คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ”(ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในตน).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข28 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ”(ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในตน) 6) คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ” ถ้าคนมี“ปัญญา” มีความรู้-ความฉลาด”ทำคนให้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความเป็นคนเลี้ยงง่าย(สุภระ)-ความเป็นคนพัฒนาง่าย(สุโปสะ)-คนที่มักน้อยหรือกล้าจน(อัปปิจฉะ)-คนมีใจพอ(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) พวกเรานี้คนใจพอ มีน้อยก็พอมี ศูนย์ก็พอ เป็นคน ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน ภูมิใจที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้าให้พวกเราทำแล้วเกิดปรากฏการณ์จริง คนที่ขัดเกลาตนเอง(สัลเลขะ)-คนที่มีข้อปฏิบัติพาสูงส่งเจริญยิ่งๆ(ธูตะ)-คนที่มีอาการเป็นที่น่าเลื่อมใส(ปาสาทิกะ)-คนไม่สะสม(อปจยะ)-คนขยันเสมอ(วิริยารัมภะ)”สำเร็จได้จริง เป็น“คนประเสริฐ” เป็น“อาริยบุคคล”แท้ก็จะมีผลสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันจริงๆแท้ๆได้อย่างวิเศษ ผลสำเร็จก็จะพาสังคมหมู่กลุ่มประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขมี“สาราณียธรรม 6” ที่ครบด้วย“เมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโนกรรม-มีลาภที่ได้โดยธรรมก็นำมารวมกันเป็นกองกลางกินใช้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเรียกว่าเป็น“สาธารณโภคี”-ต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ศีล”เสมอสมานกันไปเท่าที่แต่ละคนมี-ต่างคนต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ทิฏฐิ”เสมอสมานกันไปเท่าที่ตนมีของแต่ละคน ตามฐานานุฐานะ เศรษฐกิจสาธารณโภคี คาร์ล มาร์กซ์ แกอยากได้ ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลาง 100% ถ้าถึงสาธารณโภคีนี้เสียภาษี 100% สร้างมาเท่าไหร่ก็เอาเข้ากองกลางหมด เอาไปช่วย ไปขายก็ขายก็เอาไปเข้ากองกลาง ไม่ขาย มีผลผลิตตรงๆก็เอาเข้ากองกลาง ไปขายเป็นชั้น 2 ก็เอาไปเข้ากองกลาง แหม น่าสงสารคาร์ล มาร์กซ์ที่ไม่พบโพธิรักษ์ เขาตายไปก่อน โพธิรักษ์มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามา เพราะฉะนั้นคาร์ล มาร์กซ

อ่านต่อ

์มา ก็จะพูดถึงทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่สอนนี่แหละให้รู้ จะไปแก้ปัญหาปัญหาต้องแก้ที่จิตวิญญาณ ปัญหาเศรษฐกิจที่จะเสียภาษี 100% เสียภาษีให้แก่ส่วนกลางมากๆโดยไม่ต้องออกกฎหมายบังคับมากนัก อย่างประเทศที่เขามีกฎหมาย ออกกฎหมายบังคับให้เสียภาษีมากๆ อย่างที่เราอ่าน ประเทศโน้นประเทศนี้ สวีเดน สหรัฐ ภาษีของเขาขูดกันน่าดู แล้วเขาก็ให้สวัสดิการกัน จ่ายภาษีไปมาก เขาก็ให้สวัสดิการ เขาก็เลยไม่แข็งข้ออะไรกันมาก ถ้าสวัสดิการเขาไม่คุ้มก็จะประท้วงกันแน่ เพราะฉะนั้นคนที่ชัดเจนมารู้เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาสังคมก็ดี หรือแม้แต่ปัญหาการเมืองก็ตาม มาแก้ปัญหากันด้วยหลักวิชาที่พาให้จิตเจตสิกต่างๆนี้ลดกิเลสเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ขี้โลภ ลดโลภ โกรธ หลง ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆ คนก็จะลดกิเลสได้จริงๆ แล้วก็จะมาจบสาราณียธรรม 6 แล้วก็จะปฏิบัติธรรมไปมีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญตากันตามฐานานุฐานะ ไอ้ที่จบแล้วก็อยู่กินใช้อาศัยกันไปเป็นสังคมที่ มีสมบัติอุดมสมบูรณ์ เป็นสมบัติชั้น 1 ด้วย เงินทองน้อยก็เป็นสมบัติชั้น 2 แต่สิ่งที่อาศัยเป็นปัจจัยของชีวิตคืออาหารการกิน เป็นสมบัติชั้น 1 อุดมสมบูรณ์ มันไม่น่าจะยากนะ ที่อาตมาอธิบาย พระพุทธเจ้ามีความรู้ความเข้าใจสิ่งเหล่านี้มาตั้งทฤษฎี ทฤษฎีเป็นภาษาสันสกฤต ทิฏฐิเป็นภาษาบาลี อันเดียวกัน แต่คนไทยเอาทฤษฎีมาใช้ทั่วไป ทิฏฐิก็ใช้กันอยู่ในหมู่นักปฏิบัติธรรม แต่เขาก็ยังแยกว่า ทฤษฎีมันอย่างหนึ่ง ทิฏฐิมันอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงมันอันเดียวกัน มันเป็นความรู้ความเห็นเป็นความเข้าใจ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัส“ทฤษฎี”หรือ“ทิฏฐิ”ที่เป็นโลกุตระ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ”ไว้ให้ปฏิบัติอย่าง“สัมมาปฏิบัติ” จนบรรลุ“ปัญญา”ตามแบบพระพุทธเจ้าก็จะสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันอย่างยั่งยืนถาวรไปตลอดกาลนิรันดรเลย พวกคุณจะไปตลอดกาลนิรันดรไหม จะวกวนไปเอาข้างนอกอีกไหม ตอบมาชัดเจนเลย อาตมาเชื่อว่าพวกคุณจริงใจ ไม่ได้ตอบเล่นๆ ที่ตอบได้ก็เพราะว่าเราได้ปฏิบัติจริง ปฏิบัติมีผลจริง สามารถทำได้ นั่นคือ สามารถรู้เรื่อง“จิต เจตสิก รูป จบกิจก็ถึงขั้น นิพพาน” พวกคุณนี้มีนิพพานกันแล้วระดับหนึ่ง แต่คุณเข้าใจนิพพานไม่ได้ เป็นอรหัตผลหรืออรหันต์ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะว่าแล้วนี่ ง่ายๆตื้นๆ อาตมาเคยพูดมาแล้ว ชาวอโศกอยู่ในราชธานีอโศกนี้มันเป็นเมืองอนาคามี พ้นโสดาบัน สกิทาคามี การทำงานอะไรมาอยู่ที่นี่ อนาคามีขึ้นไปเป็นอย่างต่ำ พ้นขึ้นไปก็เป็นอรหันต์ แต่สัญญา 1 วิจิกิจฉา 1 กำหนดไม่แม่น ตัดจบของตัวเองไม่ได้ สัญญามันขึ้นมาหลอก สัญญาคือความจำ มันเคยสุขอย่างนี้ เคยได้อย่างนี้ เคยมีอย่างนี้วนอยู่นั่นแหละ ก็เอ็งไปเอาหรือเปล่าตอนนี้ก็ไม่ได้เอาแล้ว มานั่งคิดมาวนซ้ำซากอยู่ทำไม ตรวจให้ดีๆนะ ใจตัวเองเป็นทาสสัญญา เป็นทาสความจำ เป็นทาสความหลงเข้ามาวนเวียนอยู่นั่นแหละ เคยสุขอย่างนั้น ก็ไม่เอาแล้ว มาอยู่ที่นี่แล้วก็ไม่เอาแล้ว จะให้ไปเอาอย่างนู้นก็ไม่เอา จะบ้าหรือเปล่า เห็นไหมว่าเป็นสัญญาวิปลาส สัญญามันพาให้วิปลาส วิปลาสคือบ้านะ สัญญามันวิปลาสเห็นไหม ตรวจสอบตัวเองให้ดี _สู่แดนธรรม... อันนี้คือไม่พ้นนิวรณ์ตัวที่ 5 ใช่ไหมครับ ไม่พ้นวิจิกิจฉา พ่อครูว่า... มันไม่สมบูรณ์แบบไม่ลงตัวทั้งๆที่ทำได้แล้วให้ไปเอา ก็ไม่ไปเอาแล้ว แล้วทำไมยังซ้ำแซะอยู่ในจิตวิญญาณของตัวเอง วนคิดอยู่นั่นแหละแล้วมันก็เลยเหลือภพ เหลือชาติ ถ้าคุณเข้าใจชัดแล้วก็ไม่ไปวนก็จบภพจบชาติในตัว อย่างน้อยเป็นอนาคามีอย่างที่อาตมาว่า _สู่แดนธรรม... คงเป็นเพราะว่าพวกเราชาวอโศก เคยถูกสอนมาว่าอย่าไปสำคัญตัวเองผิด พ่อครูว่า... ก็นี่มันสำคัญตัวเองผิดต่างหากเล่า คุณจะไปเอาหรือลาภยศสรรเสริญอย่างที่ว่านั้นก็ไม่เอา แม้แต่สรรเสริญคุณก็ไม่เอา สุขอย่างโลกีย์ คุณก็ไม่เอาแล้ว จะเอาไม่สุขไม่ทุกข์ จะเอาสุขสงบอย่างนี้ แล้วมันคืออะไร _สู่แดนธรรม... กลัวให้คะแนนตัวเองผิดพลาดครับ พ่อครูว่า... ให้คะแนนตัวเองไม่ถูก มัน นามธรรมเนาะ คือจิตเจตสิกตัวเอง มันไม่ง่ายที่จะรู้แล้วจะจบให้มัน จะรู้ความสำเร็จให้มัน และเรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นที่สุดได้จริง ถ้ากำหนดหมายได้ชัดจึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการของจิตวิญญาณ” ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส คือสิ่งที่อาตมาพูดนี้ ชนิดที่แยกเป็น“เจตสิก”ย่อยออกไปละเอียดลออ ถึงขั้นสามารถทำ“เวทนาเจตสิก” นี่แหละคือจุดสำคัญ จะรู้จักความรู้สึกที่อ่านได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจะต่างกันอย่างไร ความเป็นจิตเจตสิกที่มันมีสภาพ มีอาการของมันว่า เวททนา คืออาการอย่างไร สัญญา คืออาการอย่างไร สังขารคืออาการอย่างไร นี่คือเจตสิก 3 ของวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้าท่านละเอียดลออแยกมาให้เห็นอาการของความจริงปรมัตถ์ ที่จิตเราเป็น เวทนาคือความรู้สึก รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญาคือตัวกำหนด เป็นเจตสิกที่มันไปกำหนดอันนั้นอันนี้กำหนดรู้แล้วมันก็จำไว้แล้วมันก็มี 2 มันกำหนดรู้แล้วมันก็จำไว้ ส่วนสังขารนั้น มันปรุงแต่งกันเละเทะอยู่เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่อวิชชาไม่รู้จักสังขาร มันปรุงกันเละไม่รู้เรื่อง แยกกันไม่ออกเลย พวกเรานี้พอแยกออกบ้าง แต่ก็ยังแยกไม่ชัด เพราะฉะนั้นเมื่อมีวิชชาก็จะเข้าใจสังขาร เข้าใจวิญญาณ มันรู้ตัวแล้วเจตสิก 3 ก็คือวิญญาณ แยกออกเป็นรูปเป็นนาม เป็นนามรูป เสร็จแล้วก็สามารถที่ เมื่อมันมาปรุงแต่งกันเข้ามาเป็นอายตนะ มันก็ชักจะมันปนๆกันแล้ว มันชักแยกไม่ออก คุณก็เลยไม่รู้ว่า ในตัวตนของ อายตนะนี่ ที่มันรวมกันเป็นหนึ่งนี้ ระหว่างนามรูป ระหว่างกายกับจิต หรือวัตถุกับจิต มันรวมเป็นหนึ่งแล้ว แยกไม่ออก คุณก็ทำอะไรมันไม่ได้ ก็ให้มันเป็นพลัง เป็นอำนาจครอบงำเรา ก็กลายเป็นความไม่รู้ของสังขารที่อวิชชา ให้เราตกเป็นทาสสังขาร ทาสอวิชชา ทาสอายตนะหรือทาสวิญญาณ เพราะแยกนามรูปไม่ออก ถ้าแยกเป็น 2 ได้ รู้จักความเป็น 2 ตัวสำคัญคือสุขทุกข์ แยกออกว่าสุขทุกข์ ชอบใจก็สุข ไม่ชอบใจทุกข์ นี่แหละคือความโง่อันดักดานที่สุด ชอบใจไม่ชอบใจ เพราะฉะนั้นถ้าเหตุปัจจัยมันได้เท่านี้ก็คือเท่านี้ มันสังขารกันเท่านี้ หรือเป็นอายตนะเท่านี้ปรุงแต่งเป็นอายตนะเท่านี้มันก็คือสังขารปรุงแต่ง ถ้าอายตนะก็ละเอียด สังขารก็หยาบ คุณเข้าใจรู้ทันว่านี่คือรูปนามปรุงแต่งกันอยู่ แยกออก รูปเป็นเครื่องอาศัย หยาบ นามเป็นเครื่องอาศัย ละเอียด สุขทุกข์อยู่ที่นาม คุณมีรูปที่เป็นเครื่องอาศัย เราทำมาหาได้เท่านี้ เพราะมีเท่านี้แล้วยังชีพยังสังขารอยู่รอดไหม อยู่ดีไหม พอไปได้แล้วใช่ไหม คุณเกิดสันโดษ คุณเกิด รู้พอ คุณก็จบ คุณไม่สันโดษ คุณไม่รู้พอ คุณยังมีกิเลส อยากได้ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อยากได้มากกว่านี้ อยากได้เท่กว่านี้ ก็บ้าไปเถอะ แต่พวกคุณนี้ลดบ้าพวกนี้มามากแล้ว ตรวจความจริงให้ได้สิ จะได้รู้ว่า โธ่เอ๋ย เราก็จบกิจแล้ว ยังซ้ำแซะหมุนเวียนว่า เรายังมีนั่นมีนี่อะไรอยู่ นี่อาตมากำลังบรรยายให้พวกเราได้เข้าใจว่า เราจะไปตรวจสอบตัวเองได้ ชัดเจนขึ้น ได้เข้าใจความจริงขึ้นว่า ปัดโธ่ เราเองก็หลุดก็พ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้จักหลุดพ้นเอง นั่นคือยังอวิมุติ เราก็หลุดพ้นมาแล้ว เราก็วิมุติแล้ว แต่ทำไมไม่รู้จักจบ อวิมุติ _สู่แดนธรรม... ถ้าอย่างนี้ถือว่าเป็นวิมุติครึ่งหนึ่งได้ไหมครับ เจโตวิมุติแล้วแต่ปัญญายังไม่รอบ พ่อครูว่า... ได้ ได้เจโตวิมุติแล้วแต่ปัญญาไม่รอบถ้วน 1.วิมุติ อวิมุติ 2.สมาหิตะ อสมาหิตะ สมาหิตะ คือ จิตตั้งมั่น คุณจะออกไปจากอันนี้ไหม คุณก็มีแล้วจิตตั้งมั่น ตรวจวิมุติของตัวเอง คุณมีอนุตรจิต แต่ไม่ตรวจ ไม่เข้าใจ ไม่สรุป ไม่รู้ตัวเอง อนุตระ มันหมดแล้ว มันเหนือแล้ว จิต ไม่ต้องมีอะไรอีกกว่านี้แล้ว แต่คุณก็ยังนึกว่า เรายังดีเหมือนกัน สอุตรจิต แต่มันยังไม่จบ ไม่รู้จักจบ แล้วจะจบตรงไหนวะ นี่การบรรยายธรรมะวันนี้เป็นการบรรยายธรรมะในการตรวจสอบ สรุปให้กิจของคุณจบ สรุปให้กิจของคุณจบ อาตมาว่าพวกเรามีสภาวะ เป็นอนาคามีเป็นอรหันต์กันไม่ใช่น้อย แต่มันยังไม่มีปฏิภาณปัญญาเพียงพอ ที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นตรวจดีๆ อย่างน้อยก็พูดไปข้างนอกไปเทียบกับข้างในให้รู้อยู่ตั้งหลายครั้งหลายรอบแล้ว ว่าคุณจะออกไปไหมข้างนอก แล้วอยู่ที่นี่นี่พอไหม พอแล้ว แล้วจะกลัวความจนไหม จะสะสมอะไรอีกไหม แล้วทำไมถึงไม่หยุด ทำไมยังไม่พอ เราทำขึ้นมานี้มันซ้อน เราสร้างนี่เราชื่นใจ เราสร้างได้เก่ง มันเกิดความพองตัวเป็นอัตตา เราทำให้เขากินเขาใช้ มันเป็นอุปกิเลสซับซ้อนอยู่ ก็คุณทำได้ก็ดีแล้ว มันทำได้ให้คนอื่นอาศัยก็ดีแล้ว แล้วคุณจะไปยึดเป็นเราเป็นของเราอยู่ทำไม รู้จักการยึดเป็นเราเป็นของเราไหม รู้ ชัดขึ้นเนาะ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านมีบทเรียน ให้เรียนจิต เจตสิก รูป นิพพานแล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญงอกงามไพบูลย์ให้เป็นที่สุดให้ได้จริงๆ ซึ่งมันสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอาการของจิตวิญญาณ ชนิดที่แยกเป็นเจตสิกย่อยออกไปละเอียดละออ ถึงขั้นสามารถทำเวทนาเจตสิก ด้วยความมี“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” แล้วแยก“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ “ความจบกิจ”จริงแท้เด็ดขาด จึงสำเร็จกันได้ “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือแก้ปัญหา“การเมือง” ตามตำราหรือทฎษฎีที่เรียนกันมาจากเมืองนอกอันมีแต่“ความรู้”ของชาว“เทฺวนิยม”ที่เป็น“โลกียภูมิ”เท่านั้น รับรองได้ว่า จะไม่มีวัน“จบกิจ”ในการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือไม่มีวัน“จบกิจ”ในการแก้ปัญหา“การเมือง”เด็ดขาดได้แน่ๆ เพราะฉะนั้นไม่มีทางจบกิจการได้ง่ายๆหรอก ขนาดพวกคุณยังไม่ง่ายเลย เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ประดามีของชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นแค่“โลกียภูมิ”นั้นยังเป็นแค่“เฉโก” แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือ“แก้ปัญหาการเมือง”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”สุดสิ้นที่เป็น“เศรษฐกิจ”เป็น“การเมือง”ได้มั่นคงยั่งยืนถาวรยาวนาน ต้องทำคนให้เกิด“ปัญญา”มี“ความรู้” ที่เป็นพุทธขั้น“โลกุตระ”เป็นชาว“อเทฺวนิยม”ที่แก้ปัญหากันด้วย“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”จึงจะจัดการกับ“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ” ซึ่งจะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ทั้งที่เป็น“จิตวิญญาณ”อย่างถึงแก่นแท้ครบทั้ง“พระเจ้า”ทั้ง“เงินทอง”เพราะมี“ความรู้-ความฉลาด”ขั้น“ปัญญา”โลกุตระ อธิบายเฉลี่ยไปหมดเลยทั้งจิตวิญญาณของพระเจ้าและจิตวิญญาณของคนที่โง่ ไปหลงเงินว่าเป็นพระเจ้า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เรียนกันในเมืองไทยที่มี“ศาสนาพุทธ” ให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาได้จริง ตำราหรือทฤษฎีของศาสดา เทฺวนิยมแค่“เฉโก”แก้ไม่สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”เศรษฐกิจแน่ ส่วนมากนักเศรษฐศาสตร์ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือจบมาจากต่างประเทศ ไม่ได้จบมาจากมหาวิทยาลัยโลกุตระพูดชัดๆก็คือจบมาจากมหาวิทยาลัยชาวอโศกซึ่งก็ยังไม่มี มีแต่ชาวอโศกนี่แหละที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจมีความรู้ทางการเมืองแบบพระพุทธเจ้า จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จ อาตมาพูดหลายทีแล้วว่า พวกเราชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก้ปัญหาการเมือง เสร็จจบกิจ เชิญให้มาตรวจสอบ เอหิปัสสิโก เชิญให้มาดูได้มาตรวจสอบได้ว่าจริงไหม ซึ่งมันเป็นของยาก แต่เป็นของที่น่าได้ โอปนยิโก เป็นของสูงเป็นของยากเป็นของน่าได้ ต้องเอื้อมเอาให้ได้แล้วเราก็เอาได้แล้วเอื้อมได้แล้ว นี่ตรงตามพระพุทธเจ้า สวากขาตธรรม เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ก็ถูกต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นเราทำได้ เราก็พูดความจริง ซึ่งในประเทศไทยยุคนี้แหละมีประชาชนคนจริงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งได้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมมนุษย์ได้จริงยืนยันให้พิสูจน์ได้อย่างบริสุทธิ์สะอาดใจ นั่นคือ กลุ่มชนคนไทยที่เรียกกันว่า ชาวอโศก หรือ“สันติอโศก”นี่เเหละ เชิญ! เอหิปัสสิโก ไปเห็นแจ้ง“ของจริง”ได้ด้วย ซึ่งจะเห็นความจริงได้ ด้วยการเห็นหรือ“สัมผัส”ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจเองเลยว่า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือ“การแก้ปัญหาของมนุษย์ในสังคม”แบบพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกุตระ”นั้นแก้ได้ ขอยืนยันว่า ตำราเรียนหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเมืองนอกที่ร่ำเรียนมาจนจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากยุโรปตะวันตก อเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีทั้งใต้ทั้งเหนือ ตะวันออกกลาง ฯลฯ หรือแม้จะเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาก็ตาม ในยุคนี้ไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”ที่จะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ของปัญหาเศรษฐกิจได้หรอก “ทฤษฎี”ที่แก้ได้ มีอยู่แท้ๆนั้น มีในเมืองไทยนี่เอง คือทฤษฎีพุทธ และเป็นพุทธอันมี“โลกุตรธรรม”ด้วยนะ! ไม่ใช่พุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ โดยเฉพาะที่แน่ๆก็เชิญมาพิสูจน์กันได้ใน“ชาวอโศก”ผู้มี“ปัญญา”โลกุตรธรรม จริงๆแก้ ปัญหาสำเร็จ คนที่เขายังไม่อิโหน่อิเหน่อะไร ก็จะถามว่าเศรษฐกิจโลกุตรธรรมนั้นมีจริงหรือ 660327 ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในเรื่องเศรษฐกิจ ปรับทุกข์ปลุกธรรม #16 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน