610627_พ่อครูให้สัมภาษณ์ นสพ.ไทยโพสต์ แทบลอยด์ เรื่องการศึกษา และเรื่องวงการสงฆ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข8 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

610627_พ่อครูให้สัมภาษณ์ นสพ.ไทยโพสต์ แทบลอยด์ เรื่องการศึกษา และเรื่องวงการสงฆ์

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูรว่า…การศึกษาของที่นี่กับของที่อื่นเป็นอย่างไรครับ

พ่อครูว่า...การศึกษาที่เรียนกันในระบบทั้งโลก ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย การศึกษาควรจะต้องอยู่ร่วมกันกับสังคม ที่เราอยู่ร่วมกันเป็นจริงไม่ควรจะแยก ว่าโรงเรียนก็อยู่ในกล่อง สังคมก็อยู่กันอีกคนละที่ มันก็แยกกันไปการเรียนการศึกษาก็ไปเปิดจากตำรา ดีไม่ดีเป็นตำราที่ เขียนจากสังคมอื่น สังคมเอสกิโม สังคมที่ไหนก็ไม่รู้ เราก็เอามาใช้มาศึกษากัน ซึ่งมันไม่เข้ากับเรื่อง มันไม่ควรจะแยกโรงเรียน เราก็มีสังคมหมู่บ้าน แล้วก็มีธรรมะ อย่างน้อยเป็นสามเส้า บวร มันแยกกันไม่ได้ การศึกษาถ้าจะแยกกัน มันก็เสียแล้วบอกพร่องแล้ว 2 ไม่อยู่กันอย่างธรรมชาติ แม่เราจะแบ่งเป็น 3 เส้านี้ก็ตาม ก็ต้องควรอยู่อย่างธรรมชาติไม่ใช่ว่าต่างคนต่างอยู่ แต่คนจะต้องกลมกลืนกันเกี่ยวข้องกันเป็นชีวิตจริงร่วมกัน ทั้งการศึกษาทั้งสังคม ทั้งวัด แล้วมันก็จะเกิดการซึมซับการผสมผสาน เกิดการสังเคราะห์สังขารกันในตัว จะเป็นผลเต็ม อาตมาเห็นว่าการศึกษาที่เป็นอยู่อย่างนี้ อาตมาจึงมาจัดให้พวกเรา ในกลุ่มชาวอโศกตั้งแต่เริ่มต้น อาตมาก็แยกเลย มีหมู่กลุ่มขึ้นมาก็สำคัญชัดเจน ใช้คำเป็นพยัญชนะว่า ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ศีลเด่นคือวัด เป็นงานคือสังคม โรงเรียนก็คือการศึกษา บ้านวัดโรงเรียนบวร สามเส้า เราทำมาตั้งแต่ต้นเพราะเห็นว่าการแยกทำอย่างนั้นมันบกพร่อง การศึกษาให้เจริญทั้งทางโลกที่เขาเรียนทั้งการศึกษาชีวิตจิตใจและสังคม ทั้งเรื่องธรรมะ คุณธรรม เรียกว่าวัด ก็ให้ครบสาม หากไม่ครบสามก็เป็น มนุษย์เป็นสังคมที่พิการ

ป่าร่ม... มีคนบอกว่าโลกนี้ล้มเหลวการศึกษาทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรมใช่ไหมครับ

อ่านต่อ

พ่อครูว่า...ใช่แล้ว แต่เดิมนั้น สังคมไทย เป็นของพุทธ เป็นบวร แต่เดิม แต่ตอนหลังไปเอาตัวอย่างแบบเขาที่เขาเจริญ เอาทางโน้นมาเป็นแปลงสังคมไทย ไทยเลยเสื่อมต่ำ

ป่าร่ม...เป็นการศึกษาในระบบทุนนิยม

พ่อครูว่า...ใช่เป็นแบบทุนนิยมใช้อำนาจ ของเราใช้อยู่กันอย่างพี่น้องแบบญาติเมตตาเกื้อกูลสร้างสรรค์ ไม่ได้เป็นการค้า ไม่ได้เป็นการสร้างคนเพื่อไปให้เป็นยศชั้น เป็นศักดินา

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...….โรงเรียนตั้งมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มีระบบอย่างนี้

พ่อครูว่า...ตั้งแต่อาตมาออกมาบวชก็มีชุมชน บวช พ. ศ. 2513 อาตมาก็พยายามรวมสร้างชุมชนขึ้นมา พยายามรวมตัวกันตั้งแต่เริ่มมี ศีรษะอโศก ศาลีอโศก พ.ศ.2516-17 ก็รวมการเป็นสังคมชุมชน มี บ้านวัดโรงเรียนมา ตอนแรกเราก็ตั้งแบบที่สอนกับแบบ home school กศน. สอนวิชาการ สอนธรรมะ สอนสังคม บ้าน วัด โรงเรียน ตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้ไม่มีการแยกส่วนแต่เขาแยกส่วนกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้ใครก็รู้ว่า พอมีลูกที่ดูเดียงสาพอสมควร ก็จับยัดเข้ารร. ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปโรงเรียน ตอนเย็นก็กลับบ้าน อาบน้ำกินข้าวทำการบ้านหน่อย เช้าก็ไปเรียน ไม่มีความเป็นอยู่ร่วมกับสังคมของตนเองเลย ยิ่งโรงเรียนอยู่ไปไกลห่างไปอีกหลายกิโลเมตรก็ห่างจากสังคมตัวเองจริงๆ ดีไม่ดีส่งไปเรียนต่างประเทศ ได้ความรู้ต่างประเทศมาแล้วก็ไปอยู่สังคมบ้านตัวเอง ก็เอาที่อยู่ในหัวเป็นของต่างประเทศมาแล้วก็เอามาใช้กับประเทศตนเอง มันก็เลยไม่ใช่สังคม ไม่ใช่ชีวิตของชาวเรา คนละวัฒนธรรม คนละสมมุติคนละกำหนดหมาย มันก็เลย เป็นเช่นนี้เสื่อมไปเรื่อย หัวมังกุท้ายมังกร

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...….การแข่งขันในระบบการศึกษาปกติเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า...อาตมาวัดเกณฑ์อยู่ อาตมาเห็นว่าเป็นความเจริญเป็นความครบพร้อมของชีวิต เพราะฉะนั้นเด็กของเรา ที่จบมอหกไป เด็กของเราพึ่งพาตัวเองได้ทั้งนั้น ไม่ต้องไปอยู่กับพ่อแม่เลย ไม่ต้องไปงอแงหาเอาเงินจากพ่อแม่ แม้แต่บางคนจบปริญญาตรีโทเอกพวกเราก็ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ หรือไม่เรียนก็ทำมาหากินได้ หรืออยากจะเรียนกับเรียนไซด์ไลน์ อันนี้มีเรียนนอกเวลากันเยอะ จบปริญญาตรีโทเอกตั้งเยอะ แล้วก็ไม่ได้ติดใจในปริญญาตรี โท เอก เขาก็ทำงานกิจการของเขาเอง ที่นี่มีดอกเตอร์เดินหัวจะชนกันแตก ที่นี่จบแล้วไม่มีตกงาน ยิ่งไปเรียนปริญญาตรีโทเอก ก็เป็นเครื่องประเทืองเท่านั้นเอง เอาความรู้มาใช้ได้ ก็มี หรือเราก็ทำงานเป็นอยู่แล้วก็มี เด็กที่นี่เราพาทำตั้งแต่งานที่ควรจะเป็น งานที่เป็นสัมมาชีพต่างๆ สังคมเราเป็นสังคมกสิกรรมมีอุตสาหกรรมเล็กๆน้อยๆบ้าง ทำหยูกยา ทำปุ๋ย ทำอาชีวะอะไร ก็มีทั้งนั้น เด็กจบจากที่นี่จะอยู่ที่นี่ก็ได้ หรือไปๆมาๆ ที่นี่ไม่ได้เอาเงินเป็นตัวจ้างใครจะมาช่วยก็ช่วยแบบทำงานฟรีไม่ต้องช่างสักบาท เด็กที่ทำงานโทรทัศน์ที่นี่ไม่ได้จ้างสักคน ทั้งฝ่ายบรรณาธิการทั้งฝ่ายเทคนิคเชี่ยนไม่ได้จ้างใครเลย เปิดมา 10 กว่าปีไม่ได้จ้างเลย ก็ออกอากาศกันอยู่ได้ ไม่เห็นจะตกต่ำ ไปกับเขา

ป่าร่ม..ปัญหาของการศึกษาคือพ่อแม่ต้องลงทุนได้เงินมากทำอย่างไรจะไม่ต้องลงทุนมาก

พ่อครูว่า...ต้องแก้ที่ต้นทางเพราะว่าคนมีจิตเป็นทุนนิยมเห็นแก่เงิน จะไปแก้นั้นยากมากเลย ต้องมาทำอย่างที่เราทำ ถ้าเราทำนี้เราเห็นว่าเด็กควรมีการศึกษา เด็กควรเป็นผู้ที่จะรับการเรียนรู้ที่เจริญขึ้นไปอย่างแท้จริง เราก็ช่วยสังคมประเทศชาติ เพราะเราก็เป็นคนที่เห็นว่าอันนี้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่สำคัญ เราก็จึงทำ เพราะฉะนั้นเด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่ได้เจตนาว่าจะต้องมาค้าขาย มาเรียนฟรี สอนให้ มาเรียนกินอยู่หลับนอนเลี้ยงให้เป็นลูกหลานเลย พ่อแม่ส่งให้มาอยู่ที่นี่แล้วหายห่วงเลยพ่อแม่ ไม่ต้องกังวล เด็กกินอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปไหนจนเรียนจบ ที่นี่ได้แล้ว 6 ปี อยู่ที่นี่สบายเลย จบแล้วอยากจะให้อยู่ต่อด้วยซ้ำไปแต่เขาก็ไปบ้างช่วยงานบ้าง เราก็ไม่ได้ไปกำหนดอะไรไม่ได้มีสัญญาอะไรว่าจะต้องมาใช้หนี้ ไม่มี เราก็ช่วยคนช่วยสร้างสรรค์ให้แก่สังคมประเทศชาติ ช่วยประเทศชาติช่วยรัฐบาลช่วยการบริหารช่วยในสังคมประเทศ

ป่าร่มว่า..หากจะเอาลูกมาเข้าเรียนที่นี่มีกฎระเบียบอะไรบ้าง

พ่อครูว่า...หากแย่เกินไปเราก็รับไม่ไหว หากนิสัยพอไปได้ ผ่านการเข้าค่าย 2 ค่าย 3 ค่าย เข้าค่ายเหมือนนักเรียนจปร. เข้าค่ายทนได้ก็อยู่ไหวก็ได้ หากอยู่ไม่ได้มีซ่อมก็มี ใครไม่ได้ก็ไม่ได้ แล้วก็เข้ามาอยู่เรื่องเดียวกันจนจบ เราก็ได้ช่วยเหลืออนุชนให้เจริญไปเป็นคนดีของประเทศเป็นทรัพยากรของประเทศ

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร... ว่า...เด็กๆมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงแล้วนะเดี๋ยวนี้ครับ

ป่าร่มว่า...ที่นี่มีคนบอกว่าที่นี่ใช้แรงงานเด็ก

พ่อครูว่า…. ต้องฉลาด คนโง่ก็บอกว่าใช้แรงงาน คนฉลาดก็บอกว่าเด็กมาฝึกก็ต้องทำงานไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้า เด็กกว่าเด็กฝึกงาน คนฉลาดก็จะเข้าใจคนโง่ก็จะถามแบบนี้

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..ถือว่าเป็นโรงเรียนในอุดมคติ

พ่อครูว่า..เราทำอย่างอิสระเสรีภาพคุณต้องเข้าใจนะว่าที่นี่เรียนอย่างศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ศีลเด่น 40% เป็นงาน 35% ชาญวิชา 25% ไม่ใช่ว่าเรียนวิชาการน้อยนะแต่เรียนให้เหมือนกับข้างนอกนั่นแหละ แต่ว่าเรามีเรียนศีลเด่นเป็นงานไปด้วย

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..การศึกษาที่ล้มเหลวที่เป็นกันเพราะอะไร

พ่อครูว่า...ขาดคุณธรรม ขาดศีลเด่น เด็กไม่เป็นงาน เรียนมาแล้วไม่เป็นงานเรียนมาแล้วตกงาน เด็กของเราเรียนจบแล้วคนรับไปทั้งนั้นเลย แย่งกันด้วย ไม่ต้องกลัวตกงาน มันต่างกัน แม้แต่เด็กช่าง เด็กของเราไม่ถึงวิศวะ ระดับอุดมศึกษาแต่ก็ช่างยนต์ ทางบริษัทก็จองเลยนะ พ่อเด็กของเราเป็นงานจริงๆไม่ได้เรียนแต่ในตำราลงมือทำทั้งนั้นเลย เครื่องมือเครื่องกลราคากี่ล้านเราก็ให้เด็กเราทำ เสียเราก็ซ่อม เสียซ่อมไม่ได้ก็ซื้อใหม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้แต่ต้องเครื่องมืออะไรนะ ให้เด็กมีความรู้ติดตัวไปเลย

ป่าร่มว่า...สำคัญคือเด็กมีศีลเด็กมีความซื่อสัตย์

พ่อครูว่า...เราดูแลเรื่องคุณธรรมไม่ให้เละเทะ แต่แน่นอนก็ต้องมีสูญเสียบ้าง แต่ถ้าขี้เหนียวจนไม่ให้สูญเสียเลยมันก็ต้องเสียอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ทำอะไรเลยทิ้งไว้เฉยๆมันก็เสียมันก็เสื่อม เสียของด้วย

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...มีข้อเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาใหม่ครับ

พ่อครูว่า...อาตมาไม่บังอาจไปนำเสนอหรอกไม่มีเครดิตขนาดนั้นแต่ทำตามที่เข้าใจตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เราก็ทำการศึกษา สอนเด็ก ก็พยายามให้เป็นไปตามกระทรวงเขา เด็กที่นี่จบไปก็มีใบรับรองเท่าเทียมกับข้างนอก แต่เขาก็จะได้เท่าที่เราได้ มีทั้งคุณธรรมทั้งความเป็นงานทั้งความรู้ตามหลักสูตรของกระทรวง เอาทำอย่างนั้นมาตลอด ก็เห็นว่าการศึกษาเป็นความขาดพร่องคุณธรรม ขาดช่วงความเป็นมา มีแต่เด็กเข้ากล่อง ตั้งแต่อนุบาลตื่นเช้ามาพ่อแม่ก็พาเข้ากล่อง กลับมาก็อาบน้ำอาบท่าเข้านอน เช้าก็ไปเข้ากล่อง ตั้งแต่อนุบาลจนปริญญาเอก เด็กจะไปรู้ความเป็นอยู่ของสังคมมนุษยชาติตรงไหนเอาแต่เรียน และคิดว่าจะไม่ทันโลกเขา ก็ไปเอาของโลกที่เขาคิดมา ให้เด็กได้เรียนจนกระทั่งมันแบกตำราจนหัวจะพัง แล้วก็สอนอย่างนั้นว่าคือความเจริญ ตอบให้ตรงตามที่อัดเข้าหัวไปนี่แหละ เรียนมาจบปริญญาตรีความรู้เต็มหัวเอาไปปฏิบัติได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ไหม นอกนั้นทิ้งเอาไปเปล่า 80 90 เปอร์เซ็นต์เอาไปใช้จริงๆถึง 10 เปอร์เซ็นต์ไหม ก็ไม่ได้รู้ความสูญเสียของมนุษย์ การศึกษาก็ได้แค่เอาไปใช้จริงได้แค่ 10% คิดถึงไม่ถึง เพราะว่ามันเดินมากไปเสร็จแล้วมันก็สูญเสีย แทนที่จะได้อันที่เข้มข้นเข้าไปใช้ โฟกัสเข้ามาหาสิ่งที่ตัวเองจำเป็นควรจะทำ คนจะถนัดเป็นชิ้นเป็นอัน เรียนไปหมดมันก็เลยเสียเวลาทุนรอนแรงงาน

