ความหลังของหนังสืออโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความหลังของหนังสืออโศก _พ่อครูว่า... มาพูดถึงความหลัง เจอหนังสืออโศก เป็นนิตยสาร พยายามจะออกหนังสืออโศกเป็นนิตยสารตอนนั้น ตอนนั้นไม่มีใครช่วยมาก นามปากกาคนเดียว จนกระทั่งบอกว่าใครจะมาช่วยเขียนก็ใช้นามปากกาอันเดียวกันหมดนะ ใช้คำว่า อโศก ตอนนั้นก็ยังไม่มีใครมาก อาตมาก็บรรเลงคนเดียว ทั้งเขียน ทั้งออกแบบ Font เห็นมั้ยว่าอันนี้เป็น Font อโศก อาตมาเป็นคนออกแบบนะ
หน้าปกเล่มที่ 1 เป็นภูกระดึง อันที่ 2 เป็นรวงข้าว เล่น 13 เป็นดอกผักบุ้ง แต่ว่าหาต้นฉบับไม่ได้มีแต่ถ่ายเอกสารมาเป็นรูปขาวดำ อ่านเนื้อหาเล่ม 1 นิดนึง ชื่อหัวเรื่องว่า นี่แลคือธรรมะ เราได้ “พระอาทิตย์แรกอรุณบนยอดภูกระดึง” มาทำปกหนังสืออโศกฉบับแรก อย่างพอดิบพอดี ถ้าใครเคยขึ้นไปอยู่บนยอดภูกระดึง จึงจะรู้ดีว่า ที่จะได้เห็นพระอาทิตย์แรกอรุณนั้น ไม่ใช่โอกาสง่ายๆ เพราะบนนั้นเต็มไปด้วย “เมฆฝ้าและราคี” ที่บดบังพระอาทิตย์ไว้เสมอ ประหนึ่ง “กิเลสและตัณหา” ที่บดบังแสงแห่งธรรมไว้ ในดวงจิตของคนนั่นเอง จะไม่ยอมให้ เจิดจ้าแจ่มแจ้งโผล่ออกมาแสดงตน จนลบเลือนเกลื่อนความมืดบอดให้หายไปจากจิตของคนได้ง่ายๆ แต่เราก็ได้มาแล้ว ความเจิดจ้าแสงแดดสีสาดทอแผ่ผ่านม่านเมฆและเหลี่ยมหินทั้งหลาย อย่างท้าทายจำรัส เหยียด ยอดผาที่ท้าทายที่ยกตนว่าใหญ่โตโอ่อ่าสง่างามให้เห็นเป็นความทมิฬดำอยู่รำไร เยียดยัดความต่ำให้แก่มุ่นเมฆที่ลวงคนอย่างสนิทว่าตนเป็นเบื้องบน ให้ใครๆเห็นเป็นทะเลเรี่ยเตี้ยต่ำ นั่นก็จงดูเอาเถิด ! สัจธรรมอยู่ตรงนี้เอง พูดแจ่มแสงแจ้งความจริงได้เท่านั้น จึงจะซึมซาบสภาวะธรรมว่า โลกนี้มีบน มีล่าง ก็เพราะยึดถือ มีต่ำ มีสูง ก็เพราะสมมุติ และขีดแบ่งกันไปเอง แท้จริง เมฆ ก็มีโอกาสลงไปเป็นทะเลธารา ทะเลก็มีโอกาสขึ้นมาเป็นเมฆ ตามกาละและเทศะ แห่งบทบา
อ่านต่อ
ทที่เป็นไปอย่างแท้จริง แต่นั่นแหละ “สุข” นั้นไม่ใช่ทั้งการได้ชื่อว่า “เมฆฟ่องฟ้า” และหรือ ”ธาราอันไพศาล” นั้นหรอก แม้จะเป็นเมฆที่ต่ำเตี้ย หรือธาราเพียงหยาดหยดหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ให้แก่โลกมากที่สุดนั่นเทอญ เมื่อโลกทั้งโลก “สุข” เราจะหลงไปแอบ “ทุกข์” คนเดียวอยู่ ณ ซอกใดของโลกเล่า! โอ้โห..สํานวนโพธิรักษ์ พ.ศ. 2524 สุดลิเกทรงเครื่องเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนหลงลีลาที่ไพเราะเพราะพริ้งเหล่านี้อีกเยอะ แม้แต่ท่านเพาะพุทธก็เถอะ ยังติด ไพเราะเพราะพริ้ง ซึ่งเป็นคำสมัยนี้ พูดคำไพเราะ เรียกภาษาสมัยใหม่ว่า วาทกรรม คนยุคนี้ใช้ภาษาเป็นวาทกรรม วาทกรรมนี้ไม่ใช่ไพเราะอย่างเดียว คมด้วย ไพเราะด้วย คมด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันกลบเกลื่อนสัจจะ มันอาบพอกสัจจะ อาตมาพูดความจริง โสกโดกมาก ผ่าตรงๆ พยายามอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ให้มันหยาบอาตมาพูดแรงเท่านั้นเองแล้วไปพูดถึงความผิดความชั่วด้วย ภาษาที่เรียกความผิดความชั่วของคน มันหยาบ ฟังอีกที ภาษาที่พูดถึงความผิด พูดถึงความชั่ว ความเลวร้ายของคน มันเป็นภาษาที่พูดไปแล้วมันหยาบ มันแรง มันเลี่ยงไม่ได้หรอก อาตมาจำนนที่จะต้องพูด ถึงความชั่วความผิด ขนาดนั้นเขายังไม่รู้ตัวเลย เห็นความโง่ของคน บอกถึงความหยาบด้วยภาษาที่หยาบแล้ว อาตมาก็พูดนี้มันแรงมันหยาบ เพราะพูดถึงความผิดความชั่ว บอกแล้วว่ามันตรง มันหยาบ ความผิดความชั่วนี้บอกแล้ว จะเป็นคำไพเราะได้อย่างไร ก็เป็นคำหยาบทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ขี้ อย่างนี้ จริงๆ ขี้ ไม่ใช่ความเลวเท่าไหร่ แต่เขาว่ามันหยาบแล้ว เห็นไหม พูดถึงอะไรต่างๆหลายอย่าง พูดอะไรก็พูดตรงๆ มันหยาบ ถ้าพูดถึงสิ่งที่เขา บางทีนี่เขาปกปิด คนจะปกปิดความชั่ว เขาจะปกปิด เพราะฉะนั้นเอาความชั่วสิ่งที่เขาปกปิดมาพูด หยาบ อาตมาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดความจริง จะผิดจะถูกก็ต้องพูดความจริง มันเลยดูแรงๆหยาบๆ มันเลี่ยงไม่ออกจริงๆ ก็จำนน
อาตมาได้อธิบายเรื่องพญานาค เขียนเอาไว้ 10 ข้อ ให้เห็นว่าพญานาคนี้ เป็นโจรร้ายของศาสนาพุทธ เพราะมาหลับตาเป็นพญางู ลัทธิหลับตาพญางูเป็นลัทธิโจรภัยของศาสนาพุทธ อาตมาพูดตรง ไม่ได้ใส่ความใส่ไคล้ แรง ฟังแล้วเหมือนมันหยาบว่าเขาเป็นโจร เป็นผู้ร้าย ก็เป็นจริงๆ อาตมาอธิบายมาถึง 7 ข้อแล้ว ไม่ทวน อธิบายไว้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 650318 ตำนานพญานาค ตอนที่ 2 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