“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ”.docx
เนื้อหาในไฟล์
“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” 5) “ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” “ทฤษฎี”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกที่ยังไม่มี “ทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”ไม่มี“จุดสำเร็จ”ของ“ปัญหา”ว่า จะ “จบปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”แท้จริงได้เลย เพราะ“คำตอบ”ของคนร่ำรวยหรือของผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่ยังไม่มี“ปัญญา”นั้น จะไม่มีคำว่า “เพียงพอ”หรือ“พอ”เป็นอันขาด คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงทาง“จิตวิญญาณ”จากการเรียนรู้และปฏิบัติ จนกระทั่งเกิด“ปัญญา”แท้ใน“อาริยสัจ 4”เท่านั้น ที่จะ“ยุติ”การกอบโกย-การเอาเปรียบจากสังคม “ความรู้-ความฉลาด“แค่“เฉโก”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” พูดแล้ว เหมือนอาตมาไปเรียนรู้เศรษฐศาสตร์จากที่ไหนมา เศรษฐศาสตร์ที่อาตมาพูดมานี้มีอยู่ในประเทศไทยเป็นพุทธศาสนาแล้วต้องเป็นโลกุตระด้วย ทุกวันนี้มีได้เป็นได้ก็อยู่ในชาวอโศกเรานี่แหละ ถ้าไม่ศึกษาหรือทำให้เกิดความรู้-ความฉลาดทาง“จิตวิญญาณ”เจริญจาก“เฉโก”ขึ้นเป็น“ปัญญา”ให้แก่ประชาชนเกิดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “เงินๆทองๆ”นั้นไม่ใช่ “พระเจ้า” แต่เป็น“ซาตาน” หรือเป็นผี เป็นมารต่างหาก คนก็ไม่มี“ปัญญา”ต้องตกเป็นทาส“เงินๆทองๆ” เพราะรู้ไม่ได้ว่า เงินทองมันคือ งูร้าย คือ ผี มาร ซาตาน “เงินๆทองๆ”ไม่ใช่“พระเจ้า” ไมใช่ผี มาร ซาตาน แต่“คน”ที่“โง่”อยู่ต่างหากคือผี มาร ซาตาน เอง ฟังให้ดีนะมันซ้อนอยู่ในตัวเองทั้งนั้น หลงเงินๆทองๆเป็นพระเจ้า โง่นะ ไม่โง่นั้นเป็นผีๆมารๆเป็นซาตาน อันเดียวกันหมดเลย ทั้งคำว่าพระเจ้า ทั้งคำว่าโง่ ทั้งคำว่าผี มารซาตาน อันเดียวกันหมดเลย แท้จริง“เงินๆทองๆ”มันไม่รู้ตัวหรอก”ว่า มันเป็น“งูร้าย” หรือมันเป็น ผี มาร ซาตาน เพราะมันแค่เป็น“วัตถุ” คนต่างหากที่“โง่” ที่ไม่มี“ธาตุรู้”จนสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได
อ่านต่อ
้ว่า ตนหลงโง่เองว่า “งูร้าย”คือ “เงินๆทองๆ” นั้นมันไม่ใช่“พระเจ้า”เลย มันเป็นแค่สิ่งสมมุติขึ้นใช้แทน“ค่า”เป็น“ตัวเลข”ให้รู้“จำนวน”กันเท่านั้น ธนบัตรนี้คือกระดาษเขียนตัวเลขใส่เข้าไปเท่านั้น แต่ก่อนไม่มีธนบัตรก็เอาเบี้ยเอาหอย สมมุติว่าขนาดนั้นขนาดนี้ พอฉลาดขึ้นมาก็ทำธนบัตร ก็ปั๊มตัวเลขใส่เป็นเท่านั้นเท่านี้ ก่อนนั้นมีเหรียญเป็นรูจนกระทั่งพัฒนาเป็นกระดาษเบาขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่บ้างแล้วก็ลดลงก็ใช้กระดาษเป็นหลัก ปั๊มได้ก็เป็นตั๋วแสดงค่าของเงินๆทองๆ ที่จริงแล้ว“เงินทอง”นั้นไม่ใช่“เนื้อแท้”ที่จะ“กิน”เข้าไปได้ “อาหาร”ทำให้สังเคราะห์“ชีวิตสังขาร”ของเราได้เลย เงินๆทองๆนี้คุณจะมีหอบไว้เท่าไหร่ก็เถอะก็ไม่ใช่ นี่แหละคือความฉลาดหรือความโง่ ตรงนี้เขาก็คิดว่าเงินๆทองๆนี้ฉันเอาไปซื้ออาหารได้ ก็จริงอยู่ในสังคมที่คนยังโง่ด้วยกัน มันยังต้องพึ่งพากัน ถ้าเป็นในสังคมที่คนฉลาดคนที่มีปัญญาแท้จริง แล้วคนที่รู้จักสาระเหตุปัจจัยของชีวิตที่ดี แล้วก็ไม่เป็นทาสไอ้ตัวเลขจำนวนเงิน จำนวนตัวเลข ซึ่งเป็นกระดาษกินไม่ได้ เขาจะรู้ว่าไอ้ของกินได้นี้สำคัญกว่ากระดาษนั้น กินได้ทันที กระดาษกินไม่ได้ทันที แต่ของแท้นี้กินได้ทันทีเขาก็จะรู้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่ไปนั่งผลิตเงินๆทองๆ คนที่ต้องหาเงินๆทองๆมาเพื่อที่จะได้ไปซื้อนั้น เป็นคนชั้น 2 ต้องมีเงินแล้วก็จะเอาไปซื้อของกินได้ คนชั้น 1 สร้างของกินตรงเลย ใครฉลาดกว่าใครเว้ย เงินๆทองๆไม่เห็นมีความสำคัญอะไรมากมาย! ผู้โง่งมงายในเงินทองอยู่จึงยังมี“ทุกข์”เพราะเงิน ถ้ามันทุกข์เพราะไม่มีของกินมันก็สมควรอยู่ ไม่มีของจะกินมันก็จะตายเอา ต้องลนลานวิ่งหาของกินของใช้ อาตมาเองอาตมาเดินรอบอโศกนี้ราชธานีอโศก ไม่เห็นมันจะต้องอดต้องอยากได้ยังไง อะไรก็พืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ขึ้นทิ้งกันของกิน เลือกกินเลือกใช้ เลือกกินเลือกยังชีพ มีอะไรต่ออะไรขึ้นมา อันนี้ยกขึ้นมาหน่อยเห็นคนอะไรก็ปลูกขึ้นมา ไอ้ที่ไม่ปลูกเกิดขึ้นเองก็งามเต็มไปหมด ไม่ค่อยกินกัน ไม่ค่อยนิยม นิยมอะไรก็ปลูกอันนั้น ไม่นิยมมันขึ้นเอง บางคนก็ชอบ บางทีก็สลับชีวิต กินอย่างนั้นอย่างนี้บ้างก็เลยอุดมสมบูรณ์เนาะ ซึ่งคน“ขี้โลภ” คนผู้ไม่มีปัญญารู้จัก“ทุกข์”เท่านั้นที่ต้องจมอยู่กับ“ทุกข์”จึงยัง“ขี้โลภ”แย่งเงินทอง กอบโกยเงินทอง ขี้เหนียวเงินทองเป็น“ชีวิต” เป็น“จิตวิญญาณ” เป็นอัตตา” เป็นตัวกูของกู เชิดชู“เงินทอง”คือ“พระเจ้า” “วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตวิญญาณ”หรือ “ความรู้-ความฉลาด”ของคนปุถุชนคนโลกียะเทฺวนิยมทั่วไปนั้น จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พระเจ้า”ที่ชื่อว่า “เงินๆทองๆ”คือ ผี มาร ซาตาน งูร้าย ได้ จนกระทั่ง มีภูมิปัญญาจริงแล้วอยู่ “อยู่เหนือ(อุตตระ)”มัน เพราะเรามีสิ่งที่เป็นสาระแก่นสาร สิ่งที่กินใช้อยู่อาศัย ที่ตรงแล้วเป็นชั้น 1 เงินทองมันไม่ใช่ชั้น 1 เลย ถ้าว่ากันจริงๆแล้ว จะว่าชั้น 2 ก็ยังโก้ไป มันแย่กว่านั้นด้วยซ้ำ ฉะนั้นคนที่รู้จริงมีปัญญาจริงจึง ไม่เป็น“ทาส”เงินๆทองๆกันสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”จริง จบกิจจริงๆเลย ใครลองสำรวจตรวจตัวเองดูซิว่าเรื่องเงินๆทองๆเราหมดปัญหาเลยนะ วันๆหนึ่งไม่ต้องไปกังวลอะไร ไม่ต้องไปหา ไม่เหมือนแต่ก่อนนี้ ไม่เหมือน มันจบกิจแล้วเงินๆทองๆ ใครรู้สึกแบบนั้นบ้างยกมือขึ้นซิ อาตมาอธิบายธรรมะพวกนี้เป็นธรรมะโลกุตระหรือเป็นธรรมะที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่ธรรมะที่จะต้องอธิบายวนๆเวียนๆอยู่ในภพชาติอะไร อันนี้ตรงเข้าไปถึงจิตเจตสิกและก็รูปนิพพาน ให้รู้ว่าเราเองติดอะไรยึดอะไร ชีวิตที่จะต้องละหน่ายคลายไอ้ที่หลงติดยึด แต่เข้าใจว่าเป็นพระเจ้าไปเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอัตตา พระเจ้าก็คืออัตตา เพราะฉะนั้นวิญญาณหรือว่าธาตุรู้หรือว่าจิตวิญญาณจริงๆ หรือความรู้ความฉลาดของคนปุถุชนโลกีย์เทวะทั่วไป ก็จะไม่รู้จักพระเจ้าที่ชื่อว่าเงินๆทองๆว่าคือผี คือมาร คือซาตาน คืองูร้ายอะไร จนกระทั่งจะต้องอยู่เหนือ ผู้อยู่เหนือแล้วก็ไม่เป็นทาสเงินๆทองๆสำเร็จจบกิจจริง ทำไมจึงเป็น“ทาสเงินๆทองๆ” หรือเป็น“ทาสพระเจ้า”กันนัก งมงายอยู่กับ GDP กันแบบไม่เงยหูเงยหัว ทำไมไม่เห็นความสำคัญของ“จิตใจของคน” GDP ไปนับเอาแต่ตัวเลขเงินทองรายได้ แม้แต่ product หรือผลผลิตเขาก็ยังไม่สำคัญเท่ากับไอ้ที่ขายเป็นรายได้ เขาไปเพ่งที่ตัวเลขเงินๆทองๆ ไม่เห็นความสำคัญของจิตใจของคน อันเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง”ของคนในสังคม”มากกว่า“เงินๆทองๆ” แล้วแก้ปัญหากันที่“จิตใจของคน”กันให้ได้ มันถึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันได้จริง พูดไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายฟังให้ดีๆเถอะ ไปงมผิดประเด็น ผิดเป้า ผิดจุดสำคัญ ไปแก้ที่ตัวเลข ไม่มาแก้ที่จิตใจคนกับเนื้อหาสาระ ทำให้คนนี้รู้จักเนื้อหาสาระแก่นสารว่าจะอยู่กับเนื้อหาสาระแก่นสาร โดยเฉพาะว่าสิ่งที่จะต้องอาศัย อาหารก็ตาม เครื่องกินเครื่องใช้ก็ตามอะไรที่จำเป็น เป็นความสำคัญเป็นปัจจัยแห่งชีวิต นี่คือให้เขามารู้จักอันนี้กัน ไปมัวแต่บอกว่าไม่มีเงินไม่มีทอง ยากจนๆ จะแก้ปัญหายากจนๆๆ เมื่อไหร่มันจะจบกิจ เมื่อไหร่มันจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นกำหนดผิดฝาผิดตัวสิ่งที่เป็นปัญหาแท้ มันก็เท่ากับปัญญาไม่มี มันก็เท่ากับโง่ มันก็เท่ากับไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ที่จะมีหน้าที่ทำการช่วยสังคม แม้แต่ตนเองก่อน แก้ปัญหาให้ตัวเองก็ไม่ได้ ตนเองก็ไปหลงเรื่องเงินๆทองๆเรื่องของตัวเลข ว่านี่เป็นตัวชี้บ่งความเป็นเศรษฐกิจ แล้วก็ไปวุ่นวายอยู่กับตัวเลข เงินๆทองๆแม้แต่ของตัวเองก็ตาม แล้วจะไปแก้ปัญหาให้แก่สังคมโลก บางคนที่เข้ามาเสนอหน้าจะมาแก้ปัญหา ตัวเองนั้นรวยแล้วนะ เงินๆทองๆตัวเองมีเยอะ ประสบผลสำเร็จได้เงินๆทองๆแล้ว แล้วก็เห็นว่าตัวเองนี้ พ้นปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็จะมาแก้ปัญหาให้แก่คนไปรวยๆอย่างตนเอง แล้วก็มาครอบงำทางความคิดว่าจะแก้ปัญหาให้หายจน ฉันนี่แก้ปัญหาตัวเองสำเร็จแล้ว เห็นไหมนี่รวย รวย คนก็ต้องพาเชื่อ คนก็ต้องเชื่อว่า เออ..คนนี้จริงๆแล้วมีสิ่งที่เขาได้กระทำมาแล้วของเขาสำเร็จประโยชน์ เขาได้เป็นคนรวย เขาก็จะมาแก้ปัญหาให้แก่เรารวยอย่างเขาได้ คนที่จะได้รับการแก้ปัญหานั้นฉลาดแกมโกงเท่าเขาไหม มีแทคติกมีวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัดได้อย่างเก่งเท่าเขาไหม ไม่เก่งเท่าหรอก จะเก่งเท่าเศรษฐาไหม จะเก่งเท่าทักษิณไหม มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกขี้โม้ทั้งนั้น เพราะเขามีวิธีการแทคติกต่างๆ กลเม็ดเด็ดพรายที่จะเอาเปรียบเอารัดในเชิงนั้นเชิงนี้ เขาไม่เก่งเท่าคุณหรอก คนที่เก่งมีวิธีการโลภโมโทสันเอาเปรียบให้ได้มากๆถึงขั้นโกงให้ได้มากๆนั้นดีหรือเลว...เลว แล้วคุณจะเอาความเลวนั้นมาแจกจ่ายให้คนอื่นเป็นเหมือนอย่างคุณ มันซับซ้อนไหม คุณโง่ไปเถอะ อย่าเอาความโง่ของคุณมาแจกให้คนอื่นที่ยังไม่ได้โง่อย่างคุณ คนจนนะ 1.จนเพราะจำนน ยังอยากจะเป็นอย่างเขาแต่มันโง่ก็เลยจำนนต้องยอม 2. คนจนอย่างมีปัญญา ไม่ไปเอาหรอกอย่างคุณ เพราะมันแก้ปัญหาไม่สำเร็จแล้วมันก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย อย่างสำคัญก็คือ มันไม่ใช่ความดีงาม ถามไปแล้วเมื่อกี้นี้ มันเป็นความชั่วความเลว คนที่สามารถเอาความรวยจากสังคมมาได้มากๆ ไม่ใช่คนดีนะเป็นคนชั่วคนเลว ขออภัยอาตมาพูดแล้วก็เกรงใจอยู่นะ แต่มันเป็นความจริง อยากให้ฟังธรรมดีๆแล้วได้ปัญญา แล้วจะได้เข้าใจว่าเรารู้จักพอ เราจะเอารวยมานี้แล้วจะเกิดปัญหาในสังคม เพราะตัวเรานี่แหละ เพราะเรามาทำรวยให้เห็นก่อนแล้วเราทำได้แล้ว เราจะให้คนอื่นเป็นอย่างเราอีก คุณจะโง่ซับซ้อนจะชั่วซับซ้อนไปอีกกี่ชั้น ฟังทันไหมนี่ ไม่สับสนนะ เขารู้ไหมนะความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนเหล่านี้ ความฉลาดที่มีต่อสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนมี คัมภีราวภาโส อย่างที่อาตมาพูดนี้เขาไม่น่าโง่ที่จะเข้าใจไม่ได้นะ อาตมาอธิบายง่ายแล้วชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่รวยแล้ว รู้สึกตัว พอได้ฟังธรรมะ เลิก อย่างยุคพระพุทธเจ้าก็มีเศรษฐีต่างๆ เลิก จนกระทั่งมาเป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี กินข้าวก้นบาตรจากพระจากเจ้า นั่นคือคนมีปัญญา คนเปลี่ยนแปลงตัวเอง รวยไม่ใช่เล่นนะ อนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือแม้แต่วิสาขา วิสาขานั้นรวยถึงขนาดคนใช้นั้นรวยเป็นอันดับ 6 ของประเทศ คนใช้นะ เป็นเศรษฐีรวยระดับ 6 ของประเทศ แล้วนางวิสาขาจะเป็นเศรษฐีระดับไหน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เพราะฉะนั้นคนที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่อาตมาพูดๆไปแล้ว ไม่มีความรู้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ แม้เขาจะบอกว่าเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมได้ ด้วยวิธีการโลกียะ ด้วยวิธีการสมบัติผลัดกันชม วิธีการโยกย้ายเงินๆทองๆ แล้วก็เอาตัวเลขเป็นเครื่องชี้บ่ง เป็นวัตถุตัวเลขอยู่อย่างนั้น มันก็ได้แต่เกม มันก็เป็นเกม เกมที่จัดการแข่งขันกัน ทำให้สมบัติผลัดกันชมไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น คนที่จนลง คนที่สู้ไม่ได้ มันก็จะพยายามหาทางแข่งใหม่ แย่งกันไปแย่งกันมา มันต้องแก้กันอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยอวิชชาอยู่ อย่างที่ตำราหรือทฤษฎีของชาวโลกียะเทฺวนิยมมีกันทำกันอยู่ เพราะแม้จะ“รู้สึก”กันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้บ้าง ที่แก้ด้วยวิธีจัดการกันแต่ทาง“วัตถุ”และดูกันที่“ตัว เลข”ของ“รายได้”นั้น มันก็แค่“เกมที่จัดการแข่งขันกัน” ทำให้“สมบัติผลัดกันชม”ไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น มันก็ต้องมีคนที่ฉลาดแกมโกงหมุนเวียนขึ้นมาได้ซับซ้อนไม่มีจบหรอก มันเป็นการแก้ปัญหาอย่างงูกินหาง ก็ต้องแก้ปัญหาให้รู้สึกว่าแย่งกันน้อยลง แต่แย่งกันน้อยลงอย่างไร มันก็ไม่พอ จิตมันไม่เคยรู้จักพอ มันก็จะแย่งกันให้ยิ่งๆขึ้น เมื่อหาจากในสังคมกลุ่มของตนไม่ได้ ก็ไปแย่งกับกลุ่มสังคมอื่น แย่งจากกลุ่มสังคมอื่นได้เก่ง เก่งจนกระทั่งข้ามไปถึงนอกประเทศ ไปแย่งเอาจากนอกประเทศเขามา ขอแวะตรงนี้นิดหนึ่ง อาตมาเคยอธิบายไปแล้วพูดไปแล้ว เศรษฐศาสตร์โลกุตระที่อาตมาอธิบายนี้ ผู้ที่สำเร็จจบกิจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่ตัวเองนั้น จะเป็นผู้ที่เหลือกินใช้ ให้แก่ผู้อื่น ขายขาดทุน แจกฟรี ให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย คนในคนไทย หรือถ้ายิ่งเป็นระดับที่มีได้มากๆ อยู่ในระดับทำการเชื่อมโยงกับคนต่างประเทศ ช่วยต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสมบัติหรือผลผลิตที่เราสร้างได้ Product ที่สร้างได้ในของเรานี้ Domestic เราจะขายให้ต่างประเทศนั้นเราจะขายให้ถูกๆ หรือแจกฟรี นั่นคือความเจริญของเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจโลกุตระ ไม่ใช่ว่าไปเอาตัวเลขที่ขายให้แก่ต่างประเทศได้ แล้วได้จำนวนมาก เอาเปรียบได้มากๆ กำไรได้มากๆแล้วก็เอามาบอกว่า นี่ไง ประเทศไทยในประเทศไทย Domestic ได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ โอ้โห ปีนี้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ปีนี้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ จิตวิญญาณชั่ว จิตวิญญาณเลวอย่างนั้น ไม่น่ายกย่อง อาตมาพูดอธิบายลักษณะพวกนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดไปแล้วไม่มีคนทำได้ พูดไปแล้วก็หาว่าเป็นเรื่องสุดโต่ง เป็นเรื่องที่ Impossible เป็นไปไม่ได้ พวกเราว่าเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่ว่าคนไทยชาวอโศกเรานี้ยังไม่ถึงขั้นมี Export ยังไม่ถึงขั้นผลิตสินค้าส่งต่างประเทศ เพราะเรายังกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แต่ที่จริงเราก็มีเหลืออยู่นะ เหลือไม่น้อย เผื่อแผ่ออกไปแจกจ่ายอยู่ แต่ถ้าได้รับความร่วมมือจากสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเลย มาช่วยสนับสนุนให้พวกเราได้ทำแล้วคนจะเห็นว่าช่วยตรงนี้ดี อาตมาเน้น ในเมืองไทยนี้มันเหมาะสมในการเพาะปลูก สิ่งที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร แล้วอาตมาก็เคยเน้นเคยสำทับแล้วว่า น่าจะมาเน้นอันนี้กันให้สำคัญๆๆ อันอื่นนั้นลดน้อยลงไปได้ เมืองไทยเป็นเมืองที่สามารถที่จะสร้าง เป็นพื้นภูมิประเทศที่ โอ้โห.. มันกำไรขั้วโลกเหนือ แม้แต่กำไรประเทศที่มีหิมะมากกว่าเรา ประเทศไทยไม่มีหิมะเลย ปลูกผักได้ตลอดปีตลอดชาติ อันนี้เป็นจุดเด่นเป็นจุดสำคัญ อันนี้เป็นจุดเด่นเป็นจุดสำคัญของเรา เราน่าจะมาแก้ปัญหาอันนี้ อาตมาเคยอธิบายไปจนกระทั่งว่า น่าจะให้เหรียญตราแก่พวกที่เป็น กสิกร เป็นนักชาวไร่ชาวนา น่าจะให้เหรียญตราเลย ยกย่องเชิดชู แล้วเขาจะได้มีกำลังใจ ว่ามันเป็น จิตวิทยาสำคัญอันหนึ่งของโลก คนในโลกเขาก็ยังมีโลกียธรรมอยู่ ก็ใช้ ใช้จิตวิทยาพวกนี้ส่งเสริมให้กสิกร ชาวไร่ชาวนา มีความภาคภูมิใจ มีกำลังใจ ตายแล้วใส่โกศบ้างชาวไร่ชาวนา ไม่ใช่มีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ใส่โกศ ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เลี้ยงสังคมประเทศชาติอยู่แท้ๆ อาตมาก็พูดไปตามความเห็นของอาตมานะ เห็นว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ก็พูดไป เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี่ จึงยากที่จะจบกิจ อาตมาพาพวกเรา พวกคุณก็เป็นคนเหมือนอย่างคนอื่นในโลก มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วก็สบาย จบกิจทั้งเศรษฐศาสตร์ จบกิจทั้งทางรัฐศาสตร์ ทั้งทางสังคมศาสตร์ อาตมาพูดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดโม้คุยโต เพ้อเจ้ออะไรแต่เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงที่อาตมาภูมิใจที่ทำจนถึงวันนี้แล้ว มีผลสำเร็จได้จริงไม่ใช่โม้ แต่มันก็มีจำนวนน้อย แต่จำนวนน้อยก็ทำไงได้ คนที่สามารถรับรู้ความเข้าใจความรู้อันนี้ได้ก็มีความรู้เท่านี้ อาตมาก็ประกาศโฆษณา โทรทัศน์ก็ไม่เปิดฟังกัน เห็นนะไม่ใช่ไม่เห็น แต่ไม่เอา ไปฟังอะไรก็ไม่รู้ ไอ้ที่ไม่ได้พาเจริญอย่างนี้ อาตมาจะไปบังคับเขาได้อย่างไร ขนาดนี้อธิบายไปทางนี้เขาก็หาว่าโฆษณาตัวเองอยู่นะ ซึ่งมันเลี่ยงไม่ออกพวกนี้ ของดีก็ต้องโฆษณาก็เคยพูดแล้ว ต้องบอกกันของดีๆไม่บอกกันก็จะอย่างไร กลายเป็นคนใจโหดใจดำ ของดีๆและคุณก็ไม่บอกคนอื่นบ้าง มันจะเจริญอย่างไรสังคม แก้ปัญหาแบบโลกียะนั้น ซึ่งมันก็แก้ปัญหากันไป ดูดีได้ก็ไม่นาน “ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนมั่นคงถาวร”สำเร็จเสร็จจบกันเด็ดขาดได้เลย เพราะมัน“ไม่แก้ปัญหาตรงจุดแท้ๆนั่นเอง เนื่องจาก“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ” มันก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันไม่“จบกิจ”เด็ดขาดแน่นอน 660327 ตรวจสอบความจบกิจเป็นอรหันต์ในเรื่องเศรษฐกิจ ปรับทุกข์ปลุกธรรม #16 ราชธานีอโศก