610507_พระโสดาบันจะเห็นว่าตนเองมีกิเลสอีกมาก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์765 KB
วันที่แก้ไข9 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

610507_พระโสดาบันจะเห็นว่าตนเองมีกิเลสอีกมาก

เช้า 7 พ.ค. 2561 พ่อครูตื่นเช้ามาที่บ้านราชฯ เฮือนศูนย์สูญ คุยกับปัจฉาฯ…ตื่นเช้าขึ้นมาก็เหมือนเกิดขึ้นใหม่แล้วมาตั้งอยู่ไปเย็นก็ดับ … คนขณะที่ตื่นเราจะใช้เวทนา สัญญาเต็มที่ในขณะตื่น แต่พอหลับเวทนาเราก็จะพัก สัญญาเราก็จะพัก สังขารเท่านั้นที่มันตกตะกอนแล้วมันก็ยังทำงานอยู่ เป็นตัวชีวะ ที่ยังไม่จบความเป็นชีวะ ถ้าตายเวทนาก็หมด สัญญาก็หมด สังขารก็หมด ไม่เหลือชีพไม่เหลือชีวะ ส่วนวิญญาณนั้นก็คือสามเส้านี้แหละ เวทนา สัญญา สังขาร ...วิญญาณ ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ก็ไม่มีวิญญาณ วิญญาณคือตัวที่ 4 ของธาตุรู้ เวทนาสัญญาสังขาร ...สามเส้า แล้วมาเป็นตัวที่ 4 เกิดอยู่ เป็นตัว ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ถือว่าวิญญาณนี้เป็นตัวCoefficientของชีวะ ตัวสังขาร สังขารเป็นตัวชีพตัวชีวะ เวทนากับสัญญาเป็นตัวธรรมะ 2 เวลาเรียนรู้ธรรมะก็ใช้สัญญากับเวทนา ธรรมะพระพุทธเจ้า เวลาเรียนรู้ก็เรียนรู้จากสัญญาไปกำหนดรู้เวทนา มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 วิธีปฏิบัติเรียนรู้ พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ด้วยการมีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน สังวรนั้นมีทั้งศีลสังวร มีทั้งการสังวรในอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็มีสติ แล้วก็มีสันโดษ ตามหลักในสามัญญผลสูตร มีศีลแล้วก็สำรวมอินทรีย์สติสัมปชัญญะ แล้วก็มีสันโดษ อันเป็นอริยะ สันโดษคือผล เราใช้ 1 ศีลเป็นตัวหลักเป็นตัวประธาน แล้วก็สำรวมอินทรีย์เป็นตัวภาคปฏิบัติเป็นตัวประพฤติ ตัวธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ตัวที่ต้องรู้การเกิดการตาย รู้ในกายคตาสติ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ตัวสังวรทั้งหมด โดยมีสติสัมปชัญญะเป็นตัวประธาน เป็นตัวที่จะต้องตื่นเต็มคุมทั้งหมด หากไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ก็เ

อ่านต่อ

กิดไม่ได้ เกิดไม่เต็มเต็ง เพราะฉะนั้นเวลานอนนี่ เราไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา สติไม่เต็ม สติเต็มถึงจะมีเวทนาเต็ม เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพุทธสติเต็มคุณต้องมีภายนอกคุณต้องตื่น คุณต้องมีชาคริยา ต้องมีตามหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีอินทรีย์ 6 ไม่มีสัมผัส 6 ก็ปฏิบัติผิด ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เต็ม ส.แสนดินว่า...แต่คนทั่วไปธรรมดาทางโลก เขาก็ลืมตาเขาก็สัมผัส เขาไม่ได้ไปนั่งหลับตาแต่เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ของเราลืมตาเหมือนกับชาวโลก พ่อครูว่า...แต่ปฏิบัติสังวรมีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีการสังวร สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน ส.แสนดินว่า...ของพวกเราที่มันได้ผลน้อยหรือได้ผลช้าอย่างน้อยเราก็สังวรมากกว่าทางโลกที่เขาไม่รู้เลย พ่อครูว่า...ใช่ เขาไม่รู้เลยไม่มีสัมมาทิฏฐิที่เข้าใจได้ถูกเขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นสัมมาวิมุติ ส.แสนดินว่า...พวกเรานักปฏิบัติเองมันก็มีได้ผลน้อยได้ผลมากได้ผลต่างกัน มันเกิดจากอะไร พวกเราสังวร บางคนสังวรมากเคร่งคุมมากเกิน พ่อครูว่า...ก็เป็นทุกอย่าง ถ้าตัวแท้ก็คือมีกิเลสมาก กิเลสคนมีมากสังวรมากก็ยังไม่หมดสักที ส.แสนดินว่า...บางคนไม่สังวรเลยปล่อยไปมันก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ผ่านไป 10 ปี 20 ปีก็เหมือนเดิม พ่อครูว่า...เหมือนเดิมคือไม่ได้ทำอะไรสิ ได้แต่รู้แต่ไม่ทำ ไม่ประพฤติปฏิบัติ มันต้องมีอิทธิบาท ต้องยินดีที่จะทำ ต้องตั้งใจ มีวิริยะ ต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะเอาใจใส่ ว่าเราปฏิบัติธรรมนะ เราไม่ปฏิบัติธรรม มันก็เป็นตามโลกยถากรรม เป็นไปตามกิเลสเป็นตัวบงการ ถ้าเราบอกว่าเรายังปฏิบัติธรรม เราก็ต้องสังวร เฮ้ยกิเลสเองเกิด ก็จะรู้จักกิเลสเร็วขึ้น รู้หน้ารู้ตามันมากขึ้น เรามาปฏิบัติธรรมที่มีสัมมาทิฏฐิเราจึงเห็นกิเลสเรามากมาย แต่แท้จริงแต่ก่อนคุณก็มากแต่คุณไม่เคยปฏิบัติก็ไม่เคยเห็นเลย คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณมีกิเลส กิเลสเป็นยังไง ส.แสนดินว่า...คนโลกๆเขาก็ลืมตาเหมือนพวกเราแต่เขาก็กินสูบดื่มเสพ พ่อครูว่า...เขาไม่มีอะไรเขาก็บอกว่าเขาไม่มีกิเลสโลภโกรธหลงอะไร ยิ่งเป็นคุณหญิงคุณนายก็ยิ่งบอกว่าไม่มี มีแต่โกรธนั่นแหละมันไม่ค่อยได้ดั่งใจเลย โลภฉันก็ไม่โลภอะไร ฉันมีเงินเป็นถุงเป็นถัง ทำงานหาเงินก็ไม่ต้องหา สามีหาอย่างเดียว ส.เดินดินว่า...คนเป็นพระโสดาบันต้องเห็นว่าตนเองมีกิเลสมาก พ่อครูว่า...ต้องมีปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาคือผล ปัญญา 7 ของโสดาบันจึงรู้จัก วิติกมกิเลส วิติก แปลว่าผ่านพ้นไปแล้วล่วงไปแล้วในขณะปัจจุบันนี้จะเห็นตัวกิเลสปริยุฏฐาน ตัวปัญญาของโสดาบันตัวที่ 1 จะอยู่กับปริยุฏฐานกิเลส แล้วก็จะเป็นคนที่มีจิตเพ่งโทษผู้อื่นได้ มุขสตีหอกปาก จะมีมาก เพราะว่ามันไปรู้ ของใครๆมันแสดงออกเป็นกิเลส จริงๆถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ไปเที่ยวได้ว่าเขาหมด ส.แสนดินว่า...พระโสดาบันต้องรู้จักปริยุฏฐานกิเลส ถ้าเป็นสกิทาคามีต้องมีกิเลสของสกิทาคามี พ่อครูว่า...ทำกิเลสปริยุฏฐานให้หมดจนเหลืออนุสัยกิเลส ส.เดินดินว่า ผมรู้สึกว่าคนที่อ่านกิเลสโสดาบันได้ดีจะต้องเป็นฐานสกิทาคามีจึงจะย้อนอ่านกิเลสของโสดาบันได้ดี พ่อครูว่า...ใช่มีฐาน ถูก ปัญญาคือตัวรู้ คือตัวสำเร็จ ตัวเข้าใจ เป็นผลของศีลสมาธิปัญญา ศีลสมาธิปัญญานี่แหละอธิบายยังไม่เก่ง มันไปด้วยกันเป็นสามเส้า หากสามเส้านี้ไม่มีไม่ครบไม่สมบูรณ์ก็คือปฏิบัติธรรมไม่มีวิมุติ ไม่มีมรรคผล ต้องมีสามเส้า ขาดอะไรอันใดอันหนึ่งไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตร ที่บอกว่าศีลกับปัญญาก็เหมือนล้างมือกับมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ส่วนฌานกับปัญญา ฌานคือภาคปฏิบัติอยู่ส่วนสมาธิคือจิตตั้งมั่นตกตะกอนตกผลึกลงไป ตกผลึกลงไป เป็นสมาธิที่ตั้งมั่นสะสมจากฌาน ฌานเป็นพลังงานเป็นกิริยาเป็นตัวเผา ฌานไม่ใช่ตัวผล แต่เป็นตัวเผา ฌานแปลว่าไฟ ฌาปนะ แปลว่าการเผา ฌาปนกิจ ส.เดินดินว่า...บุญกับฌานนั้นใกล้กันมาก พ่อครูว่า...บุญนั้นก็ตัวรวมหมดเลยกับฌาน กับกรรมกิริยาทุกอย่างทำสำเร็จก็คือทำบุญสำเร็จ ส.แสนดิน... ฌานเป็นมรรค บุญเป็นผลใช่ไหม? พ่อครูว่า...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ส.เดินดินว่า...คุยกับอ.ปานขาว อยู่เมืองนอกลำบากในการกินมังสวิรัติไหม ปกติเขากินมังสวิรัติ แต่วันนักขัตฤกษ์วันสำคัญญาติโยมก็เอาเนื้อสัตว์มาถวายแล้วแต่ใครจะฉันหรือไม่ฉัน แสดงว่าของท่านไม่ได้กำหนดเป็นศีล อะไรก็แล้วแต่ญาติโยม แสดงว่ามาอยู่เมืองไทยนานๆอิทธิพลของพระไทยก็ค่อยๆกลืน ท่านไม่ได้กำหนดว่าเป็นศีลที่ต้องละ ต้องงดเว้น พ่อครูว่า...ต้องสังวรให้ถือเป็นศีลสังวร ส.เดินดินว่า...อย่างนั้นพระทั่วไปก็ไม่ได้กำหนด พ่อครูว่า...มันอยู่ที่เราอยู่ที่ความต้องการของเรา เราต้องการฉัน 2 มื้อ มันก็ฉัน 2 มื้อ ...ให้เราไปฉัน 2 มื้อตอนนี้ก็เมื่อยตาย มื้อเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว มันก็อยู่ที่เรา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน