให้เป็นพลังงาน ถ้าหากเราไม่ควบคุมให้รวมกันอยู่มันก็จะแจกตัวเองไปเป็นอุตุธาตุ ดินน้ำไฟลม พระอรหันต์จะฝึกฝนตนเองจนสามารถทำให้จิตใจแยกสลายเป็นอุตุธาตุ ดินน้ำไฟลมกระจายไปเลยไม่รวมติดกันอีก สลายกันไปเหมือนพลังงานแม่เหล็กที่ดูดกันไว้ เรียกว่า nuclear fusion มันจะดูดเอามวลของตัวเองเอาไว้ สลายแรงดูดของพลังงานที่ยึดมั่นถือมั่นได้ สลายพลังงานนี้ได้จริง ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า แต่เป็นคนทำได้จริง พระอรหันต์ทุกองค์ฝึกฝนจริงทำได้จริงจะรู้สภาวะธรรมนี้จริง เมื่อตายปรินิพพานเป็นปริโยสานสุดท้ายพลังงานก็จะหมดพลังงานดูดหรือพลังงานแม่เหล็กพลังงาน nuclear fusion ก็จะกระจายธาตุเป็นดินน้ำไฟลม ที่ไม่ดูดกันในส่วนที่จะเหลือเศษจะดูดกันอยู่นิดหน่อยก็จะเหลือน้อยจนกระทั่งไม่มี ก็จะแตกเป็นธาตุดินน้ำไฟลมเลย นี่คือการสลายธาตุ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งรู้จักธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาพูดได้เพราะว่ามีสภาวะจริงเอามาอธิบายไม่มีในตำราเล่มไหนหรอกหาไม่ได้หรอก คุณไปค้นหาตำราเล่มไหนก็ไม่มี อาตมาพยายามอธิบายเขียนอธิบายไป คนเอาไปเรียบเรียงด้วยอาตมาพูดเองด้วยก็เป็นเนื้อหาสำคัญตามนี้ทั้งนั้นแหละ มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่เป็นจริง ซึ่งคนยังเข้าใจได้ยาก แต่อาตมามีจริงเอาความจริงมาพูด ขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องอวดดีอวดรู้ แต่เป็นเรื่องของจริงที่มีจริงเอามาวิจัยวิจารณ์เอามาแยกวิเคราะห์วิจัย ใช้ภาษาเรียกสภาวะอธิบายสู่คนฟัง ผู้ที่ตั้งใจฟังด้วยดีจะมีปัญญาเข้าใจ ว่าอ๋อ มันไม่ใช่เรื่องเล่น มาอวดดีว่ารู้ แต่คนไม่มีภูมิก็พูดไม่ได้หรอก จ้างก็พูดไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีของจริง เลียนแบบไม่ได้ลอกเลียนไม่ได้ คุณพูดไปก็จะผิดเอาด้วยมันจะสับสนวุ่นวายไม่เข้าท่า ถ้าอาตมาฟังดูว่ามั่วก็จะรู้ หากอาตมาอธิบายและมีคนรู้ยิ่งกว่าอาตมาก็จะจับได้ว่าอาตมาพูดไม่ถูกแต่ถ้าพูดถูกเขาก็จะรู้ว่าถูก ผู้ที่เข้าใจอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็จะทำการมนสิการทำใจในใจของเราให้มันไม่ยึดมั่นถือมั่นแตกสลายปล่อยให้เป็นอุตุธาตุได้ทำได้จริงๆ แต่ตอนนี้เรายังไม่ปล่อยยังไม่ถึงเวลาจะปล่อย ปล่อยอย่างเป็นปริโยสานสุดท้าย คุณจะรู้เองเมื่อทำได้เป็นของจริงเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ไม่ใช่เอาของคนอื่นมารู้มันจะรู้ของตัวเองเลย แม้มันจะผิดบ้างถูกบ้างไม่สมบูรณ์แบบ จนกระทั่งมันถูกจนสมบูรณ์แบบมันก็จะเป็นความรู้ของคุณเอง จะต้องเรียนรู้จากสัตบุรุษ จากผู้ที่รู้มาก่อนมันเป็นความลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลยว่าคุณรู้เองไม่ได้ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตอทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามเป็นต้นตอและเอามาถ่ายทอด พระโพธิสัตว์ก็รู้ตามๆๆๆ ก็กลายเป็นต้นตอมีความเป็นต้นธาตุต้นธรรมไล่เลียงกับพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ จึงเอามาประกาศให้คนสืบทอดไปเรื่อยๆนี่คือสัจจะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจะทำเป็นแกล้งทำลอกเลียนปลอมแปลงได้ยาก ไม่ได้ สรุปอีกทีนึง คุณทำไปตามที่อาตมาพาทำแล้วมันจะมีสภาวะที่มันไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่มีสีสันอะไร แล้วคุณจะทำให้มันเกิดสูญ ว่างจาก 1 เป็น 0 เพราะสลายเป็นอุตุธาตุได้มันจะรู้สภาวะในพยัญชนะที่บอกว่าปล่อยวางแยกธาตุ มันจะมีญาณ มุญจิตุกัมญตาญาณ ญาณ ปลดปล่อยไม่ยึดมั่นถือมั่น เปลื้องปล่อยไปไม่ให้ดูดกันไว้ แยกกันได้ไปได้เลย มันเป็นความจริงของจิตวิญญาณอย่างนั้น โดยภาษาวิชาการเป็น Technical terms ท่านเรียกว่า มุญจิตุกัมญตาญาณ เป็นญาณที่ทำการเปลื้องปล่อย ไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ ภาษาเป็นอย่างนั้นแต่สภาวะจริงคุณต้องทำได้อย่างนี้ ยถาวาที ตถาการี คุณทำได้อย่างที่พูดนี้ อย่างจะบอกว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรมอาตมาก็อวด บอกความจริงอันนี้โดยไม่มีสาเฐยจิต แต่พูดความจริงรับรองความจริงให้ฟัง _การทำอาเสวนา กับ ภาวนา เกิดผล พหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำบ่อยๆ แบบนี้จะทำให้เวทนา 1 เป็น 0 ได้ไหมคะ พ่อครูว่า...ถ้าคุณรู้วิธีทำให้เกิด 0 คุณก็ทำแบบนี้เหมือนกัน อาเสวนาแปลว่าทำซ้ำทำบ่อย หากมันเป็นสัมมาทิฏฐิมันก็จะได้เรื่อยๆคุณต้องทำเรื่อยๆ การรักษาผลจะต้องทำด้วย อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง อนุรักขนาปธาน การรักษาผลต้องทำอย่างนี้ทำอย่างให้เกิดผลอย่างนี้ภาวนาอย่างนี้ ทำอย่างที่คุณทำได้อย่างนี้แหละทำซ้ำ แล้วให้พหุลีกัมมัง ทำให้มาก พหุลี คือมาก ทำอย่างถูกนี้แหละทำซ้ำทำมาก จนกระทั่งมันตกผลึกเป็นความแข็งแรง อเนญชา มั่นคง เป็นแก่นของตัวปัสสัทธิ เป็น Static ของคุณ เป็นฐานแกนตั้งเรียกว่า อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความแข็งแรงของ static ความเสถียรของจิต ส่วนอีกสามระดับทางปัญญา Dynamic ก็มี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ในสังกัปปะทั้ง 7 การปฏิบัติก็มีทั้งเชิงปัญญา 3 อย่าง และเชิงเจริญทางปัสสัทธิ สามอย่าง ส่วนสมถะเป็นการสงบด้วยการกดข่ม แต่ปัสสัทธิเป็นความสงบด้วยปัญญา ปหาน 5 ไม่ใช้คำว่าสมถะแต่ใช้คำว่าปัสสัทธิ ในปหาน 5ในการทำการสลายกิเลส จะเกิดความสงบแบบปัสสัทธิ คุณก็จะรู้โดยปริยาย 620624_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 55