ป่าร่มว่า..…ความเจริญที่พ่อครูหมาย หมายถึงอย่างไร

พ่อครูว่า...ความเจริญที่จะเอายอดที่สุดคือคุณธรรม วิชาการหรือการงานนั้นแม้จะไม่ดี แต่ถ้าความเจริญทางคุณธรรมแล้วอย่างอื่นก็จะดี ทำให้สังคมไม่เดือดร้อน สังคมมีคุณธรรม กับสังคมที่ไม่มีคุณธรรม การศึกษาเก่งฉลาดเฉลียวเอารัดเอาเปรียบ เฉโกเก่ง ที่ไม่ใช่ความฉลาดแบบปัญญา งานก็ไม่ค่อยเป็น มันก็เลยเอาแต่ฉลาด เฉโก คือรู้มาก แล้วเอาความรู้มาใช้หากินเอาเปรียบคนอื่น นี่คือความเสื่อมของสังคมตลอดมา ถ้าเผื่อว่า อิสลาม ไม่ทิ้งปอเนาะ เขาต้องเรียนศาสนา ทางคริสต์ศาสนาเขาก็ยังเอาเรื่องของเขาเข้ามาบ้าง ส่วนชาวพุทธนี้ไม่เลย เพราะฉะนั้นชาวพุทธจึงเสื่อมได้ดีกว่าเขามาก เป็นคำชมหรือคำติก็ได้ อาตมามากอบกู้ขึ้นมาบ้าง เป็นศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงและก็ยิ่งเห็นว่าพวกเราทำมาถูกต้องแล้ว

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...พ่อท่าน มองปัญหาวงการพุทธศาสนาในวงการสงฆ์เป็นอย่างไร ปัญหาเงินทอนวัดเกิดปัญหาต่างๆ

พ่อครูว่า...อาตมาวิจารณ์ไปมันจะแรง ไม่อยู่ในร่องในรอยกันเลย ที่นี่นักบวชของชาวอโศกเป็นภิกษุ เราเรียกว่าสมณะ เขาไม่ให้เราเรียกว่าพระก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็เรียกว่าเป็นสมณะเป็นนักบวชในศาสนาพุทธ ที่ถูกต้องตามศัพท์ของพระพุทธเจ้าด้วย ตั้งแต่อาตมาบวชมาจนถึง 47 พรรษา นักบวชของเราก็ไม่มีเงินทอง แม้แต่สิกขมาตุ ถือศีล 10 ก็ไม่มีเงินทองแล้ว เขาตะโกนถามกันว่ามีพระที่ไหนไม่มีเงินทองนักบวชที่ไหนไม่มีเงิน เราก็อยากตะโกนบอกว่าที่นี่ โว้ย ตั้งแต่ตั้งพวกเรามาก็เป็นไปตามทำนายพระพุทธเจ้าไม่ต้องมีเรื่องเดือดร้อน ที่นี้ถ้าหากชำระสะสางจริงๆแทบไม่เหลือเหลือ สมณะพระภิกษุในเถรสมาคม ตัวใหญ่ๆนั่นแหละตัวดี ซักให้ละเอียดปาราชิกกันทั่วหน้าเลย ใช้เงินผิดประเภทก็ปาราชิกแล้วนะ รับเงินมา สำหรับวัดคุณก็ไปใช้ส่วนตัวอีก ก็ปาราชิกแล้ว

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..ปัญหาเกิดจากความโลภคืออะไร

พ่อครูว่า...มันผิดเพี้ยนมานานไม่รู้ว่าตั้งแต่เริ่มตรงไหน หมักหมมมานาน มันเป็นศาสนาผีไปแล้ว เลยจากศาสนาเพี้ยนไปเป็นศาสนาผีแล้ว ไม่อยู่ในร่องรอยของศาสนาพุทธแล้ว ขออภัยที่พูดชัดเต็มที่

ป่าร่มว่า..มีพระบอกว่ายุคนี้สมัยใหม่แล้วต้องใช้เงินทอง

พ่อครูว่า...พวกเราก็อยู่ในยุคเดียวกับพวกคุณ บวชมา 30 ถึง 40 ปีแล้วไม่เห็นมีเงินทองก็ไม่เดือดร้อนสบายสบายทั้งนั้นเลย ไม่เห็นเดือดร้อนอะไรก็เป็นพระยุคเดียวกันนี้ คุณไม่เหมาะสมที่จะมาบวชเพราะคุณประพฤติไม่ได้คุณก็อย่ามาบวชสิ ทำให้ศาสนาเขาเสีย ถ้าหากคุณไม่ได้ตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้าก็ทำให้ศาสนาเสีย คุณก็เป็นบาป คุณมาบวชก็เป็นบาป การบวชตามประเพณีบวชเณรพันรูป 100 รูป ล้านรูป มันเป็นการทำลายศาสนาให้ฉิบหายวายป่วง เอาคนมาใส่ธงชัยพระอรหันต์ ไตรจีวรนี้ ผู้ที่จะได้นุ่งห่มเท่ากับได้มุรธาภิเษก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ใช่อาตมาพูดเอง เสร็จแล้วนุ่งห่มมาแล้วพ่อแม่ก็ต้องกราบนะ ชุดนี้ พ่อแม่ก็ต้องกราบแล้วคุณมีคุณธรรมอะไรให้พ่อแม่กราบ บาปจะกินหัว คุณธรรมพอเพียงที่จะมีอุตริมนุสธรรมที่พ่อแม่จะต้องกราบเคารพมีหรือ

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..พ่อท่านบอกว่าปัญหาเงินทอนวัดนี้เป็นอย่างไร

พ่อครูว่า...อาตมาไม่อยากจะวิจัยมันเหลวไหล วัดจริงๆแล้วไม่มีเงินทองส่วนตัวของพระภิกษุต้องมีไวยาวัจกรดูแล ที่นี่ก็มีเงินเข้าวัดเข้าวาเข้าส่วนกลาง ก็ให้ฆราวาสเขาดูแล เขาจัดการไป ไม่มีแม้แต่สมณะหรือนักบวชหญิงเราเข้าไปมีส่วนตัว

ป่าร่มว่า...ที่นี่เขาหาว่าสร้างภาพแห่งเช่นท่านจันทร์เวลารับเงินก็คืนเขาไปอย่างนี้เป็นอย่างไร

พ่อครูว่า...ถ้าหากเป็นภาพที่ดีก็ควรจะสร้างไป สร้างให้ได้ตลอดชีวิตสิ คุณไปรู้ใจเขาได้อย่างไร การสร้างภาพเพื่อคือเต๊ะท่า แต่ใจจริงไม่เป็น แต่ถ้าใจจริงเขาเป็นเช่นนั้นเขาก็คือจริง เขาไม่ได้สร้างภาพแต่ทำอย่างจริงใจประพฤติจริงทั้ง กายวาจาใจ คนก็ไปใส่ความว่าเขาสร้างภาพคุณก็บาปไปขี้ตู่เขา ไวยาวัจกรก็ดูแลไม่มีปัญหาจะไปเกี่ยวข้องอะไร สมณะหรือนักบวชที่นี่ไม่ได้เดือดร้อนใจ ฆราวาสมีหน้าที่บริหารเงินทอง ก็บริหารไปสิ เราก็ดูแลความเป็นอยู่ของวัดวาอาราม ซึ่งพูดกันนักหนาว่า ศาสนวัตถุ ศาสนาบุคคล ศาสนพิธี เขาก็ทำกันได้อยู่แล้ว ที่นี่เราภาคภูมิใจว่าวัดวาเราไม่ได้จัดงานวัดเพื่อหาเงินเลย คนจะเอาเงินบริจาคก็มีหลักเกณฑ์ด้วย คุณยังไม่เคยมาที่นี่ถึง 7 ครั้ง มารู้ที่นี่ให้ดีว่า คุณจะบริจาคให้ที่นี่ ที่นี่เป็นอย่างไรน่าศรัทธาเลื่อมใสที่คุณจะเอาเงินบริจาคจริงหรือ มาสำทับตัวเองให้ชัดเจน7 ครั้งขึ้นไป หรือหนังสือให้ครบ 70 เล่ม ถึงจะมีสิทธิ์บริจาคได้

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..ศาสนากำลังเสื่อมถอยเป็นอย่างไรครั บ

พ่อครูว่า...มันได้เสื่อมมานานแล้ว ตอนนี้ก็ขันชะเนาะขึ้น ปัดกวาดสิ่งที่สกปรกออกไปทำให้ดีขึ้นก็อนุโมทนา เอาให้จริงเถอะ

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..ควรจะต้องฟื้นฟูชำระสะสาง

พ่อครูว่า..ให้มันดีขึ้นเท่าที่มันควรจะเป็นไปได้

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...ตอนนี้รัฐบาลกำลังจะปรับโครงสร้างของมหาเถรสมาคม พ่อท่านได้อ่านข่าวหรือไม่ครับ ที่ว่าจะถวายคืนพระราชอำนาจ คิดว่าการแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นเช่นไร

พ่อครูว่า..ก็คณะเขาเห็นว่าควรจะปรับปรุงทำให้ดีขึ้น ก็เอาตามเจตนา ตามที่มีความรู้กัน จริงๆแล้วอาตมาเอง ไม่ได้เดือดร้อนวุ่นวายในเรื่องธรรมวินัยของชาวอโศก เพราะเราเดินตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ได้ดีอยู่แล้ว ไม่ได้พูดคุยตัว แต่ทางโน้นเสื่อมมากก็ปรับปรุงกันก็อนุโมทนาสาธุ ศาสนาพุทธมีศีลสมาธิปัญญา แต่เขาทำกันไม่มีสักอย่าง ทุกวันนี้ เรียกว่าพระไพศาโล เป็นพระผู้เจริญ สมัยพระพุทธเจ้าเรียกว่า พราหมณ์มหาศาโล คือพระผู้เจริญผู้ยิ่งใหญ่ ในสำนวนคือ สมณะผู้เจริญบางจำพวกที่เขาเลี้ยงไว้ด้วยศรัทธา แต่ก็เต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชาไม่เหลือเลย เพราะไม่มีมหาศีล พระเขาว่าเขามีศีล 227 อันนั้นมันวินัย ศีลเขาไม่มี ถามเมื่อไหร่ก็บอกว่ามีศีล 227 แต่จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ของศาสนาพุทธคืออะไร จุลศีลคือศีลแท้ๆ ของพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวปฏิบัติเพื่อลดละกิเลสให้เป็นอรหันต์ มัชฌิมศีลคือศีลอีก 10 ข้อที่เป็นอธิศีลเจริญขึ้น เข้มงวดกว่าจุลศีล ส่วนมหาศีลคือห้ามเดรัจฉานวิชชา เดรัจฉานกถา แต่เมื่อวงการพูดไม่มีศีลเหล่านี้แล้วจึงเป็นเดรัจฉานวิชาไปหมด รดน้ำมนต์จุดธูปเทียน สิญจนยัญ อัคคียัญ เป็นของศาสนาอื่นหมด การสวดมนต์ก็เป็นอาบัติตลอดเวลา การสวดมนต์นี้คือ เอาบทมนต์หรือธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกัน 2 คนขึ้นไป ตั้งแต่ 2 คน 3 คน 4 คนร้อยคนพันคนหมื่นคนแสนคนล้านคนก็อาบัติปาจิตตีย์ทั้งนั้น แต่เขาไม่รู้วินัยข้อนี้แล้ว สวดกันจะสวดพร้อมกันล้านรูปก็อาบัติกันล้านรูป เรื่องเงิน พระมีเงินไม่ได้ ถ้ามีเงินก็ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปลงไม่ตกหรอก จนกว่าจะต้องสละเงินนี้ออกไปก่อนจึงจะปลงอาบัติลงได้ และพระมีเงิน เลี่ยงไม่ออกเลย แล้วปลงอาบัติอีกเท่าไหร่มันจะตกล่ะ แล้วจะปลงอาบัติสำเร็จอย่างไร ตามหลักจะต้องเอาเงินให้คนอื่นไป ถ้าหากคุณยังมีเงินเป็นส่วนตัวก็นิสสัคคิยปาจิตตีย์ตลอดเวลา ในสังคมสงฆ์ก็เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์กันเสมอ เมื่อทำสังฆกรรม ร่วมกันทุกอย่างก็มองข้ามไปหมด การมาบวชจะต้องโภคขันธาปหายะ คือสละ ทรัพย์สินเงินทองเข้าของทุกอย่างออกหมดก่อน เขาก็บอกว่าในยุคนี้ไม่ได้หรอก แต่เราก็อยู่ในยุคเดียวกันก็ยังทำได้ ของเรามาบวชนี้จะต้องเซ็นออกทั้งทางนิตินัยทั้งทางพฤตินัย ทั้งสมณะสิกขมาตุ ไม่ให้มีสมบัติส่วนตัว แล้วดูแลช่วยเหลือเลี้ยงดูกันในสังคมของเราเอง เราก็อยู่กันมาอย่างอยู่เย็นเป็นสุข 48 ปีแล้ว

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...หากท่านจะมีข้อเสนอเกี่ยวกับศาสนาจะต้องมีการตรวจสอบอะไรบ้าง เช่น การแสดงบัญชีพระ

พ่อครูว่า..สมณะที่นี่ไม่มีเงินสักบาทจะต้องไปทำบัญชีทำไม แต่พวกคุณอนุโลมกันแล้วจะเข้มงวดกวดขันกันอย่างไรก็เชิญ ขอโทษเราไม่มีเหตุจำเป็นอะไรจะต้องไปแก้พวกนั้น ไม่ต้องแก้หลักพวกนั้นให้เสียเวลา เราไม่ต้องอยู่แล้ว แต่คุณเองคุณก็ต้องหาทางที่จะเข้มงวดกวดขันของคุณเองขึ้นไปสิ ไม่เช่นนั้นคุณก็จมหมักหมมเน่าในกันอยู่อย่างนั้น

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..ฝ่ายบ้านเมืองควรจะช่วยมากอบกู้วิกฤตศรัทธากันอย่างไร

พ่อครูว่า...ฆราวาสต้องมาช่วยดูแล ฆราวาสมีสิทธิ์ที่จะบอยคอตศาสนา มันเป็นการถ่วงดุลกันอยู่แล้วแต่ฆราวาสก็ไม่รู้เรื่อง เพราะพระก็ไม่ค่อยสอนศาสนาสอนธรรมะ สอนแต่จารีตประเพณีนอกรีต ศาสนาทุกวันนี้มีแต่จารีตประเพณี กับการสวดมนต์ ไม่มีธรรมะที่เป็นสัจจะธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้า มีแต่อาศัยจารีตประเพณี เท่ากับสมัยโบราณที่ยังไม่มีศาสนาพุทธก็มีหมอผีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นจารีตประเพณีทำตามประสา เท่ากันเลยเท่ากับหัวหน้าเผ่า ที่ทำกัน พระก็เท่ากับเป็นหมอผี รักษาจารีตประเพณีพระนั้น ขออภัยที่อาตมาพูดชัดๆพูดง่ายๆ ลัดๆ ให้มันชัดเจนไม่ต้องขยายความมากมันเป็นเช่นนั้นจริงๆที่อาตมาใช้ภาษาระบุลงไปในพฤติกรรมว่ามันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ไปใส่ความอะไร

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...ที่ผ่านมารัฐบาลบ้านเมืองพยายามแก้ไขปัญหาศาสนาพยายามฟื้นฟู พยายามเข้ามาจัดการปัญหาธรรมกาย เรื่องธัมมชโย ดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัด คิดว่าเพียงพอหรือไม่

พ่อครูว่า ก็ทำดีขึ้นแต่ยังน้อยไป ถ้าหากปล่อยปละละเลยก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่จะบอกว่าพอเพียงก็ยังไม่พอหรอกแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า..พ่อท่านบอกว่าปัญหายังมีอีกมากลงลึกอย่าง ไร

พ่อครูว่า...อาตมาถึงได้แยกออกมาจากเถรสมาคมทำการนานาสังวาส ตั้งแต่ประกาศแยกตัวกับคณะสงฆ์ใหญ่ อาตมาบอกว่า อาตมาเห็นแล้วว่ามันยาก ท่านเหมือนบริษัทใหญ่ เราทอดปาท่องโก๋กัน ท่านเป็นบริษัทใหญ่ อาตมาว่าท่านทำสูตรปาท่องโก๋ผิดจากพระพุทธเจ้าทำให้คนกินท้องอืดท้องเฟ้อ อาตมาก็ขอแยกตัวมาตั้งร้านเล็กๆขอทำตามสูตรที่อาตมามั่นใจว่าเป็นสูตรของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องกว่า ถ้าเผื่อว่าร้านที่อาตมาพาทำเป็นสูตรที่ดี คนอาศัยใช้กินแล้ว ไม่ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ไม่เป็นโรคเป็นภัยตาย เขาเจริญงอกงามก็อุดหนุนร้านอาตมาให้เจริญต่อไปได้ แต่ถ้าหากสูตรของอาตมาไม่ดีสูตรของท่านถูกต้อง ปะเดี๋ยวเดียวเราก็ตายไปไม่รอดหรอก อาตมาก็ทำอย่างนี้ อาตมาประกาศนานาสังวาสเสร็จตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2518 เริ่มตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2518 เราก็เป็น "นานาสังวาส" อย่างสมบูรณ์ วันร้ายคืนร้ายพ.ศ 2532 ที่เถรสมาคมรวมตัวทั้งคณะธรรมยุตและมหานิกายเอาเรื่องอาตมา เข้าสู่อธิกรณ์ ซึ่งมันทำไม่ได้หรอก ภิกษุที่เป็นนานาสังวาสกันจะมาอธิกรณ์กันไม่ได้ การกระทำของเขาเป็นโมฆะ แต่เขาก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ปิดหูปิดตาประชาชน อาตมาก็เขียนหนังสือชื่อว่าประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาสพิมพ์กันเป็นแสนเล่มแจก ก็ไม่กระดิกหูกัน อาตมาถูกย่ำยีกัน เอาอำนาจบาตรใหญ่มากระทำอาตมาก็อดทนไป แก้ไขไปตามเรื่องราว จนสุดท้ายเขาก็เชื่อตามเถรสมาคม ปรับอาตมาผิด อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ผิด อาตมาแพ้อำนาจบาตรใหญ่แต่ไม่ได้ผิดจากธรรมวินัย อาตมาแพ้ก็แพ้ แพ้กฎหมาย แพ้ต่ออำนาจบาตรใหญ่ เขาเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์เราเอาธรรมวินัยไปกางพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง ถูกตัดสินให้แพ้ถูกตัดสินให้ติดคุกตาม กฎหมายคณะสงฆ์ 2505 เป็นบัญญัติขึ้นมาใหม่ ไม่ตรงตามที่พระเจ้าตรัสเช่นให้สั่งให้สึกได้ เป็นต้น อาตมาก็จึงกลายเป็นผู้แพ้ แต่อาตมาอยู่กับความจริงความถูกต้อง เราก็อยู่ได้ ประชาชนมาอุดหนุนแค่นี้เราก็อยู่ได้แล้ว ประชาชนกินแล้วเจริญหายโรคภัยหายทุกข์โศก

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...ที่รัฐบาล จะแก้ พรบ.คณะสงฆ์ที่มาของคณะสงฆ์ จะเป็นการปรับปรุงพุทธศาสนาไหมครับ

พ่อครูว่า...เขาจะทำก็ดีแล้วล่ะ แต่จะทำให้สมบูรณ์นั้น อาตมาว่ามันเกินมือ เกินที่จะทำได้สำเร็จ พูดให้ชัดๆๆ ให้มันมาสะอาดเหมือนชาวอโศกนี้ แก้ธรรมวินัยมาได้อย่างชาวอโศกไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลจะไปทำอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ คณะสงฆ์เอง ไม่มีปัญญาจะแก้ รัฐบาลจะออกกฎหมายบังคับบ้างก็จะดีขึ้น

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...พ่อท่าน ให้สัมภาษณ์คุณสุทธิชัย หยุ่น มีเรื่องประเด็นการเมือง กับสันติอโศก

พ่อครูว่า...สันติอโศกกับการเมือง สันติอโศกไม่เคยพูดว่าการเมืองกับธรรมะแยกกัน บอกว่าธรรมะกับการเมืองอันเดียวกัน เพราะธรรมะก็กระทำกับมนุษย์กับสังคม การเมืองก็กระทำกับมนุษย์กับสังคม จุดมุ่งหมายเดียวกัน ให้เป็นคนดี ให้เป็นคนที่ไม่มีความผิด ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ตามหลักเกณฑ์พระธรรมวินัยก็ตาม ก็เป็นจุดหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะไปแยกกันตรงไหน ถ้าคนจะดีตามหลักเกณฑ์ ของบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก็ทำให้ถูกตามนั้น ทางธรรมะก็มีหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้ถูกตามนั้น มันก็เจริญทั้งคู่นั่นแหละ เป็นสิ่งเดียวกัน 1 เอากฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์ของทางโลกเขาก็มีทางประเทศเขาก็ ก็ให้มันถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่ว่าให้เป็นอย่างนี้ ทางธรรมะก็มี มันก็ไปสู่จุดเดียวกัน จะดีขึ้นทั้งคู่ ถ้าจะเน้นว่าธรรมะคือทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งลึกซึ้งไปถึงขั้นโลกุตระด้วย ของศาสนาพุทธ ก็เจริญเหนือโลกเลย อุตระ หรือโลกุตระ คือเหนือโลกีย์เลย ความเหนือโลกีย์นี่แหละคือสุดยอดความเจริญของมนุษยชาติ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าอยู่หัวก็เป็นพุทธมามกะ มาถึงวันนี้ ณ ปัจจุบันนี้ รัชกาลที่ 9 ก็ทรงประกาศ เนื้อหาธรรมะโลกุตรธรรม เช่นโลกุตรธรรมที่ประกาศว่า สังคมเศรษฐกิจที่เจริญต้องมาเอาแบบคนจน มีประเทศไหนที่ประกาศอย่างนี้ ที่ท่านตรัสอันนี้ หากไม่มีใครมาสะกิดท่านก็คงไม่ได้ตรัส มีรัฐมนตรีเกาหลีมาเข้าเฝ้า แล้ว รัฐมนตรีเกาหลีฝากมาถามว่าบริหารประเทศอย่างไรถึงจะดี ท่านก็ตรัสว่าบริหารประเทศแบบคนจน เขาฟังก็แล้วนั่งเฉย ก็พูดให้ฟังอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากเป็นโลกุตรธรรม ของชาวอโศกอยู่กันอย่างมีศีลเป็นปกติ มี อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเป็นผลจริงในพวกเรา

ป่าร่มว่า..ดูในคลิปมีศาสนาพุทธเจริญในต่างประเทศเช่นอิตาลี ผมเห็นปฏิบัตินั่งสมาธิกัน

พ่อครูว่า...ก็เรียนไปจากประเทศไทย ก็เลยได้บาปตรงที่ว่าพาผิด ไปจากศาสนาพุทธที่ไปนั่งสมาธิหลับตา ประเทศอื่นก็เอาตาม ถือว่าไทยเป็นต้นแบบ เขาก็เอาตามอย่างที่ผิดไป ประเทศไทยก็เลยแพร่เชื้อพุทธผิด ประเทศไทยก็ ซ้อนบาปไปอีก ไม่ได้ใส่ความนะ ซวย

คุณวรพล กิตติรัตวรางกูร...ว่า...ทำไมพ่อท่าน เห็นว่าพลเอกประยุทธ์มีความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

พ่อครูว่า...อธิบายไปก็ยาก เพราะความรู้ของคนยังไม่รู้ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์หรือธรรมะที่เจริญเขาไม่มีความรู้เพราะ พูดไปก็เลยยาก ขออภัยพูดไปเหมือนไม่มีใครรู้เท่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆก็ไม่รู้จะเลี่ยงคำอย่างไรเป็นสัจจะ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงตรัส ท่านมีพระปัญญาธิคุณของท่าน เป็นสุดยอด ของความรู้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน