ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข24 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 1 _พ่อครูว่า... จะเอาหนังสือปัญญา 8 มาอธิบาย

ปัญญา 8 เล่ม 1

(1) ปัญญา 8 ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 92 1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและเคารพไว้ อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา(ปัญญายะ)’ ฯลฯ* เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ [ฯลฯ* ข้างบนนั้น คือ คำความที่กล่าวถึงมาก่อนแล้วได้แก่.. อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการนี้เอง] 2. เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 3. เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกาย และความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 4. เธอเป็นผู้มี‘ศีล’ สำรวมระวังในพระปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้ มีประมาณน้อย (พ่อครูไอตัดออกด้

อ่านต่อ

วย) สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... เราทำตามครรลอง ตามกฎระเบียบชุมชน หรือพระวินัย ทำให้อยู่ร่วมกันได้ พระวินัยป้องกันคนหยาบในสังคม พ่อครูว่า... อาจาระ แปลว่า พฤติกรรมที่อยู่ในตัวเอง โคจร แปลว่าเคลื่อน มีอาการมีบทบาทต่อไป เรียกว่า โคจร เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของศีลอย่างมาก แล้วทำความเข้าใจหัวข้อของศีล ความหมายของศีล ปฏิบัติอย่างไรในระดับต้นกลางปลาย ปฏิบัติตามไปแล้วก็เห็นว่าปฏิบัติแล้วเกิดผลอย่างไร ปฏิบัติศีลก็เป็นอย่างนั้น สู่แดนธรรม... ในข้อที่ 4 เป็นที่สังเกตว่านักธรรมะสายปัญญาเขาไม่คำนึงถึงศีลเลย ผมเคยฟังพ่อท่านโต้กับคุณไสว แก้วสม เขาว่า ทำไมพ่อท่านพูดแต่เรื่องศีล ไม่เอาเรื่องปัญญามาพูดกัน พ่อครูว่า... คุณไปเรียกพวกสายปัญญาไม่ใช่หรอก ที่จริงเรียกว่าสายฟุ้งซ่าน สายเฉโกฟุ้งซ่าน พวกรู้มากยากนาน ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความรู้ที่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ เพราะฉะนั้น ผู้เข้าใจเรื่องศีล จะชัดเจนเข้าใจในความหมายต่างๆว่า ศีลเป็นอย่างไรแล้วทำไป ได้ผลอย่างไร ทั้งภายนอกภายใน ตั้งแต่กายถึงใจ ถึงขั้นลดกิเลส จะชัดเจนว่าศีลปฏิบัติแล้วทำให้เราเข้าใจเนื้อแท้ของสัจธรรมที่จิต แล้วจิตมันมีกิเลส ศีลมีหน้าที่ปฏิบัติให้ละหน่ายคลายจางจากกิเลส ไม่ใช่ไปปฏิบัติเพื่อสะสมทรัพย์ศฤงคาร ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่ใช่หรอกศีล ศีลของเราเป็นโลกุตระเพื่อขัดเกลากิเลส มีปกติเห็นโทษภัยในโทษ แม้มีประมาณน้อย แม้จะบกพร่องนิดหน่อย ก็ระวัง สมาทานอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 5. เธอเป็น‘พหูสูต’ ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 6. เธอย่อม‘ปรารภความเพียร(วิริยารัมภะ)’เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อม ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระไม่ดูดายในกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ 7. อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 7 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ ข้อนี้เป็นเรื่องของสภาที่มีบัณฑิต สภาที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติของนักการเมืองนั้น มีความอวดดีพูดกันจนคอจะแตก แสดงภูมิอะไร ไม่บันยะบันยัง ดีไม่ดีก่อเรื่องวิวาทหาเรื่องหาราว ซึ่งมันไม่ใช่สภาอันทรงเกียรติเลย มันเป็นสถานที่วิวาทะเสียมากกว่า หาเรื่องหาราวกัน พูดไปแล้วไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะว่าคนมันได้แค่นั้นเป็นอย่างนั้น แต่พวกเราไม่นะ สงฆ์ของพวกเราเวลาประชุมไม่ได้แย่งกันพูด ควรแสดงก็ควรแสดงควรสงบก็ควรสงบ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นคุณสมบัติที่ดี ที่พูดนี้เจตนาวิจารณ์ สภาของไทยซึ่งมันน่าจะนำประเทศอื่นเขา เพราะว่าเราเป็นประเทศเมืองพุทธ ที่มีคุณธรรมตามพุทธศาสนา แต่พูดไปก็ไลฟ์บอย เขาไม่นำพาเรื่องศาสนาเรื่องธรรมะกันเลย เขาก็เป็นไปตามประสาเขาแล้วเขาอวดดีด้วยนะ ว่าตัวเองมีปัญญา บอกว่าโพธิรักษ์นั้นเขาไม่รู้จัก หรือว่ารู้จักเหมือนกันแบบไม่ได้เรื่องอะไร เขาดูดีกว่าโพธิรักษ์ เป็นอย่างนั้นด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นเขาก็จะมาศึกษาใช่ไหมแต่นี้ไม่มี เขาก็รู้ของเขาเก่งของเขา มีอาจารย์ของเขาด้วย เขาก็ไปที่ชอบๆของเขา 8. อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้‘ปัญญา’ ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านได้เข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการ แก่ภิกษุนั้น นี่ก็คือผู้รู้ ผู้ที่อยู่ในฐานะครู เป็นพระศาสดาหรือสัตบุรุษที่อยู่ในฐานะครูนั้น ท่านไม่ได้มีวาระแสดงธรรมเหมือนอย่างอาตมา ที่แสดงทำวันเว้นวันทุกวัน แล้วพวกคุณไม่ต้องเข้ามาถามหรอก แต่พระศาสดาไม่ได้แสดงธรรมทุกวันหรือวันเว้นวันอย่างนี้ สัตบุรุษได้หรือผู้อยู่ในฐานะครูไม่ได้มีโปรแกรมอย่างนี้ ก็ต้องเข้าไปถาม แต่ถ้ามีโปรแกรมอย่างอาตมาไม่ต้องเข้ามาถาม หรืออยากจะถามก็ถามได้ ในที่แสดงธรรม ปุจฉาวิสัชนาได้ ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพไว้อย่างแรงกล้า เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกาย และความสงบจิตให้ถึงพร้อม ท่านผู้มีอายุผู้นี้ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพไว้อย่างแรงกล้า เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะมีความซ้ำแต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นทีละน้อย พูดให้ฟังแล้วไม่เข้าใจก็จะรำคาญได้ว่าวนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อได้ ผู้ที่เขาไม่ละเอียดละออก็จะไม่รู้สึก แต่ผู้ที่ฟังแล้วเกิดความลึกซึ้งละเอียด อานิสงส์แห่งการฟังธรรม 5 ประการเกิด ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง นิดๆหน่อยๆ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ละเอียดยิ่งขึ้น ได้ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่ได้เข้าใจยิ่งขึ้น ความสงสัยทั้งหลายที่เคยสงสัยก็คลายสงสัยไป ทิฐิที่ไม่ตรง ก็ตรงขึ้น จิตใจก็เลื่อมใสเต็มที่ จิตตมัสสปสีทติ อานิสงส์ 5 ประการจะเกิดจริงเลย ใครรู้สึกในตัวเองไหม มันจริงเลย พระพุทธเจ้าตรัสไม่มีอะไรไม่จริง ผู้ที่ปฏิบัติตรงตามพระพุทธเจ้าสอนได้จริง อาตมาแสดง ก็เป็นความจริงตามจริงสอดคล้องกันด้วยมันก็เป็นอย่างนี้ ตถตา มันต้องเป็นเช่นนั้นแหละ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นผู้มีศีล... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นพหูสูต... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ปรารภความเพียร... ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เข้าประชุมสงฆ์... ไม่ดูหมิ่นความนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ 5 ... ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้แล ย่อมเป็นไป เพื่อได้ ‘ปัญญา’อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่ง‘ปัญญา’ที่ได้แล้ว ฯ หมดจบคำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“ปัญญาสูตร”

(2) “ปัญญา 8”นี้ คือ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดนั้นคือ คำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่“นิยาม” ความเป็น“ปัญญา”ก็คือ“ธาตุรู้”แต่เป็น“ความรู้-ความฉลาด” อันมีที่ไปที่มาชัดเจนว่า เป็นของมนุษย์ที่มนุษย์ด้วยกันสามารถ“สัมผัส”จับต้องร่างกายตัวตนกันได้ และคำสอนก็เกิดจากพระโอษฐ์ของผู้เป็นมนุษย์จริงๆที่ตรัสออกมาให้ผู้คนทั้งหลายในโลกได้ยินได้ฟังพร้อมกันมากมายหลายคน ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ได้ยินได้ฟังกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคนในผู้มีชีวิตอยู่ร่วมกันอยู่ในโลก เป็นความโจ่งแจ้ง เปิดเผย ไม่ใช่คำตรัส“ลึกลับ” ที่“พระศาสดาเพียงคนเดียวเท่านั้นได้ยินได้ฟังมาจากพระเจ้า” แล้วพระศาสดาองค์นั้นค่อยนำมาประกาศต่อโลก อีกทีหนึ่งเหมือนชาว“เทฺวนิยม” ความรู้อื่นๆเป็นความรู้โลกียะ ไม่เป็นโลกุตระ แต่ ปัญญา 8 นี้เป็นของพระพุทธเจ้ามีนัยยะสำคัญที่แตกต่างจากโลกียะมาก มากมิติ มากประเด็น มากนัยสำคัญ ตอนนี้เขายังไม่ค่อยตื่นตัวเพราะเขายังไม่รู้ เขายังเข้าใจความหมายไม่ได้ อาตมาพูดด้วยภาษาไทยง่ายๆ บางทีต้องอาศัยบาลี บางครั้งต้องอาศัยภาษาอังกฤษบ้างนิดหน่อย แต่อธิบายด้วยภาษาไทยเป็นสามัญ เขาจะยังไม่เข้าใจได้ง่ายๆที่อาตมาพูดไปว่ามันคืออะไรแท้ๆ ก็อีกนานพอสมควรที่กว่า เขาจะเข้าใจถึงความหมายได้ และเข้าใจได้เพราะภูมิธรรมเขาถึงด้วย ถ้าภูมิธรรมเขาไม่ถึงเข้าใจไม่ได้หรอก ภูมิธรรมเขาไม่ถึงเข้าใจไม่ได้หรอก เข้าใจก็ไม่ซาบซึ้ง ซึ่งมันเป็นสัจจะ อาตมาไม่สงสัยหรอกว่าองค์กรใหญ่ๆหลักๆของเทวนิยมในโลกที่มีชื่อเสียงเขาไม่ได้ให้รางวัล แก่อาตมา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าอาตมาพูดอะไร มันมีค่าควรที่จะให้รางวัลหรือไม่เขาไม่รู้หรอก อาตมาไม่แปลกใจอะไร ไม่ได้สงสัยแปลกใจอะไร ที่เขาให้รางวัลเขาก็ต้องมีความรู้ อย่างแมนเฮ ก็มาให้รางวัล อาตมาได้รางวัล 3 รางวัล คนที่ 1 คือ ฯพณฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ทำเป็นโล่ ชมเชยให้มา เป็นรางวัลอันแรกที่อาตมาได้รับมาในชีวิตที่ทำงานนี้ อันที่ 2 รางวัลแมนเฮ อยู่เกาหลี ให้รางวัลและแถมเงินมาด้วย 100 ล้านวอน แปลงเป็นเงินไทยได้ 2,600,000 กว่าบาท ก็ไม่น้อยนะ อันที่ 3 วัดชิลซัลซา ที่เกาหลี แถมรางวัลให้ถ้วยมา สวยสีทอง ไว้ใส่กำยาน ในชีวิตที่เคยได้เท่านี้เขาพอมองออกเขาพอเข้าใจ ซึ่งอาตมาไม่ได้แปลกใจอะไร ไม่ได้ไปประหลาด ไม่ได้น้อยใจเสียใจไม่มี ก็รู้อยู่ว่ามันค่อยๆเป็นไป ในอนาคตผู้แสวงหาเรื่องนี้เขาจะมี แสวงหามาเขาก็จะเจอ อีก 100 ปี คุณอย่าเพิ่งรีบตายนะ อาตมาอีกสัก 100 ปีก็คงจะมีคนรู้จักโพธิรักษ์ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าหลงตัวหลงตนอะไร เพราะในโลกเขาแสวงหาสิ่งประเสริฐ แล้วมันมีโลกุตระของพระพุทธเจ้าที่สุดประเสริฐ อาตมาก็นำสิ่งนี้มา สถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ เพราะฉะนั้นสักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจ 650323 ปัญญา 8 เล่ม 1 ตอนที่ 1 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน