630323_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 94.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข1 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

630323_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 94 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1dYnyv0rj85YzL4FMrMA9AWLdE4v7L7jvHCA05Du_ADE/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1agPQUa4TQnEMQxNu967wLIs600L3TwJH

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ก่อนรายการพ่อครูเปรยว่า...เหตุการณ์โรคห่าคราวนี้มันเป็นกันทั่วโลก จะทำให้คนเป็นโรคประสาทกันมาก ก็ให้พิจารณามรณสัญญา ตายไปสบายๆ หากตายไปไม่สบายเกิดมาก็ไม่สบาย

เริ่มรายการ...630323 คำถามจากไลน์และเฟสบุค

_นักเรียนรู้….สนับสนุนให้พ่อท่าน นักบวชทุกฐานะ และญาติธรรมทุกท่าน ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด วิธีไหนพอทำได้ควรไว้ ให้เกินดีกว่าขาด เพราะไม่มีหลักประกันว่า ตอนนี้เชื้อ covid19 มีอยู่ที่ไหนบ้าง แม้ตอนนี้ปิดบ้านราชแล้ว แต่ก่อนปิด พวกเราส่วนหนึ่ง ก็ออกไปสัมผัสกับคนภายนอก ซึ่งป้องกันตัวเองดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็มีสิทธิติดเชื้อได้ และส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการ แต่แพร่เชื้อโรคได้ พ่อครูว่า…เราก็พยายามที่สุดที่สุดระมัดระวังได้ก็อย่าประมาทจะเห็นได้ว่าคำว่าไม่ประมาทของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด

_จากลูกศีรษะอโศก กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพบูชายิ่ง ขอความกรุณาให้พ่อท่าน ประกาศกฎอัยการศึกเฉพาะในอโศก พ่อท่านมีความคิดเห็นอย่างไรคะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า…ศัพท์คำว่า ประกาศกฎอัยการศึกคือใช้อำนาจของกำลังผู้ดูแลประเทศ ควบคุมว่าจะต้องอยู่ในกฎหมาย ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศมีสิทธิ์ประกาศอันนี้แล้วควบคุมสถานการณ์ ก็เท่าที่ทำไปนั่นแหละพอควรแล้ว พูดไปก็จะเยอะแยะเกินไป ไม่ต้องพูดซ้ำซากอะไรมากมาย ก็จะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้คนออกความเห็นไม่หยุดหรอก

_Araya อารยา.

อ่านต่อ

..กราบนมัสการด้วยจิตคารวะ ขออนุญาตนำเรียนพ่อครู สมณะและสิกขมาตุ และเรียนปรึกษาญาติธรรมทุกท่านที่เคารพศรัทธาในคำสอนของพ่อครู ในช่วงการระบาดของโควิด ๑๙ โรคที่อุบัติใหม่ในยุคนี้ ซึ่งสาเหตุและการรักษายังมีข้อมูลไม่ชัดเจน ทุกคนต้องการฟังธรรมจากพ่อครู สมณะและสิกขมาตุ แต่เพื่อป้องกันและดูแลพ่อครูให้ท่านมีสุขภาพดี ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้ ขอเสนอให้พ่อครูนำเสนอธรรมะในห้องพักพ่อครู และส่งเสียงธรรมผ่าน YouTube หากญาติธรรมท่านใด ไม่ได้ฟังผ่าน YouTube ช่วงกลางวันในช่วงรับประทานอาหาร เปิดธรรมะพ่อครูผ่านเสียงตามสาย ญาติธรรมก็สามารถฟังและเรียนรู้นำไปปฏิบัติได้ ดังนั้นในช่วงเหตุการณ์ระบาดนี้ เราควรใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารธรรมะ แล้วแต่ละคนก็ฝึกปฏิบัติตามปัจจัย ตามบารมีของแต่ละคน นำเสนอเพื่อโปรดพิจารณา กราบนมัสการด้วยจิตเคารพศรัทธายิ่ง ...อารยา ศรีไพโรจน์ พ่อครูว่า…อาตมาว่าก็คงไม่ต้องถึงขนาดนั้นนะขนาดนี้ก็นั่งห่างกัน 1-2 เมตร พวกเราห่างจากกันประมาณ 5-6 เมตร ทิ้งช่วงกันขนาดนี้ก็ดีแล้วล่ะ มีคนพิจารณาแล้วตัดสินแล้วว่าโรคนี้มันมีความร้ายกาจ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่มีโรคประสาทแทรก 50% มีโอกาสตาย 1% โอกาสติดต่อ 50% แต่โรคประสาทนั้น 100% ไม่มีจะกินพันเปอร์เซ็นต์ ไม่ละมั้ง ถ้าไม่มีจะกินพันเปอร์เซ็นต์ก็คงจะปล้นกันทั่วโลก เมืองไทยเรายังพอมีพอกินกันไป

_SMS วันที่ 22 มี.ค. 2563 (วิถีอาริยธรรม)

_เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ : รอรับฟังเพลงโควิด 2019 จากการแต่งของพ่อครูอยู่เจ้าคะประเทศไทย ยามโควิด 2019 มาแพร่ ลูก หลานควรกลับบ้าน หากจะตายก็มาตายที่บ้าน ถูกต้องตามหลักธรรมอย่างไรคะ พ่อครูว่า…อาตมาหมดน้ำยาแล้วที่จะแต่งเพลง มันไม่ไหว เอาน่า คนแต่งเก่งๆดีๆก็มีเยอะไป อย่ามาแกล้งยอฉันว่าฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง ตอนนี้คนอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่นอย่าไปเคลื่อนไหวให้มาก พูดไปจะสับสน

_Poonya Tamma : ขอเรียนเสนอค่ะ เพื่อความปลอดภัยของสมาชิก ชุมชนผู้ร่วมสืบสานโพธิกิจ ชุมชนอโศกทุกแห่งน่าจะวัดไข้ทุกคนนะคะ และงดการรับประทานอาหารร่วมกันได้ไหมคะ ปัจจุบันนี้ เขาก็ให้ยกเลิกการใช้ช้อนกลางที่ใช้ร่วมกันแล้วค่ะ /รินธรรม

_งามใบตอง นิลมณี : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ช่วงที่บ้านราชปิด lock down ทางสีมาอโศกมีการฟังธรรมะภาคค่ำร่วมกันที่ศาลาส่วนกลางค่ะ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 22 มีค.เป็นวันแรกค่ะเป็นรายการวิถีอาริยะธรรม พอดี นำโดยท่านสมณะดินทองค่ะ ส่วนร้านมังสวิรัติโคราชก็ปิดร้านแล้วค่ะและร้านค้าชุมชนแดนรวมใจในวัดก็ปิดวันจันทร์ที่ 23-30 มีค.เปิด 31 มี.ค.ค่ะ ขอรายงานความเคลื่อนไหวแค่นี้ก่อนค่ะ น้อมกราบนมัสการค่ะ

_Sunlight From Heaven : ☺️ผลไม้เยอะจังครับ หลวงพ่อ

_สุรภา ลิ้มวรรณเสถียร : ส่งได้คะให้เขามาเอาแล้วเก็บเงินปลายทางคะ

_อิสระบนยอดหญ้า : จากการฟังพ่อท่าน ในข้อมูลสูตร 10 ตามความเข้าใจของลูก กิเลสเกิดคือเกิดเข้าไปยึดนามกาย ซึ่งเป็นเพียงรูปที่ถูกรู้แล้ว กายที่เป็นสภาพอุตุ ไม่ว่าจะเป็นนามทุกนาม เวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ สภาวะนามธาตุรู้ เมื่อถูกรู้ด้วยนามธาตุที่วิญญาณรู้จักเห็นตัวมันเองแล้ว เมื่อถูกรู้ก็กลับแปรสภาพจากนามเป็นรูปนามกาย อุตุธาตุแทน ลูกจึงขอความเมตตาพ่อท่านช่วยขยายคำเข้าใจที่ลูกเข้าใจว่าผิดหรือถูกอย่างครับ น้อมสาธุครับ พ่อครูว่า…เพราะมันพูดกลับไปกลับมาได้ทันทีทันใดเลย ผู้ใดไม่แม่นจริงๆจะมองแล้วสับสน ต้องศึกษาให้ดีถึงจะจับสภาวะได้แม่น ผู้พูดที่พูดกลับไปกลับมาพูดเร็วโดยไม่ได้อธิบายซ้ำซ้อนมันก็น่ารำคาญ ถ้าหากอธิบายซ้ำ มันไม่เก่งเหมือนพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสสอนละเอียดซ้ำแล้วซ้ำอีกมันจึงไม่สับสน แต่คนเรามันใจไม่เย็นเท่าพระพุทธเจ้าก็พูดไว้อย่างละไว้ในฐานที่เข้าใจ ปุ๊บปั๊บ สู่แดนธรรม...การเรียนธรรมะรูปนามของสำนักงานจะดิ้นไม่ได้ กลับไปกลับมาไม่ได้ฟังเราแล้วจะสับสน พ่อครูว่า..เมื่อเป็นนามธรรมแล้วมันจะกลับไปกลับมา ถ้าหากเอารูปที่เป็นวัตถุข้างนอกมันจะไม่กลับไปกลับมา รูปนั้นมันตายตัวมันมาเป็นเวทนาไม่ได้ มันเป็นอุตุก็คืออุตุแล้ว แต่นามที่ยังเป็น กึ่งนามกึ่งรูป เดี๋ยวก็เป็นตัวรู้เดี๋ยวก็เป็นตัวถูกรู้ เมื่อไหร่จะหยิบมาพูด ผู้พูดเจตนาจะหมายถึงตัวใดที่จะต้องชัดเจน ปัญญาตัวนี้จะต้องแหลมคมแม่นเป็นอุตุธาตุจริง หากไม่มีภูมิรู้จะสับสนกำหนดผิด จะไปกันไม่รอด ศึกษาให้ดีจะเกิดมุทุภูตธาตุ เป็นจิตที่ละเอียดเร็วไวและเร็วมากที่สุด sensible รู้สถานะก็เร็วเปลี่ยนสถานะก็เร็ว มันจัดการเปลี่ยนสถานะตัวเองได้เร็วด้วย รู้ก็ชัดเจนตามรู้ตามเห็นความเข้าใจไวเร็วด้วย

_ Thai Ch (ไทย ซีเอช) • 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว) เรื่องอปัณณกปฏิปทานี่ท่านสะยังอภิญญาก็อธิบายของท่านไปตามที่ท่านรู้ครับ แต่พระพุทธพจน์ในมหาอัสปุรสูตรว่าไว้ดั่งนี่ครับ"เราจะเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย(อินทรีสังวร) ได้เห็นรูปด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ได้สัมผัสโผฎฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ บาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสมักไหลไปตามผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุเราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์เหล่านั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมอินทรีย์....2.เราจะเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ.(โภชเนมัตตัญญุตา).จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ ให้ชีวิตเป็นไปเพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ กำจัดเวทนาเก่าคือความหิว ไม่ทำเวทนาใหม่คือความอิ่มอึดอัดให้เกิดฯ....3.เราจะตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น(ชาคริยานุโยค) เราจักชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากนิวรณ์ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดวันยังค่ำไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี ครั้นยามกลางแห่งราตรีเราจักนอนอย่างราชสีห์ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสัมปชัญญะในการลุกขึ้น ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรีเราลุกขึ้นแล้วจักชำระจิตให้หมดจดจากนิวรณ์ด้วยการจงกรมและการนั่งอีก.." นี่ไงครับอปัณณกปฏิปทาจากพระโอษฐ์ ชัดเจน จับต้องได้ปฏิบัติตามได้ นั่งสมาธิเดินจงกรมบูรพาจารย์ดำเนินมาแล้ว.ไปพูดปรัชญาอะไรให้ยุ่งยาก.สรุปว่าการกำจัดนิวรณ์ทำให้จิตบรรลุฌานต้องด้วยการนั่งและเดินจงกรมเป็นหลัก.หรือท่านจะบอกว่านี่คือพยัญชนะไม่ใช่สภาวะตามที่ท่าน รู้มาเอง(สะยังอภิญญา) _สู่แดนธรรมว่า...คุณ Thai Ch ก็คงได้ฟังพ่อท่านอธิบายจรณะ 15 พ่อท่านอธิบายโดยอัตโนมัติ ที่คุณยกมานี้ถูกต้อง แต่น่าสะดุดที่คุณบอกว่า บูรพาจารย์ทั้งหลายดำเนินมาแล้วการกำจัดนิวรณ์ทำได้ในขณะเดินและนั่งเท่านั้น ผมก็จะขอแย้งด้วยว่ามีอยู่ในพระสูตรหนึ่งที่ พระพุทธเจ้าบอกว่า สัตตาวาส เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ มีสัญญาตรงกันที่ทำนิวรณ์ให้หมดไป แต่วิธีทำต่างกันคือกายต่างกัน คือทำอะไรก็ได้ให้นิวรณ์ลดลง โดยที่เอาแต่นั่งแต่เดิน แล้วการสำรวมอินทรีย์ในกิจกรรมอื่นไม่พูดถึง สัตตาวาส 9 ข้อ 2 บอกว่ามีกายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พวกเดียรถีย์นอกรีตทำมาก่อน พ่อท่านก็เคยทำมา แต่นิวรณ์มันถูกสะกดไว้ แต่อย่างที่พ่อท่านพาทำแบบมรรคมีองค์ 8 ก็เป็นกายอีกประเภทหนึ่ง พ่อครูว่า..ก็จะขอขยายความต่อ การทำการสะกดจิตเดินแล้วนั่งมันเป็นสมถะ มันได้ด้วยการสะกดจิต ได้ ไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธว่าไม่ได้ ได้ แต่การปฏิบัติด้วยลืมตาปฏิบัติเสมอแล้วก็ล้างกิเลสไม่ใช่สะกดนะอันนี้ไม่ใช่สะกดจิต พอสัมผัสนี้กิเลสมันก็จะเกิดอาการ ก็เลือกเอาเฉพาะแต่กิเลส มากำจัด กำจัดแต่กิเลสนะ เราจะไปจับโจร เราก็ต้องไปเอาตัวโจรแท้ๆ ไม่ใช่เหมาเอาแพะหรือใครๆมาหมด อย่างพวกโจรที่ทำการมันอยู่รวมกันร้อยคน ก็เลยเหมาฆ่าหมดร้อยคน พระพุทธเจ้าไม่ทำ ท่านจะจับเอาแต่โจรที่เป็นกิเลสตัวการเอามาจัดการ กำจัดเฉพาะตัวนี้จริงๆ เมื่อกำจัดตัวนี้ได้หมดสิ้นแล้วทุกอย่างก็เป็นปกติหมดเลย เพราะการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปฏิบัติแต่ตอนนั่งกับตอนเดิน ของท่านกำจัดทุกเมื่อ อ่านจิตเสมอ ทุกอิริยาบถ ทุกอาชีพ ทุกกรรมการงานกัมมันตะ ขณะพูดวาจา ขณะคิด สังกัปปะ ครบองค์ 4 ของมรรคมีองค์ 8 ก็จะปฏิบัติธรรมทั้ง 4 อิริยาบทไม่ใช่ทำเฉพาะนั่งกับเดิน ทำอาชีพ ทำการงานทุกอย่างจะแบกจะหามจะขน ทำอะไรก็อ่านทุกลมหายใจเข้าออกทุกเวลาจะพูดจะคิดถึงก็อ่านผัสสะ เราก็จะรู้กิเลสครบทุกขณะทุกที่ทุกเวลาได้มากแล้วเราก็จะกำจัดกิเลสที่เราเห็นหน้า มีขึ้นเมื่อใด ก็ฆ่าด้วยปัญญาอันยิ่ง เห็นให้ได้ว่าเอ็งเป็นแขกอย่ามานั่งหลอก ตัวเองเป็นตัวเก๊ ความคมชัดความวิจิตรความเด็ดขาดของปัญญาอันยิ่งที่ว่า คำว่าปัญญานี้ อาตมาไขความ ปัญญาไม่ใช่เฉโกที่เป็นความฉลาดแบบโลกีย์ อาตมาเขียนไป ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจได้หรือเปล่าเพราะเป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ในความหมายที่คุณเข้าใจอาตมาก็เข้าใจตามได้หมดไม่มีปัญหา แต่อาตมาเข้าใจนี่คุณยังเข้าใจอย่างอาตมาไม่ได้ ความเข้าใจของคุณกับความเข้าใจของอาตมาจึงเป็นคนละอย่าง มันต่างกัน สัญญาต่างกันสัญญาต่างกัน ที่พูดนี้ของคุณกับของอาตมาต่างกันทั้งคู่เลย ในสัตตาวาส 9 ยังพูดกันอีกยาว กายต่างกันสัญญาต่างกัน อันนี้ก็ยังพอจำกันได้ กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น จิตไม่มีนิวรณ์ ทำได้ทั้งคู่เลย ทั้งการนั่งหลับตาสมาธิสะกดจิตก็ไม่มีนิวรณ์เหมือนกันได้ กายของคุณรูปนามคุณสะกดจิตเอาไว้ได้ กายของคุณก็ไม่มีวันได้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้สะกดจิตเลยทุกสัมผัสทุกเวลา ทั้งวันปกติ กิเลสก็ไม่มีนิวรณ์ก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นกายของพระพุทธเจ้ากับกายของที่เขาทำกันมันต่างกัน แต่มันไม่มีนิวรณ์เหมือนกันทั้งคู่ นี่คือสัตตาวาส ข้อที่ 2 ซึ่งไม่ง่าย ยิ่งอันอื่นก็ยิ่งยากต้องเอาวิญญาณฐีติ 7 กับสัตตาวาส 9 กับวิโมกข์ 8 มาอธิบายด้วยกัน สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสัญญาที่ทำงานเสร็จของสัญญา10 เวทยิตตังคือสำเร็จเสร็จความรู้สึกความรู้ความรอบรู้ทั้งหมดจบ เวทยิตตัง จึงเป็นนิโรธที่ เคล้าเคลียอารมณ์เวทนาทั้งหมดจบ สมบูรณ์แบบ โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดให้รู้สมบูรณ์แบบในเวทนา 108 แล้วมีนิโรธสมบูรณ์แบบ _สู่แดนธรรม...สัญญาเวทยิตนิโรธทางที่ผมเคยบวชเรียนมาเขาก็อธิบายว่าดับทั้งสัญญาและเวทนา พ่อครูว่า..ไม่มีการกำหนดรู้ทั้งความรู้สึกของสัญญา ก็บื้อ มันไม่ผิดแต่มันไม่เหมือนกันกับของพระพุทธเจ้าของเรานั้นดับสัญญาและเวทนาตัวเลว ส่วนตัวดี สัญญาก็แจ่มชัดเวทนาก็แท้จริง ก็เลือกเอาวิธีของคุณก็ได้ดับเวทนาสัญญาปี๋ไปเลย แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ดับปี๋แต่ดูทุกอย่างตัวเศษธุลีละอองกิเลสไม่มีเลย สิ้นเกลี้ยงไปเลย จิตยิ่งทำงานได้แคล่วคล่องวิเศษ ไม่ได้ข่มเบ่ง คุณเห็นว่าอันไหนดีก็ทำ ทางนั้นก็ว่าดับปี๋สนิทเลย ไปสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย คุณจะเอาแบบนั้นก็เอา แต่ของเรานั้นมีการวิจัยโลกวิทูครบทุกอย่างรู้ร่วมกับโลกได้ เขามองว่าอันนั้นเบา ไม่ต้องร่วมกับใครเลยอยู่คนเดียวตายคนเดียวไม่ต้องทำงานทำการกับใคร มันก็ไม่หนักหนาอะไร ก็เลือกเอาสิ แต่ของเราไม่ทำอย่างนั้นไม่เอาแบบนั้นเพราะเห็นว่ามันไร้ค่า

_กล้าตรง...อยากถามพ่อครูว่า..ตรวจสภาวะของทาน มีความเหมือนหรือความต่างอย่างไรกับอสัญญีสัตว์ พ่อครูว่า..ทานคือการให้ กรรมกิริยาการให้ อสัญญีสัตว์มันไม่กำหนดรู้เรื่องอะไรเลย ส่วนจิตจะให้ก็เป็นทาน ส่วนอสัญญีสัตว์คือสัตว์ที่ไม่กำหนดรู้อะไรเลย ดับสัญญานิ่งไม่คิดไม่นึกไม่กำหนดรู้ไม่ทำการทำงานเพราะฉะนั้น อสัญญี ท่านไม่เรียกว่า อเวทนา หรืออเวทนี ท่านเรียกอสัญญี หรืออสัญญา ก็หมายถึงผู้ที่ไม่มีการกำหนดรู้ อี คือตัวผู้มีสภาวะนั้นมีการกระทำกำหนด เป็นผู้ที่ไม่มีการกำหนดรู้อะไร คือคนผู้นั้นยังมีจิตวิญญาณแต่ไม่ทำการ ไปทำการไม่ทำการ ทำการจิตไม่ให้จิตทำงาน ให้มันดับบื้ออยู่อย่างนั้นเรียกว่าอสัญญี อสัญญีสัตว์ท่านถึงเอามาอธิบายคู่กันกับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถ้าเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ก็เป็นแบบโลกีย์ แต่ถ้าเนวะสัญญานาสัญญายตนสัญญา ก็คือมีสัญญาอย่างเนวะสัญญานาสัญญา ก็คือเนวสัญญาอย่างสัมมาทิฏฐิ ถ้าตามด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ แต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานกับปัญญาแยกกันไม่ออก

_นมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพยิ่ง ทราบข่าวที่สันติอโศกมีการปิดบริการขายของส่วนพลังบุญ แล้วจตุจักรก็ปิดแล้ว ส่วนพลังบุญยังขายอยู่ ส่วนที่อื่นๆร้านค้าซอย 46 ยังเปิดอยู่ กรรมการชุมชนประชุมล่าสุด เมื่อ 11 นาฬิกาเช้านี้ กำหนดปิด เสาร์ที่ 28 มีนา - 13 เมษายน 17 วัน ในการบริหารจัดการเรื่องการล้างมือใส่แมส แล้วก็ยังมีผู้มารับบริการอยู่พอควร มีญาติธรรมสายสาธารณสุข เห็นภาพความแออัดพลุกพล่านของคนที่เข้ามาในสันติอโศกก็อดห่วงชาววัดชาวชุมชนสันติอโศกไม่ได้ว่า โควิด 19 นี่มันไม่ธรรมดาชาวสันติอโศกประมาทไปหรือเปล่า การคัดกรองคน เราทำได้ระดับหนึ่งซึ่งไม่ง่าย ถ้าเทียบกับความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ การรับเชื้อนี้ ไม่รู้ว่าชาวสันติอโศกแข็งแรงดี ดูแลออกกำลังกายพักผ่อนพอมั้ย อาหารการกินเป็นอย่างไรกันบ้าง หากเทียบความเสี่ยงของสันติอโศกกับชุมชนชาวอโศกอื่น อยู่ที่กทม.เสี่ยงมากกว่าใครเลย (พ่อครูว่า..ก็น่าจะจริง) แต่ก็ดูเอื้อลูกค้ามากกกกเลย ขอติงเรื่องความปลอดภัยของเรา หากมีการรับเชื้อเข้ามาในชุมชนชาวสันติอโศก จัดสรรที่ แล้วก็แยกผู้อายุยาว ป้องกันท่านที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะอยู่อย่างไร ผู้ที่อยู่ในแนวหน้าผู้ที่ขายไม่ใส่แมสค์ไม่ค่อยล้างมือ ก็มากที่มามากที่ไปไม่รู้มาจากรถเมล์มาจากแท็กซี่มาจากรถส่วนตัวอะไรครับ เสี่ยงมากอยู่นะคะ ดูเหมือนคิดมากไปหรือเปล่า (พ่อครูว่า...ก็คิดมากอยู่พอสมควรก็ดีกว่าไม่คิดมากคิดให้รอบคอบดีกว่า) งานนี้สันติอโศกคิดน้อยไปหรือเปล่า (พ่อครูว่า..ไปชั่งตวงวัดดูว่าคนที่เขียนมากับชาวสันติอโศกใครคิดมากหรือน้อยอย่างไร) ผู้ที่มีเชื้อมาที่รับเชื้อเข้ามาแพร่อาจจะไม่ป่วย อาจจะไม่อันตรายต่อตัวเองและผู้ที่อายุยาวเสี่ยงถึงชีวิตหากรับเชื้อเข้ามา โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว อยากให้ทบทวน ปิดแบบปิดสนิท ที่พ่อครูพาทำที่บ้านราชฯค่ะ สำหรับท่านสมณะ สิกขมาตุ พ่อครูก็บอกว่าให้งดการบิณฑบาตสายนอกจึงขอกราบนิมนต์ท่านงดการบิณฑบาตด้วยนะครับ ด้วยความเคารพและศรัทธาในชาวสันติอโศกทุกท่านจึงขออนุญาต ติงพ่อท่านขอพ่อท่านทบทวนด้วยครับ

_สมณะแก่นเกล้าบอกว่า.. สันติอโศกไม่ได้ปิดทุกสายครับ

พ่อครูว่า...เลี้ยงตัวเองไม่รอดหรือไง ก็ลองอดตายดูบ้าง มรณสัญญา กำหนดรู้ความตายมันจะตายคราวนี้ โควิดจะเอาตายก็ตายลองดูซิ

_ลองพิจารณาดูว่าสันติอโศกควรจะได้ฝึกหยุดบ้างหรือไม่ เทปสันติอโศก Save My Family

พ่อครูว่า...ก็ฟังกัน แล้วก็ปฏิบัติกันไป คนที่ไม่ปฏิบัติตามกันก็ไปห้ามกันไม่ได้หรอก สุดท้ายจะไปบังคับกันเราก็คงไม่ทำ จะทำอย่างไร การเห็นร่วมกันกับส่วนกลางส่วนใหญ่ไม่เอาอำนาจความเห็นของตัวเองเป็นเอกนี่ มันเป็นความดีงาม ถ้าเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นเอกมันเป็นความไม่ดีงาม ถ้าเราเป็นเอก ตายคนเดียวอยู่คนเดียวหน้าคนเดียวก็ไม่เป็นไรช่างมันเถอะ ตอนนี้เราอยู่กับหมู่ก็ไม่น่าเอาตัวเองเป็นเอก อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ลึกอะไร อันนี้เป็นสภาพที่อยู่กับส่วนรวมแล้วไม่เห็นแก่สภาพส่วนรวมมันก็ผิดแล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องที่คุณจะเป็นจะตายคนเดียว แต่นี่อยู่ร่วมกับเพื่อนฝูง คุณก็น่าจะร่วมทำกับมติหมู่มติฝูงบ้าง

_ลูกขอเล่าสภาวะแสดงความเห็นบางอย่างผิดถูกอย่างไรพ่อครูกรุณาช่วยชี้แนะด้วยค่ะ….ลูกเป็นสายสัทธาจริตคบกับคนสายเดียวกันฟังธรรมไปเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถฝ่าทางตันของกิเลสหลายๆตัวได้ เพราะลูกเหมือนจะรู้ แต่จริงๆแล้วก็ไม่รู้ ไม่สามารถอ่านอาการเวทนา แยกลิงคไม่ออกกำหนดนิมิตไม่ได้ จึงทำให้อุเทสไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกได้ขุมทรัพย์จากเพื่อนๆ หรือสมณะ สิกขมาตุ ก็จะซึมเศร้าน้อยใจ (พ่อครูว่า..ดีนะที่อ่านออก) แล้วเก็บความรู้สึกนั้นไว้นานถึง 3-4 ปี (พ่อครูว่า..ตรวจสอบตัวเองได้ขนาดนี้มันก็ดีขึ้นมาแล้ว ไม่เผลอเติม 0 เข้าไปอีกนะ) ไม่กล้าอธิบายเหตุผลโต้แย้ง โดยไม่เข้าใจว่าเป็นสักกายะของตนที่มีอสุรกาย ไม่เชื่อว่าตัวเองจะไม่ผิด เพื่อนๆก็ทำให้คลายใจไม่ได้ ระยะช่วงหลังผ่านมา 1 ปีขึ้นมาลูกได้คบคุ้นกับคนต่างจริตต่างสาย ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่เราก็มีความศรัทธาต่อพ่อครูสูสีกัน 20 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยให้เวลามาจับเขาพูดคุย ปรึกษาหารือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอย่างจริงใจ ต่างคนต่างอยู่คนละมุมมองปัญหากันอย่างคาดเดา โดยเฉพาะในมุมลบ แต่เมื่อได้เรียนรู้จริตนิสัยกันและกันอย่างเต็มใจทั้งสองฝ่าลูกจึงได้ซาบซึ้งคำสอนของพ่อครูที่ว่า สามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ ลูกและทีมงานที่เป็นสายศรัทธาได้รับการขัดเกลาจากเพื่อนสนิทต่างสายที่ครอบคลุมกันตั้งแต่กายกรรมวจีกรรมด้วยภาษาที่คม แม่น บาดลึก แต่ชัดประเด็น ผ่าสักกายะของลูกและทีมงาน ทำให้ระยะแรกรู้สึกอึดอัดขัดเคืองอยู่ภายในแต่พอมีสติรู้ว่าเขาคือมิตรดี ถึงกล้าเปิดใจรับฟังแบบโยนิโส และเราได้เริ่มขัดเกลากันไปได้หลายเรื่อง เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นประโยชน์กันและกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเราจึงเติมเต็มในจุดที่บกพร่อง และเสริมจุดดีให้กันและกันด้วยการศึกษาเรียนรู้เรื่อง แสงอรุณ 7 สังโยชน์ 3 และฝึกการมีปรโตโฆษะ พร้อมทั้งโยนิโสมนสิการ พ่อครูว่า...การจะมีสัมมาทิฏฐิได้จะต้องมี ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นตัวที่ 7 ของแสงอรุณและเป็นตัวที่ 2 ของ สัมมาทิฏฐิ 2 แล้วก็เป็นตัวที่อยู่ในหลายสูตร ในอวิชชาสูตร อยู่ในตัวที่ 4 ของความบริบูรณ์ ได้คบสัตบุรุษบริบูรณ์ ได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ได้มีความศรัทธาที่บริบูรณ์แล้วจึงมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ โยนิโสมนสิการจึงมีความยิ่งใหญ่มาก อยู่ในปัญญาวุฒิ 4 ความเข้าใจโยนิโสมนสิการยังมีความเหลื่อมเพี้ยนกันอยู่ ฝ่ายเถรสมาคม อธิบายตามท่านประยุทธ์ที่อธิบายว่าเป็นการความเฉลียวฉลาดรอบรู้คือการโยนิโสฯ แต่อาตมาเน้นที่ มนสิการ คือทำใจในใจได้ อย่างรอบรู้ ไม่ใช่รู้แต่ทำใจในใจไม่ได้ ไม่ไปสำคัญที่การทำใจในใจ อันนี้แหละบกพร่องเพราะการทำใจในใจเป็นรากเค้าเป็นข้อที่ 2 ของมูลสูตร 10 มูลสูตร 10 1.มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) คือความยินดีความต้องการความประสงค์ความปรารถนาว่าอันนี้ดีนะ นำจิตใจเรา ไม่มีใครบังคับคุณหรอก 2.มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ต้องมีการเข้าไปที่ใจไปจัดการใจเลย ไปแยกจิตในจิต ใจในใจเลย เขาไม่ได้ศึกษาจึงแยกจิตในจิตไม่ได้ จะไปพูดถึงเจโตปริยญาณ 16 ก็มืดหน้ามาเลย แม้เวทนาในเวทนาก็พูดกันไม่รู้เรื่องทำไม่ได้ แยกความเฉลียวฉลาดกับการแยกความจริงของสภาวะจิตไม่ออก ไปทำความเฉลียวฉลาด ไปหลงใหลในความเฉลียวฉลาดรอบรู้ รู้มากเป็นปทปรมะ รู้ธรรมมากรู้พุทธพจน์มาก แม้สอนผู้อื่นได้มากแต่ทำใจในใจไม่เป็นไม่บรรลุธรรมแม้น้อยหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจเรื่องคำว่ากาย แยกกายในกาย สังโยชน์ข้อ 1 พ้นสักกายทิฏฐิไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงพ้นวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาไม่ได้หมายถึงไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่คือการไม่สงสัยในการรู้ความเป็นกายของตน กายคือรูปนามสภาพสอง สภาวะสอง จับกายยังไม่แม่นคม คำว่าพ้นสักกายทิฏฐิในสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ยังทำไม่ได้ ยังไม่พ้นแม้วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มีเยอะ วิธีการเยอะจะเอามาใช้สักอันหนึ่งที่จะตรงชัดเลย อาวุธที่จะจัดการตัวนี้เลยยิ่งยาก จะสับสนมากเลย จะเอาอีโต้หรืออีเต้อมาโกนผม ก็หัวบากหมดเลย หัวแบะหมดเลย เอาอีโต้ เอาอีเต้อมาสับถากสับถากผมก็ตายๆ มันคนละอย่างคนละแบบมันไม่เข้าคู่กันเลย

_ดญ.น้ำมนต์...กลียุค แปลว่าอะไรคะหลวงปู่ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) พ่อครูว่า...ก็ช่างเก็บคำมาถามนะ กลียุค หมายความว่า ในตอนนี้ สมัยนี้ ขณะนี้ เราอยู่ในโลกนี้เวลานี้ มันเป็นเวลาที่มีเรื่องยุ่ง กลี เป็นเรื่องวุ่นวายเป็นเรื่องไม่ดี บางทีก็มีเหตุการณ์ไม่ดีเหตุการณ์ร้ายๆแรงๆด้วยเรียกว่า กลียุค เวลานี้มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในขณะนี้เรียกว่า กลียุค อย่างขณะนี้เรื่อง โควิด เชื้อโรคมันวุ่นวายอยู่ทั้งโลก เรียกว่ากลียุคเรื่องของ โควิด มันละเอียดมันเล็ก ถ้าเขาจับมั่นคั้นตายแล้ววิเคราะห์วิจัยได้ว่า จะเอาอะไรมาจัดการมันเด็ดขาดเมื่อนั้นแหละเสร็จ แต่ตอนนี้ก็ยังจัดหาอาวุธจับหาตัวสิ่งที่จะเอามาฆ่าตัวโควิด ยังไม่แม่น เมืองไทยได้ข่าวว่าลองฟ้าทะลายโจรแล้วก็พอใช้ได้แต่ยังไม่ชัดเจน พวกนักวิจัยกำลังทำกันอยู่ สักวันหนึ่งก็คงจะได้ตัวสำคัญ เอ๊ ต้นไมยราบยักษ์จะใช้ได้ไหม เอาไปวิจัยได้ ถ้าไม่มีมาเอาที่นี่ได้ อยากให้มันได้ ถ้ามันมีประสิทธิภาพ ก็เอาไปเลยเยอะๆ เอาไปเลยไม่หวง เพราะไม่กลัวว่ามันจะหมดไปง่ายๆ มันมีเชื้ออยู่ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยไม่ต้องรดน้ำ เผลอแผล็บเดียวเต็มไปหมด แข็งแรงด้วยนะ

_ ต่อ ..และรับรู้ความเห็นของอีกฝ่ายอย่าง ปรโตโฆษะ และทำการโยนิโสมนสิการ ความเป็นพี่เป็นน้องความอบอุ่นก็จะเกิดขึ้นกับจิตวิญญาณทันที (พ่อครูว่า...อันนี้ใช่เลย ได้แบ่งสิ่งที่ดีสิ่งประเสริฐสิ่งวิเศษให้แก่กันและกันมันซาบซึ้งใจ เป็นพี่น้องกันทันทีเลย) ชุมชนก็จะผาสุกและจะอยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจตามที่พ่อครูกล่าวไว้ ผู้บริหารไม่ควรมองความเห็นต่างว่าเป็นความแตกแยก หรือคิดว่าเขาจะมาแย่งอำนาจ แต่ควรนำพวกเขามาร่วมคิดร่วมทำมาร่วมแก้ไขหรือทำตามความสามารถของแต่ละคนถ้ามองเช่นนี้ลูกคงจะได้พบกับความงดงามในความหลากหลาย พ่อครูว่า...ไอ้คนที่อยากจะมาแสดงความเห็นความรู้เยอะนะ เข้ามาแล้วยิ่งจะวุ่นวายมาก นี่เห็นไหม มันต้องมีกรอบขอบเขต พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าสภาจะต้องประกอบด้วยบัณฑิต ผู้ที่ไม่เป็นบัณฑิตเข้าไปในนั้นสภาก็ไม่เป็นสภา สภาต้องคัดคนประมาณนี้ หากเปิดโล่งให้ทุกคนแสดงความเห็นหมดคิดดูซิว่าคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน ถ้าหากคนโง่เข้าไปเต็มไปหมดสภาก็แตกกันพอดี นี่มันยากตรงนี้ อาตมาว่าพอเป็นไปอยู่ในพวกเรา _มาถึงวันนี้ ลูกและทีมงานเริ่มชัดประเด็นพร้อมจะทำตามคำถามของผู้คนที่ว่า ได้ประโยชน์อะไรจากการมาคบคนต่างจริตต่างสาย มีความจำเป็นต่อการทำงานศาสนาต่างกันอย่าง ไร และระบบสาธารณโภคีจะยืนยาวอย่างไร ท้ายที่สุดลูกอยากกราบขอบพระคุณพ่อครูที่ทำให้ลูกรู้จักคำว่า รู้รักสามัคคี ทำให้เห็นงานยิ่งใหญ่ของการปลูกต้นรัก ซึ่งไม่กี่วันมานี้พ่อให้หา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน