ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีอยู่ประจำโลก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข21 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีอยู่ประจำโลก _(170) “ศาสนาพุทธ”ไม่ใช่ศาสนาที่มีอยู่ประจำโลก “พญานาค”นี้คือ ลัทธิ“หลับตา”หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นของศาสนาเดียรถีย์เขา เขาก็“หลับตา”ปฏิบัติของเขาไปยืนยันความเป็นเดียรถีย์ของเขา ก็เป็นธรรมดาสามัญของเขาที่เดียรถีย์“มี”อยู่ประจำโลก “พุทธที่เป็นโลกุตระ”ต่างหากที่“ไม่มีอยู่ประจำโลก” ศาสนาพุทธจึง“มี”ขึ้นในโลกเป็นคราวๆ แล้วก็จะ “ไม่มีศาสนาพุทธ”ไปช่วงหนึ่งเรียกว่า“พุทธันดร(ช่วงที่โลกไม่มีศาสนาพุทธในกาลช่วงนั้น)” แล้วจึงจะ“มี”พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา“สถาปนา”ศาสนาพุทธขึ้นมาใหม่อีก” เรียกว่า “ภัทรกัปป์(คือในช่วงที่มีศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาประกาศศาสนาต่อกันหลายพระองค์ บางภัทรกัปป์ก็มีมากเกิน 5 พระองค์เป็น 10 เป็น 100 กัปป์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาน้อยที่สุด เช่น ใน“ภัทรกัปป์ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม”นี้แล ก็มีเพียง 5 พระองค์ จากนี้ก็เป็นกลียุค เป็นยุคโหดเหี้ยมเลวร้าย ฆ่ากันตายมากมาย ทั้งเลือดร้อน เลือดเย็น มนุษย์ในโลกก็เหลือน้อยลงๆ ก็จำต้องหยุดพักยกการฆ่ากัน)” สิ้น“ภัทรกัปป์”ก็เป็น“พุทธันดร”คือช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธ จะเว้นระยะเวลาโลกว่างจากศาสนาพุทธไปช่วงหนึ่ง จะสั้นจะยาว ก็ตามแต่“กาละ-เทศะ-ฐานะ”ที่จะมีเหตุมีปัจจัยเป็นสัดส่วนปรุงแต่งกันให้ “เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” ได้นั้นๆเท่าที่มันจะมีจะเป็น กำหนดตายตัวไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย “การหลับตาปฏิบัติ”นั้นมัน“มี”อยู่ประจำโลก มันเป็น “หลักปฏิบัติของเดียรถีย์”แท้ ไม่มีขาดหายไปหมดจากโลกหรอก การ“หลับตา”ปฏิบัติเป็น“โลกียธรรม” เป็นของ“เทฺวนิยม” เขาก็“มี”ของเขาไป มันก็เป็นปกติธรรมดาของโลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาศัย“ความมี”กับ“ความไม่มี”นี้แหละในโลกที่ใช้“สื่อ”แสดงต่อกันให้รู้ ไม่มีอื่นหรอ

อ่านต่อ

ก สรุปแล้วมี 2 ขั้ว “ความมี-ความไม่มี”จึงเป็น“เทฺว”หรือ“ภาวะ 2”คู่ยิ่งใหญ่ อาศัยสิ่งนี้แหละสอนกันพูดกันทำกันให้ได้ให้ครบ ที่ทำให้คนผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงก็จะ“รู้จบ”ทุกสรรพสิ่งได้ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 43) อาตมาทำ pattern ของการเดินทางของการสืบสานโลกุตระไว้ 500 ปีจะ peak สูงสุดแล้วก็จะไม่สูงไปกว่านั้นแล้ว อยู่สุดยอด แล้วจากนั้นจะค่อยๆเสื่อมเป็นโมเมนตั้ม ลงไปอีกนาน กว่าจะจบก็ไปอีก 2500 ปี ก็ค่อยๆเสื่อมผิดเพี้ยนเหลือน้อยลง โลุกตระเละเทะไปเรื่อยๆ สรุปแล้ว ในโลกนี้มี“ภาวะ 2”ได้แก่“ความมีกับความ ไม่มี” เช่น ยุคนี้มี“พญานาค”ที่เป็น“ผู้หลับตาปฏิบัติ”นั้น“มี”กันอยู่จำนวนมาก ส่วนผู้ที่เป็น“อาริยบุคคล”คน“ผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ”ลืมตาปฏิบัตินั้น จะว่า “ไม่มี”ก็เกือบจะ“ไม่มี” ปานนั้นจริงๆในยุค“กึ่งุทธกาล”ที่เสื่อมมากหนักนี้ ซึ่งมัน“ไม่มีโลกุตระ”นั่นเองสำหรับคนผู้“ไม่มี” เพราะยังไม่เป็น“ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานแล้ว” จึงยังไม่ชื่อว่า “พุทธ” เนื่องจากยัง หลงผิดใช้วิธี“หลับตา”ปฏิบัติ แม้กระนั้น ผู้ที่มี“โลกุตรธรรม”แล้วก็ยังคือ ผู้เป็น “อนุปฺปคัมมะ”หรือ“ผู้เป็นกลาง(ผู้มัชฌิมะ)” เป็นผู้ไม่ได้ชัง“คนผิด” แล้วก็ชอบ“คนถูก” เพียงเป็นผู้“ชี้บอก”เท่านั้น ว่า อันใด“ผิด” อันใด“ถูก” และควรข่ม“คนผิด”ก็ข่ม ยก“คนถูก” (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ก็ทำไปตาม“สัจธรรม”เป็นปกติธรรมดาของคนที่“ไม่ดูดาย” ไม่ยอมเป็นคนอยู่แบบหนักแผ่นดิน แต่การ“ข่ม”นั้นย่อมเป็น“คำที่ไม่น่ารัก”ไม่น่ารื่นรมย์แน่ ยุคนี้ยิ่งเป็นยุคคนเสื่อมไปจากศาสนาพุทธตรงตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าอยู่แท้ๆ ก็แน่นอนว่า คนผู้บรรลุโลกุตรธรรมนั้นย่อมมีน้อย แต่คนในโลกมันมี“ผู้ไม่รู้(อวิชชา)จำนวนเทียบกับ“ฐานปีรามิด”นั้นย่อมมากกว่า “ผู้รู้(วิชชา)”ที่เป็นส่วน“ยอดของปีรามิด” มันก็เป็นธรรมดาสามัญแท้ๆตามสัจจะ ใครๆก็เห็นได้ เข้าใจได้ ไม่ใช่“ความลึกลับ”ไปจากปกติโลกกันตรงไหน เพียงแต่“จิตผู้เป็นกลาง”ของ“ความเป็นกลาง” ไม่ชอบ-ไม่ชังฝ่ายใดนี้เป็น“อจินไตย”ที่จะใช้“ตรรกะ”หรือ“เดา”ไม่ได้ ผู้มี“อภิภุยฺย”เป็น“อนุปคัมมะ”คือผู้มีอิทธิพลเหนือ “ความมี-ความไม่มี” จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง-ความไม่จริง” จึงเห็นชัดเจนได้ว่า คนผู้“มี” เขาก็ยัง“มี” จนกว่าเขาจะเข้าถึง“ความไม่มี”เป็นที่สุดแห่งที่สุดได้ จึงจะทำ“ความไม่มี(น โหติ)” ที่เป็น“อนัตตา”หรือเป็น“สูญ” แยก“ธาตุจิตของตน(จิตนิยาม)”ให้หมดสิ้นไปเป็น“ดินน้ำไฟลม(อุตุนิยาม)”สำเร็จเป็นที่สุดก็จริงที่สุด มันเป็นเรื่อง“อจินไตย” เป็นเรื่องนิรันดร “ทั้งความมี- ทั้งความไม่มี” โลกียะเขาก็“นิรันดร”ใน“ความมี“ ส่วนพุทธ ที่เป็น“โลกุตระ ก็“นิรันดร”ใน“ความไม่มี” ก็“นิรันดร”ทั้งคู่ ผู้“มี”ก็คือ“ผู้ยังต้องมี” ส่วนผู้“ไม่มี”ได้แล้วจริง ก็เป็น “ผู้ไม่มี” จึงทำที่สุดแห่งที่สุดที่“ความไม่มี นิรันดร”ได้จริง ศาสนาพุทธเป็น“อเทฺวนิยม” รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ของไตรลักษณ์ มี“อนัตตา” มี“สุญญตา” มี“นิพพาน” และที่สำคัญมี“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” “ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”คือ คนผู้เป็นเจ้าของ“จิตวิญญาณ”เองสามารถจัดการกับ“จิตนิยาม”ของตนให้เป็น “อุตุนิยาม” นั่นคือ “จิตวิญญาณ”ของคนผู้นั้นทำให้สูญสลายกลายเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป หมดสิ้น“อัตตา”ของตนไปนิรันดรเลย จึงไม่ใช่“ศาสนา”ที่จะมีอยู่ใน“กาลของโลก”ประจำโลกนิรันดร มีบางช่วงที่เป็น “พุทธันดร” หมายความว่า “ระหว่างกาลเวลาช่วงใดที่ไม่มีศาสนาพุทธอยู่เลย ช่วงนี้แหละคือ “พุทธันดร” เป็น“ช่วงที่โลกกาละนั้น“ไม่มีศาสนาพุทธ” คนมีกรรมเป็นของๆตน จัดการกรรมของตนอยู่กับกาละ ผู้รู้จัก kamma and time of continuum นี่เป็นสูตรของอาตมา แต่สูตร ไอสไตน์ คือ Space and time of continuum เขารู้จักวัฏฏะ พลังงาน continuum ที่สังเคราะห์สังขารต่อเนื่องทุกปัจจุบัน continuum คือสันตติ ปัจจุบัน ใน continuum ของ Space and Time นี่คือ ทฤษฎีของไอสไตน์ อาตมาสรุปว่า Kamma and Time of continuum ในโลกทุกกาละนั้นมีแต่ศาสนา“เทฺวนิยม”ที่ไม่ใช่พุทธ คือ มีแต่ศาสนาที่เป็น“โลกียธรรม”ทั้งหลายมากมายหลากหลาย ศาสนามีอยู่ในโลก เรียกว่าในโลกตลอดกาลจึงมี“เทฺวนิยม” ประจำโลก ไม่ขาดหายไปจากโลกในกาละไหนๆเลย มี“ศาสดา เทฺวนิยม”ในทุกยุคทุกสมัย แข่งกันมากมายหลายองค์ ต่างแยกเป็น“ศาสนาเทฺวนิยม”ในยุคเดียวกัน คนละศาสนามากหลายองค์ ซึ่งต่างแยกกันคนละศาสดา ทุกศาสดาล้วนมี “โลกียธรรม” ยังไม่มี “โลกุตรธรรม“ทั้งนั้น ดังที่เห็นๆกันยืนยันอยู่แม้ปัจจุบันนี้ไง! มีศาสนาใหม่ที่จะขึ้นมาคือศาสนาบาไฮ ของพระบาฮาอุลล่าห์ แต่อาตมาบอกเลยว่าไม่ขึ้น และมีศาสนา static อย่างศาสนาอิสลาม เชื่อแต่พระเจ้าอย่างเดียว จนอีกนานกว่าจะหลุดพ้นจากความแน่นแข็งตรงนั้น จะเห็นได้ว่าที่กำลังเกิดสงครามตอนนี้ก็เป็นสายอิสลามทั้งนั้น สายที่เขารู้จักตัวตนขึ้นมาเรื่อยๆก็จะค่อยๆเลิกมา พวกไม่รู้จักตัวตนจะเป็นอย่างนี้อีกนานแสนนานและบังคับเขาไม่ได้ด้วย พูดอย่างไรเขาก็ไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีก็เป็นพิษเป็นภัยแก่เราด้วยถ้าพูดมากๆเดี๋ยวโดน เพราะฉะนั้นก็ต้องระมัดระวัง แต่ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาเดียวที่มี “โลกุตรธรรม” และในแต่ละยุคกัปป์ จะมีเพียง“ศาสดาพระพุทธเจ้า”องค์เดียว จะไม่มี“ศาสดาพระพุทธเจ้า”ซ้อนกัน “2 องค์”เป็นอันขาดในยุคกัปป์เดียวกัน หรือในระยะเวลาใกล้ๆกัน ทว่าก็มีบางช่วง“โลกุตรธรรม”ขาดหายไปจาก“ศาสนา พุทธ”ในบางยุคกัปป์ และที่สุดก็ถึงขั้นโลกในกาละนั้นไม่มี “โลกุตรธรรม”เลย มีแต่ชื่อศาสนาว่า “พุทธ” โลกยุคนี้ก็คือ ยุค“พุทธันดร”นั่นเอง “พุทธศาสนา”จึงไม่ใช่ศาสนาที่มีประจำโลก

แม้แต่ในวงการ“พุทธศาสนา”เองแท้ๆ ก็ยังมีบางกาละ บางยุคที่ชาวพุทธเสื่อมหนักมี“โลกุตรธรรม”ไม่ได้ เช่น ในยุค พ.ศ. 2500 นั่นเอง ไม่มี“โลกุตรธรรม”ในชาวพุทธ ชาวพุทธเองแท้ๆในโลกช่วงนี้ไม่มี“โลกุตรธรรม”กันอยู่ในช่วงหนึ่ง อาตมาเกิดมาในยุคพ.ศ. 2500 นี้ กึ่งพุทธกาล จึงต้องนำ“โลกุตรธรรม”ฟื้นคืนกลับขึ้นมาให้แก่ชาวพุทธ ตามสัจจะที่ต้องเป็นไป ขออภัยที่พูด“ความจริงซื่อๆ ตรงๆ เหมือนอวดตัวอวดตน แต่แท้จริงในจิตใจของอาตมาไม่มี“สาเถยฺยจิต”(จิตอยากอวดโอ่)เลยจริงๆ อาตมาพูดความจริง ถ้าอาตมาพูดโกหกแล้วมันก็เป็นบาปอาตมาก็รับบาปไป อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้แล้วจะไปทำบาปให้แก่ตัวเองทำไม รู้ว่าเป็นบาปแล้วจะไปทำบาปให้โง่ทำไม (171) ศาสนาพุทธมี“จรณะ 15 วิชชา 8”ที่ประจักษ์สิทธิ์ พ่อครูว่า...ขอขึ้นหัวข้อไว้แค่นี้ 650321 ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีอยู่ประจำโลก รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 32

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน