อ่านรูปนามจากสติปัฏฐาน 4 จนถึงโพธิปักขิยธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
อ่านรูปนามจากสติปัฏฐาน 4 จนถึงโพธิปักขิยธรรม _แว๋ว อำนาจ · ลูกพยามเรียนรู้อ่านรูปนามสติปัฏฐาน ๔ อยู่แทบทุกขณะค่ะ วิบากลูกยังเยอะค่ะ ขอเพียรปฏิบัติอยู่ข้างนอกก่อนนะคะ พ่อครูว่า... จะปฏิบัติอยู่ข้างนอกหรือปฏิบัติอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศกก็ตาม ถ้าปฏิบัติถูกต้อง เข้าใจทฤษฎีของพระพุทธเจ้า วิธีการที่ถูกต้อง คุณใช้คำว่า พยายามเรียนรู้ อ่านรูปนาม แล้วก็มีคำว่าสติปัฏฐาน 4 ก็ขอขยายคำว่า รูปนามกับสติปัฏฐาน 4 ให้เข้าใจกันขึ้นอีก แถมให้ รูป คือ สิ่งที่สัญญา เจตสิกของเราอันหนึ่ง มันทำงานกำหนดรู้ ฟังให้เข้าใจเป็นพื้นฐานดีๆนะ รู้รูปที่เห็นด้วยตา รูปที่ได้ยินด้วยหู รูปที่ได้กลิ่นด้วยจมูก รูปที่ได้รสทางลิ้น รูปที่มีกายสัมผัส เรียกว่า โผฏฐัพพะ สัมผัสภายนอก เราก็รู้รูปนั้น คนที่มีประสาทครบทั้ง 5 ทวาร ได้สัมผัสกับรูปภายนอก แล้วก็เกิดรูปภายใน รูปภายในก็เป็นนามธรรมของเรา นี่คือรูปนาม คนจะต้องรู้รูปนาม คนรู้รูปนามคือคนที่รู้จักวิญญาณ ถ้าคุณเองคุณคิดไม่ออก ไม่มีความรู้ คุณก็จะแยกรูปแยกนาม หรือแยกภายนอก แยกภายในไม่ออก เรียกว่า 2 อย่าง แยกไม่ออกก็เรียกว่า อายตนะที่อวิชชา มันรวมอยู่ในนั้นเป็นหนึ่ง เป็นอายตนะที่อวิชชา เพราะฉะนั้นผู้ใดที่สามารถแยกรูปแยกนามออก และก็แยกสิ่งที่มันเป็นอายตนะนี่แหละ มันมีทั้งภายนอกมีทั้งภายใน เชื่อมกันอยู่ต่อกันอยู่ไม่ได้ขาดจากกัน พอมีตาสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ภายนอกแต่ละคู่แต่ละคู่ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน เป็น 2 แล้วคุณก็สามารถที่จะไม่งมงายกับ 2 นี้มั่วเลยเป็น1 ไม่งมงายแล้ว มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สามารถมีประสิทธิภาพเลยแยกออก ว่าอะไรเป็นภายนอกอะไรเป็นภายใน อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ลึ
อ่านต่อ
กเข้าไปกว่านั้นผู้มีสติปัฏฐาน 4 จะพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ฟังให้ดีนะต่อเนื่องกันนะ มีความรู้รูปนามแยก 2 สภาวะ แยกภายนอกภายในออกแล้ว ก็จะมาพิจารณากาย คำว่ากายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน คนที่เข้าใจว่า กายมีแต่เพียงภายนอกไม่มีภายใน มิจฉาทิฏฐิ คนที่เข้าใจว่ากายมีแต่ภายในไม่มีภายนอก ยิ่งมิจฉาทิฏฐิหนักเลย กายมี 2 สภาวะเสมอ และคำว่า กาย นั้นจะต้อง ภายในหรือจิตวิญญาณ จิต มโน วิญญาณ เป็นประธาน สำคัญที่ประธาน และไม่ขาดกันนะกับภายนอก ไม่ขาดกับวัตถุภายนอกที่เราสัมผัสอยู่ด้วย เมื่อเข้าใจกายแล้ว แน่นอน คำว่าภายนอกกับภายใน ต้องมี 2 ใช่ไหม เมื่อกล่าวว่ากายในกาย มันก็ต้องมีกายนอก โดยปริยาย ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เมื่อคุณมีใน คุณก็ต้องมีนอก คู่กันเสมอ เมื่อสัมผัสกายแล้วจึงพยายามเน้นเข้าไปหาใน ในเชื่อมต่อโยงเข้าไปตัวที่จะเรียนรู้ต่อคือ เวทนา คือความรู้สึกหรืออารมณ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถแยก กายิกเวทนาได้ แยกเจตสิกเวทนาได้ เวทนามี 108 อันนี้เป็นคู่ที่ 1 มี 2 แยกได้ กายกับจิตไม่ได้แยกกัน แต่ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์บริบูรณ์ มีภูมิปัญญาสามารถมีสติสัมโพชฌงค์ สามารถมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ฝึกเรียนภาคเรียนสัมผัสแล้วแยกได้ เมื่อแยกออกแล้วเวทนาในเวทนา รู้แล้วว่าเวทนาแยกได้เลยว่ามันมีเวทนาแท้กับเวทนาเก๊อีก แล้วเวทนาเก๊นั้น แยกเข้าไปอีกถึงจิตในจิต เพราะทำไมมันเก๊ มันต้องมีอะไรมาทำให้เก๊ ก็คือจิต จิตอวิชชา จิตโง่ๆ จิตที่ไปหลงราคะ โทสะ โมหะ ไม่รู้จักการทำให้ราคะลดหรือไม่มี โทสะลดหรือไม่มี โมหะลดหรือไม่มี ตามหลัก เจโตปริยญาณ 16 ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้เจโตปริยญาณ 16 ไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุอรหันต์ ไม่มีสิทธิ์ คุณจะรู้ชัดเจนเหมือนอย่างอาตมาพูด ตามตำราตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าเลยนะ อาตมารู้ชัดรู้ความรู้ทุกตัวละเอียด แม้คุณไม่รู้ได้เก่งเท่ากับอาตมา คุณก็ต้องแยกแยะได้อย่างน้อยตระกูล 3 กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ แล้วสามารถรู้มันบ้าง มันไม่คมไม่ชัดมันไม่แม่นเท่าไหร่ก็ตาม แต่รู้ถูกตัวมันบ้าง แล้วเวลาปฏิบัติคุณก็ทำราคะให้มันลดได้ ทำให้โทสะ ทำให้โมหะมันลดได้ เป็นลำดับไป ตามที่ท่านไล่ เจโตปริยญาณ 16 ซึ่งมีแต่ละคู่ๆ ไปตั้งแต่ สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ มหัคตะ อมหัคตะ สอุตระ อนุตระ สมาหิตะ อสมาหิตะ วิมุติ อวิมุติ ผู้สามารถบรรลุพยัญชนะความหมายของมันได้ เข้าใจแล้ว แล้วสามารถปฏิบัติ ภาษาก็รู้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้ภาษาดีพอ มันละเอียด คุณก็ทำละเอียดไม่ได้ อรหันต์ไม่ใช่ได้แค่หยาบๆ อรหันต์ต้องละเอียด เพราะฉะนั้นต้องมีโพชฌงค์ 7 สำคัญ มีโพธิปักขิยธรรม 37 ถูกต้องบริบูรณ์ แล้วคุณต้องมีโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 เป็นหลักแกนใหญ่แล้วก็ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ด้วยอิทธิบาท เวลาปฏิบัติก็ใช้สัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน ปหานปธาน สังวรปธานคือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องสำรวมสังวรณ์อินทรีย์ 6 นะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วก็แยกมีธัมมวิจัยแยกกิเลสได้ ประหารกิเลสได้เป็นปหานปธาน พากเพียรประหารกิเลส ผลถึงจะเกิดเรียกว่า ภาวนาปธาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วก็ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันมิจฉาทิฏฐิแท้ นั่งภาวนาพุทโธเป็นมิจฉาทิฏฐิแท้ ไม่ได้มีสัมมัปปธาน 4 เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ ไม่มีกาย นั่งหลับตาแล้วกายไม่มี ไม่มีเวทนาจะเชื่อมไปหาจิตไปหาธรรมะไม่ได้ ไม่มี อิทธิบาท 4 พากเพียรหลับตา แล้วก็บอกว่านั่งจนก้นแตกก็แตกตายฟรีๆด้วย ไม่ได้มรรคได้ผลอะไรเลยด้วย นอกจากไม่ได้มรรคได้ผลแล้วยังได้อวิชชา ได้มิจฉาทิฏฐิ ติดไป ตายไปแล้วก็งมงายลงนรกไป นรกก็คือที่ไม่ผุดไม่เกิดง่ายๆ ไปรับวิบากที่มันเป็นวิบากที่ไปสร้างอะไรต่ออะไร ทุกข์ๆร้อนๆไปในภพไหนก็แล้วแต่ แม้แต่เกิดมาเป็นคน ได้ร่างคน ก็จะทุกข์ร้อนเป็นนรก ตายไปแล้วก็ไม่ต้องไปคิดว่าไปลงนรกแบบไหน แต่มาเกิดเป็นคนก็มีวิบากที่มันผิดพลาด มันเป็นผลวิบากบาป คนที่เอาแต่นั่งหลับตาไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ไม่ได้มีประโยชน์คุณค่ากันกับมนุษย์ นั่งเอาเปรียบเอารัดกินสิ่งที่เขาเอามาถวาย เหมือนกินเหล็กแดงเผาไฟ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น เหมือนกินเหล็กแดงเผาไฟ อย่างน้อยต้องมาสัมผัสๆแล้วตัวเองจะได้เรียนรู้ 2. ก็ได้เกี่ยวได้ข้องกับผู้อื่นเขา ให้เขารู้เขาเห็นว่าเราเองเรามีความรู้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้ามีสัมมาทิฏฐิ พอพูดได้บ้างอธิบายได้บ้าง สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ก็ต้องพอพูดพออธิบาย แม้พูดอธิบายไม่ได้ ก็พยายามพากเพียรศึกษาให้ตัวเองมีความรู้ ไม่อย่างนั้นก็จะไปอธิบายภาวนาปธานผิด ภาวนาคือ การเกิดผล แล้วไปอธิบายเป็นเหตุ สังวรปธาน ปหานปธาน ได้ผลแล้วจึงอนุรักขนาปธาน ปธาน แปลว่าพากเพียรปฏิบัติ พากเพียรสังวรแยกแยะกิเลสประหารกิเลสให้ได้ พอได้ก็คือเป็นภาวนาเป็นผลเกิดได้เป็นภาวนาเสร็จก็จึงจะเป็นการสะสม อนุรักขนาปธาน ไปเข้าใจผิดเพี้ยน เอาเหตุไปเป็นผล เอาผลไปเป็นเหตุ ภาวนาเป็นผลดันเอาไปเป็นเหตุ แล้วเมื่อไหร่คุณจะเสร็จ คือเอาหัวเดินต่างตีน เอาผลไปเป็นเหตุ นี่คือความเข้าใจผิดที่น่าสงสารมาก พวกนั่งหลับตา ทำไมอาตมาเอาแต่ตีพวกนั่งหลับตา เพราะสงสารเขา เขาเอาจริงเอาจังมากมายเลยนะ เอาชีวิตทั้งชีวิตตั้งแต่เล็ก บวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนเป็นพระ จนกระทั่งแก่ตายเปล่า แล้วหลงว่าเป็นอรหันต์อีก ตายๆๆ เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส มันอย่างมหาบัวสายหลับตาจนต้องอุทานเหมือนพระพุทธเจ้าว่าฉิบหายแล้วหนอ..มหาบัว แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเกิด ไอ้คำว่า “ไม่ผุดไม่เกิด”นี้ดูดีนะเหมือนเป็นอรหันต์ แต่ไม่ใช่ไม่ผุดไม่เกิดคืออยู่ในนรกไม่รู้กี่ขุม จนกว่าจะมาเกิดใหม่มาเรียนรู้สัมมาทิฏฐิใหม่ เพราะไม่ได้สัมมาทิฏฐิเลย อาตมาพูดแล้วเหมือนกับถล่ม ไปกล่าวไปว่าเพราะมันเสื่อมจริงๆ ศาสนาพุทธมันเสื่อมไปหลงหนักจริงๆ อาตมาก็บารมีน้อย พูดกับเขา เขาก็ไม่ค่อยเชื่อไม่ค่อยจะฟัง เพราะว่าอาตมามาคราวนี้โลกุตรธรรมมันเสื่อมไปจากคนชาวพุทธ คณะใหญ่ก็เป็นคณะเสื่อมแล้วเขาก็ไปเชื่อคณะใหญ่กัน ยึดถือกันทั้งสายบ้านสายป่า แยกกัน ที่จริงสมัยพระพุทธเจ้าเขาไม่มีสายบ้านสายป่า เขาก็มีสายบ้านอย่างเดียว คนออกป่าท่านก็เก็บมาจากป่า พระพุทธเจ้าลิงลมอมข้าวพองไปอยู่ในป่า เสร็จแล้วพ่อท่านรู้ตัวก็ค่อยๆออกจากป่าเข้าเมืองมา ก็จากป่าสู่เมืองไม่ได้ให้ไปป่า _สู่แดนธรรม... ส่วนมากพระองค์จะจำพรรษาอยู่ในวิหารของอนาถบิณฑิกะเศรษฐี พ่อครูว่า... ก็มาพบกับลูกเศรษฐีพระสยะ ก็ไปหาพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ออกป่า แล้วก็มีเพื่อนพราหมณ์อีก พากันเข้าบ้านหมดเป็น 150 องค์ จนเป็น 500 องค์ ท่านไม่ได้ไยดีกับการอยู่ป่าเลย ท่านลิงลมอมข้าวพอง อยู่ป่าไป 6 ปี ลิงลมอมข้าวพอง คือเมาอยู่กับโลกเขาครอบงำ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเสียเวลา 6 ปี แล้วโพธิรักษ์นี่ โอ้โห นาน ไปเล่นไสยศาสตร์อยู่ 8 ปี แต่ไม่ได้ออกป่าออกเขา ซึ่งไปบ้างไม่กี่เดือน แต่ไม่ได้เก่งกว่าพระพุทธเจ้านะ พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี้ สติปัฏฐาน 4 อธิบายต่ออีกให้จบว่า เมื่อคุณรู้รูปนามแล้ว คุณก็แยกรูปแยกนาม ภาวะ 2 ได้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คู่สำคัญก็คือโลกุตระกับโลกียะ เป็นภาวะ 2 สำคัญ ธรรมในธรรม เป็นสภาพที่ทรงไว้ซึ่งโลกีย์เราก็ออกจากโลกีย์ เนกขัมมะออกมาเป็นโลกุตระ ออกมาได้หมดตัวเลย ออกมาได้ทีละลำดับ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐาน 4 จึงเป็นการปฏิบัติธรรมแท้ๆของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณเข้าใจสติปัฏฐาน 4 พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ไม่แยกกัน เนื่องต่อกันอยู่ตลอด และต้องมีกาย ลืมตามีกายมีภายนอกเป็นหลัก กำจัดกิเลสภายนอกที่ หยาบเรียกว่า กามคุณ 5 ได้แล้ว แล้วคุณก็อยู่เหนือกาม เหลือกิเลส รูปภพ อรูปภพต่อไป ท่านแบ่งเป็น 3 อย่างง่ายๆคือ กาม รูปภพ อรูปภพ ดำเนินปฏิบัติอยู่เรียกว่า อวจร อยู่ในกามาวจร ก็ลดกามได้หมด คุณก็เหลือรูปาวจร ลดกิเลสในรูปาวจร ก็ยังมีตาหูจมูกลิ้นกาย แต่อยู่เหนือกามแล้ว ลดรูปได้หมดอีก ก็เหลืออรูปาวจร ละเอียดไปอีก แต่ไม่ได้ไปหลับตาอะไร ลืมตา แล้วก็ลดกิเลส ในอรูป ได้หมดเกลี้ยง สมบูรณ์แบบ ก็จบ อธิบายอันนี้ต่อให้จบแล้ว ถ้าอธิบายต่อไปก็ต้องเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ทั้งใช้เมื่อสติปัฏฐาน 4 และสัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ก็คือ คุณต้องโถมความพยายามทุกอย่าง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แล้วจึงจะเกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดคุณภาพ ของคุณธรรมที่คุณจะได้ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นคำว่า สมาธิ อยู่ตรงที่อินทรีย์หรือพละนี้ จึงไม่ใช่สมาธิหลับตา สมาธิลืมตาก็อธิบายมาตั้งแต่ต้น แล้วก็จะเกิดความเชื่อ เข้าใจ ตัวศรัทธา คุณก็จะมีวิริยะ มีสติแข็งแรงขึ้น เจริญขึ้น มีกำลังอินทรีย์ และมีปัญญาเป็นตัววิชชาที่จะเป็นยาดำอยู่ไปทั้งหมดเลย อินทรีย์เจริญขึ้นจบเรียกว่าพละหรือผล พละ 5 หรือ พละ 8 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... โพธิปักขิยธรรม 37 ถ้าไล่เรียงไป ง่ายๆคือ สะ สะ อิ อิ พะ พะ มะ พ่อครูว่า... เป็นโลกุตระ 37 ท่านตรัสว่าอันนี้เป็นโลกุตรธรรม 37 เพราะฉะนั้นก็อธิบายให้กันฟังแล้วก็พยายามฟังดีๆ ถ้ารักจะเอาธรรมะและอาตมาก็ย้ำแล้วว่า เกิดมาเป็นคนไม่ได้ธรรมะโลกุตระนั้นเสียชาติเกิด เกิดมาไม่ได้โลกุตระแล้ว แถมกิเลสหนาขึ้นไปอีก แต่ละชาติๆ น่าสงสาร นะ คนมีเยอะในโลก ยิ่งสายเทวนิยมนี้น่าสงสาร ซับซ้อนร้ายกาจขึ้นทุกวัน จะเห็นความต่างของชาวอโศกกับชาวเทวนิยมทั้งหลาย แม้แต่ในเมืองไทย ก็ต่างกันจนกระทั่งเขาหาว่าพวกเราเป็นคนบ้าๆบอๆไปทำลายศาสนาเขา อาตมาก็ไม่รู้จะสงสารอย่างไร มันสุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ สุดสงสารสุดสาคร สุดสินสมุทร 660329 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก