การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข29 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1 เข้ามาสู่เรื่องเศรษฐกิจที่อาตมาพูดอธิบายอยู่ อาตมาไปค้นเจอ เศรษฐกิจที่เขียนเอาไว้ถึง 45 ประเด็น 45 ข้อ อาตมาก็เลยเอามาดูอีก ก็เลยขยายต่อไปอีกเป็น 47 ประเด็น ก็น่าจะได้เอามาทบทวนอธิบาย ที่สำคัญคือมันมีความคิด แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็เกิดผล ความคิดความเห็นความเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติจนเกิดผล มันก็มีอยู่ 2 พวกใหญ่ๆ คือโลกียะกับโลกุตระ หรือพวกเทวนิยม ที่มีความรู้ทางธรรมะแบบเทวนิยม ซึ่งมันไม่ออกมาหาโลกุตระเลย มันไม่ทวนกระแส มันไม่หมดอัตตานั่นเอง ไม่มีอนัตตา ไม่มีนิพพาน เพราะฉะนั้นพยัญชนะแต่แค่ไม่มีนิพพานนี้ก็ ยิ่งใหญ่แล้ว ยิ่งใหญ่ตรงที่ว่ามันไม่สามารถที่จะทำอะไรได้จบกิจ เศรษฐกิจก็ไม่จบกิจ จะวนเวียนเป็นลิงแก้แห วนเวียนเป็นกลุ่มไหมยุ่ง ซับซ้อนแล้วตัวเองก็แยกไม่ออก วน กลับไปกลับมากลับมากลับไปอยู่อย่างนั้น ยิ่งซับซ้อน ยิ่งพากันโง่หนัก ขออภัยที่อาตมาใช้ศัพท์ง่ายๆ โง่คือมันไม่รู้ มันไม่เข้าใจจริงๆ แต่อาตมาไม่มีเจตนาจะไปลบหลู่ไปข่มอะไรหรอก มันไม่รู้มันไม่เข้าใจจริงๆเลย ถ้าเข้าใจนะ ชาวโลกีย์ที่เข้าใจธรรมะแล้วนี่ จะไม่พามวลประชาชนที่เรามีอำนาจบริหาร อาตมานี้เป็นคนที่มีอำนาจบริหารอยู่ แล้วก็มีประชาชนที่มาเรียนรู้ธรรมะที่อาตมา ขอยืนยันว่าเป็นของพระพุทธเจ้านี้ มาเรียนรู้ แล้วบริหารพวกเรา จนพวกเราออกจากโลกียภูมิ มาอยู่ในโลกุตระภูมิกัน ซึ่งเป็นภูมิที่สุดยอด พบจุดสำคัญที่อาตมาสรุปเป็นภาษาในยุคนี้ กาละนี้ ฐานะนี้เลย ว่ามันมี อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ ลงท้ายปลายเปิด พร้อมที่จะเสียสละนะ เพิ่มพูนการเสียสละ คือมันไม่เอาแล้วตัวตน เหลือแต่พลังงาน เหลือแต่ความรู้ความสามารถในชีวิต แล้วเราก็เรียนรู้แล้วว่า เราไม่ใช่คนที่จะมาขี้เก

อ่านต่อ

ียจ พอสบายแล้วก็ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พูดไม่รู้กี่ซ้ำแล้ว ไปอยู่กันนี้สบาย ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน สบาย แล้วก็เลยขี้เกียจสันหลังยาวไป เป็นปลิงเกาะเพื่อนกิน แอบแฝง อาตมาเคยพูดไม่ใช่เรื่องเล่น คุณไปแอบแฝงกินกับคนชั่ว คุณก็บาปขนาดหนึ่ง คุณไปแอบแฝงกินกับคนดี คุณก็บาปหนักกว่าแฝงกินกับคนชั่ว คุณไปแอบแฝงกินกับอาริยะหนักเข้าไปใหญ่เลย บาปไม่รู้จะซับซ้อนกี่ชั้น เพราะฉะนั้นอยู่ในที่นี้อย่ากลายเป็นคนมาแอบแฝงกิน แอบแฝงอยู่ แต่พูดไปแล้วนี่ คนที่ไม่ค่อยได้ทำงาน เพราะว่าแก่แล้ว เจ็บป่วยมากแล้ว อะไรก็อย่าไปทำเกินไปล่ะ ก็ให้สมสัดส่วน เจียมแก่บ้างเจียมเจ็บบ้าง ไม่ใช่เสแสร้งนะว่าเราไม่รู้ตัว ไม่ใช่ ก็รู้ตัวตามสมควร ก็อยู่กันตามความเป็นจริงที่เราเกื้อกูลกันช่วยเหลือกัน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย มันเป็นสังคมที่ประเสริฐ ในความเกิดเป็นคนมาแล้วนี้ ในการเกิดมาแล้ว ถ้าไม่เรียนรู้โลกุตรธรรมจนจบกิจ มันจะเกิดวนเวียนซ้ำซ้อนกลายเป็นสูงแล้วต่ำ ต่ำแล้วก็สูง สูงแล้วก็ต่ำ อย่างในเทวนิยม ได้เกิดเป็นศาสดาไม่ใช่จะไม่ต่ำ จะตกต่ำอีกกี่ชาติกี่ชาติเพราะเขาไม่รู้จักการเวียนเกิดเวียนตาย กรรมวิบากเขาไม่รู้ ไม่รู้กรรมวิบากศาสนาเทวนิยม แล้วก็ไม่รู้เหตุที่จะทำให้กรรมนี้หมดความวนเวียนลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ไม่วนเวียนลงต่ำ มีแต่โลกุตรธรรม อรหันต์นี้เป็นโลกุตรธรรมต่อเนื่องไป เพื่อที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติให้ได้มากยิ่งขึ้น มากจริต มากความคิดอ่าน มากพฤติกรรมอะไรต่ออะไร ซึ่งมันมากหลากหลาย ต่างคนต่างคิดต่างเห็นนี้มันเยอะ เพราะฉะนั้นโพธิสัตว์นี้ก็จะต้องมาเรียนรู้แต่ละจริต แต่ละบุคคล แต่ละความคิด แต่ละการยึดถือ เยอะแยะจะช่วยเขาอย่างไร ก็จะได้มากขึ้น มีโพธิสัตว์ตั้งไม่รู้กี่ระดับ จบอรหันต์แล้วยังมีระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ระดับ 8 ไม่ใช่น้อยๆ คนโลกียะนั้นเหน็ดเหนื่อย หนักหนาสาหัส ไม่รู้จักการเหน็ดเหนื่อย คนโลกียะนั้นเหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส จะเป็นจะตายกันก็แต่ว่า ใครจะหาทางได้ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุดเก่งกว่ากัน ดูเหมือนว่าเขาไม่เอาลาภ ก็คือทรัพย์สินวัตถุ ของหยาบๆ เราไม่เอาหรอก แล้วก็แข่งกัน“หาเสียง” ว่า “ข้านี่แหละ” ตนเองนี่แหละจะเป็นผู้ทำให้คนร่ำรวย อยู่ดีมีสุขกับการมีลาภ เสพลาภ มียศ เสพยศ มีสรรเสริญสักการะมากยิ่งๆ ก็เสพ สรรเสริญสักการะ ได้ยิ่งๆ อยู่นานยิ่งๆ เสพกันให้หนักยิ่งๆ เราไม่ได้ต้องการลาภที่เป็นวัตถุทรัพย์สิน แต่เรายินดีในวัตถุทรัพย์สินที่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ของเรา แต่เรามีส่วนที่จะกำหนดทรัพย์สินนั้น ดีไม่ดีเรามีสิทธิ์เป็นหนึ่ง คนอื่นไม่มีสิทธิ์ด้วยในทรัพย์สินนั้น แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเรานะ ไม่ได้ปรากฏอยู่ที่ตัวเรา ยิ่งสมัยนี้อยู่ในมูลนิธิ อยู่ในแบงค์มันยิ่งชัด อยู่ในอะไรก็แล้วแต่แฝงๆอยู่ เป็นองค์รวม แต่เราเป็นสิทธิที่จะสั่งการ บัญชาการทรัพย์สินนั้นๆ นี่ซับซ้อน เหมือนไม่มี หรืออันนี้ยิ่งซับซ้อนเป็นอรูปเลย เรานี่ทำให้คนนับถือเชื่อถือได้ จนกระทั่งถ้าต้องการเมื่อไหร่ พูดไปปั๊บ คนนำมาให้เลย มากมายเลย ถ้าต้องการที่จะทำ เขาจะรู้หรือไม่รู้ว่าเราต้องการทำอะไรก็ตาม พอบอกว่าเอามาใช้ประโยชน์อันนี้ เขาจะเอามาให้ทันที เหมือนอย่างกับมหาบัวบอก จะเอามาเข้ากองคลังให้รัฐบาล คนก็เอามาให้สิ แต่ตัวเองเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าทรัพย์อยู่นั่นแหละ จิตตัวเองผูกพัน พูดเมื่อไหร่ก็บอกว่าบริสุทธิ์สะอาด เอาเข้าคลังหมด ไม่ว่าดอลล่าร์หรือทองคำ พูดเมื่อไหร่ก็เป็นอย่างนั้น แต่ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเกาะทรัพย์เฝ้าทรัพย์นั้นอยู่ อย่างนี้เป็นต้น มันไม่รู้ง่ายหรอก จิตที่มันมีอุปาทานยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรานี้มันไม่ง่าย เป็นการยึดถือ แม้แต่บางคนบอกว่า ลาภนี้เราไม่เอาแล้วเราสบาย ซับซ้อน คนที่มียศ มีสักการะ สรรเสริญ มีคนมาให้ความสักการะสรรเสริญจริงๆ ผู้ที่ได้รับการสักการะ สรรเสริญ อย่างมีคนนับถือ เชื่อถือมาก ต้องการลาภเมื่อไหร่ก็ได้ง่ายทันที จะเอามาใช้อะไรสำคัญๆ คนเชื่อถือเพราะว่ามีความรู้มีความเข้าใจเรื่องโลก เรื่องธรรมอะไรลึกซึ้ง ต้องการเมื่อไหร่ก็ได้มา เพราะฉะนั้นลาภมันก็อยู่ในตัวกับสรรเสริญกับสักการะ ทีนี้สุข ก็ไม่รู้ว่าตัวเองติดสุขอยู่กับสิ่งเหล่านี้ซ้อนเข้าไปอีก อันนี้แหละน่าเห็นใจน่าสงสาร มันไม่ง่ายที่จะรู้ตัว คนติดเหมือนไม่ได้ติดลาภ แต่ติดสักการะ สรรเสริญ มีลาภอยู่ในตัวอย่างที่อาตมาอธิบายแล้ว แล้วก็ตัวเองก็เสพสุข เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้สุขก็รู้ทุกข์อย่างละเอียดลออหมด ถึงขั้นอรูปอย่างสูงสุด จึงจะหมดสุขหมดทุกข์ นี่ขยายความให้ฟังได้อย่างง่ายและอย่างหยาบเลย มันเป็นอารมณ์ที่เป็นเวทนา ศัพท์วิชาการก็คือ เวทนา ที่ลึกซึ้งสูงสุด คุณจะไม่สุขไม่ทุกข์ คำว่า ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นภาษาหยาบๆ มันบ่งบอกถึงอารมณ์ของจิตว่าไม่สุขไม่ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์นี้ โลกียะทั้งหลับตาและลืมตา ทำได้ หลับตาก็สะกดจิตไม่ให้สุขไม่ให้ทุกข์ จนกระทั่งจิตมันถูกสะกด ลืมตาก็สะกดแบบลืมตา ว่างนิ่งเฉย ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็ท่องด้วยบัญญัติ พยัญชนะ แล้วก็พยายามทำให้ว่างนิ่งเฉยแบบลืมตา ก็คือสะกดจิตตัวเองให้สัมผัสอะไรแล้วก็ทำจิตให้ว่างนิ่งเฉย แต่ไม่รู้ว่าตัวเองได้ ลาภ สักการะ สรรเสริญหรือไม่ เพราะตัวเองปฏิบัติแบบลืมตาหรือหลับ เสร็จแล้วก็อาศัยเสพซ้อนอย่างที่อาตมาว่าโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นแปลงรูปไปเป็นสักการะสรรเสริญ แล้วก็เสพสุขอยู่ในสักการะสรรเสริญ ตามสภาวะที่ว่านี้ได้ไหม ... เห็นเงียบๆกัน มีคนได้บ้างแล้วลึกซึ้งเข้าไป ลึกซึ้งเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นโลกุตระนี้กว่าจะรู้อย่างที่อาตมาว่ามานี้ก็เหน็ดเหนื่อยหนักหนาเหมือนกัน เหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสแบบโลกุตระ แต่มันลดละหน่ายคลาย จบกิจ แต่โลกียะไม่มีวันจบกิจ ยิ่งโง่ ยิ่งงมงาย แต่คนโลกุตระ ก็เหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส ที่จะให้คนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ลาภยศสรรเสริญสุข”นั้น “คนโง่”พากันวิ่งไล่ ยื้อแย่ง ฆ่าแกงกันมานานับชาติไม่ถ้วนแล้ว ซึ่งคนโง่ยิ่งงมงายสะสม“วิบาก”ให้แก่ตน“โง่หนักทับถมโง่”ใส่จิตไปอีกยิ่งขึ้นให้ยิ่ง“ชั่ว” ยิ่ง“เลว” ยิ่ง“ร้าย” ยิ่ง“แรง”หนักหนาไปไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่รู้ว่า“ชั่ว-เลว-ร้าย” ถ้าประเทศไทยเราเป็นโลกุตระ มีผู้บริหารเข้าใจธรรมะ ถึงขั้นทำให้คนในประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นกลาง เป็นประเทศที่ไม่เอาล่ะ รบราฆ่าฟันกับคนอื่น ใครจะทำสงครามรบราฆ่าฟัน ไม่เข้าข้างใคร ก็อยู่กลางๆ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างอาหาร เป็นกองพลาธิการ กับสามารถที่จะมีความรู้ในเรื่องของสุขภาพ เป็นทั้งพลาธิการและกาชาดให้แก่พลโลก ทุกประเทศในโลก ประกาศเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นกลาง ยินดีที่จะช่วย เราไม่ร่วมรบ ไม่ร่วมไปเข่นฆ่ากับใคร สร้างอาวุธก็ไม่ต้องสร้าง ดีไม่ดีจะลดการซื้ออาวุธด้วย มีใช้นิดหน่อยไม่ต้องไปใช้มาก จนกระทั่งประชากรโลกประเทศในโลกต่างๆ เข้าใจ ยกให้ ว่าประเทศนี้เขาเป็นกลางนะ เขาเป็นประเทศที่มีคุณค่าต่อโลก สร้างอาหารให้แก่โลก สร้างหยูกยาช่วยเหลือ ในเรื่องสุขภาพในเรื่องของความเดือดร้อนทางสุขภาพชีวิต 2 สภาพใหญ่นี้คือ อาหารกับยา ปัจจัย 4 นี้ช่วยโลก ถ้าประเทศเราทำได้จริง รับรองอยู่รอด แล้วก็จะเป็นประเทศที่เป็นกลางที่ยิ่งใหญ่ ก็พอมีประเทศที่เป็นตัวอย่างบ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่มีความรู้แบบโลกุตระของพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ แต่ของไทยนี้มีโลกุตระหรือเป็นพุทธที่มีความรู้ของพระพุทธเจ้าโลกุตระที่อาตมาหรือฟื้น หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็พยายามที่จะตรัสบอก ด้วยภาษาวิชาการมันหนักและยากหน่อย ก็คือมาเป็นแบบคนจน หรือมีพฤติกรรมอยู่อย่างขาดทุน อย่าไปอยู่อย่างเอาเปรียบเอารัด เอากำรี้กำไร เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ขาดทุน อย่างเข้าใจด้วยปัญญา เรามีอะไรที่จะขาดทุน เราก็ขาดทุนพืชพันธุ์ธัญญาหารให้แก่เขา ถ้าจะขายก็ขายอย่างถูกๆ ขาดทุน ยิ่งแจกเลยได้ก็แจก เราไม่เอาอาวุธไปแจก เรามีแต่พืชพันธุ์ธัญญาหารไปแจก พูดตรงนี้แล้วแว๊บไปถึงว่า จะไปจับปลาแจกนั้น อาตมาก็รู้สึกสะดุด ตาย คนเรา จะไปเอาชีวิตเขาไปให้คนอื่นเขา ตัวเองจับมาก็บาปแล้วเอาไปให้เขาฆ่าอีกแล้วก็ไปขายเอาเงินอีก จับปลาหรือเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงมันกับมือนะแล้วก็ฆ่ามันกินเอง หรือไม่ก็ขายให้เขาฆ่า เมื่อไหร่จะเข้าใจถึงสภาพ รู้สึกถึงชีวิตเขาชีวิตเรา ชีวิตคือชีวิต เมื่อไหร่เขาจะรู้สึก แล้วเมื่อไหร่เขาถึงจะเลิก ไม่ต้องไปอะไรมาก พระพุทธเจ้าสอนสั้นๆ พระมหากัสสปเก็บมาละเอียดน้อยเพราะพระมหากัสสปะนี้สายตัด มิจฉาวณิชชา 5 อย่าค้าสัตว์เป็น ๑. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) ๒. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) ๓. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ๔. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) ๕. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๗๗)

ถ้าเผื่อว่าเข้าใจแล้วประเทศเราไม่ค้าขายอาวุธไม่ค้าขายเนื้อสัตว์ ไม่ค้าขายสัตว์เป็น สัตตวณิชชา เขาไปเบี้ยวบาลีอย่างอื่น เนื้อสัตว์ก็ไม่ใช่สัตว์เป็นด้วย ท่านละเอียดชัดหมดแล้วทุกอย่างเลย แล้วคุณจะเอาเนื้อที่ไหนมากิน เป็นเนื้อ บังสุกุล สัตว์ตายเองกับเดนสัตว์กิน แล้วมันจะเอามากินได้มากที่ไหนก็แย่งกันตาย สิ่งมอมเมา สิ่งที่เป็นพิษนั้นก็กว้าง ทุกวันนี้สิ่งมอมเมานี้ เจ้าประคุณ ราคาสิ่งมอมเมาแพงขึ้นด้วย เช่นการละเล่น การบันเทิง โอ้โห ค่าตัวนักเตะทุกวันนี้แพงลิบลิ่วเลย ค่านางเอกนางเอิกพระเอก แพงลิบลิ่วเลยคืออบายมุขเหล่านี้สิ่งมอมเมาที่เขาไม่รู้ เป็นพิษความรู้ความรู้ สิ่งที่เป็นพิษ มันเป็นพิษทั้งยาพิษที่กินเข้าไปแล้วเป็นพิษ ทั้งยาเสพติดที่เป็นพิษ ทำอะไรต่ออะไรที่เป็น ในเรื่องของของกินของใช้ก็ผนวกกันผสมผเสกับสิ่งมอมเมาเป็นพิษ ไม่ใช่ตายทันที แต่เป็นพิษตายทันทีก็มี กินขนาดหนึ่งก็ตายไปเลยก็ใช่ แล้วสิ่งมอมเมาก็เป็นสิ่งที่เป็นพิษเหมือนกันมันสะสม แล้วมันลึกซึ้งยาว ดีไม่ดีมันติดไปในจิตวิญญาณ ติดอยู่ในอุปาทานตัณหา ข้ามชาติไปอีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ความรู้ที่อาตมาพยายามแยก พยายามแบ่งว่าความรู้โลกียะก็อย่างหนึ่ง ความรู้โลกุตระนั้นเป็นความรู้ที่ครอบโลกียะ แล้วก็มีความพิเศษขึ้นมาเรียกว่ามี อัญญธาตุ มีอัญญา จนกระทั่งเป็นปัญญา เป็นความรู้ความฉลาดโลกุตระที่เต็มรูป ที่จะรู้รอบเลยว่า โลกก็ตามอัตตาก็ตาม ชีวิตที่เกิดมาเกี่ยวเนื่องอยู่กับโลก คืออะไร จะอยู่กับโลก อย่างสมบูรณ์แบบ มี อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ จะอยู่อย่างไรถึงจะเกิดอยู่ได้อย่างดีมีสภาพทั้ง 7 คำนี้ อิสระ พวกคุณมีอิสระไหม มีความสบายไหม สงบไหม อบอุ่นไหม อิ่มเอมอีก เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ .... อรหันต์ทั้งนั้นเลย นี่อาตมาขยายภาษาอันนี้ เป็นคุณสมบัติ คุณธรรม คุณวิเศษของอรหันต์นะ เอาล่ะก็มีอรหันต์น้อย อรหันต์กลาง อรหันต์ใหญ่ ไปตามลำดับ อย่างน้อยพวกคุณก็เข้าใจเป็นโลกุตระ เป็นความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระเข้ามาแล้ว แต่สภาวะจริงๆทางจิตของคุณ จะเป็นขั้นไหน ขั้นโสดาบัน อาตมาเคยพูดย้ำพูดซ้ำหลายทีแล้วว่าในสังคมชาวอโศกเป็นสังคม อนาคาริกะ อนาคามีขึ้นไป ซึ่งมันแบ่งขีดกันสำคัญ โสดาบัน สกิทา คุณยังยุ่งกับเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ อย่างหยาบๆอยู่ พอมาอนาคามีแล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปแล้ว ไม่เอาแล้ว ลาภยศสรรเสริญก็ไม่เอา อยู่ในนี้ แต่มันลึกซึ้งในสรรเสริญ เยินยอ ยกย่อง มันก็มีละเอียด นัยยละเอียด เพราะฉะนั้นเรื่องลาภเรื่องยศชั้น เรื่องตำแหน่งหน้าที่ยศชั้น มันไม่แล้ว โดยเฉพาะยิ่งตำแหน่งหน้าที่ที่จะไปสัมพันธ์กับโลก โอ้โห..ไม่เอาเลย เหน็ดเหนื่อย ยุ่งยาก แม้แต่ในตำแหน่งหน้าที่ในที่นี้ อย่าขี้เกียจเกินไปก็แล้วกัน รับหน้าที่บ้าง ตำแหน่งหน้าที่ มันไม่มีเงินค่าตำแหน่ง ไม่มีอะไรให้ ดีไม่ดียกย่องสรรเสริญก็ไม่ คุณรับตำแหน่งนะ ทำไม่ค่อยเต็มที่ ในหน้าที่ของคุณนะ มันซ้อนเห็นไหม มันไม่เหมือนข้างนอกหรอก เพราะฉะนั้นอย่าไปขี้เกียจ อย่าไปรังเกียจนักกับตำแหน่งหน้าที่ บางทีก็ช่วยกันหน่อย ไม่งั้นจะหาใครทำงานรับผิดชอบอะไรไม่ได้เลย เราไม่ได้อยู่ในป่าในเขาในถ้ำในรูอยู่คนเดียว เราเกี่ยวกับสังคมเกี่ยวกับคนอีกเยอะแยะ มันก็ต้องสัมพันธ์กับโลกเขาอยู่ ก็ต้องช่วยกันบ้าง ไม่ช่วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงให้มาตั้งพรรคการเมืองดู มันเป็นการรับผิดชอบตำแหน่งหน้าที่ แล้วก็บ่นว่ามันต้องมีบัญชี มีการวงทะเบียน มีการรายงาน มีการทำเอกสาร เอ้า..เราก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวตายกันพอดี มันต้องรู้จักสังคม อยู่ร่วมกับสังคมทำให้พอเหมาะพอเป็นไป เราไม่ได้กระดี๊กระด๊าอยากจะได้เป็นส.ส อยากจะเป็นผู้มีอำนาจ อยากจะเป็นผู้ชี้บอกโลก เราก็ทำอย่างนี้เราเป็นผู้บอกโลกอยู่ ไม่ใช่เราไม่ได้บอกโลก อาตมานี้บอกโลกนะ แต่เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ได้ยิน เขาไม่เข้าใจ มีพวกคนนี้อยู่ในโลกที่พอมาเข้าใจพอได้ยินว่าใช่ก็มา เพราะอาตมาไม่ได้เป็นพวกที่จะไปหาบริวาร ใครมีปัญญารับรู้ได้ก็มาเอาเอง ใครไม่มาเอา มีปัญญารู้แต่อยู่ข้างนอกก็ได้ ไม่เป็นไร แต่มาเอาในนี้ได้ก็ โอ้โห…ง่ายกว่า สัมผัสได้ อาตมาอยากจะพูดคำว่า จบกิจ จบกิจ คำนี้ที่อาตมาได้พูดมาหลายทีแล้วว่า มันมีจบกิจทางด้านเศรษฐกิจ เขามีคำว่า “กิจ” ด้วยนะ เศรษฐกิจ แต่การเมืองก็คือ กิจการเมืองหรือรัฐกิจ อาตมาก็เคยใช้ภาษานี้ รัฐกิจคือทำงานทางด้านการเมืองเป็นกิจทางรัฐศาสตร์ เขาก็ไม่ได้จบกิจกันได้ง่ายๆ จะเรียกว่าสังคมก็คือเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ รวมแล้วเป็นสังคม ก็แบ่งกันคนละแง่เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ในการบริหารกับการสร้างสิ่งที่ อาศัยกินอาศัยใช้ ทีนี้เขาไม่จบกิจในเรื่องเศรษฐศาสตร์ เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่จบกิจเพราะไม่รู้โลกุตระ ไม่รู้เศรษฐกิจแบบพุทธ แก้ให้ตายก็ไม่จบ อาตมาเองอาตมาศึกษาตามพระพุทธเจ้า ภาษาใหม่ภาษาเป็นเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก ประชาธิปไตยรัฐศาสตร์อะไรก็ไม่มี มันเป็นภาษาสมัยใหม่ แต่อาตมาก็เอาเนื้อแท้เนื้อหาของเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์นั้นคืออะไร รัฐกิจและรัฐศาสตร์ การเมืองคืออะไร ตามภูมิของอาตมา ก็เอามาพูดเอามาขยาย บางคนก็บอกว่านักธรรมะอะไรวะ มาพูดวุ่นวายเรื่อง วุ่นวายทางโลกเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ เรื่องการเมือง ก็ไม่เป็นไร คุณเองคุณไม่เห็นว่าสังคมมันคืออย่างนี้ แล้วคุณก็จะให้ธรรมะไปนั่งหลับตาอยู่ในป่าในเขาก็เรื่องของคุณอาตมาไม่เห็นด้วย ก็ต่างคนต่างเห็นก็ทำกันไปอาตมาก็จะทำแบบนี้ในความเห็นของอาตมา ขออิสระให้แก่อาตมาหน่อย นี่อาตมาว่าเป็นอิสรเสรีภาพของอาตมานะ ใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร ใครจะอนุโมทนา ไม่อนุโมทนา ก็ไม่ว่าอะไร

ข้อที่ ๑. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง เขาพูดไปไม่มีทางทำได้สำเร็จ อย่างน้อยก็ทำให้ชาวอโศกนี้ไม่เป็นคนจนไม่ได้ เพราะเราจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจจนอย่างสมบูรณ์ เพราะมีคนตั้งใจมาจน มุ่งมาจนแบบโลกุตระเลย ซึ่งอย่าว่าแต่โลกุตระเลย แม้โลกียะคุณก็ทำให้หมดความจนไม่ได้ โลกแตกอีก 8 ลูกก็ทำไม่ได้ ที่พูดกันไปโม้กันไปเลอะเทอะ คุยเครื่องกันไป ข้อ ๒. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารหรือวาทะอย่างนี้ อันนี้เป็นมุมกลับ คนที่จนที่สุดอย่างมีปัญญาสมบูรณ์แล้ว เป็นคนที่รวยที่สุด ขณะนี้คุณมีอยู่ในสาธารณโภคีเท่าไหร่ ..คุณเป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนประโยชน์สูงประหยัดสุดแล้ว ประหยัดไม่ไปฟุ่มเฟือย ไม่ได้ไปทำให้สุรุ่ยสุร่ายอะไร เอาไว้กองกลางนั่นแหละ คนอื่นจะได้ใช้ เราใช้น้อยเท่าไหร่ก็ดีไม่ต้องเปลืองไม่ต้องเสียอะไรมากเพราะเรา จะมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ข้อ ๓. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกที่จะทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ถ้าทำได้พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้คนในโลกมี“ช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวยกันเต็มสังคมโลกขนาดนี้”แน่ๆ พระเจ้าทำได้ไหม พระเจ้าเข้าใจโลกุตระไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นชาวโลกุตระจึงกบฏต่อพระเจ้า แม้แต่พระเจ้าก็ทำให้คนหายจนไม่ได้ ตามสัจจะของพุทธนั้นชัดเจนในความเป็นคน ว่า มีทั้งสมมุติสัจจะที่คนย่อมมีความรู้ความสามารถที่มากน้อยแตกต่างกัน และมีทั้งปรมัตถสัจจะที่คนย่อมมีวิบากของแต่ละคนที่ได้สั่งสมมา แล้วต้องใช้วิบากตามน้อย-ตามมากหรือมีสุข-มีทุกข์ ตามวิบากและตามปัญญาของตนจริง คนโลกีย์ไม่มีปัญญามีแต่เฉโกเฉกา ความรู้แบบโลกีย์ เพราะฉะนั้นคนทางโลกโลกีย์ คนที่มีวิบากในสมมุติสัจจะบอกว่าเขามีวิบากดีที่รวย ได้เสพสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณว่าเขาโง่หรือเขาฉลาด เขาโง่ ต้องทิ้งต้องออก พระพุทธเจ้าอยู่บนบัลลังก์ มีลาภยศสรรเสริญสุขเต็มรูป พอท่านรู้ตัวปั๊บ ท่านทิ้งหมดเลย นี่ก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้ว คุณเข้าใจให้ชัดๆเลยว่ามันคือความจริงที่เด็ดขาด อาตมารู้ตัวปั๊บออกมาเลยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 50 กว่าปีแล้ว ไม่ได้ใยดีทางด้านโน้นเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทางโลกอาตมาก็พอมี จริงที่อาตมาบารมีไม่เท่าพระพุทธเจ้าหรอก พระพุทธเจ้าท่านยิ่งใหญ่มีรูปธรรมชัดเจนกว่า แต่อาตมามีรูปธรรมแค่อาตมา แต่จิตมันชัดเจน มันไม่ไปแบกยศแบกลาภ เอาละลาภมันหยาบ ไม่แบก แต่สักการะแนบเนียนเข้าไปอีกแบกสุขที่เนียนเข้าไปอีก คุณนึกว่าคุณไม่มีคุณไม่ได้สุขเพราะว่าลาภยศสรรเสริญมันจริงหรือเปล่ามันง่ายหรือ จะรู้ละเอียดลออ ถ้ารู้จริงๆแล้วนี่มันหยาบนะพวกนี้ แม้แต่สรรเสริญยกย่องมันก็หยาบ ทิ้งเลยไม่เอา ลาภยศสรรเสริญ อาตมามาอยู่ที่นี่ได้รับการสรรเสริญด้วยการด่า มีพวกคุณมายกย่องสรรเสริญสุขเกล้าสุดเศียร ซึ่งคนเขาจะอ้วกตายอยู่แล้ว อาตมาอ่าน SMS พวกคุณมา บอกว่าเคารพพ่อท่านสุดเกล้าสุดเศียร อาตมาปล่อยให้พวกคุณกล่าวอยู่ไม่ปรามนี่ เพราะให้เขาอ้วกแตกเลย เพราะอันนี้คือความจริงใจ คนอ้วกแตกเพราะคนจริงใจแต่คุณไม่ได้อ้วกแตกเพราะความเสแสร้ง คุณโง่หรือคุณฉลาดกัน รู้จักความจริงใจของคนจริงใจบ้างสิ แต่คุณไปงมงายอยู่กับความเสแสร้งความฉาบพอก แล้วคุณก็ยกย่องเสแสร้งความฉาบพอก อันนั้นสิคุณไม่รู้ตัว ใช่ไหม เพราะฉะนั้นนี่แหละเป็นการยืนยัน อาตมาถึงปล่อยให้เป็นไป ปรมัตถ์คือ การรู้อย่างละเอียดลออ ซึ่งจะยังไม่ขยายความต่อ คุณก็รับวิบากตามวิบากไป พวกคุณก็มีวิบากแล้วก็หลุดวิบากที่อย่างหยาบมาจนถึงขนาดนี้ มันก็สบายขึ้นไปเท่าไหร่แล้วในปรมัตถ์ เพราะจิตคือปรมัตถสัจจะ ก็เข้ามาหาความจริงอันนี้ได้ มันจึงเป็นอย่างนี้ มันจึงได้เสวยหรืออาศัยไม่เสวยก็คือเสพ อาศัย ได้อาศัยอย่างนี้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ ดีนะอาตมาสรุปคำเหล่านี้ไว้ มันลงไปที่ตัวฐานของความจบกิจ คำที่ว่าเป็นภาษาที่บอกอาการของความจบกิจของปรมัตถสัจจะ

ข้อ ๔. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศหายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้คนทั้งประเทศหายจนไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวยๆๆๆชนิดไม่มีขีดจำกัดความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง” คนควรมีจุดแห่งความ“พอ” เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ต้องหยุดมีมากกว่านั้น เราสามารถขยันสร้างสรรค์ให้มากๆได้ เมื่อมีมากกว่าตนกินใช้ก็นำออกสละเจือจานเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ย่อมเจริญยิ่งๆแน่นอน นี่คือคนรู้จริงมีความเข้าใจในความจนความจนเป็นคนจนเป็นคนจนจริงๆความมีปัญญาความฉลาดความฉลาดชลชลทรมน ข้อ ๕. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คนทั้งหลายเกิดปัญญารู้แจ้งรู้จริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้นเขาตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”ที่มีปัญญามีสมรรถนะอยู่ในสังคมได้ดีจริงๆ ความมีปัญญานั้นเป็นความฉลาดที่ประเสริฐพิเศษ เป็นความฉลาดของอาริยชน “ปัญญา”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าใช้เรียกความฉลาดแบบอื่น(อัญญะ)ซึ่งแตกต่างจากความฉลาดของปุถุชน อันคือ“เฉโก” พยายามเน้น แยกให้เห็นถึงความฉลาด เฉโกกับปัญญา มันเป็นความจริงที่อาตมาได้เอามาพูด เขามีความฉลาดแต่ เฉโก เท่านั้นมันเป็นความจริงที่เขามีออกจาก เฉโก ไม่ได้ มามี อัญญธาตุ โลกุตระธาตุอื่นยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นชาวเทวนิยม ชาวทุนนิยม ชาวตะวันตก ชาวที่มีกรอบความรู้ทางธรรมะแบบเทวนิยม แบบพระเจ้า จะไม่มีทางใดเลยที่จะรู้จักจิตวิญญาณ รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน จะหมดกิเลส เขาไม่รู้จักกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด เขาก็ไม่รู้ จะพอรู้โดยปริยายรู้โดยโลกๆ ในศาสนาของเขาคำว่ากิเลสก็ไม่มี ก็พยายามจะใช้หาภาษาอังกฤษมาเรียกกิเลส ซึ่งมันก็ไม่ตรง มันไม่รู้จักจิตเจตสิก ว่ากิเลสนี้คือ จิตเจตสิกที่มันอวิชชา จิตเจตสิกที่มันโง่ มันนึกว่าตัวเองฉลาด แล้วปฏิบัติตามที่ตัวเองนึกว่าฉลาด วนเวียนอยู่ในโลกียะ

ข้อ ๖. “ปัญญา”ที่ว่านั้นจะเห็นจริง เข้าใจจริงๆว่า ต้องเป็น“คนจน”ดีกว่าเป็นคนรวย ตนเป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออกให้แก่ผู้อื่นที่ควร ที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เอาเข้ากองกลาง บริหารไปเผื่อผู้ที่แร้นแค้นไม่มีใช้ นี่คือนักเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่งของโลก นักเศรษฐศาสตร์ชั้น หนึ่งของสังคม นักเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่งของประเทศคือพวกเรานี่แหละ ใครจะบอกว่าพวกเราขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแกก็แล้วแต่ แต่ว่าเราใช่เราเป็นนักเศรษฐกิจ ทำตนอยู่ในสังคมประเทศมีเศรษฐกิจแบบหนึ่ง เราไม่ได้เป็นภาระไม่ได้เป็นปลิง ไม่ได้เป็นทากที่ไปเกาะสังคมดูดเอาเลือดจากสังคมอะไร เรามีแต่จะว่าจริงๆแล้วเรามีเลือดให้แก่สังคมด้วย บริจาคเลือดให้แก่สังคม โดยไม่ต้องให้เลือดที่เขาดูดไปสดๆหรอก แต่นี่แหละคือเลือดแท้ๆของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสะพัดออกไปสู่ผู้อื่น อปจยะ ไม่ใช่มีมากแล้ว ไม่รู้จักพอ ยังโลภกอบโกยมาเป็นของตัวไม่รู้จบ คอนเซพท์ “เห็นแก่ตัว”อย่างนั้นไม่ควรมี เพราะฉะนั้นเรามีเหลือมีเกินถึงได้แจก ทรัพย์สฤงคารเราไม่มีจะแจกเท่าไหร่หรอก เพราะมีแต่พืชพันธุ์ธัญญาหารเราเป็นคนรวยพืชพันธ์ุธัญญาหาร อยู่ในฐานะอย่างเราถือว่ารวยก็เหลือกินเหลือใช้ เราก็แจก แต่เราก็เหนื่อยเหมือนกันในการแจก เขาก็มาเอา พวกเราไม่ค่อยขยันเอาไปใส่ มันเหลือจริงๆ แต่ไม่ค่อยขยันเอาไปใส่ หมู่บ้านย่านนี้เขารู้กันดีแล้ว บางคนก็คอยดูรีบมาหอบเอาไปเลย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน