610506_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พ่อครูกับสิริมหามายาอย่างกลปรานี.docx
เนื้อหาในไฟล์
610506_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พ่อครูกับสิริมหามายาอย่างกลปรานี อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1XMJWUVaE7eeQXjl7kVl1WDVJUptj3H0akDfC19sZiGI ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1bEsFoe9SQjsm0xmWCStDU10jyaqARDNv ดูยูทิวป์ได้ที่... https://youtu.be/fmBESe1L124 https://youtu.be/OeMBzFPNgoY สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก รายการวิถีอาริยธรรม บุคคลที่ใส่ใจในโลกุตรธรรมก็จะมาใส่ใจฟังธรรม ใครไม่มีภารกิจมากมายจนทิ้งไม่ได้ก็จะมาฟังธรรม เพราะเวลานั้นดำเนินต่อไปไม่มีหยุด คนเกิดมาก็กินสูบดื่มเสพวนเวียนในโลกธรรม สั่งสมความทุกข์ทรมาน ตนเองก็หาทางออกไม่เจอ กว่าจะได้มาฟังธรรมจากผู้ที่เป็นสยังอภิญญาหรือว่าเป็นพระพุทธเจ้าทำให้เรามี อัญญา จะลดละกิเลสได้นั้นก็ยาก ฟังแล้วจะเกิดญาณปัญญาที่จะบรรลุธรรมก็เกิดได้ยาก สังคมที่เป็นโลกุตระนั้นจะพาให้ลดละกิเลส ไม่สะสมกิเลสจนเกิดการบรรลุธรรมเป็นอมตะบุคคล เกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ จะตายก็ได้ ไม่ตายก็ได้ เป็นผู้มีอำนาจบงการจัดการชีวิตตัวเองได้แล้ว คนก็แสวงหาสิ่งนี้แต่คนก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะสังคมโลกุตระนั้นทวนกระแสโลกียะ คนโลกียะนั้นจะไม่มีความอยากจะมาเอา แม้แต่การแต่งเนื้อแต่งตัว เขามาดูแล้วก็ไม่อยากจะมาหรอก ไม่น่ามาอภิรมย์ด้วย แต่ความจริงแล้วคนที่เป็นคนจนเป็นคนที่ทำงานยิ่งใหญ่ แต่ทำตัวเล็กนิดเดียว ไม่เอาอะไรตอบแทนกลับมาเลย เราจะเห็นว่าพ่อครูเป็นตัวอย่าง ทำงานกับสังคม โลกธรรมด้านลบมีมาก ไม่ได้โลกธรรมทางบวกเท่าไหร่ แต่ท่านก็ทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติอย่างยิ่งใหญ่ ให้คนมาลดละกิเลสเป็นโลกุตระบุคคลได้ทำให้เป็นคนเสียสละต่อสังคมโดยไม่เอาค่าตอบแทนกลับมาเลย จึงเป็นสังคม
อ่านต่อ
คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า....SMS วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 (พ่อครู บวรราชธานีอโศก)
_1945ชอบมากเลยที่นครศรีฯมีงานวันกุ้งถูก / ชอบดูสภาพแวดล้อมในสันติอโศกมาก / ยุคที่คนชั่ว 3 ส่วนคนดี 1ส่วนทำอะไรรู้สึกเหนื่อยจริงๆ พ่อครูว่า...ก็เป็นความเข้าใจส่วนหนึ่ง อย่างน้อยก็เห็นว่าสภาพแวดล้อมแบบธรรมชาตินี้ดีกว่าแบบที่ปรุงแต่งจัดจ้านทางโลกๆ ส่วนที่บอกว่าคนดีคนชั่วนั้นการจะแยกแยะได้นั้น ต้องมีความรู้ลึกซึ้งจึงสามารถแยกแยะได้ละเอียดลออ คนนั้นวิปลาสกันไปเยอะ เห็นของไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน พวกเรานั้นมาลดละได้จริง ไม่ยึดติดได้จริง จึงทแหน มีแต่เสียสละให้คนอื่นไป เรามีแต่น้อยเฉพาะตน สร้างสรรให้มากกินใช้เหลือแล้วเราก็แบ่งปันให้เขา โดยเราไม่เดือดร้อน เพราะพวกเรามีอยู่เป็นส่วนรวมช่วยกันทำ ส่วนตัวเองมีน้อย แต่เราสร้างสรรได้มากเกินกว่าที่แต่ละคนกินใช้ หลายคนมารวมกันเข้าปริมาณก็ยิ่งมีมากขึ้น ก็ยิ่งมีส่วนเหลือส่วนเกินมีเยอะ ก็สะพัดไปสู่ผู้ที่สมควรจะได้ ได้มากยิ่งขึ้น เป็นอัตราปฏิภาคทวี ไปได้เรื่อยๆ นี่คือการเป็นอยู่ ความประพฤติของมนุษยชาติที่สุดยอดแล้ว ทุกวันนี้เราไม่ได้เป็นหนี้ เราขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จะพูดว่าเราไม่ขาดทุนก็อาจจะย้อนแย้ง เราก็ขาดทุนได้ พยัญชนะว่าขาดทุน คือเราให้ ได้เสียสละได้แม้จะเสียสละ จะให้ไปเราก็ไม่ขาดแคลน เราก็ไม่ลำบากลำบน เราก็อยู่กันอย่างเบาสบาย ต้องทำอะไรเราก็ทำ อย่างไม่ดีก็เหนื่อย อย่างไม่ดีสุดก็เหนื่อย ไม่ได้แกล้งเหนื่อย ออกแรงงานไปเหนื่อยก็พัก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่พักเราไม่เพียร อย่างสมดุลพอดีพอเหมาะไม่เสียสุขภาพไม่เกิดการเสียหายไม่เกิดอะไรที่มันไม่สมควร ทำไปเลย สุดยอด สรุปแล้ว เอาเถอะ มันจะสามส่วนต่อหนึ่งหรือมากกว่า 3 ส่วนต่อหนึ่งก็แล้วแต่ เรามีหน้าที่ที่จะทำส่วนหนึ่งที่เราทำได้สำเร็จแล้วนี่แหละ เป็นโลกุตระบุคคลเป็นอริยบุคคล ทำขึ้นไป สร้างสรรขึ้นไปในยุคนี้ ในกัปป์นี้ที่จะล้างกัปป์กันก็เป็นเรื่องของโลกเป็นเรื่องของจักรวาลเป็นเรื่องของเขา เรามีหน้าที่รับผิดชอบส่วนของเราก็ทำไป
_5403เร่งวอลลุ่ม เสียงหลวงปู่ให้อีกหน่อยค่ะ ทางบ้านเร่งเสียงแล้ว แต่ยังเบาอยู่เจ้าค่ะในรายการพุทธฯตามภูมิ /บางบอน พ่อครูว่า...ทำไมหวงแหนเสียงนะ เร่งไปบ้าง หากดังเขาก็หรี่เอง เปิดไปให้เขาก็แล้วกัน แต่ถ้าเปิดแรงนั้นมันจะเสียงแตก เขาก็เลยพยายามทำให้มันพอดี แล้วแต่เครื่องมันจะทำให้เกิดได้ เรียกร้องมาให้ได้ก็ให้ไป ให้ไม่ได้ก็เป็นสุดวิสัย ไม่ได้แกล้งกันหรอก
สื่อธรรมพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูกับสิริมหามายาอย่างกลปรานี _3867ธ.ที่พ่อครูสอนวันนี้ใช่ธ.ที่มีศีลเป็นแม่!มีปัญญาเป็นพ่อ!เกิดโอปปาติกโยนิเป็นลูก!เป็นการเกิดจิตวิญญาณอาริยะบ่ใช่จากกัมมโยนิ!แต่เกิดที่ทิชาชาติที่ปฎิบัติ สัมมาทิฏฐิแล้วใช่ไหมหนอ? พ่อครูว่า...โอปปาติกะ หมายถึงตัวสัตว์ อย่างโอปปาติกสัตว์ เพื่อความเป็นสัตว์ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ความเป็นสัตว์ของตัวตนบุคคลเราเขาดินน้ำไฟลม แต่เป็นความเป็นสัตว์ของธาตุวิญญาณ ซึ่งไม่มีรูปร่างตัวตนอะไรเลย แต่มันก็เป็นสภาวะจริงที่มันเกิดมันเป็น เรียกว่าการเกิดทางโอปปาติกะ จะไม่ลงลึกถึงพยัญชนะ โยนิ แปลว่าความเกิด กรรมคือการกระทำ พยัญชนะก็ชัดๆอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสัตว์มีกรรม สัตว์ทุกตัวตั้งแต่เซลล์เดียวจนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้า ก็มีกรรม คือการกระทำ การกระทำที่ต้องเรียนรู้กรรมนิยาม เราต้องเรียนรู้กำหนดจริงๆว่ากรรมคืออะไร 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)
กัมมุนา วัตตติ โลโก เยอะแยะไปหมดเรื่องของกรรม เราก็ต้องเข้าใจความหมายแล้วเราก็เป็นผู้ที่ แสดงกรรม ทำตั้งแต่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จัดการได้ แม้แต่มโน จัดมโนกรรม จัดการกรรมเรียกว่ามนสิการ หรือมนสิกโรติ จัดการที่มน หรือจิตเรา เรียนรู้แล้วปรับพลังงานต่างๆตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ท่านแยก วิภัช แจกไปตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขาร ก็เป็นกรรมอยู่ในมโนกรรม ไม่ใช่กรรมที่ออกมาภายนอก เป็นกรรมที่อยู่ในจิต จิตนั้นแยกแยะและรวมตัวกันไว้เรียก สังขาร เป็น วจีสังขาร อาตมาก็เคยอธิบายไว้ ถ้าหากเป็นนามธรรมล้วนๆก็เป็นสภาวะที่เรารู้ได้ เป็นปฏิกิริยาเรียกปฏิฆะสัมผัสโส เมื่อเราสัมผัสพลังงานวจีสังขารนี้แล้ว ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อเลย หรือยังไม่มีใครตั้งชื่อไว้เลยมันก็เป็น ปฏิฆะ แล้วเราก็สัมผัสกับมันรู้ว่าเป็นนามธรรมในใจเรา ไม่ได้ตั้งชื่อ แล้วก็ไม่เรียกอะไรไม่มีใครที่เรียกชื่อมัน ไม่มีอธิวจนะ ไม่มีคำพูดไม่มีคำเรียก ก็เรียกว่ายังไม่มี อธิวจนสัมผัสโส เป็นพยัญชนะที่ท่านตั้งมา ใครเก่งจะเติมอีกก็ได้ แต่ชีวิตนี้อาตมาเคยตั้งคำขึ้นมาใหม่สองคำ คือชีรานุปาทิ ชีวานุปาทิ คำว่า ชีระ คือเสื่อม ส่วนคำว่า ชีวะ คือการเกิด ก็มีการเกิดกับการเสื่อมของชีวิต สองคำนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ใช้แต่คำว่า อุปจยะกับชรตา สองคำนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในรูปที่ 24 เกิดคืออุปจยะ ถ้าไม่ต่อก็ชรตา ถ้าไม่มีพลังงานเสริมต่อไปแม้แต่ทศนิยมเดียวมันก็เสื่อมลงไป แต่ในขณะที่ชรตา ตัวท้ายตบมาที่อนิจจตา แต่ถ้าคุณฮึดขึ้นมาอีก มันไม่เที่ยงคุณสามารถเพิ่มได้ คุณมีอธิปไตย มีอุตระ มีพลังแรง มีอำนาจกับมีปัญญา(อุตตระ) คุณก็ทำได้ คนที่เกิดได้ทำได้จะให้ตายศูนย์หรือไม่ให้ตายศูนย์จะเกิดอีกต่อไป จนกระทั่ง ไม่รู้ว่าจะเกิดหรือจะตาย ก็เป็นคนที่เหมือนกับคนเล่นกล เรียกว่ามายา เป็นคนที่ทำมายาได้อย่างสุดยอด เรียกศัพท์พยัญชนะว่า สิริมหามายา เป็นผู้ที่ทำให้การเกิดเป็นมารดาเป็นแม่ ผู้ให้การเกิดที่สุดยอด จะให้เกิดหรือให้ตายก็ยิ่งกว่านักมายากล ให้เกิดก็ได้ไม่ให้เกิดก็ได้ อยู่ในอำนาจ ทำด้วยภูมิปัญญาเป็นภูมิปัญญาที่แน่นอนซื่อสัตย์จริงใจไม่ทำอะไรให้เกิดเป็นพิษเป็นภัย ไม่มอมเมาเป็นพิษเป็นภัยไม่เกิดเป็นโทษให้แก่โลก แต่ตนเองก็ไม่เกิดโทษด้วย ผู้ที่รู้จักว่าสิ่งที่ควรจะให้เกิดคืออะไรแค่ไหน จึงมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ด้วยความซื่อสัตย์จริงใจประมาณให้เกิด ให้เกิดประโยชน์คุณค่าอย่างดีไม่ให้เสียหายเลย นี่คือ ผู้ที่สามารถทำให้เกิดหรือ ให้ตายไปเลยแบบไม่ให้เกิดอีกก็ได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน คือสุดแห่งที่สุด แต่ถ้าไม่ทำสุดแห่งที่สุดก็ยังเวียนเกิดเวียนตายได้อีก ไปอยู่ดุสิต ดุสิต ไม่ใช่สถานที่ที่มีตัวตนบุคคลเราเขา แต่มันมี ที่มันไม่มี นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้อีกจบ มันเป็น axiom แล้ว ไม่มีที่จะต้องพิสูจน์อีกแล้ว สุดแล้ว การที่ทำให้เกิดอย่างสิริมหามายา ไม่ใช่เรื่องลวงหลอก ไม่ใช่เรื่องที่ไม่จริง มันจริงที่สุด แต่เหมือนกับคนกลับกลอกว่า ให้เกิดก็ได้ไม่ให้เกิดก็ได้ แล้วเอาอะไรมาวัดก็เอาความจริงใจเอาความรู้ ความรู้ว่าควรจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด ไม่ควรจะให้เกิดก็ไม่ให้เกิดอย่างจริงใจบริสุทธิ์สะอาด เกิดมาก็ต้องมีประโยชน์คุณค่า ไม่มีประโยชน์คุณค่าก็ไม่ให้เกิดเด็ดขาดทำได้มีอำนาจอยู่เหนือ อำนาจนี่คือสติ อยู่เหนือคือปัญญาคืออุตระ ผู้ที่สูงสุดได้ก็เรียกว่ามีอำนาจมีอธิปไตยยอดเยี่ยม จะได้ความมีอำนาจยิ่งใหญ่ มีอธิปไตยเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง The Great Authority เป็นผู้อยู่เหนือ รู้เกินกว่าใครๆผู้อื่น อาจจะเป็นรองคนที่เหนือกว่าเรา เช่นพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์ผู้พี่ที่เหนือกว่าเราก็เป็นสัจจะ พยัญชนะก็ชัดเจน จริงไหม ท่านเป็นโพธิสัตว์ผู้พี่ มีสิ่งนั้นจริงจึงเรียกโดยบัญญัติ ท่านมีความจริงที่เหนือกว่าผู้ที่รองลงมา โดยสัจจะ จะพูดกัน ไม่มีที่จบ สัจจะก็ไม่เป็นสัจจะ เป็นพี่ก็ไม่เป็นพี่เป็นพ่อก็ไม่เป็นพ่อเป็นลูกก็ไม่เป็นลูกแล้วมันจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไร มันต้องมีที่จบในตัวมันเองบ้าง มันหมายถึงอย่างนี้แค่นี้ก็จบไม่ต้อง ดิ้นอะไร ชัดเจน เมื่อผู้นี้ใช้ภาษาบัญญัติอย่างนี้มาแล้วไม่ต้องดิ้นจบในตัวมันชัดๆ ก็สบาย แต่ถ้ายังระแวง พูดมานี้มีอะไรแฝงอยู่ หลบเลี่ยงลับลมคมในอยู่นี้ ถ้าคุณระแวงอยู่อย่างนั้นคุณก็ระแวง เอาล่ะระแวงหรือคุณชัดเจนว่าคุณไม่เชื่อก็แล้วไป ก็พยายามตรวจให้ชัดเจนไม่ต้องระแวง ชัดเจนแล้วว่าไม่น่าเชื่อ คุณก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ถ้าชัดเจนแล้วว่าจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ไม่ต้องระแวง เท่านั้นเอง อย่างอาตมานี้คุณมาระแวงอาตมานี้ยาก คุณต้องไม่มีระแวง จะมาอยู่ที่นี่ก็เป็นแต่เพียงว่าเราเองเท่านั้นหมดความระแวง เราเองเท่านั้น มีความระวังของตนเอง แล้วไม่ต้องอยู่ด้วยระแวง แต่อยู่โดยเราระวังตนเองหรือระวังผู้อื่นอย่าให้เขาทำชั่ว หรือกั้นไม่ได้สุดวิสัยเขาก็ทำไปเราก็ระวังอย่าให้มากระทบเรา ทำให้เราชั่วไปด้วย ก็เท่านั้น ผู้ที่ถูกก็คือถูก อาตมาพยายามพูดที่ถูกต้องเท่านั้น ผู้ไม่ระแวงอะไรก็เข้าใจง่ายแต่ถ้ายังระแวงอยู่อย่างนั้น ว่านี่มันมีแฝงเล่ห์อะไร คุณก็จะไม่ได้ดูอะไรสักที คุณจะไปฟังใคร ก็ต้องรู้ว่าคนนี้เป็นสัตบุรุษมีความจริงที่จริงเก่งสามารถพึ่งได้ เรารู้ไม่เท่าก็จบ คุณก็รับไปแล้วคุณจะรู้เลยแล้วจะมีความรู้ความจริงถ้าที่คุณทำได้ ว่าได้มาแล้ว จนกระทั่งถึงขั้นคุณได้เท่ากันกับท่านผู้นี้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัส เรากับสารีบุตรเสมอกัน เรากับกัสสปะ เสมอกัน เสมอในส่วนไหน พระกัสสปะ และพระสารีบุตร ก็รู้ว่าเราไม่ได้เสมอกับท่านทั้งหมดหรอก แต่หมายถึงว่าขนาดไหน พระกัสสปะเป็นทางเจโตพระสารีบุตรเป็นทางปัญญา ท่านก็ให้รู้ว่าเสมอในส่วนทางเจโตเสมอในส่วนทางปัญญา พูดกันอีกหลายชาติกว่าจะพอรู้เรื่อง กว่าจะจบอีกหลายๆๆๆ ชาติ มาเข้าสู่การเกิดที่เรียกว่าการเกิดที่ยิ่งใหญ่คือสิริมหามายา การเกิดอย่างสิริมหามายา มารดาหรือแม่ คือผู้ที่ให้เกิด ให้เกิดอย่างเหมือนเล่นกลเป็นมายาเหมือนไม่จริง เหมือนมีปาฏิหาริย์ที่จับไม่ได้เลย แต่สิริมหามายานี้ไม่ต้องไปจับผิด ไม่ต้องไปจับว่ามีอะไรลวงพราง ให้เกิดก็เกิดให้ตายก็ตาย จะพูดจริงๆก็คือผู้ที่เป็นตัวพระเจ้าจริงๆ สิริมหามายาคือตัวพระเจ้า จะให้เกิดให้ตาย และเป็นตัวพระเจ้าในอิตถีภาวะ อย่างเจ้าแม่กวนอิม อยู่ในพระเจ้าในอิตถีภาวะ เป็นอวตารของพระพุทธเจ้าเป็นต้น อธิบายเป็นพยัญชนะ เมื่อไม่ติดในพยัญชนะรู้จักสภาวะแล้วก็จบ สิริมหามายาก็เป็นลักษณะของอิตถีภาวะ เรียกว่าแม่ พระพุทธเจ้าไปสอนแม่ ที่ดาวดึงส์ แล้วก็มีพระสารีบุตรแอบฟังอยู่ใต้ตีนเขาสิเนรุ ดาวดึงส์อยู่ยอดเขาสิเนรุแต่พระสารีบุตรอยู่ตีนเขาสิเนรุ สารีบุตรคือลูก ที่จะดูพ่อกับแม่สอนกัน พระสารีบุตรเลยฟังพ่อกับแม่ แล้วเอาคำสอนของพ่อกับแม่มาปฏิบัติของตัวเองเป็นสาระ คือสารีบุตรโต ใครก็ตามเป็นสารีบุตรได้ เป็นผู้ตามมาเอาสาระ คืออนุสารี สายศรัทธาเป็น สัทธานุสารี ส่วน สายปัญญาเรียก ธัมมานุสารี ท่านไม่เรียกปัญญานุสารี เพราะอธิบายแล้วยาวไม่จบ แต่สายศรัทธานั้นสั้นกว่าปัญญา ปัญญานั้นรอบด้าน ศรัทธานี้สั้นกุดเป็นจุด ปัญญาเป็นความรอบ ศรัทธาเป็นโลก ปัญญาเป็น ราศี รังสี และอวกาศ ส่วนศรัทธาหรือเจโตคือโลกหรือคือจุดคือหน่วยใน ส่วนที่หุ้มห่อคือพลังงาน Dynamic นี้ที่เป็นแกนก็คือ Static หากสสารเคลื่อนที่ก็คือพลังงาน หากพลังงานหยุดเคลื่อนที่ก็คือสสาร พระสารีบุตรแอบฟังพ่อกับแม่ที่เป็นตัวต้นตอให้กำเนิดเป็นธรรมะ 2 เป็นธรรมะที่ท่านสอนกัน อยู่ชั้นสูงเรียกว่าดาวดึงส์ ไกลเลยนะ แล้วพระสารีบุตรนี้มี โสตทิพย์ อยู่ไกลเท่าไหร่ก็ได้ยินเสียง เสียงพ่อกับแม่ท่านสอน ท่านได้ยิน เรียกว่าโสตทิพย์ ท่านสอนอย่างนี้หมายถึงอย่างนี้ท่านใช้บัญญัติอย่างนี้หมายถึงอย่างนี้ เหมือนกับได้ยินเสียงนี้ดังมาไกลเลย อ๋อนี้เสียงตะโพน อ๋อเสียงนี้เปิงมาง อ๋อนี่เสียงกลอง นี่เสียงบัณเฑาะว์ ก็จะแยกแยะออก เสียงแม้จะไกลแสนไกล เรียกว่าโสตทิพย์ พระสารีบุตรอยู่ตีนเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงมากนะ แต่พระสารีบุตรก็ได้ยินเสียงพ่อแม่สอนให้ฟังได้ ก็อาจมีคนแอบฟังอาตมาอยู่ไกล แอบฟังเป็นสารีบุตรโตอยู่ไกลๆ ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้ได้สาระก็ตาม อนุคือตาม สารี คือสาระ คือผู้ที่ตามมาเอาสาระ สัทธานุสารี คือผู้ที่มีศรัทธาเป็นแกน ธัมมานุสารี คือผู้ที่มีปัญญาเป็นแกน ปัญญาเป็น Dynamic ศรัทธาเป็น static ก็มีนัยที่ต่างกัน สายศรัทธารู้ได้ช้าสายปัญญารู้ได้เร็วกว่าหน่อย ก็ไม่บอกว่าใครเหนือใคร เพราะว่าศรัทธานั้นแข็งแรง ปัญญานั้นไม่แข็งแรง หลวมๆฟ่ามๆ แยกง่าย สายปัญญาจึงปรินิพพานเร็วกว่าศรัทธา แต่ผู้ที่บรรลุ สลับกันไปกันมา อย่างพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะบรรลุเร็วกว่าพระสารีบุตร ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่สับสน ธรรมะที่อาตมาขยายความนั้นไม่ได้หมายถึงแม่ที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา มันหมายถึงแม่หรือผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณ มันหมายถึงพลังงานทางจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงสภาพของดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป เนื้อหนังมังสาดินน้ำไฟลม
กัมมโยนิ การเกิดของกรรม สรุปรวมแล้วในมหาจักรวาลนี้มีกรรมกับกาละ เท่านั้น กาละคือการเคลื่อนไป แล้วก็มีตัวกระทำอยู่กับความเคลื่อนแล้วรวมตัวเป็นตัวตนเป็นเราเป็นเขา ถ้าเป็นชีวะ มันก็มาเป็นพืช พีชะ ก็มีความละเอียดออกไปอีกว่ายังไม่มีเวทนาไม่มีจิตวิญญาณ มีพลังงานปรุงแต่งสังขารตัวเองได้ เราก็แยกออก พีชนิยาม นี้จิตนิยาม นอกจากจะมีชีวะแล้ว ยังมีอำนาจสูงกว่าพีชะอีก มีทั้งเวทนาและวิญญาณ แล้วเวทนากับวิญญาณนั้นโง่ก็ได้ฉลาดก็ได้ดีก็ได้ชั่วก็ได้ ก็เลยชัดเจน ในสภาวะต่างๆที่แยกแยะ นามธรรม แม้อรูป อรูปกับนามธรรมต่างกัน อรูปคือสภาพที่ไม่มีธาตุรู้เข้าไปร่วม นามคือตัวธาตุรู้ก็คืออรูป แต่มันไม่มีตัวตนรูปร่าง แต่คำว่าอรูปนั้นเป็นรูปที่มันไม่เป็นรูปแล้วจะเรียกว่านามก็ได้ นามมันมีความรู้สึก แต่อรูปมันรู้สึกไม่ได้มันเป็นธาตุที่ถูกรู้ ส่วนนามคือตัวรู้ เป็นชีวะ ส่วนอุตุนิยามไม่เป็นธาตุรู้ ไม่มีชีวะ พีชนิยาม นั้นมีชีวะ แต่ไม่มีพลังงานไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่จิตนิยาม อยู่ไม่ได้ก็ดิ้นรนเบียดเบียนผู้อื่นเอาของคนอื่นมาเป็นของกู เอาตัวมันมาเป็นตัวกู ดีไม่ดี ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เอาตัวมันมาเป็นตัวกูนี่มันหนักนะไม่รู้จะใส่กันไปอย่างไรเขาก็ทำกันอย่างนั้น สรุปแล้ว ในการศึกษาของพระพุทธเจ้าสรุปลงว่ามันมีกรรมกับกาละ การกระทำของธาตุรู้ เป็นกรรมนิยาม เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิตนิยามก็ศึกษาเรื่องกรรม แยกกรรมได้ เป็นกัมมังสัตเตวิภัชติ คำว่า วิภัชคือแยก ก็เรียนรู้สัตว์ ตั้งแต่สัตว์ชั้นต่ำจนถึงสัตว์ชั้นสูง การเรียนรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรียนรู้แค่พยัญชนะ พยัญชนะรู้แล้วแต่รู้ว่าตัวเองเป็นสัตว์อย่างไรด้วย พระพุทธเจ้ากว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้าต้องไปเป็นพระโพธิสัตว์ เกิดไปเป็นสัตว์เดรัจฉานบางชนิดก็ยังได้ เพื่อจะไปเป็นเองเป็นจริงไม่ใช่เดาเอา ถ้าเข้าใจสุดไม่สงสัยแล้วก็จะไม่งงไม่เอา เป็นแบคทีเรียเซลล์เดียวมันเป็นอย่างไรไม่ต้องสงสัย เป็นสัตว์ที่มี 10 เซลล์เป็นอย่างไร นานาสารพัดสัตว์ตั้งแต่ตัวเล็กตัวใหญ่ จนกระทั่งไม่เป็นรูปร่างเลยสารพัดรูปร่าง อย่างเช่นสัตว์ที่อยู่ในน้ำ มีสารพัดรูปร่าง เมื่อขึ้นมาบนบกก็มีรูปร่างจำกัด แต่อยู่ในน้ำมีสารพัดรูปร่าง สัตว์ในน้ำจึงมีเยอะพัฒนาจากสัตว์น้ำ ถ้าหากไม่มีน้ำก็ไม่เกิดความเป็นสัตว์ขึ้นมา 2 ข.392 ปุญญปาปปริกขีโณ ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา)
คำว่ามีแม่ พ่อ ที่ดาวดึงส์ คำว่า ดาวดึงส์คือ ตาวติงสาการ คืออาการที่ 33 มันก็เป็นพยัญชนะที่ท่านใช้สื่อให้บอกว่ามันไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสถานที่ ไม่มีอะไรอยู่ที่ไหนหรอก มันเป็น หทยรูป ห คือจริง ท คือพลังงานมี Dynamic Kinetic ท คือ ทหาร มีพลังแรง ย คือเริ่มต้นพลังงานมีเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ อาตมานี้คือ อํ กลมดิ๊กเลย ถ้าใครไม่รู้ทันก็ว่ากลับกลอก ถ้าใครรู้ทันก็บอกว่าพูดได้ชัดเกลี้ยงกลมพูดหมดไม่มีอะไรสะดุด ไม่มีอะไรเหลือเลย นี่ไม่ได้ชมตัวเอง แต่อธิบายสภาวะประกอบ อธิบายไปขนาดนี้ก็คงจะรู้ว่าสิริมหามายาหมายถึงอะไร
มีผู้ตามศึกษา ของอักขระใต้ต้นโพธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พูดถึงเรื่อง อักขระ หรือ อักษร สระ มี 8 ตัว อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ของภาษาบาลีมีเท่านี้แต่ของภาษาไทยมีมากกว่านั้น สระ เป็นเครื่องชี้พฤติกรรม ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น แสดงอินทรีย์ แสดงกำลัง แสดงขนาด แสดงมิติต่างๆ กว้าง ยาว หนา 3 4 5 6 7 8 9 มิติ แสดงแล้วก็ดับ นี่คือตัวตนรูปลักษณ์ของ สระ เมื่อเข้าใจทำให้เห็นภาพที่มีอักขระ หรืออักษร ทั้งหมด สื่อสภาวะที่มากแง่มุมมาสู่เราได้ละเอียดยิ่งขึ้น(เอาสระมาผสมก็มีความละเอียดมากขึ้น) ในมิติสูงขึ้นก็จะมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเกิดขึ้นอีกมากมาย จะรู้ได้ต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ท่านก็จะมีกลปรานี คำว่ากลปรานี เป็นคำที่อาตมาเอามาใช้ สระจะทำให้พยัญชนะออกเสียงได้ หากมีแต่พยัญชนะไม่มีสระก็ออกเสียงไม่ได้ สระเรียกว่านิสัย เพราะเป็นที่อาศัยของพยัญชนะ เสียงสระไม่มีอวัยวะส่วนใดในปากสกัดกั้น จึงมี อิสระ เป็นพฤติกรรมที่เป็นได้เอง ฟรี เพราะฉะนั้นเสียงสระไม่มีอวัยวะใดในปาก พยัญชนะ ที่ว่า นิสิต เพราะพยัญชนะจึงออกเสียงได้ พวกชาวเขา ไม่มีพยัญชนะเท่าไหร่มีแต่สระ ก็เลยผสมมีแต่เสียง แต่ตัวสะกดไม่มี เช่น คิ ไม่ เอาะ ก็เลย คิด ไม่ ออก ดูในระดับสัตว์ก็รู้แบบสัตว์ รู้ในระดับคนก็เป็นคน อเวไนยสัตว์ก็รู้แค่อเวไนยสัตว์ มันเป็นสัจจะอย่างยิ่งที่ล้วนจะต้องอาศัยกันประกอบกันสังขารกันจึงเกิดมีขึ้น สระออกเสียงเองได้ แต่พยัญชนะออกเสียงเองไม่ได้ พยัญชนะเป็นตัวตน แต่เสียงยังไม่เป็นตัวตน อย่านึกว่าพยัญชนะเก่งนะ ถ้าไม่มีสระก็เกิดไม่ได้ สระจึงเป็นนามแท้ๆของพยัญชนะ ถ้าสระ ยังไม่มีตัวสะกดก็เป็นชาวเขา ก็ไม่มีตัวสะกด รัสสระ ออกเสียงสั้น 3 ตัว คือ อะ อิ อุ ทีฆสระ ออกเสียงยาว 5 ตัว คือ อา อี อู เอ โอ เสียงยาวคือแสดงสภาวะที่มีความยาวนาน ครุสระ คือสระเสียงหนัก อย่างอาตมาเป็นคุรุ พูดแล้วไม่มีเบา ต้องลงน้ำหนัก สระเสียงสั้นคือ อํ อิง อุง แสดงถึงน้ำหนักของคำ การเกิดอย่างหนาแน่น เข้มข้นมีกำลังมาก เกิดแบบจริงๆจังๆ มีความควบแน่น เข้มข้น ลหุสระ คือสระเสียงเบา เทียบอย่างเสียงโพธิรักษ์กับเสียงดินไท ท่านดินไทนี้ฟังดีๆ ฟังไม่ดีไม่ได้ยิน ส่วนท่านโพธิรักษ์นี้ฟังไม่ดีก็ได้ยิน เสียงเบาหมายถึงการเกิดนั้นยังมีอยู่ แต่ก็มีจัดในลักษณะบางเบา วรรณะ คือระดับของ สระ จะมีกี่ชั้นก็ได้ แบ่งเป็นสามระดับ อะ วรรณะ, อิ วรรณะ, อุ วรรณะ อะ วรรณะ คือ อะ อา เกิดในลำคอ อา คือเพิ่มยาวไปอีก แต่ไม่ถึงระดับถัดไป อิ วรรณะ คือ อิ อี อุ วรรณะ คือ อุ อู
อะ วรรณะ คือ อะ เกิดในฐานลำคอ อา คือเพิ่มยาวไปอีก แต่ไม่ถึงระดับถัดไป อิ วรรณะ คือ อิ อี เกิดในฐานเพดาน อิ คือเริ่มมีพฤติกรรมแล้ว อี คือ พฤติกรรมนั้นยาวออกไปอีก แต่ยังไม่ถึงระดับ อุ อู ถัดไป อุ วรรณะ คือ เกิดในฐานริมฝีปาก อุ คือ สุด เสร็จ จบ เป็นแม่กด อู คือ สูง สุดสูง ขึ้นไปอีก สูงกับสุด
สังยุตสระ คือสระเสียงผสม เช่น ยุตะ หรือยุติ คำว่า ยุทธะ แปลว่า รบ ยังไม่จบ แต่ยุตะ นี้คือรบแล้วจบ ผู้ที่อย่าง ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านรบจบแล้ว ตัวท่านเองก็สบาย จบ ได้ แต่อย่างยุทธวโรก็คือยังไม่จบ นี่มุดอยู่นั้นก็รบไป รบกับตัวเอง ไม่ไปรบกับคนอื่น แล้วไม่เมื่อยหรืออย่างไร นี่จะฟังอยู่หรือเปล่าไม่รู้ อยู่ในหลุมไหน อยู่ที่ภูผาฟ้าน้ำ
มาที่สระเสียงผสม เอ โอ ตัว อะ อิ ผสมมาเป็นเอ โอ คือฐานคอ กับฐานเพดาน _อะ เกิด , อิ พฤติกรรม เอ เกิดพฤติกรรมเลย เป็น เอก _อะ กับ อุ ผสมกันเป็น โอ เกิดในคอและฐานริมฝีปาก โอ เกิดเป็นตัวจบ เป็น อาสโภ การเกิดที่เจริญสูงสุด เรียกว่า อาสโภ พยัญชนะกับสระอาศัยกันและกัน แสดงสภาวะ นามธรรมภายในออกมาสื่อให้รับรู้กันได้ด้วย อุเทส หรือ อุทเทส รับรู้กันได้ด้วย อุเทส ให้ได้เห็นว่าอาการ เพศ นิมิต ภายในนั้นมีสภาพอย่างไร อุเทส คือ คำอธิบายคำสาธยายเอาเรื่องนี้ข้อนี้จุดนี้ขึ้นมา แล้วก็มาอธิบายฉีกชี้ให้เห็นเรียกว่าอุเทส ผู้อธิบายอุเทส คือผู้แยก อาการ ลิงค นิมิต อยากให้เห็นว่าอาการอย่างนี้มันต่างกับอันนี้แล้วก็กำหนดหมายเอาเองนะ ว่า อันนี้คืออันนี้ อันนี้คืออันนี้ ต่างกันคืออันไหนอย่างไรกำหนดนิมิตเครื่องหมายเอาเอง อาการ เพศ(ลิงค) นิมิต อาตมาก็ได้แต่อุเทส ได้แต่บอกขยาย ได้แต่พูด แล้วคุณก็ไปกำหนดรู้เองให้ได้ว่า อย่างนี้คืออันนี้ อาการอย่างนี้ อย่างนี้รู้แล้วรวมแล้ว เป็นนิมิตเครื่องหมายอย่างนี้มันต่างกันอย่างนี้ เป็นนามธรรมต้องใช้อย่างนี้ หากเป็นรูปธรรมก็มาให้ดูเลยเป็นก้อนเป็นแท่ง เอามาสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าเป็นรูปเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ แปลให้ตรงกันเป็นสัจจะ ถ้าคุณก็กำหนดขึ้น แล้วอาตมาก็กำหนดมา อธิบายไม่ตรงกันก็เรียกว่าไม่เป็นสัจจะ หากคุณอธิบายออกมา แม้แต่เป็นนามธรรมก็ตรงกัน ก็คือสัจจะ อย่างรูปธรรม นี้เป็นบวบเหลี่ยม ใครมาเห็นก็รับรู้ได้เหมือนกัน อันไหนจะมีเหลี่ยมมุมมากอันไหนจะบิดเบี้ยวมากกว่ากันคุณก็สัมผัส ประสาทคนไม่เสียก็รับรู้เหมือนกัน สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ประสาทของคนดีเท่ากันก็เห็นตรงกันหมด แต่ถ้าประสาทของคนไม่เท่ากัน ตาบอดสีก็เห็นสีม่วงไม่ได้ ยิ่งบอดแม่สีด้วยก็ไม่เท่ากัน หากไม่ตาบอดสีเลย ก็เห็นสีตรงกัน รูปร่างก็ตาม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ตั้งใจมาเป็นครู มาอธิบายก็ต้องมีภาษาเป็นเครื่องมือเป็นอะไรที่มาสื่อให้คนได้รู้ ปางนี้อาตมายังไม่เก่ง ได้แต่ภาษาไทยภาษาลาวนอกนั้นไม่ได้ภาษาอื่นเลย อาตมาเองเชื้อชาติมาจากเหนือ เชียงตุง เชียงแสน แล้วอพยพลงมาทางนี้ เป็นลูกหลานเจ้าเมืองเหนือแล้วลงมาทางอีสาน แล้วมายึดเอาดอนมดแดง ขยายตัวอยู่ตรงนี้ ก็เลยมาติดกับลาว เลยภาษาโน้นเพี้ยนมาเป็นลาว พระตาเป็นพ่อ พระวอเป็นลูก บางประวัติศาสตร์บอกว่า พระตาเป็นพี่ พระวอเป็นน้อง แล้วก็มีลูกสืบมา ตั้งแต่ ท้าวคำผง อาตมาก็เป็นลูกหลานระดับ 7 ชั้นที่ 7 หากเรารู้หลายภาษาเราก็อธิบายได้เยอะกว่านี้ บางทีรู้น้อยแต่ลึกและคมมากกว่ารู้เยอะแต่เลอะเทอะ ก็ได้เหมือนกัน
ปฏิฆสัมผัสโสกับอธิวจนสัมผัสโส แอบซ่อนอยู่ตรงนี้เอง พ่อครูเคยบอกว่า 2 คำนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ตามหาเถอะจะเจอ สุดท้ายก็ถูกจับเป็นตัวประกันได้ คาดว่า คงมีที่มาที่ไปดังกล่าวนี้ครับ (คราวหน้า จะทดลองอธิบายโครงสร้างของพยัญชนะกับสระที่เคลื่อนตัวมา ผสมกัน) ใช้นามแฝงว่า อักขระใต้ร่มโพธิ์
พวกเราก็มีความถนัดแต่ละอย่างเอามาขยายความกันเราก็ได้รู้เพิ่มเติมขึ้นไปนะ รู้สึกลึกซึ้งขึ้น มีเหตุปัจจัยให้เราได้รู้กว้างขึ้นมากมายหลากหลายมิติยิ่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive