630325_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข1 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

630325_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 2 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่... https://docs.google.com/document/d/1LGUH3s0A5ycQ924C1aAqaDMhFDg09tpG93Uj2JpYCmY/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1-K8216iJ3-L_q2_znthYBzH_qEux-4RU สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 25 มีนาคม 2553 ที่บวรราชธานีอโศก จะมีการปิดเมืองแต่พวกเราก็อยู่กันได้อย่างอุดมสมบูรณ์ มีญาติธรรมรอบบ้านราชฯอยากกินแตงโม ก็เลยบอกให้มาเอาที่นอกรั้วได้ ที่อื่นๆเขามีความแห้งแล้ง แต่ที่เรามีน้ำใช้อย่างไม่ขาด จากแม่น้ำมูล(พ่อครูว่า.. มีเรือดูดทรายมาดูดทรายท่าที่วัดเรา น้ำตรงที่เราก็เลยลึก) สิ่งที่พระโพธิสัตว์พาทำ ท่านก็เป็นผู้รู้โลกวิทู รู้กาละอันเหมาะควร เราเชื่อท่านมาอยู่ที่นี่ พิจารณาแล้วว่าไปรอดทุกเรื่องเจริญทุกเรื่อง พาพ้นภัยต่างๆได้

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน โควิดตัวนิดแต่พิษร้าย พ่อครูว่า… ภัยของเจ้าโคโรน่านี่ โหดหนัก แต่เบาบางเล็กละเอียด เพราะฉะนั้นคนที่จะรอดจะต้องมีบุญบารมี มีอะไรต่ออะไรที่จริงๆเลย นี่มันยังไม่หยุดไม่เพลา อัตราการก้าวหน้ามันปฏิภาคทวี ยังไม่ลงเคิร์ฟไม่ get down เลย มีแต่ get up เมื่อไหร่มันจะ get down มันก็น่าสยองที่มันนิ่งๆละเอียดๆเรียบๆแต่มันกินนิ่มนวล พวกเราก็อย่าประมาทให้ระมัดระวัง มันสำคัญตรงที่ว่ามันมีอยู่ในตัวเรามีเชื้อแต่เราไม่รู้ตัวด้วย มีเชื้อในตัวเราแต่แพร่ได้นี่มันร้ายตรงนี้มันเงียบ เราไม่รู้ตัวเราว่าเรามีเชื้อ เรามีเชื้อแล้วก็แพร่ไปได้โดยที่เรียกว่า เราก็ไม่รู้ว่าลืมรับเชื้อจากเราโดยไม่รู้ตัว มันเป็นไฟท์บังคับที่จะต้องอย่าทำเป็นเล่นไปนะ สมณะฟ้าไทว่า...ประเทศไทย 7 วันนี้ต้องเคร่งครัดกับตัวเองมาก เพราะว่าเชื้อคนท

อ่านต่อ

ี่ไปสนามมวยกำลังแพร่เชื้อ พ่อครูว่า...ก็เห็นใจทางรัฐบาล เมื่อกี้นี้ก็ยังได้ยินดร.วิษณุแถลงการณ์อยู่ รัฐบาลก็ทำงานเต็มที่ พวกที่กวนๆเมืองนี่มันน่าจะต้องเข้าใจความหนักหนาสาหัสของการปกครองบริหารประเทศบ้าง จะเอาแต่อำนาจอัตตา แย่งชิงอำนาจอวดดีอวดเก่ง อาตมาขอวิจารณ์ พวกที่อวดดีอยากจะมาบริหารบ้านเมือง อาตมาก็รู้สึกว่า การบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ...ยากมากเลย มีทั้งภัยธรรมชาติมีทั้งหมด ภัยกระแสโลกกระแสอำนาจที่มีความซับซ้อนร้ายกาจ กินลึก หยาบนิ่ม เนียน ยากจริงๆเลย ทุกวันนี้ นี่มันเป็นยุคที่มีความซับซ้อน ลึกล้ำจนกระทั่งประมาณไม่ได้เลย เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงความเก่งกาจของกิเลสตัณหา มันเก่งกาจทำให้คนติดข่าย ทำให้คนติดอยู่ในข่าย ตามพรหมชาลสูตร คนตกอยู่ในข่ายแห เหมือนลิงถูกข่ายแห ยิ่งดิ้นยิ่งพัน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่ติดอยู่ในข่ายนี้ เดี๋ยวนี้มันเป็นจริงอย่างนั้น ในยุคกึ่งพุทธกาล คนได้เสื่อมไปถึงที่ แม้แต่ในผู้ดูแลศาสนาพุทธเอง ก็ไปห้ามหรือไปว่าเขา เขาก็ถูกว่าเปล่า จะแก้ตัว อาตมาว่าแก้ไม่ได้ เขาจะยอมรับก็ยอมรับยาก เพราะว่ามันต้องจำนน ต้องเป็นอย่างนั้นไปจนกว่าจะผ่านกาละ เพราะฉะนั้นในขณะนี้มันไม่มีทางแก้อย่างอื่นเลย นอกจากต้องระวังตัวอย่าประมาท ระมัดระวังเท่าที่มันจะประมาณได้ แล้วกาละเวลา จะทำให้อันนี้เปลี่ยนแปลงไปได้ กรรมกับกาละ อาตมาสรุปลงได้แล้ว ทุกอย่าง ลงที่กรรมกับกาละ จึงได้สรุปเหมือนกับไอน์สไตน์สรุปว่า Space and time of continuum อาตมาก็สรุปได้ที่ Karma and time of continuum เหมือนกันแต่เป็นนามธรรม ไอน์สไตน์รวมหมดทุกอย่างที่ space and time เป็นเรื่องใหญ่และเล็กละเอียดในตัวมันเอง แต่ของพระพุทธเจ้า กรรมกับกาละ เพราะฉะนั้นกรรมเจริญยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ค้นพบเอามาเปิดเผย กรรมยิ่งใหญ่กว่า God ขออภัยที่กล่าวคำนี้ พูดไปเหมือนยกตนข่มท่านแต่กรรมยิ่งใหญ่กว่าGod กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) จะถ่ายทอดทาง DNA ทางสรีรพันธ์ุ ทำไม่ได้ กรรมเป็นของๆตน ตนถ่ายทอดของตนได้ของตนเท่านั้น คนอื่นจะรับได้ก็รับเพียงเป็นคำบอกเป็นคำสอน เป็นความรู้ แล้วผู้นั้นรู้แล้วเอาไปปฏิบัติ เรียกว่ากรรม ไปประพฤติเป็นการกระทำเอง แล้วเกิดผลเอง เป็น ปัจจัตตัง เป็นของตัวเอง เกิดผลตัวเอง ตรงตามคำสอน สิ่งนี้เป็นสิ่งสุดยอดลึกซึ้งที่สุดเลย กัมมทายาโท เป็นทายาทของกรรมตัวเอง ตนเป็นพันธุ์ของตนเอง เป็นเผ่าพันธุ์ของตนเอง เผ่าพันธุ์ของเรานี้ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ใช้ภาษาอังกฤษก็ไม่พอ เป็นเผ่าพันธุ์ของความ เป็นเทพ เป็นมาร เป็นพรหม เป็นมนุษย์ ตนเองเป็นเทพ ตนเองเป็นมาร ตนเองเป็นพรหม ตนเองเป็นมนุษย์ คนอื่นก็เป็นของตนเอง คนอื่นก็เป็นมาร เป็นเทพ เป็นคน เป็นมนุษย์ ของตัวเองแล้วจะตรงกับคนอื่นไหม อันนี้ต้องไม่ใช่อันเดียวกัน มันเป็นสมมุติสัจจะ ปรมัตถสัจจะจิตวิญญาณนี้แทนกันไม่ได้เลย ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ละเอียดกว่านี้

sms _ขอความร่วมมือ ผู้ชมบุญนิยมทีวี ช่วยตอบแบบสอบถาม แบบสำรวจช่องทางการรับชมบุญนิยมทีวีของประชาชน* สำหรับผู้ที่ไม่เคยตอบแบบสอบถามนี้ โดยการสแกน QR Code บนหน้าจอ. เพื่อสำรวจปริมาณและสัดส่วนของช่องทางรับชมบุญนิยมทีวีของประชาชน เอาไว้เป็นข้อมูลในการผ่องถ่ายช่องทางการออกอากาศบุญนิยมทีวี จากโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มาเป็นโทรทัศน์ทางอินเตอร์เน็ต(ชมผ่านมือถือ แทบเล็ต คอมพิวเตอร์ smart Tv กล่องรับทีวีอินเทอร์เน็ตหรืออื่นๆ) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้ค่าใช้จ่ายของสถานีลงได้ถึง ห้าแสนบาทต่อเดือน เป็นการแบ่งเบาภาระของส่วนกลางบุญนิยมทีวี ซึ่งเป็นทีวีของคนจน พ่อครูก็มีนโยบายให้เปลี่ยนแปลงจากโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มาเป็นโทรทัศน์ทางอินเทอร์เน็ตเพื่อ เป็นการประหยัดและช่วยลดภาระของบุคลากรบุญนิยมทีวีอีกด้วย ใครไม่สะดวกตอบทางอินเทอร์เน็ต กรุณาโทรมาที่เบอร์ 1. คุณประเทืองธรรม (ตี้) เบอร์โทร 086-4999721 2. คุณประทับใจ (บี) เบอร์โทร 088-5986877 3. คุณดินนา โคตรบุญอาริยะ 085-9492980 กราบนิมนต์พ่อครูกล่าวถึงความจำเป็นที่เราต้องงดการออกอากาศทางดาวเทียมด้วยครับ อาตมาเองทุกวันนี้ก็รู้อยู่ว่า ค่าใช้จ่ายก็มีอะไรต่ออะไรบ้าง เพราะว่าการเงินเขาก็รายงานมาอยู่

_SMS วันที่ 23 มี.ค. 2563 (สำมะปี๋ซี๋วิต) _ขวัญ เขตบุญ : น้อมกราบนมัสการ พ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ กราบนมัสการ ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพค่ะ กสทช.บอกให้ลูกๆที่อยู่กทม. กลับบ้านห่วงพ่อแม่ไม่แพร่เชื้อให้ท่าน(คือถ้ากลับก็ให้กักตัวใว้ 14 วันค่ะ) สู่แดนธรรมว่า...มีข่าวทางเฟสบุ๊ค ลูกหลานที่กลับหมู่บ้าน มีคณะกรรมการคัดกรองให้ไปกักตัวอยู่กระท่อมปลายนาด้วยครับ พ่อครูว่า…เป็นเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดยุคเข็ญเกิดพฤติกรรมประหลาด มันเป็นการพิสูจน์จิตวิญญาณมนุษยชาติในการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ ที่ต้องสยบต่อธรรมชาติของโลกที่มันมีความละเอียดละออลึกลับ แล้วมันมากันอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยก็ไม่ได้ มันเกินกว่า เอาละก็เป็นที่รู้กัน

_จักรพล พุทธพัฒนา : ไม่ทราบว่าสมัยพุทธกาลไม่ค่อยมีงานมากด้วยรึเปล่าครับ..จึงมีแต่เดินกับนั่งและฟังธรรมเป็นงานหลัก..งานอื่นเป็นปลีกย่อยเท่านั้นครับ./ผมเคยเป็นฤษีเดรถีย์อัญญปริพาชกมาก่อน..พอขบถมาเข้าพุทธและมารู้จักสัมมาสมาธิของพุทธแล้วจึงรู้ชัดว่าลัทธิที่ผมอยู่เก่านั้นไร้สาระมากๆๆๆๆเลยครับ. พ่อครูว่า…ยุคนี้มันบีบคั้นโง่หนักซับซ้อน จนตัวเองไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้โลภ มันได้มีมากมายเป้นล้านๆ คนรวยเป็นล้านๆ ส่วนคนจนติดลบเลย เป็นหนี้ ก็เป็นผู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ยให้คนรวยล้านๆ มีผู้ไม่ต้องเป็นทาสของโลกโลกีย์ ที่เขามีวิธีให้คนติดข่ายแหของเขา นั้น เราหลุดออกจากข่ายนั้นออกมาได้สุดยอดจริงๆ แล้วคนที่อยู่ในข่ายนั้น จะพูดให้ดีอย่างไรจะแก้ตัวยังไงก็ไม่พ้นหรอก พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า คนที่ตกอยู่ในข่าย(ชาละ)แหที่ครอบ ดิ้นออกไม่ได้เหมือนกับลิงติดแห คนที่ติดในข่ายได้แต่ดิ้นรน การดิ้นรนนี่คือตัวตัณหา แล้วตัณหานี้ พระพุทธเจ้าไขความว่า ผู้ที่มีตัณหาเป็นความแส่หาดิ้นรนของตัณหา (ตัณหา คตานัง ปริตัสสิตัง วิปผันทิตเมวะ) เป็นความไม่รู้ เป็นความไม่เห็น เป็นเพียงความแส่หาของตัณหา พวกนี้เป็นพวกอชานตัง อปัสสตัง ไม่รู้ไม่เห็นมีแต่ตัณหาเป็นความดิ้นรนแส่หา (สู่แดนธรรมว่า เขามีตัณหาแส่หาได้เอง โดยปราศจากผัสสะอันก่อให้เกิดตัณหา) พ่อครูว่า..เป็นเดียรถีย์ 100%

_Sunita Monitzer สุนิตา โมนิตเซอร์: น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะสิกขมาตุด้วยความเคารพยิ่งเจ้าค่ะ ให้ทุกท่านปลอดภัยจาก โควิด19นะเจ้าค่ะภาพเสียงชัดเจนดีค่ะจาก ออสเตรีย _Pop Tuesday : จีนนำส่งเวชภัณฑ์ช่วยไทยสู้โควิด-19 ถึงสุวรรณภูมิแล้ว _แม็ค นครศรี : ผมกินทุกวันฟ้าทะลายโจร _Jontookchat Silsrang Chaiya ศิลป์สร้าง จนทุกชาติ : ต้องจัดการกับปัญหาการใช้ไมค์โครโฟนร่วมกันด้วยนะค้าบ เป็นห่วง กราบนมัสการค้าบ

สื่อธรรมะพ่อครู(สาธารณโภคี) ตอน คนจนที่คนอื่นเห็นว่ารวย _สุภัทร เจจือ : วัดทำการปิด.มันก็ไม่อดตาย วัดคนรวย พ่อครูว่า... คุณเห็นว่าเรารวย แต่สภาวะจริงนั้นเราจน แต่เรามีอยู่มีกินมีใช้ สภาวะความรวยอยู่ที่ไหน ความรวยคือ ที่สมรรถนะกับความขยัน นี่คือความรวยกินไม่หมด ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ความรวยคือสมรรถนะ คือความรู้ความสามารถ กับความขยัน คนที่มีความรู้ความสามารถกับความขยันอยู่ในตัว มันจะพอกินพอใช้ เกินกินเกินใช้ ยิ่งเป็นสาธารณโภคีมาอยู่รวมกันแล้ว แต่ละคนก็เฉลี่ยส่วนได้ที่ตัวเองสร้างเข้ากองกลาง แต่ละคนจะมีสมรรถนะกับความขยัน เป็นทรัพย์ยิ่งใหญ่ที่มากเกินตัว ตัวเองกินตัวเองใช้เหลือ จากความขยันกับสมรรถนะของเราแต่ละคน ด้วยสุจริตธรรม ขยันสร้างสรร สิ่งที่สุจริตธรรม มันจะเหลือกิน เมื่อเหลือเมื่อเกินแล้วเราก็ไม่เก็บกักกอบโกยเป็นของๆตน ไม่ต้องพูดเลยว่าจะต้องเอาไปออกดอกออกผลแบบทุนนิยม เราไม่ทำหรอก มันเลวมันชั่ว แม้เกินแล้วเราก็เอาเข้าส่วนกลางเพื่อจะช่วยกันจัดการด้วยระบบเศรษฐกิจ ด้วยระบบกระจายส่วนได้ส่วนเกินนี้ เผื่อแผ่ไปสู่คนอื่นที่ขาดแคลน อย่างน้อยที่สุดในสังคมมี 1.เด็กมันทำกินทำใช้ไม่คุ้มตัว 2.คนแก่ 3.คนเจ็บป่วย ก็จำเป็น 4.คนพิการก็จำเป็น คนพิการสรีระต่างๆที่ทำกินใช้ไม่คุ้มตัว พิการอัมพาตอัมพฤต หรือขาดส่วนนั้นส่วนนี้ หรือผู้พิการทางสมอง ยิ่งกินเก่งด้วยนะ พวกพิการทางสมองแต่ร่างกายใช้วัตถุอยู่มันซับซ้อนอีกที คนใน 5 จำพวกที่อาตมาช่วยตรวจสอบว่าเป็นผู้ที่จะต้องให้การช่วยเหลือจริงๆในสังคม ซึ่งมันก็มีไม่มากเหมือนคนปกติ สามัญที่ครบอาการ 32 มีมันสมองมีความรู้ความสามารถ จะขยันหรือขี้เกียจก็อยู่ที่คติ ก็จะอยู่ช่วยโลกถ้าเป็นคนที่ไม่ขี้เกียจ ไม่เห็นแก่ตัว มีความรู้ความสามารถ ขยันหมั่นเพียร มีวิริยารัมภะ สร้างสรรในแต่ละวัน ไม่เมื่อยก็เพียรเมื่อยก็พัก ตามคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง พิสูจน์ได้เลย

อาตมากำลังเพียรเร่ง ก็เร่งในที เขียนหนังสืออยู่สองเรื่อง คือเรื่อง ปัญญา 8 เอามาไขความให้ละเอียดเลย คำว่าปัญญา เรื่องลึกซึ้งมาก แล้วก็เรื่อง ประชาธิปไตยไทยที่ใครๆไล่ไม่ทัน มันเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 สืบทอดมาก็รู้วิธีการบริหารมาทั้งนั้น ทางการเศรษฐกิจทางการเมือง คอมมิวนิสต์กับเผด็จการก็ค่อยๆหมดไปจะมีเหลือเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนโดยอิสระ คอมมิวนิสต์ไม่ใช่อำนาจของประชาชนโดยอิสระแต่เป็นอำนาจของคณะผู้บริหาร ไม่ได้เป็นเผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นคอมมิวนิสตาธิราช อธิราชของคอมมิวนิสต์ เป็นอำนาจของคณะหนึ่งแต่ก็จะมีผู้นำใหญ่ ยังประเทศจีนก็มีสีจิ้นผิงเป็นผู้นำใหญ่ก็มีคณะที่พูดกันรู้เรื่องแล้วก็ร่วมกันคิดร่วมกันทำกันจริงๆ แล้วก็เป็นการแสดงอำนาจความคิดเห็นของผู้อื่นมาร่วมด้วย แต่ว่าก็เป็นอำนาจใหญ่ อยู่ในคณะ ส่วนประชาธิปไตยนั้นเอาประชาชนเลย ซึ่งเอาประชาชนเลยก็มีข้อด้อย ตรงที่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนจะเป็นคนเห็นแก่ตัวมีกิเลสมากเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาความเป็นอำนาจส่วนใหญ่ เอาคะแนนเสียงของประชาชนเป็นใหญ่ มันก็เป็นอำนาจของคนอวิชชา คนส่วนใหญ่มีอำนาจอวิชชามากกว่าคนมีวิชชา สังคมก็เจ๊ง อันนี้เป็นความลึกซึ้งของอาตมาที่กำลังขยายความว่าประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับจิตวิญญาณแล้วมีการสืบทอดจิตวิญญาณสายกษัตริย์ ซึ่งสุดยอดทั้ง วิญญาณ สรีระ กฎมณเฑียรบาล แม้จะเปลี่ยนวงศ์ราชะ จะเปลี่ยนมาเป็นวงศ์กษัตริย์อื่นก็ตาม กษัตริย์วงศ์ไหนก็ตามก็ต้องขายทอดตามกฎมณเฑียรบาลทั้งนั้น อันนี้ซับซ้อนลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นสายประชาธิปไตยขาเดียวเลือกจากประชาชนนี่ ถึงเรียกประชาธิปไตยขาเดียว ใครขึ้นมาก็ได้ใครมีแทคติกทางทุนนิยมใช้ทุนอำนาจวิธีการใดจะเอาชนะ เหมือนกับสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เป็นอย่างอังกฤษทีเดียว สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างประชาธิปไตยขาเดียวที่ตกต่ำที่สุดแล้ว (มีไฟตกช่วงหนึ่ง) จริงๆแล้วมันเป็นธรรมดาธรรมชาติเจริญ อจินไตย เหมือนพระพุทธเจ้าต้องมีพระเทวทัตเป็นตัวอย่างเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร อาตมาก็ต้องมีตัวอย่างที่จะหยิบมาบ้าง อาตมาก็เอาวิชาการเอาความจริงของสัจธรรมเป็นใหญ่ ตัวบุคคลอาตมาก็ต้องว่า สรุปแล้วทุกอย่างในสัจธรรม มันจะมีคู่ เป็นคู่เปรียบเทียบให้ศึกษา เราเลือกเอาสิ่งที่ดีกว่าเสมอเรียกว่าสมมติสัจจะ เลือกสิ่งที่ดีกว่ามาใช้ในปัจจุบันธรรมนั้นๆเสมอ อันนี้จึงขึ้นอยู่กับผู้รู้ผู้ที่เป็นปราชญ์ จะเป็นผู้ที่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ตามมหาปเทส 4 ขึ้นอยู่กับปัจจุบันธรรม สภาจะต้องมีสัตบุรุษจึงจะเป็นสภา ประเทศไทย ขนาดสภาเลือกสัตบุรุษเข้าไปแล้ว ยังปล่อยให้อสัตบุรุษเข้าไปออกเสียงเห่าอีก เมืองไทยนี่สุดยอด ถ้าหากเป็นเมืองอื่นเขาเอาเข้าคุกไปหมดแล้ว เมืองไทยนี่เดี๋ยวหาว่ารังแกกัน เขาได้โอกาสก็เลยออกมาเห่า หมาน้อยเอ๋ย มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้งอีกอย่าง

_3470 : อัมพัฏฐสูตร. สนุกมาก แต่ AIRTIME น้อยไป พ่อครูว่า...คนนี้ช่วยอาตมาทวงคืนเวลา

นิมนต์พ่อครูดื่มน้ำ สิกขมาตุรินฟ้า..

สู่แดนธรรม ท้าวความ พระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตร ล.9 ข้อ 141-144 เรื่องของอัมพัฏฐมานพ ... พ่อครูว่า... ล.9 ข้อ [145] ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง กับพระผู้มีพระภาคผู้ประทับนั่งอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เหมือนดังเธอ เดินบ้างยืนบ้าง สนทนาปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ? อ. ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่งพราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นอน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น เป็นคฤหบดีเชื้อสายกัณหโคตร เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ข้าพเจ้าย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดมผู้เจริญนี้. อัมพัฏฐะ ก็เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใดแล พึงใส่ใจถึงประโยชน์นั้นแหละไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพ ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย สำคัญตัวว่าได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจากไม่ได้รับการศึกษา. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพถูกพระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิด้วยพระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่ากล่าวพระผู้มีพระภาค คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความเสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดม พวกชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ยังไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งแรกด้วยประการ ฉะนี้. [146] อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร?. ท่านโคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปยังนครกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่างของพราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินเข้าไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูงๆ ในสัณฐาคารเอานิ้วมือสะกิดกันและกันเฮฮาอยู่เห็นทีจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สอง ด้วยประการฉะนี้. [147] อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตนก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจ เพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย. ท่านโคดม วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ 4 เหล่านี้ 3 วรรณะ คือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สาม ด้วยประการฉะนี้. [148] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้ กล่าวเหยียบย่ำพวกศากยะอย่างหนัก โดยเรียกว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ถ้ากระไร เราจะพึงถามถึงโคตรเธอดูบ้าง แล้วพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กับอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอมีโคตรว่าอย่างไร? กัณหายนโคตร ท่านโคดม. อัมพัฏฐะ ก็เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้าเธอเป็นลูกนางทาสีของพวกศากยะ ก็พวกศากยะเขาพากันอ้างถึงพระเจ้าอุกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษ.ว่าด้วยศากยวงศ์ [149] อัมพัฏฐะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าอุกกากราชทรงพระประสงค์จะพระราชทาน สมบัติให้แก่พระโอรสของพระมเหสีผู้ที่ทรงรักใคร่โปรดปราน จึงทรงรับสั่งให้พระเชฏฐกุมาร คือพระอุกกามุขราชกุมาร พระกรกัณฑุราชกุมาร พระหัตถินีกราชกุมาร และพระสีนิปุระราชกุมาร ออกจากพระราชอาณาเขต พระกุมารเหล่านั้น เสด็จออกจากพระราชอาณาเขต แล้วจึงไปตั้งสำนัก อาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ริมฝั่งสระโปกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน. อัมพัฏฐะ ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชตรัสถามหมู่อำมาตย์ราชบริษัทว่า บัดนี้พวกกุมารอยู่กัน ณ ที่ไหน?. สมณะฟ้าไท สรุปจบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน