สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลอันพระอาริยะเจ้าพอใจ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลอันพระอาริยะเจ้าพอใจ พ่อครูว่า...มีปรากฏการณ์ขึ้นมาคือตั้งแต่มีศีล อาตมาก็สอนคนให้รู้จักศีลขยายความศีล จนขยายความถึงยอด ทั้งขยายทั้งย่อ และขยายสรุป ศีล ก็ได้เข้าใจความเป็นศีลอีกมากขึ้น ทั้งขยายและทั้งสรุป ก็ต้องมีศีลเป็นตัวหลัก เป็นพื้นฐานเป็นเบื้องต้น ศีล แล้วก็เอาไปปฏิบัติตามจึงเกิดเป็นสมาธิจึง เป็นอธิจิต ตกผลึก เป็นจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ โดยมีปัญญา คือธาตุรู้ระดับโลกุตระรู้จักปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้จักธรรมนิยาม 5 รู้จักแม้แต่สังโยชน์ 3 รู้จักสักกายะรู้จักตัวตนของเรา ตัวตนที่สำคัญคือกิเลส แยกกิเลส อัตตาตัวนี้ออก ตั้งแต่ตัวที่เห็นง่ายๆ โอฬาริกอัตตา แล้วมีวิธีกำจัด โดยสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น มีศีล แล้วมีอปัณกธรรม 3 เกิดสัทธรรม 7 สะสมเป็นฌาน 1-4 ตกผลึกเป็นสมาธิ แล้วมีวิชชาหรือความรู้ ถอดจากปัญญาในสัทธรรม 7 ปัญญานี่แหละเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละไปเป็นวิชชา 8 ก็พิสดารขึ้นไปอีก ในจรณะ 15 วิชชา 8 เริ่มต้นพระโสดาบันก็มีแล้ว วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี นี่เป็น 3 วิชชาแรก วิปัสสนาญาณไม่ใช่ญาณอย่างสมถะ อ.บูรพาก็จะมีแบบสมถะไป ดำไปใต้ทะเลเข้าหาหลุมดำเบอร์มิวด้าลึกเข้าไปใหญ่ แต่นี่มันยิ่งสว่างยิ่งเห็นยิ่งโผล่ขึ้นมาอยู่เหนือพื้นที่ดำมืดมาสว่างกระจ่างชัดหมดเลย มันคนละทิศคนละทาง ปฏิบัติแล้วมันเกิดผล ปัญญาในอปัณกปฏิปทา 3 ชัดเจนว่าถ้าไม่มีสำรวมอินทรีย์ 6 มันชัดเจนว่าปฏิบัติมันผิดไป อปัณก แปลว่าไม่ผิด ปฏิปทาแปลว่าข้อปฏิบัติ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด เพราะมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ตื่นๆขึ้นมารับสัมผัสทางทวารทั้ง 6 ตากระทบรูปหูกระทบเสียงเป็นต้น ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วสร้างแส

อ่านต่อ

งสว่างอยู่ภายในได้ อยู่ อย่างลืมตาเปิดเห็นแสงสว่าง มีอาโลก ไม่ใช่ไปหลับตาปิดหูปิดตา คนละเรื่องคนละทาง หากว่าอาจารย์บูรพาฟังบ้างก็จะดี หรือสำนักอื่นใดสำนักพระป่า สำนักหลับตาปฏิบัติทั้งหลาย ได้ฟังบ้างก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นหลักฐานที่อาตมาทำนี้ มันเกิดมนุษย์มีศีล แล้วเกิดมนุษย์ที่มีสมาธิแบบพระพุทธเจ้า ขอยืนยันว่าเป็นแบบพระพุทธเจ้า จากมหาจัตตารีสกสูตร ยืนยันว่า สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็น อริโยสัมมาสมาธิ เป็นสัมมาและเป็นอาริยะไม่ใช่ของอนาริยะ อาตมาเรียกอาริยะ สมาธิของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง เป็นสมาธิที่ได้จาก มรรค 7 องค์ ในมหาจัตตารีสกสูตร ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา หลับตาแล้วจะไปทำอาชีพอะไรได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าทำสมาธิ ขณะทำอาชีพ ทำการงานใดก็สั่งสอนให้มีเกิดเป็น สมาธิ เป็นวิมุติ พูดหรือคิดก็สั่งสมสมาธิ สังกัปปะ 7 ก็ตัวกลางของจิตเลย เกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำให้เกิดสมาธิแบบนั้นไม่มี นอกจากไม่มีแล้วนี่นะ อันนี้ยิ่งเข้าใจยาก ไม่ว่าจะเป็น ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หรือในอานาปานสติ ที่เดียรถีย์ไปหลับตากัน หากหลับตานั้น ต้องเข้าใจว่าคุณจะทิ้งกายไม่ได้ หากทิ้ง กาย คุณหมดเลยไม่ใช่ศาสนาพุทธอะไร กายที่เหลือ ในขณะนั่งหลับตาคือลมหายใจที่คุณรู้สึกหายใจยาวหายใจสั้นหายใจเข้าหายใจออก หากไม่มีความรู้สึกว่าลมหายใจเข้าหรือออกสั้นหรือยาว คุณไม่มีความรู้สึกเลย ลาไปสร้างลมดิบแบบที่เป็นนิรมาณกายเพิ่มขึ้นบนลงล้าง ลมร้อนเย็น ก็เป็นการสร้างมโนมยอัตตา จะให้เป็นแสงต่างๆสีเขียวสีเหลืองอะไรก็ได้ในขณะหลับตามันเป็นอุปาทานทั้งนั้น ทั้งที่หลับตามันก็ต้องมืด ไม่ใช่หลับตาแล้วมีแสงอะไรเกิดขึ้นในจิต นอกจากหลับตาแต่แสงลอดหนังตามาก็มีแสง แต่นี่ไปหลับตาสนิทในที่มืดแล้วก็มีแสงสว่างอะไรเกิดขึ้นในจิตอย่างนั้นมันเป็นอุปาทาน หากเอาแสงสีจะเป็นกรรมฐานแล้วบอกว่าเป็นฌานอีก มันเป็นสมถะ เพราะฉะนั้นฟังธรรมะที่อาตมายืนยันอาตมาพามาทำสมาธิ แบบของพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติอปัณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในเครื่องกินเครื่องใช้สิ่งที่บริโภคอุปโภคต่างๆ คุณก็ต้องใช้อย่างพอเหมาะ ไม่ต้องเปลืองไม่ต้องมาก อันที่เป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตน้อยที่สุดมาได้ดีที่สุด แล้วก็ทำให้ร่างกายไม่เสื่อม ความเป็นอยู่กรรมการงานไม่เสื่อม ให้ครบเหตุปัจจัยก็แล้วกัน แล้วคุณก็จะต้องเป็นคนตื่น ชาคริยะ ตื่น ไม่ใช่คุณไปหลับตา หลับดิ่งลงไป ไม่ใช่ แต่ให้ตื่นมารู้โลก มีสติเต็มร้อยมีตาหูจมูกลิ้นกายให้เต็ม แล้วก็เรียนรู้พร้อมกับมรรคทั้ง 7 องค์ มี สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน เสร็จแล้วก็ควบคุมทั้งหมด มีสัมมาวายามะกับสัมมาสติเป็นผู้ช่วยห้อมล้อมมีความพยายาม วายามะ พยายามที่จะทำงานให้ถูกต้องเป็นสัมมา หรือเป็นอาริยะ สัมมาอาริยะให้ครบให้ถูกต้อง พยายามแล้วต้องมีสติตื่นเต็ม สติตื่นเต็มกับความพยายามจึงเป็นคู่หูอยู่กับสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธาน อาตมาเปรียบเทียบว่าเหมือนกับหวังเฉาหม่าฮั่นกับท่านเปา ท่านเปาเป็นประธาน มีหวังเฉากับหม่าฮั่นเป็นผู้ช่วยหรือเป็นคู่อัศวินซ้ายขวา เหมือนพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะช่วยพระพุทธเจ้าทำงาน ก็ต้องมี สามเส้านี้ช่วยกันไปตลอดแล้วจะเกิดวิตกวิจัยวิจารณ์จากกรรมการงานอาชีพจากการกระทำทุกอย่าง กัมมันตะ จากการพูดจาจากการคิดนึก สังกัปปะก็มี 7 แล้วก็เลือกเอาตัวที่เป็น กายกลิ ตัวที่เป็นโทษ องค์ประชุมสองอย่าง กายกลิ ที่เป็นตัวที่เป็นโทษนี้ มันเป็นกิเลส กายเป็นองค์ประชุมของรูปนาม กลิคือกาลี ตัวเป็นโทษจับตัวนี้ให้ได้ เรียกว่าสักกายะ สักกะคือตัวเรา กายะคือรูปนาม หรือกายกลิ จับตัวนี้ให้ชัดให้ถูกตัวตนอย่าไปเอาจิตที่สะอาดที่ดีไปเลอะเทอะเอาไปประหารด้วย คุณก็เสียแคลอรี่ ตัดแขนขาของจิตวิญญาณออกอีก อย่าไปละเมิดจิตสะอาดจิตแท้ เอาแต่ตัวจิตปลอมจิตเก๊ จิตอาคันตุกะที่มันเป็นตัวกิเลสแท้ๆให้ชัดเจน ตัวนี้แหละที่สำคัญ ปัญญาของพระพุทธเจ้าจึงเป็นตัวเลือกเฟ้นตัดสินธัมมวิจัย เอาตัวกิเลสแท้ๆอย่างชัดเจนไม่สงสัยลังเล พ้นวิจิกิจฉาว่าเป็นกิเลสแท้ๆ แล้วมีวิธี ศีลพรตทำจริงๆถ้าเป็นสีลัพพตุปาทาน ก็เป็นศีลพรตที่ถือกันวิธีปฏิบัติที่ถือตามๆกันมา เป็นศีลก็มิจฉาทิฏฐิ หากที่ประพฤติปฏิบัติก็ผิด ยึดถือตามครูบาอาจารย์ตามจารีตประเพณีที่ผิดๆตามกันมาเรียกว่า สีลัพพตุปาทาน แต่ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิแล้วมาเรียนรู้สัมมาทิฏฐิจากสัตบุรุษก็ชัดเจนแล้วว่า ศีลพรต เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ที่ถูกต้องแล้วคุณก็เอามาปฏิบัติ ปฏิบัติให้จริงๆ ไม่ใช่เจอกิเลสเข้ากอดคอกับกิเลสเล่น มากิเลสกินข้าวต้มกุ๊ยกัน แล้วลูบคลำเล่นหัวเราะเหลาะะแหละ ไม่จัดการกับกิเลสจริงๆให้กิเลสเสื่อม กิเลสจางคลายกิเลสดับ ไม่เอาจริงเรียกว่า สีลัพพตปรามาส คำว่า สีลัพพตุปาทาน กับสีลัพพตปรามาส สำนักอาจารย์ต่างๆก็ยังแยก 2 คำนี้ไม่ออกจากกันได้ คำว่า สีลัพพตปรามาส มีสัมมาทิฏฐิและได้แต่ไม่ปฏิบัติเอาจริง ยังเล่นหัวกับกิเลส เล่นกับหมาหมาเลียปาก ทั้งที่มีวิธีปฏิบัติศีลพรตที่ถูกต้องแล้ว พ้นจากสักกายทิฏฐิแล้ว 1. จับตัวกิเลสได้ พ้นสักกายทิฏฐิ 2. ไม่สงสัยแล้ว ไม่ละเมิดจิตดี จิตเดิมแท้แล้ว รู้ว่าตัวนี้แหละคือกิเลส มันปลอมตัวมาเป็นวิญญาณ ชัดเจนแล้ว ไม่สงสัยลังเล 3. มีวิธีปฏิบัติ ศีลพรต มีวิธีปฏิบัติได้อย่างสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ยังปรามาส ยังแค่เล่นหัวไม่เอาจริง เหลาะแหละ เท่านี้แหละ ถ้าคุณพ้นสังโยชน์ 3 พ้น สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทำให้กิเลสลดได้แม้แต่จะเป็นส่วนหนึ่ง ปุญญภาคิยา กิเลสมี 100 คุณตัดออกไปได้ 20 30 ส่วน ที่คุณสามารถฆ่ากิเลสได้นี่แหละคือส่วนแห่งบุญเป็นส่วนที่เสียไม่ใช่ส่วนที่ได้ ส่วนบุญคือส่วนที่กำจัดเจ้าชั่ว กิเลสตัณหา ตัวกาลี เรียกพหูพจน์ว่ากาลี ได้ เป็นส่วน ถ้าได้ไปเรื่อยๆครบส่วนก็หมดสิ้นอาสวะ สิ้นอาสวะ เป็นอนาสวะ ถ้ายังเหลือก็เรียกว่าสาสวะ ยังมีอาสวะเหลืออยู่ ได้ส่วนที่มันได้เป็นส่วนๆไป เรียกว่าได้ส่วนบุญ ได้ส่วนบุญก็ได้ส่วนเสีย ต้องชัดเจน หากเข้าใจคำว่า บุญ ไม่ถูก เข้าใจคำว่าบุญคือเครื่องประหารกิเลส ตัวที่พระอรหันต์ไม่เอาแล้วไม่มีบุญอีก หากหมดบาปสัพพปาปัสสอกรณัง ทำกรรมกิริยาใดอีกก็ไม่เกิดบาปจึงเป็นพระอรหันต์ หากยังมีบาปเหลืออยู่ก็ยังไม่ครบสมบูรณ์ ก็ใกล้เข้าไปได้เป็นอรหัตตมรรค เกือบจะเป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบก็แล้วแต่ความสามารถที่ทำได้

พระโสดาบันจะต้องพ้นสังโยชน์ 3 ถ้าคุณยังไม่มีคุณสมบัติ 3 นี้อย่างจริง บางทีคุณอาจไม่รู้ด้วยพยัญชนะแต่คุณทำเป็น คุณทำกิเลสด้วย 3 ข้อนี้ ทำให้กิเลสลดลงไปได้ด้วย ศีลพรตที่ถูกต้อง ก็พ้นจากสังโยชน์ 3 จะได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ ถ้าได้แล้วมันฟื้นกลับคืนไปอย่างเก่าหรือมากกว่าเก่าอันนั้นยังไม่ใช่โสดาบัน แต่ถ้ามันยังยึกยัก 1. โสตาปันนะ จิตคุณเข้ากระแสโลกุตระแล้วรู้จัก สักกายะ ลดกิเลสได้ ทำได้ลดได้ 40 แต่ถอยกลับเหลือ 30 แต่ถ้าทำได้ 40 แล้วถอยกลับไปเป็น 50 นั้นไม่ใช่โสดาบัน เป็นปุถุชน ท่านแบ่งเป็น 4 ส่วน 25 50 75 100 ถ้าทำได้สัก 25% คุณก็อยู่ในฐานของ อวินิปาตธรรม ได้ 1 ใน 4 แล้วนะ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อวินิปาตธรรมคือ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาจะถอยเข้าถอยออกนิดหน่อย แต่ไม่เคยต่ำกว่า 25% ที่ได้มา ยึกยักจะถอยไป 2 ไป 5 ไป 10 ถ้าหากถอยไป 10 ก็ต้องฝืนหนัก สู้หนักนะ ถ้าจริง เป็นโสดาบันจริงก็ไม่แค่่ 25 จะเป็น 30 40 50 กว่าจะเป็นโสดาบันครึ่งตัวเต็ม ถ้าเลย 50 แล้วไม่ต่ำกว่า 50 ขึ้นไปนี่ คุณก็จะต้องเป็น นิยตะ เข้าไปหาความเที่ยงแท้แน่นอน ถ้าถึง 75 แน่นอนทีนี้ คุณสัมโพธิปรายนะ คุณจะไปสู่ที่สูงที่สุดได้เลย เพราะฉะนั้นจะลงมาหา อวินิปาตธรรม จะไม่ลดต่ำกว่านิยตะอีก นิยตะเป็นฐานแล้ว เป็น falcum นักวิ่งจะมีหลักของที่สตาร์ทมีแต่จะพุ่งไปข้างหน้าเหมือนลูกศร มีสายธนูเป็นฐานยิงไป โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ พอเข้าใจสภาวะธรรมต่างๆดีขึ้นใช่ไหม คุณจะเป็นพระโสดาบันที่เข้มแข็งแข็งแรงแค่ไหน ขนาดเข้ากระแสเฉยๆ แต่ยังไม่ถึง 25 หรอกยึกยัก แต่ถ้าตกต่ำก็ไม่ใช่พระโสดาบัน ยังโซดาอยู่ ถ้าพระโสดาบันแม้จะยึกยักอย่างไรก็ไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม หากขึ้นไปหา 50 จนไปถึง นิยตะ ใช้หลักสังขยาเลข 4 ส่วน มันไม่มีตัวตนรูปร่างสีสันตัวกิเลสก็ดีตัวนามธรรมทั้งหลายก็ดีแต่คุณรู้อาการรู้เครื่องหมายจับได้ว่าอาการอย่างนี้เป็นกิเลส อาการอย่างนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ หรือไปหลงสุขก็แล้วแต่จะใช้พยัญชนะเรียกลักษณะไหนคุณก็เข้าใจนะว่าหมายถึงสภาวะอย่างไรคุณก็ไม่สับสนต่อพยัญชนะ แล้วคุณก็ทำได้ถูกต้อง ตามพยัญชนะที่สื่อสภาวะได้ ก็ต้องอาศัยพยัญชนะจากผู้รู้ ขนาดพยัญชนะที่ผู้รู้พยายามอธิบายก็ยังไม่ง่ายเลยยากมาก แต่ยาก ผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ พวกเราฟังแล้ว ฟังนิทาน ฟังตำราพยัญชนะท่องไปสอบเฉยๆ หรือฟังแล้ว มีส่วนที่เราปฏิบัติได้บ้างแล้วใครกล้ายกมือว่าเราปฏิบัติได้บ้างแล้ว ..ยกมือหมด แสดงว่ามั่นใจ ผู้ที่หลงผิดว่าตัวเองได้ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ พระพุทธเจ้าว่าท่านไม่เอาผิด ผู้หลง ระวังอย่าหลงไปนาน เลอะเทอะไปขายขี้เท่อ หลงก็คือหลง พระพุทธเจ้าไม่ถือสาเอาผิดแต่อย่าให้ไปหลงให้มันชัดเจน มันหลง คือไม่มีเจตนาแต่เราเข้าใจถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ความจริงไม่ใช่ความจริงมันหลงได้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เอาผิด หรือว่ายังไม่เดียงสายังไม่ครบ 32 ยังเป็นเด็กๆอยู่ ยังอาการกระพร่องกระแพร่งอยู่ ทำไม่ถูกก็ต้องเห็นใจเขาไปบังคับกันไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้าจะลึกซึ้งได้อย่างนี้ อาตมาอธิบายขยายความมาถึงพระโสดาบันขยายให้ลึกซึ้งขึ้น ขยาย ธรรมนิยาม ขยายศีล ศีลเป็นต้นแล้วปฏิบัติได้ อธิจิต เป็นลำดับโดยมีปัญญาเป็นตัวยาดำ--แทรกร่วมรู้ด้วยเสมอ ในศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญาให้เกิดอธิมุติ คำว่ามุติ แปลว่ารู้ ้ รู้ว่ากิเลส วิมุติ แล้วทำให้กิเลสลด เป็นเจโตปริยญาณ 16

ส.เดินดิน สรุปจบ 620626_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกมูลกรรมฐานจนผ่านพระโสดาบัน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน