สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โพธิสัตว์ สยังอภิญญาผู้ทำโลกหน้าในโลกนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โพธิสัตว์ สยังอภิญญาผู้ทำโลกหน้าในโลกนี้ พ่อครูให้เปิดคลิปที่เตรียมไว้ เป็นคลิปคุณธนาธรกับคุณอภิสิทธิ์ คุณธนาธรเขาก็เป็นนักการเมือง คำว่านักการเมืองนี้เขาเห็นว่าเป็นนักอาชีพหากินกับการเมืองที่จริงไม่ใช่นักประชาธิปไตย มันเป็นนักถ่วงนักทำลายความเป็นประชาธิปไตย มันเป็นเช่นนั้นเพราะมันเป็นโทษที่ไปหากิน อาศัยประชาธิปไตย ที่จะทำงานเพื่อประชาชน เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือที่จะ ทำเป็นเต๊ะ ทำเพื่อประชาชน แต่ที่จริงเขาทำงานได้บริหารรายได้ บริหารเงินของประเทศ เพื่อที่จะยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือพวกนักการเมืองที่ประสบผลสำเร็จ นักการเมืองของไทยที่ประสบผลสำเร็จ ความเป็นนักการเมืองบ้าๆบอๆ ไม่ใช่การเมืองจริงนะ การเป็นนักการเมืองแบบโกหก ผู้ที่บริหาร เป็นนักการเมืองในประเทศไทย เช่นคุณทักษิณและยิ่งลักษณ์ เห็นไหมล่ะ โกงกัน ตั้งงบประมาณของรัฐเป็นเท่าไหร่ 5 แสนล้าน เป็นล้านล้าน เพื่อจะไปปู้ยี่ปู้ยำกัน นั่นคืออาชีพของนักการเมืองเรือหายพวกนี้ พูดถึงเรื่องนี้จริงๆด้วย นักการเมืองที่แท้จริงคือชาวอโศก เพราะฉะนั้นจึงเหลือเรือเจิ้นเทิ่น อยู่ที่ชุมชนชาวอโศก นอกนั้นนักการเมืองพวกนั้นเรือหายหมดเลย ไปกับเรือหมดเลย เรือเน่าเรือพวกนี้ เรือไม่รู้จะว่าอย่างไรเรือปหายะ เรือหาย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่อาตมาพูดนี้ เป็นทั้งอจินไตย เป็นนิมิต พยัญชนะ รูปนาม อโศกเรายืนยันทุกอย่าง แม้แต่เรือ ใหญ่ในระดับศาสนาเทวนิยมก็มีเรือโนอาห์ เป็นที่พึ่งที่สุดแห่งสัตว์โลก ทางด้านโน้นเอาน้ำท่วม ทางศาสนาพุทธเอาไฟไหม้โลก เขาก็สร้างเรือโนอาห์ให้มนุษย์ได้พึ่งพาอาศัย มันเป็นความหมายลึกซึ้งของธรรมะ ส่วนของทางศาสนาพุทธนั้น สร้างพลังงานเย็น พลังงานที่จะมาดับพลังงานร้อน สร้างพลังงานที่เรียกว่าฌาน ไฟเพลิ

อ่านต่อ

ง เป็นพลังงานที่มาดับร้อนดับไฟราคะโทสะโมหะ พลังงานร้อน พลังงานนรก ดับได้ หยุดจบ ฌานก็หาย การดับไฟที่ถูกดับก็ต้องทำฌานไปดับให้ได้ เกิดความสำเร็จเรียกว่าบุญ บุญคือการชำระกิเลส ทำลายไฟราคะโทสะโมหะ ความร้อนของพลังงานไฟราคะโทสะโมหะ เมื่อคุณสามารถทำพลังงานฌานที่เป็นพลังงานอันยิ่งใหญ่สลายไฟราคะโทสะโมหะให้หายไปหมด ไฟของความเป็นฌาน ทำให้เกิดผลสำเร็จของบุญ ชำระไฟราคะโทสะโมหะ ให้มันหมดความร้อนทุกอย่างก็หมดสิ้นไป เหลือแต่ความเย็น พวกเราชาวอโศกไม่มีไฟราคะโทสะโมหะ ไม่ต้องทำสงคราม ข้าวมีกิน ดินมีเดิน แดดมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน อาตมาเอง อาตมาพาทำ พามนุษยชาติ พาคนจริงๆทำมา ถึงวันนี้อาตมากล่าวว่าได้สำเร็จแล้วจบกิจ เป็นสังคมที่จะต้องปฏิบัติธรรมะ จบกิจ ทุกอย่างตอบตัวเอง บริหารกันเอง อาตมาปลดเกษียณแล้ว พวกเราก็ช่วยกันรับช่วงไป บริหารการ อาตมานั่งดูชมผลงาน (เปิดคลิป) เป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันต่างมุม เป็นเรื่องธรรมชาติของโลก เพราะฉะนั้นในการรู้ ในการจะมีภูมิปัญญารู้ความจริง ในโลกนี้ อาตมาว่า มันก็อยู่ที่ภูมิปัญญาของตนเองแต่ละคน จะมีความพอหรือจบ จะมีความเห็นว่า ที่ดำเนินไปดีแล้วหรือไม่ นี่แหละคือคุณค่าของความลงตัวของสังคม ที่ดีที่สุด จะได้เป็นภาษาว่าประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการก็ตามใจ แต่ประชาชนที่เขามีพฤติกรรมอย่างนี้ ยกตัวอย่างประเทศไทยในขณะนี้ อาตมาก็แสดงความจริงของอาตมา ตามภูมิธรรม จะเรียกว่าการปกครองประชาธิปไตยแต่เอาพฤติกรรมจริงของสังคม พฤติกรรมจริงซึ่งองค์รวมของประเทศค่าเฉลี่ยแล้ว ประเทศไทยจะเรียกอะไรก็แล้วแต่จะเรียกประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็ตาม ดูชื่อที่ต่างกัน แต่มันจะต้องมีพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้น บัญญัติภาษานั้นเรียกเพื่อจะนำไปสู่พฤติกรรมให้เกิดขึ้น พฤติกรรมจริงคือความลงตัวเหมาะสม สำเร็จแล้วหรือยัง ถ้ามันได้ลงตัวเหมาะสมแล้วก็จบแล้วนี่ ความลงตัวเหมาะสมที่ดีที่สุดคืออะไร ก็คือความสงบเรียบร้อย ความอยู่ดี ความไม่มีความเดือดร้อนวุ่นวายอะไรกัน ไม่มีตีรันฟันแทงฆ่าแกงวุ่นวาย มันเป็นไปได้ด้วยดีแล้ว อาตมาว่า สังคมประเทศชาติของมนุษย์ เป็นสังคมที่เจริญมาก สรุปความเจริญ คำว่าความเจริญของสังคมมนุษย์ อาตมาว่ามันยากที่สุดที่คนจะเข้าใจ มันเจริญที่สุดไม่ใช่ความรวย ไม่ใช่ความมีอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ใช่ อาตมาเอาคลิปของในหลวง มาเปิดประจำเลย ทำให้ประเทศดีเจริญต้องเป็นแบบนี้ให้มาเอาแบบคนจนไม่ใช่ไปรวย ให้เลี้ยงตนไปรอด หากต้องไปรวย อย่างประเทศที่มีมิจฉาทิฐิกัน เขาก็ทำกันเป็นผลสำเร็จ มันไม่ใช่ประเทศที่เป็นประเทศที่ดีที่สุด ประเทศที่ดีที่สุดต้องเป็นประเทศที่เสียสละที่สุด คนที่เสียสละที่สุดได้ก็คือคนที่ ไม่เอาอะไรว่าเป็นของตัวของตน สุดยอดก็คือไม่มีตัวตน ไม่เอาวัตถุไม่เอาอะไรไว้แต่ของตน มีแต่เป็นเครื่องอาศัย ถ้ารวมก็เรียกบริขาร สมควรแก่ชีวิตก็ใช้ไม่มากไม่มาย ชาวอโศกมีบริขาร แต่ละคน ขาดแคลน ก็ไม่ได้ไปรบกวนกองกลางเท่าไหร่ ไปเดินเข้ากองขยะ หรือสขจ. หาเอามาใช้ นี่เป็นพฤติกรรมจริงของชาวโศก เราไม่ต้องสวยงามหรูหราตามค่าโลก กองขยะที่เรามีนี้ มีของแกะกล่องก็มี อาจจะตกยุคตกรุ่น อะไรก็แล้วแต่ที่เขาเอามาให้แก่ สขจ. ซึ่งเราเห็นว่า มันเป็นกองสมบัติที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวอโศกเราได้อาศัยกองขยะนี้ และมีชีวิตอยู่กับกองขยะนี้ เป็นกองขยะที่มีความครบพร้อมบริบูรณ์ไม่ขาดแคลน นอกจากใจเรามีกิเลสตัณหา อยากได้ของไฮโซ อยากได้ของทันสมัยอยากได้ของราคาแพง ไฮคลาส อะไรของเขา ซึ่งมันเป็นเรื่องของโลกที่หลอกกันโดยทุนนิยมสามานย์ พวกที่ตกเป็นเบี้ย เป็นทาสที่ปลดปล่อยไม่ไปของทุนนิยมสามานย์ ปล่อยเขาโง่ไปให้สุดขีดเลย โง่ไปเถอะ เราเข้าใจแล้วเราไม่บ้า ให้ทุนนิยมพวกนี้มาเป็นนายหรอก แม้เราน้อยลง อย่างชาวอโศกเป็น ก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร ใจของเราพอ ใจของเรามีเท่านี้ อัปปิจฉะน้อยเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว อาตมาทุกวันนี้มันเหลือเฟือ ทั้งของกินของใช้ต่างๆนานา และพวกเราไม่ได้งอมืองอเท้าเราก็ทำงานสร้างสรร สร้างสิ่งที่เราคิดว่าเราควรสร้างเราควรเสียแรง เสียเวลาทุนรอนเข้าไปทำงานอันสร้างสรรอันนี้ มันเหมาะสมเราก็ทำ ก็เกิดผลผลิต เกิดแรงงานช่วยเหลือกันมีการรับใช้กัน สมบูรณ์แล้ว จนมันพอ ไม่ขาดแคลนอะไรเลย จริงๆแล้วอาตมาว่าพูดอย่างไรเขาจะเข้าใจ อาตมาไม่มีความสามารถมากพอ เพราะอาตมาพูดไปยืนยันตัวอย่าง ชาวอโศกนี้เป็นคน อยู่ในโลกในสังคมยุคสมัยนี้อยู่ในบรรยากาศ อันเดียวกัน จะเรียกบรรยากาศการเมืองการเศรษฐกิจการสังคม ก็ตามในประเทศไทย เป็นบริบทเดียว อยู่ด้วยกัน เสร็จแล้วเราทำไมเป็นสุข ไม่ได้เกี่ยวเลยนะว่าเรามาเป็นคนจน ใครจะมาตราหน้าว่าเราเป็นไอ้คนจน ก็ไม่เห็นจะน่ารังเกียจอะไร ภูมิใจซะอีก เป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนจนที่ยิ่งใหญ่ คนจนที่อุดมสมบูรณ์ มีเหลือเผื่อแผ่แจกจ่ายไปสู่คนรวย อะไรต่างๆนานา เราไม่ได้พูดเล่น อาตมาจึงยืนยันพูดยกตัวอย่างของสังคมประเทศ ให้ประชาชนผู้เป็นคนทั้งหลายฟังไม่ใช่อวดอ้าง ไม่ใช่อยากใหญ่คุยโม้ แต่เป็นสิ่งแสดงความจริง ประชาชนชาวอโศกมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ แบบพระพุทธเจ้า แล้วก็เอาสูตรทฤษฎี หลักการของพระพุทธเจ้ามาประพฤติ สำเร็จแล้ว สบายแล้ว จนอาตมาวางมือไม่บริหารแล้ว มันจบแล้วเสร็จแล้ว แล้วพวกคุณจะทำต่อไปได้ไหม อาตมาหยุดบริหาร ก็กลายเป็นผู้บริหารใหญ่ที่ไม่ต้องบริหาร นี่คือการบริหารที่ไม่ต้องบริหาร เพราะพวกคุณเครื่องติดแล้ว ทำกันเองได้แล้วโดยที่อาตมาไม่ต้องไปดูเลย ไม่ต้องไปคอยกดปุ่มไม่ต้องไปคอยดูแล มันเดินเครื่องโดยอัตโนมัติ อันนี้มันบกพร่องก็แก้ไขมันเอง เป็นระบบที่ลงตัวสมบูรณ์แบบได้ ไม่ได้คุยตัวให้คนเห็นว่าตัวเองใหญ่โต แต่เป็นการขยายความ ให้เห็นว่ามีความสอดคล้องมีการขัดแย้งกันอย่างไร คุณอู๊ดว่า เป็นผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ของโลก พ่อครูว่า...คนนี้เขาไปท่องโลกมาแล้วจึงเอามายืนยันว่าเชื่อ ใครจะว่าอาตมาหลงใหลคลั่งไคล้พระพุทธเจ้า หลงใหลคลั่งไคล้ศาสนาพุทธ อาตมาก็ยอมรับโดยดุษณี และอาตมาก็ขอพูด ลัดเลยว่า อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง ธรรมะพุทธเจ้าอย่างเป็นเนื้อแท้ของจริง เอามาประกาศเอามาสาธยาย เอามายืนยันว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ไอ้ที่มันผิดไปจากนี้ก็คือความไม่ถูกต้อง ขอยืนยัน ใครจะว่าหลงตัว อะไรก็แล้วแต่ อาตมาว่าไปหมดแล้วก็ไม่มีปัญหา อาตมานำธรรมะพุทธเจ้ามา อธิบาย มันเป็นธรรมะที่เป็นสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าดีแล้วทุกอย่าง คนที่ไม่ได้ฟังสัทธรรมอันนี้เป็นเรื่องยาก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กิจฉัง สัทธัมมัสวณัง การได้ฟังพระสัทธรรม เป็นเรื่องยาก ยากเพราะอะไร ยากเพราะ 1. เพราะไม่มีคนมาอธิบายสัทธรรมนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่มีคนนำสัทธรรมนี้มาอธิบาย ตรงไหนก็แล้วแต่ สังคมนี้โลกนี้ขนาดนี้มันก็ย่อมไม่ได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่มีคนมาสอน 2. มีคนมาสาธยายสัทธรรมนี้ แต่คุณไม่ได้ฟังเพราะคุณโง่ คุณไม่รู้ว่านี่คือสัทธรรม ที่คุณจะต้องได้ฟังแล้วนะ แต่มีคนเอาสัทธรรมนี้มาเปิดเผยมาขยายแล้ว คุณกลับเห็นว่าไม่ใช่ คุณปิดความฉลาดของคุณเอง คุณเองปิดจิตของคุณให้โง่เอง คุณทำเองนะ สมณะฟ้าไทว่า..เราไม่ปิดแต่มันโง่เอง พ่อครูว่า...คุณต้องพูดเอง เดี๋ยวจะหาว่าผมไปว่าเขาถ้าผมพูด แจกแค่สองประเด็นนี้ก็ชัดแล้ว

อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญาตามหลักฐานให้พระไตรปิฎก อธิบายหลักฐานปฏิบัติบทนี้ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องมีสยังอภิญญาเกิดขึ้นในโลก โลก คือโลเก ก็มีคนสองพวก พวกหนึ่ง นัตถิโลเก ไม่มีในโลก อีกพวกหนึ่งก็เห็นว่า อัตถิโลเก เห็นว่ามีอย่างพวกคุณนี้แหละเห็นว่ามีคนนั้น แล้วใครล่ะ ในโลกนั้นก็คือ สมณะโพธิรักษ์ โลกเดียวกัน กาละเดียวกันแล้วก็มี สัตบุรุษหรือสยังอภิญญาเกิดขึ้นมาในโลก เกิดขึ้นมาในวินาทีนี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน เรามีหน้าที่ทุกวันนี้คือ อยู่อย่างสบายและสื่อสารกับคนที่ต้องการ สัทธรรมมีอยู่ พวกหนึ่งนัตถิโลเก พวกหนึ่งอัตถิโลเก การได้ฟังสัทธรรมเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้น 1. ยากตรงที่ไม่มีคนมาประกาศสัทธรรม 2. มีคนประกาศสัทธรรมแต่เขาไม่เชื่อว่าจะเป็นคนมาประกาศสัทธรรม เขาไม่เชื่อว่าเป็นสยังอภิญญาไม่ใช่ว่าเป็นสัตบุรุษ ไม่เชื่อว่าเป็นของจริงก็เลยไม่ฟัง เพราะฉันนั้นจะได้ไปบอกว่า การได้ฟังสัทธรรมเป็นเรื่องยาก มันก็ยากอยู่ที่เขา เขาฟังไม่ได้ เพราะสัทธรรมมันยาก เขาฟังไม่เข้าใจ เขาฟังก็ไม่รู้เรื่อง เขาฟังก็ไม่อร่อยไม่มีธรรมรส พวกเราฟังได้ฟังดีฟังดีฟังได้ มีที่ไหนเทศน์แล้วก็มีคนมาเพิ่ม 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็มีแต่คนเพิ่ม ธรรมดาเทศนาสัทธรรม คนฟังก็จะเมื่อย นานเข้าก็ทยอยออกไป แต่ที่นี่ มีแต่คนมานั่งฟังเพิ่มขึ้น ฟังธรรมกันประมาณนี้ก็ได้เท่านี้ คนที่ฟังธรรมได้ฟังธรรมเป็น ฟังธรรมให้เป็นธรรมรส ฟังธรรมที่มันยาก เสียสละเวลามาฟัง เพราะเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสาระที่ควรฟังจำเป็น ก็ต้องมาเอาถึงเวลาวาระแล้ว ผู้ที่เห็นความสำคัญในความสำคัญก็มาเอา มีกำหนดหมายเวลามา เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของ ผู้ที่ไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ก็คือ ผู้ที่คิดว่ามันไม่มี อาตมาเองประกาศว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นสัตบุรุษเป็นพระอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์ หมดเนื้อหมดตัวแล้ว พูดไปด้วยความจริงใจไม่มี สาเฐยจิต ไม่ได้อยากโอ่อยากใหญ่ อยากจะได้สิ่งตอบแทนอะไร เป็นการบอกความจริงที่หมดเนื้อหมดตัว แม้แต่กิเลสสักนิดสักน้อยก็ไม่มี อาตมาพูดครบพูดไม่เหลือ แต่อาตมาใช้พยัญชนะภาษาบอกความเป็นจริงอย่างไม่เหลือเศษอะไรเลย แต่เขาก็ไม่รู้ไม่เห็น สมณพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ใช่แค่ในยุคนี้ นานๆก็จะมีสมณพราหมณ์ผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า อธิบายสัทธรรมให้แจ่มแจ้ง เขาก็ยังไม่รู้ไม่เห็นสมณะพราหมณ์ผู้นั้นอยู่ คุณจะไปดึงเอาคนพวกนั้นมาฟังได้ไหม มันยากที่จะไปลากคนอย่างนั้นมา เขารับไม่ได้สัทธรรม เขารับได้แต่อสัทธรรม สมณะฟ้าไทว่า...อย่าง ฆฏิการะ มานพ ต้องลากเพื่อนไปฟังธรรม .. พ่อครูว่า...ในยุคโน้นทำได้ แต่ในยุคนี้ทำไม่ได้ก็เลยทำได้เท่านี้ แล้วจะทำไหมล่ะ ถึงอย่างไรอาตมาก็ทำเท่าที่ควรทำจากนี้ไป 84 เต็มแล้ว ย่าง 85 แล้ว คุณอู๊ดว่า แม้คนไม่รู้แต่ฟ้าสิรู้ พ่อครูว่า..อย่างนี้เขาเรียกว่าสอย สนับสนุนส่งเสริมกัน ขอร่วมหน่อย เพราะฉะนั้น ในสังคมโลก ที่มีสัทธรรม ปรากฏ มีผู้นำสัทธรรมมาประกาศ สัจฉิกตวาปเวเทนตีติ อย่างแจ่มแจ้ง ปเวเทน แปลว่าประกาศ แล้วๆเล่าๆ มันก็ไม่มีอื่น เรื่องที่ประกาศคือประกาศโลกสองโลก อยังโลโก ปโรโลโก เอาโลกสองโลกมาประกาศ โลกนี้คืออะไร โลกหน้าคืออะไร ? ผู้ที่ยังไม่รู้ว่าโลกหน้าคืออะไร ก็แปลว่าโลกหน้าคือคนที่ตายจากร่างกายนี้แล้วก็ไปเกิด เรียกว่าโลกหน้า ก็เชิญไปพบกันเอง อาตมาจะไปรู้เรื่องกับคุณได้อย่างไร ก็ต้องปล่อยคุณไปอาตมาไม่เอาโลกหน้าแบบนั้น มันเป็นโลกหน้าของคนฉลาดน้อย มันจะได้พบกันและพูดกันอย่างไร กับคนตาย คนเป็นไปคุยกับคนตาย เอาคนตายมาคุยกับคนเป็น Impossible เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่อง Impossible เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้คนที่พูดนี้ พูดไม่ถูก แปลว่าโลกหน้าคือการตายจากร่างกายนี้ไปคือโลกหน้า คนเหล่านี้ที่พูดเป็นคนอวิชชา เป็นคนพูดอย่างมิจฉาทิฐิ พูดอย่างเป็นไปไม่ได้ อาตมาถึงเอาเรื่องโลกนี้ และอธิบายโลกหน้าในโลกนี้ โลกหน้าคือสัมปรายิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์คือ ศรัทธาศีลจาคะปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าถึง อุปสัมปทา สัมปทาคือข้อปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติได้เรียกว่าอุปสัมปทา เข้าถึงบรรลุ บรรลุในศรัทธาศีลจาคะปัญญา ขอถามพวกเรา ชาวอโศกมีศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เต็มใหม่ ..เต็ม มีศีลไหม...มี ตั้งแต่ศีล 5 ใครมั่นใจว่าเรามีศีล 5 เต็มบ้าง คุณมีมากกว่านี้สูงกว่าโสดาฯ แต่ศีล 5 มีแล้วอุปสัมปทาแล้ว ได้บวชแล้ว เต็มไปด้วยศีล 5 แล้วเป็นมรรคเป็นผลของศีล 5 แล้วไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวผิดเมียเขาอีกละ ไม่พูดปดไม่มีอบายมุขโดยเฉพาะขั้นต้นสุราเมรยะ ได้แล้ว มั่นใจแล้ว พวกเรากำลังสร้างเครื่องตรวจสอบโสดาบันให้เป็นกิจจะลักษณะ เราเรียนรู้มาปฏิบัติมารู้จักสภาวะรู้จักผล รู้จักสิ่งที่เราปฏิบัติ เราได้หรือไม่ได้เราก็ต้องรู้ เราได้จริงๆมั่นใจใช่ไหมที่พูดนี้มั่นใจใช่ไหม นี่คือสิ่งที่สำเร็จ จาคะล่ะ การไม่หวงแหน มีการบริจาคเกื้อกูลเสียสละคนอื่นมีไหม ไม่ว่าตัวเราเองเป็นคน 0 บาท ด้วยความจริงโดยสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์แท้ที่เกิดขึ้นในสังคม เรามีร้านอาหาร 0 บาท ก็มากินกันฟรี ทำมานานแล้ว โดยเฉพาะเชียงใหม่ทำมาเกิน 10 ปีแล้ว พวกเรานี้ พวกเด็กๆเดินเข้ามาเล่นน้ำในหมู่บ้านนี้เข้ามากินอาหารได้ กินเสร็จแล้วก็กลับบ้านสบาย คือเราทำสำเร็จ ในศีล จาคะ ไม่ต้องหวงแหน อดอยากก็มากินได้ พอเป็นพอไป เพราะว่าเรามีปัญญา นี่คือสัมปรายิกัตถประโยชน์ อาตมาทำสำเร็จ สร้างโลกหน้าไว้ในโลกนี้ไม่ต้องตายไปแล้วไปโลกหน้า นี่คือธรรมะพระพุทธเจ้าที่ยืนยันพิสูจน์ได้ อาตมาก็ได้อธิบายขยายความให้เข้าใจว่าเป็นจริงไหม เข้าใจได้ด้วยและยืนยันว่าเราได้สิ่งที่พูดนี้ เป็นภาษาอย่างที่บอกมันมีสภาวะจริง มีความเป็นจริงของเรา ก็ครบแล้ว อาตมาปฏิบัติธรรมสอนธรรมะประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งยวดแล้ว พวกเราที่ได้แล้ว ฟังแล้วก็อยากจะฟังอีก เป็นธรรมรส โดยเฉพาะผู้แสดงก็มีสัจธรรมเป็นสัตบุรุษ ก็เลยได้ฟังดีฟังเรื่อย เป็นอานิสงส์ของการฟังธรรม 5 ประการ เกิดแล้วก็เกิดอีก เกิดอีกก็เกิดแล้ว 1. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) มันได้สิ่งที่ใหม่มาเสมอเสมอจึงไม่รู้สึกเบื่อ 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) เส้นที่สั้นที่สุดคือเส้นที่ตรงที่สุด ลัดที่สุด ไปได้เร็วที่สุด ไม่มีทางไหนไปได้เร็วเท่าเส้นนี้ 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202)

นี่คือสัทธรรมมีสิ่งที่เป็นผู้แสดงได้ ยังมีผู้ที่ทำได้ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากได้เสมอๆ การแสดงธรรมของคนแสดงธรรมก็มีผู้ฟัง ผู้แสดงก็มีธรรมะที่จะแสดงได้เพิ่มเสมอๆ ทำไม อาตมาแสดงธรรมะเบื้องต้นๆๆมา อธิบายมานานไปๆ มาอธิบายต้นอีกก็เหมือนใหม่ ฟังแล้วคุณก็ลืมหัว ลืมหาง ก็เลยเทศน์อยู่ได้เรื่อยๆ แม้ที่สุด ตนเองเป็นอรหันต์แล้วจะฟังธรรมไม่มีเบื่อ จะฟังซ้ำซากฟังอีกฟังแล้ว ดีไม่ดีพระอรหันต์ฟังผิดฟังถูกจากผู้แสดงธรรมด้วยก็ไม่เบื่อ ไม่โกรธ พระอรหันต์ฟังธรรมคนแสดงที่แสดงถูกได้ไม่โกรธไม่เบื่อหรอก เสร็จแล้วก็สอนเขา ไม่มีอัตตา หากมีอัตตาก็จะนึกว่าทำไมเทศน์ผิด คนมันไม่เคยถูกก็ต้องผิดก่อน แสดงออกมาจะได้จับตัวว่าผิด จะได้สอนได้ถูก ที่สอนที่พูดนี้ไม่ได้พูดเล่นหัวแต่พูดสัจจะ อาตมาเอง อาตมามีหนังสือ คนส่งหนังสือของธรรมกายมาให้ ตลอด คราวนี้มาตั้ง 3 เล่ม เขาก็บอกมาว่า เป็นหนังสือที่ดีสุดในโลก เป็นด็อกเตอร์นะคนที่ส่งมาให้ อาตมาก็เลยได้รู้ว่าธรรมกายเขาเป็นไปอย่างไร ที่จริงก็พอรู้ แต่เขาเองเป็นพวกที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ไปละเมิดพระพุทธเจ้า สร้างวิมานใหม่ออกไปเรื่อย คนก็รู้ไม่ทัน มันสร้างได้เพราะ โลกจินตา การคิดเรื่องโลก สร้างโลกไปได้เรื่อยๆ เพื่อหลอกคนโง่คนไม่รู้ ก็เชื่อว่าโลกใหม่มีเรื่อยๆ นึกว่าคนนี้เป็นพวกสร้างโลก นิรมาณกาย สร้างโลกมาได้เรื่อย แล้วพวกนี้ก็จมในโลก บริโภคร่วมกันเรียกสัมโภคกาย เขาก็ร่วมกันบริโภค อร่อยดี สุขดี บันเทิงดี จมอยู่กับอันนั้น เพราะเป็นพวกตาบอด อาทิสมานกาย มองไม่เห็นกาย แล้วหลงกายนี้ว่าเป็นธรรมกายที่เป็นกายของพระพุทธเจ้า แต่ของเขาคือพวกที่จมอยู่ใน 3 กายนี้ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย (อาทิส =ไม่เห็น) ไม่เป็นจิตวิญญาณที่มีแต่ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ มทะคือเมา เมาตลอดกาลเมาอย่างหนักด้วย พวกธรรมกาย และเต็มไปด้วยความประมาทด้วยเต็มไปด้วยอุปกิเลส 16 แค่ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ก็เป็น ตัวตนที่เบ้อเร่อ เป็นจิตที่เขายึด มานะ อติมานะ ยึดตัวเองใหญ่ข่มดูถูกเหยียดหยามดูแคลน พวกเขาเป็นต้นธรรมต้นธาร เป็นอะไรทุกอย่าง สมณะฟ้าไทว่า..คนที่รู้สึกว่าเราไม่บกพร่องอะไรเลยดีทุกอย่างเป็นอติมานะไหม พ่อครูว่า...ใช่.. ดีไม่ดีข่มคนอื่นหมด จม อันสุดท้ายคือพวกขี้เมา ขี้เมาตาบอดหูหนวกด้วย อาทิสะ ไม่เห็นไม่อะไรเลย ใครจะพูดอะไรใครจะทำอะไรก็ฉันจะทำอย่างนี้ แล้วเขาก็ชวนกันมา พวกนี้คือพวก ตาบอดแถมหูหนวกไปดูหนังใบ้ หนังไม่ต้องมีภาพเลย หนังไม่มีเสียงอีก คือพวกสูญเปล่าทั้งนั้นเลย พวกตาบอดแถมหูหนวกไปดูหนังใบ้ที่ไม่มีภาพ เอาไปคิดอันนี้ คือคนตาบอด แถมหูหนวกที่ชวนกันไปดูหนังแล้วหนังเป็นหนังใบ้ที่ไม่มีภาพอีก คนหลอกก็ไม่รู้ตัว คือมทะ แล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองประมาทด้วย มันเป็นเรื่องสูญเปล่าทำไปเถอะเสียของเปลืองเปล่าไปผลาญพร่าอะไรไป มันก็หลอกคนโง่อะไรไป หนังสือนี้เขาชื่อว่าหนังสืออยู่ในบุญ บุญคืออาวุธฆ่ากิเลส เขางมงายไม่รู้ว่าบุญคืออะไร คนที่มีบุญอยู่คือคนโง่ คนที่หมด บุญอย่างเด็ดขาดคนที่ฉลาดหรือคนอรหันต์ อรหันต์คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป พวกชาวธรรมกายเขาฟังไม่เข้าใจหรอก เขาคือ พวกตาบอดแถมหูหนวกไปดูหนังใบ้ที่ไม่มีภาพ แล้วไปเสียเงินมาดูอีก ติดด้วย ติด น่าสงสาร น่าเวทนา สงสาร เป็นสังสารวัฏ คนเรานี้น่าสงสารเวทนาเพราะเขาไม่รู้จักสังสารวัฏ เขาคือปลาไม่รู้จักน้ำ คือนกไม่รู้จักฟ้า เขาจมอยู่ในนั้นแต่ไม่รู้จักว่าจมอยู่ในอะไร มันไม่รู้จะทำอย่างไร พวกนี้ ต้องการน้ำ แต่เขาก็หนีในน้ำ แต่เขาไม่ได้น้ำ เขาไม่รู้จักน้ำ คุณอู๊ดว่า..คนพวกนี้คือพวกอยู่ในนรกอเวจี แต่ไม่รู้จักนรกอเวจีนั้น พ่อครูว่า...จริงที่สุด ที่มันน่าสงสารก็เพราะว่า ที่เขาจมอยู่ในน้ำคืออเวจี แล้วเขาก็ต้องการอเวจี แล้วเขาก็ได้อเวจี แล้วเขาก็ไม่รู้อเวจีเขาก็ยิ่งจมอยู่ในอเวจีน่ะ มีเวลามีแรงงานเท่าไหร่ก็จะตามหาสิ่งที่เขาต้องการ อยู่ตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้นเขาจะหมดสิทธิ์เลย คนไม่รู้โลกไม่เข้าใจโลก เขาจะจมอยู่ในโลก ไม่รู้เวทนา ความรู้ของพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้กรรมฐานคือเวทนา เดี๋ยวนี้เขาปฏิบัติออกนอกทางไปหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูอธิบายเรื่องโลกนี้โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก ท่านก็สามารถทำให้เราทำโลกหน้าอยู่ในโลกนี้ได้ ด้วยการให้เรามีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เป็นพระโสดาบันได้เป็นอย่างน้อยด้วย พ่อครูว่า...เป็นผู้ที่มีความเจริญในตน เดินทางไปสู่สัมปรายิกภพ จนเข้าไปสู่อุปสัมบัน อุปสมบท เข้าถึงบรรลุแล้ว อาศัยพยัญชนะสื่อสภาวะ ใครก็ตามที่สามารถบรรลุธรรมเป็นโสดาบันแล้ว ผู้นี้มีความเป็นสัมโพธิปรายนะเป็นผู้ที่จะได้เป็นอรหันต์ในเบื้องหน้า สัมปรายภพ แน่นอน ไม่มีตกหล่นเรียกว่าอวินิปาตธรรม

โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เข้ากระแสแล้ว จริงด้วยเต็มด้วย โสดาปัตติผล ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ยึกยักได้ต้องทำให้ไม่ยึกยัก จึงเที่ยงนิยตะ เป็นขั้นที่ 3 นิ่งแล้วมีแต่ฐานตั้ง นอกนั้นมีแต่สิ่งที่จะเจริญ เหมือนนักวิ่ง มีฐานตั้ง เหมือน falcum ของคนจะงัดโลกให้เคลื่อนที่แล้วได้ เขาก็มีแต่สิ่งที่จะพุ่งไปสู่ข้างหน้าอย่างเดียว ไปสู่สัมโพธิปรายนะ อาตมาสัมผัสพยัญชนะ ก็ชัดในสภาวะ อธิบายอย่างไรก็ละเอียดละออได้หมด คนไม่รู้จักความวนสังสารวัฏไม่รู้จักความรู้สึกของตน ปฏิบัติให้มีเวทนาเป็นกรรมฐานความรู้สึกเป็นกรรมฐานแล้วจะรู้จัก อันตคาหิกทิฏฐิ 10 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) เห็นผิดว่าโลกอย่างไรก็เที่ยง โลกไม่หมุนไม่เคลื่อนที่ด้วย โลกแบบนั้นไม่เทียง แต่เอาที่ความรู้สึกหรือเวทนาทำให้เที่ยงไม่ไปไม่มาไม่ขึ้นไม่ลงไม่สุขไม่ทุกข์ เข้าใจเวทนาแล้วทำให้เวทนาไม่ไปไม่มาได้แล้วคุณจะมีโลกเที่ยง พระอรหันต์โลกเวทนาของท่านเที่ยงแล้ว เวทนาของท่านไม่ไปไม่มาไม่ดูดไม่ผลักไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นความสูญ อทุกขมสุข ไม่มีอันตา ไม่มีปลายข้างไหนให้ไปได้เลย เวทนาเที่ยงแล้ว คนที่ยึดโลกเที่ยงโดยไม่ได้ทำเวทนาในเวทนา ทำเวทนาเที่ยงไม่ได้ก็เยอะ ไม่รู้เวทนา 108 ไม่แยกแยะเคหสิต เนกขัมมะ เราสามารถทำเวทนาเคหสิต 18 ให้เป็นเนกขัมสิตะ 18 ได้ ทำจากผัสสะทางทวาร 6 มีสามเวทนา ก็เป็น 18 ทำอย่าให้มีสุขมีทุกข์ก็จบ อรหันต์ 2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) คนนี้ไม่เที่ยงสักที แต่อรหันต์ทำโลกเที่ยงได้แล้ว คุณว่าเที่ยงไม่มี ไม่เที่ยงทั้งนั้น คุณจะไม่สามารถปฏิบัติเบื้องต้นได้เลย เพราะคุณเห็นว่าโลกนี้มันไม่เที่ยง จริงๆมาเรียนรู้โลกปุถุชนนั้นไม่เที่ยงไปเรื่อยๆแหละ อย่างที่ว่า ฟังอันเก่า นานเข้าก็วนมาใหม่ก็เหมือนเก่า ลืมไปหมด เป็นมาหมดทำไมหมดไม่รู้กี่ชาติได้แต่สั่งสมวิบาก โอ้โห หนัก จะไปสร้างวิบาก 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) เห็นผิดไปเตลิดสุดโต่งไปข้างหน้าว่าโลกมีที่สุด ก็ยังเห็นว่าโลกมีที่สุดได้ แต่ไม่หาเหตุ ไม่เรียนรู้ทำเหตุให้หมด ต้องสร้างเหตุให้ครบ จะได้เข้าใจ พวกสายดับตะพึด เหมือนในเกวัฏฏสูตร...ไปตามหาที่สุดแห่งโลก ไปถามพระพรหม พระพรหมก็ว่าข้านี่แหละใหญ่ ... 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) สรีระส่วนที่ไม่ใช่ชีวะ ก็ไปยึดว่าเป็นชีวะ เช่น ไปเข้าใจผิดว่ากายคือสรีระ ชีพคือสรีระ พืชไม่มีอัตตาไปทำร้ายใคร มีแต่สร้างตัวเอง จิตใจพระอรหันต์จึงเป็นจิตใจที่มี พีชะนิยม จิตนิยามแต่เป็นจิตที่ไม่มีความเป็นสัตว์แล้ว รู้จักสัตว์ทั้ง 9 คือสัตตาวาส 9 แล้วปฏิบัติลดละความเป็นสัตว์ ปฏิบัติได้ในขณะมีวิญญาณตั้งมั่น วิญญาณฐิติ 7 เหลืออีก 2 คืออสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ก็ อสัญญีสัตตายตนะคือไม่ต้องทำสัญญาอีกแล้ว แต่สัญญาไม่ได้หายไปเหมือนบุญ บุญจบกิจแล้วหายไป แต่สัญญากลับอยู่อย่างสะอาดบริสุทธิ์ทำงานได้ดี เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คือใช้สัญญากำหนดสิ่งที่รู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ยังเหลือเศษของความไม่รู้อยู่บ้างก็ทำ ให้สัญญาต่างๆที่เหลือ นานัตสัญญา ทำให้รู้ให้ครบ ถ้ารู้ไม่ครบก็เหลือเศษ ก็ต้องทำให้จบเสียก็หมดความเป็นสัตว์ ทำวิญญาณสัตว์ให้หมด เหลือเศษสุดท้ายคือ อสัญญีสัตว์คือไม่ต้องตรวจสอบอีกแล้วเพราะเสร็จกิจหมดแล้ว ต้องทำอสัญญีให้เป็นสัมมาทิฏฐิหรือธาตุรู้ เนวสัญญานาสัญญายตนะให้รู้ให้จบให้ครบ ใช้พยัญชนะพวกนี้สื่อสภาวะ แต่พวกธรรมกายไปหลงอายตนะนิพพานไป เป็นการพูดส่งเดชไป 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) ต้องเข้าใจชีพหรือชีวะคืออะไร ส่วนสรีระคือสิ่งที่ไม่ใช่ชีพ คือร่างภายนอก จริงๆแล้วคือร่างไม่มีคำว่ากาย ผู้มาบวชต้องรู้มูลกรรมฐาน 5 อันไหนคือก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน