สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนตามกถาวัตถุ และวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนตามกถาวัตถุ และวรรณะ 9 สรุปการมาเป็นคนจน มันเป็นนัยสำคัญอันลึกซึ้งยิ่ง เราจะต้องพูดกันไปอีกหลายปี กว่าจะเข้าใจชัดเจน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณและภูมิปัญญา คนจะแก้ไขด้วยวัตถุหรือหลักการ No way ไม่มีทาง แก้ไขด้วยวัตถุและหลักการวิธีการ No way ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักวิธีที่จะมาให้เป็นคนจนได้ จะอยู่อย่างเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ และมีเศรษฐกิจที่ดีอุดมสมบูรณ์ เป็นคนประเสริฐเป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคมโลก ด้วย ไม่ใช่เป็นภาระตัวถ่วงสังคม จะได้อย่างนี้จริงๆหากปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้า อาตมาทำงานมากับสังคมมนุษยชาติมาถึงวันนี้ ตอนนี้ Coefficient พลังงานกำลังขึ้น จริง มันเห็นว่า โอ้โห เราควรจะต้องพยายามพากเพียรอยู่ พยายามพากเพียรแข็งแรงมีสุขภาพดีเพื่อที่จะทำงานอันนี้ ช่วยเหลือประชาชน ให้ประโยชน์แก่ประชาชนได้รับสิ่งที่ประเสริฐอันนี้ เป็นความรู้สาธารณะหรือเป็นความรู้ส่วนกลาง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ใครก็มีสิทธิ์ตรัสรู้ไม่ใช่สงวนลิขสิทธิ์ อาตมาก็พยายามศึกษาเอาตัวเอง แต่ละคนๆจะสามารถเข้าถึงความรู้นี้เข้าใจความรู้นี้ได้ ต้องเอาตนมาปฏิบัติที่สุดอย่างสำคัญจริงๆเลยถึงจะได้ ได้มาขนาดนี้อาตมาได้คนจนมาจนกระทั่งพวกเรา ทิ้งในบัญญัติไม่ติดยึดเลย ชื่อก็ดี นามสกุลก็ดี ทิ้งไป หลายคนก็ตั้งนามสกุลเองมาได้เยอะ เก็บมาได้ ดูเหมือน คุณร้อยแจ้ง จะใช้นามสกุล จนดี แล้วก็เลยได้นามสกุล จนดีจริง
นามสกุล จน จนดีจริง - ร้อยแจ้ง มุ่งมาจน -ตายแน่ ตั้งใจจน - ดินดอน เต็มใจจน - แซมเดือน มาจน - ในน้ำคำ พร้อมจน - พรตะวัน จนทุกชาติ - ศิลป์สร้าง จนอีหลีอีหลอ - ส.บินก้าว จนอีหลี - เศรษฐี กล้าจน - ใจเพชร(หมอเขียว) จนแล้วจนรอด - ขุนพล
อ่านต่อ
กว่าจะได้ นามสกุล มุ่งมาจน นายตายแน่ขอใช้เวลาพอสมควรต่อมา มีคนมาล้อเลียนเป็นจนแน่ มุ่งมาตาย อยู่ภูผา
ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องปัจจุบันนี้บ้างคือเรื่องตลาดประชารัฐ เป็นเรื่องที่รัฐกำลังจะใช้อันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ว่า เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ตลาดใหม่ รวมทั้งขยายพื้นที่ตลาดเดิม
อาคาร บวรของเรา เป็นอาคารที่มีพื้นที่ 11 ไร่ เป็นอาคาร 2 ชั้นมีหลังคามุงเรียบร้อย ต่อเนื่องกันเป็นผืนเดียวเลย 11 ไร่ โล่งสูงโปร่ง สองชั้น อาคารนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ โดยให้มาใช้พื้นที่นี้เป็นตลาดเป็นที่ค้าขาย เชิญ ยินดีต้อนรับทุกคน แต่มีเงื่อนไขต้องตรวจสอบหน่อย มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน ไม่ใช่ว่ารับเละทุกคน ก็จะมีข้อแม้บ้าง เพราะเราตั้งใจให้มาค้าขายในที่นี้ โดยเราไม่เก็บค่าเช่าไม่เก็บรายได้อะไรเลย ไม่เก็บตลอดไปด้วยไม่ใช่ไม่เก็บแค่ช่วงนี้ แต่ต่อไปจะเก็บ ไม่ใช่ ไม่ได้อ่อยเหยื่ออย่างนั้นเลย ถ้าคุณอยู่ได้ดี ไม่มีผิดหลักเกณฑ์ คุณก็ขายไปได้เลี้ยงตัวจนกว่าจะแก่ตายแต่ห้ามเซ้ง หมดคุณแล้วก็จบ จะเซ้งให้ลูกหลานอีกไม่ได้ นอกจาก ลูกหลานจะเข้าตากรรมการ กรรมการก็จะพิจารณาให้เอง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงใจที่เราเอาคุณค่าคุณงามความดีของคนเป็นหลัก อาคารนี้มีเป้าหมายให้คนรายได้น้อยทุกคนเข้ามาขายได้อย่างเสรีเพื่อส่งเสริมคุณธรรมที่ผู้ขายและผู้ซื้อช่วยเหลือกันและกัน ของเรามี สี่ห้าม สามต้อง
1.ห้ามนำสินค้าที่เป็นสิ่งที่เสพติดมาขายเช่นเหล้า บุหรี่ น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลมมาขายเป็นต้น 2.ห้ามนำเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัตว์หรือแม้แต่ส่วนประกอบของไข่มาขาย 3.ห้ามนำผักผลไม้ที่มีปนเปื้อนสารเคมีมาขาย เมื่อตรวจแล้วต้องไม่พบสารพิษตกค้างปนเปื้อน (ต้องไม่ใช้ ปุ๋ยเคมี - ยาฆ่าแมลง - ยาฆ่าหญ้า ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ ฯลฯ ) 4. ห้ามขายแพง ให้ขายราคาต่ำกว่าท้องตลาด
เรามีหลักการค้าแบบบุญนิยม 4 ระดับคือ ต่ำกว่าท้องตลาด เท่าทุน ต่ำกว่าทุน แจกฟรี เราขอเกณฑ์ต่ำสุด คือ ต่ำกว่าราคาตลาด ที่จริงเกินทุนก็ยังบาปอยู่ แต่ก็จำนน ให้ทำได้ แต่อย่างน้อยต่ำกว่าราคาตลาดให้มาก ต่ำกว่าได้มากเท่าใดก็เจริญขึ้นเท่านั้น ต่ำกว่าทุนมากๆๆ จนกระทั่ง 0 ให้ฟรีเลย ก็จบ
และอีกสามข้อที่ต้องทำ 1.ไม่ติดอบายมุขเช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เป็นต้น 2.ต้องนำอุปกรณ์ประกอบการขายมาเอง 3.เคารพวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน
นี่คือตลาดประชารัฐของเรา ส่วนของรัฐบาลก็ว่ากันไป ส่วนของเราจะเข้มในมุมของเรา แต่ของเรานี้ยืนยันว่าฟรี แต่ของรัฐบาลก็ยังมีเงื่อนไขอีกว่า ให้ในตอนต้น แต่ตอนต่อไปก็คงจะเก็บเงิน แต่ของเรานี้ให้ตลอดไปเลย ของเราทำไม่ขัดแย้งกับของรัฐบาล เป็นการให้โอกาสประชาชน แต่เราสะอาดบริสุทธิ์จริงใจให้ฟรีจริงๆ ไม่ได้ทำเบ่งแข่งกับรัฐบาล เราทำไม่ได้หรอก แต่รัฐบาลก็ต้องมีกฎเกณฑ์ของเขาก็เห็นใจที่ต้องทำ เขาเองไม่เหมือนเรา เราเองก็ทำกันในหมู่เล็ก ของรัฐบาลทำกับทั้งประเทศ เป็นคนละสถานะ คนละบริบท
มาเข้าสู่ ความจนกับคนจน และก็จะต้องอีกๆๆหลายปี เรื่องของความจนกับคนจน พวกเราชาวอโศก พยายามทำงานฝึกฝนตามธรรมะพระพุทธเจ้ามา อาตมาเอาหลักฐานตามพระไตรปิฎก คำว่าอัปปิจฉะนี้จะควบคู่อีกหลายคำ กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา กถาวัตถุ คือการพูดสามัญนี่แหละ จะต้องพูดให้เข้าเกณฑ์ทั้ง 10 ประการ มีแนวโน้มไปสู่ อัปปิจฉะ คือมักน้อย กล้าจน มาจนนี่แหละดี ตัวนี้เป็นเงื่อนไขหลักคือมาจนได้นี่ดี รวยไม่ดีหรอก อาตมาเคยพูดแรง รวยนี่ไปอะไรต่างๆ รวยไม่ดีหรอก จริง มาจน 1. อัปปิจฉกถา มาจนนี้ดี แล้วมีขีดของจิตให้พอ มีน้อยให้เป็น 0 2. สันตุฏฐิกถา ใจเท่านี้มันพอแล้ว กินอิ่มแล้วเต็มท้องก็พอ แต่คนตะกละเต็มท้องแต่ยังอยากอีก ก็กินจนท้องแตกตายเหมือนอย่างชูชก อย่างนี้เกินไป 3. ปวิเวกกถา จิตเย็น อุเบกขา ไม่ผลัก ไม่ดูด สงบ ไม่ใช่สงบอย่างไม่กระดุกกระดิก หนักเข้าไม่หายใจเลย มันมีแต่รูปธรรม แต่ของพุทธนั้นสงบคือกิเลสตัวร้ายไม่มีฤทธิ์อำนาจมาทำให้จิตปรุงอะไรขึ้นมาเลย อสังขาริกัง ไม่มายุ่งในจิต มีอภิสังขาร ปรุงแต่งอย่างไม่มีเชื้อให้เดือดร้อนดิ้นรนวุ่นวาย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูกำลังอธิบายเรื่องการมาจน ในกถาวัตถุ 10 พ่อครูว่า...ปวิเวกคือสงบด้วยกิเลสตัวกวนวุ่นยุ่ง nuisance มันหยุด ยิ่งกิเลสสงบหยุดดับ ยิ่งแข็งแรงตั้งมั่น อเนญชา จิตแคล่วคล่อง แข็งแรง มุทุภูตธาตุ เป็นคุณสมบัติของอุเบกขาตัวกลางเลย มุทุ ในอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นสภาวะที่อาตมามีแล้ว แต่ยังไม่เก่งที่พูดให้พวกคุณบรรลุได้เลย ทันที ก็ค่อยๆอธิบายไป สงบคือกิเลสตัว nuisance มันหายไปหมดไปเลย 4. อสังสัคคกถา อันนี้แหละยาก คนโลกีย์ เข้าใจไม่ได้ อ คือไม่ สังคือการปรุงแต่ง สัคคะคือสวรรค์ คือไม่ก่อสวรรค์ ไม่เอาสวรรค์ ไม่ให้สวรรค์เกิดอีก เขาแปลว่า ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องโดยหมู่ชน แปลผิดไปอย่างนี้ศาสนาพุทธก็เลย ห้วน ไปปลีกเดี่ยว อยู่แต่ผู้เดียวเดี๋ยวก็บรรลุธรรม หนีเข้าป่าเขาถ้ำ เป็นศาสนาเดียรถีย์ไปหมด การไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง คือ ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกับหมู่คนพาล คนที่ไม่ใช่มิตรดีสหายดี ไม่ใช่สัตบุรุษ ไม่ใช่บัณฑิต พวกคนโง่คนพาล คนมีกิเลสมาก พวกนั้นเราไม่ไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย เราต้องเจียมตัว เข้าไปแล้ว เหมือนสนามแม่เหล็ก ดูดเราไปเสีย เราก็ต้องดูตัวเรา ว่าเราเองเข้าไปแล้วมันจะมีอำนาจในตัวเราเพียงพอหรือไม่ คนที่จะมีพลังงาน คุ้มตัวเองได้ แล้วไปอยู่ในวงคนพาล คนมีอำนาจในทางที่ผิดที่ไม่ดี เราจะสามารถรักษาตัวเองรอดและจะมีพลังที่จะทำให้คนอื่นเขานั้นเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ถ้าไม่แล้วอย่าอวดดี ต้องดูตน ประมาณตนให้ดี มีอัตตัญญุตาให้ดี ถ้าไม่เช่นนั้นตายเปล่าๆ คนตายเพราะว่าอวดดีมีเยอะ ประมาทไม่ระมัดระวัง สรุปแล้ว อสังสัคคะ ต้องเข้าใจ สัคคะคือสวรรค์ คือความเบิกบานใจ สวรรค์คือความสุข สวรรค์หยาบก็รู้ง่าย ได้ลาภยศสรรเสริญ ก็สุข ได้เสพ แม้เสพสิ่งที่ไม่ใช่ภายนอก เป็นในจิต เป็นอัตตา ภวตัณหา เราก็ลดลงๆ จากกามเนื่องจากข้างนอก กามราคะหมด ก็ทำรูปราคะ อรูปราคะหมดต่อไป ก็หมดสวรรค์ ไม่มีความฟูหรือแฟบ ไม่มีขึ้นไม่มีลงเลย สวรรค์กับนรกมันอันเดียวกัน คุณไปหลงสวรรค์ก็ได้นรกทันที มันเป็นเหรียญ 2 ด้านแยกไม่ออกหรอกสวรรค์กับนรก ก็ต้องดับ พระพุทธเจ้าบอกว่าเรียนรู้ง่ายคืออาการทุกข์ อาการนรก ดับทุกข์หมด ถูกต้องสวรรค์ก็หมดไป สวรรค์คือคนที่มองในแง่สวรรค์ แล้วไปงมงายในสวรรค์ โดยไม่ไปคิดถึงนรก นรกคือกิเลส คือสิ่งที่เป็นโทษภัยต่างๆ ก็เลยไปเอาอย่างสบายๆ สวรรค์บำเรอใจตัวเองไปไม่จบ บำเรอใจอย่างไรก็ไม่จบ ต้องมาทำทางด้านโทษ อาทีนวะ เป็นโทษจึงจะจบ ลดลงจนดูโอการัง สังกิเลสัง ต้องดูกิเลสที่ยังมีทำให้เกิดความมัวหมองด่างพร้อย ให้สุด การออกจากกิเลสออกจากสวรรค์ ออกจากกามสุขขัลลิกะ มันจึงละเอียดจนเหลือภายใน ภายในคืออัตตา ภายนอกคือกาม นี่คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในครั้งแรก มีสองฝ่าย ฝ่ายนอกคือกาม ฝ่ายในคืออัตตา ฝ่ายนอกจะหมดก่อน แม้อนาคามี มีอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ก็เหลือภพในภวราคะ แม้ในสังโยชน์ก็ต้องเรียนรู้ต่อ สังโยชน์ 10 กับอนุสัย 7 นั้นมีภาวะหมุนรอบเชิงซ้อนที่กลับกันในลักษณะของตัวกิเลส ทิ้งไว้ก่อนวันนี้ยังไม่ขอลงลึกถึงขั้นสังโยชน์กับอนุสัย เพราะว่ามันจะลึกเกินไป วันนี้ขอผ่านไปก่อน 5. วิริยารัมภกถา ขยันทำดีไม่ใช่ขยันทำชั่ว คนที่ชั่วแล้วขยันทำชั่วก็เยอะเลยเละเลย ความขยันก็อย่างหนึ่ง ความชั่วความดีก็อย่างหนึ่ง ต้องแยกให้ออกลักษณะของกรรมกิริยาพวกนี้ ลักษณะของกรรมกิริยาความขยันกับลักษณะกรรมกิริยาความชั่วหรือดี ก็ต่างกัน ขยันแต่ชั่วนี่ ไปใหญ่เลย ต้องมีเงื่อนไขว่า ขยันต้องเป็นคนดีทำดีนะ อย่าให้คนชั่วขยันเลย เราจึงยอมให้คนชั่วไม่ทำอะไรเลยดีกว่า ถ้ามันทำได้จะยุ่ง มีผลกระทบต่อผู้อื่นมันเป็นภัยไม่ดี นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ต้องรู้สภาวะความจริง สภาวธรรมของสิ่งต่างๆนี้ให้ดี ขอขยาย กถาวัตถุ 5 นี้ออกไปเป็นวรรณะ 9 1. สุภระ เป็นคนที่เลี้ยงง่าย เป็นคนไม่เรื่องมาก กินอยู่หลับนอนช่วยเหลือง่าย
2. สุโปสะ สอนง่าย ช่วยให้เจริญ ทำให้พัฒนา เจริญในทางกายวาจาใจ เจริญด้วยความรู้ เจริญทางภูมิธรรม เจริญในงาน ว่านอนสอนง่าย ส่วนสุภระเลี้ยงง่าย สุโปสะ เจริญง่าย
3. อัปปิจฉะ ตัวนี้คือกล้าจน เอาไว้น้อยจนขั้น 0 เลย
4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราตรัสความพอเพียงก็มาจากคำว่าสันโดษ คำว่าสันโดษนี้จะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มาก ในสามัญผลสูตร ท่านมีหลักเกณฑ์ 4อย่าง ศีล สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ สันโดษ ให้เป็นอาริยะ 4 อย่างนี้เป็นหลักเกณฑ์ขั้นต้น ในสามัญผลสูตร
5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) มีการขัดเกลา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มันหยาบมันไม่ดี ควรจะเลิก กายกรรมหยาบ วจีหยาบ มโนกรรมหยาบ อะไรก่อนหลังก็แล้วแต่ใครถนัด แต่ส่วนมากจะต้องข้างนอกก่อน ค่อยมาทำข้างในเป็นสามัญ แต่บางคนสลับซับซ้อนก็ทำที่ใจก่อนก็แล้วแต่ มีการขัดเกลา ขจัดส่วนได้ส่วนไม่ดีของเราเอง
6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลเคร่งอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) คือ ศีลเคร่ง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ปฏิบัติได้ตามศีลที่สูงขึ้นแล้วก็สบาย ธูตะหรือองค์แห่งศีลเคร่งเรียกว่าธุตังคะ มาเป็นภาษาไทยเขียนเป็นคำว่าธุดงค์ ธุดงค์ มาเป็นภาษาไทย เป็นบาลีคือ ธูตะ แต่มาเป็นไทยกลายเป็น ธุดง ก็เลยกลายเป็นบุกตะลุยทะลุดงป่าเลย กลายเป็นว่าการธุดงค์คือ ออกป่า นั้นไม่ใช่ ธุดงค์ไม่ใช่แปลว่าออกป่า และธุดงค์ไม่ใช่แปลว่าการเดิน มันผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่งไปยึดมั่นถือมั่นจริงๆว่าธุดงค์คือการออกป่า ส่วนธุดงค์ที่พระมหากัสสปะสมาทานมี 13 ข้อ มีข้อหนึ่ง ที่ว่าจาริกธุดงค์ ซึ่งหมายถึงการเดินบิณฑบาตไปตามลำดับ ไม่ไขว้ไป ไขว้มา คำว่าออกป่านี้เป็นลักษณะเด่นของพระมหากัสสปะ ท่านบำเพ็ญมาด้วยการติดป่ามาหนัก ทั้งพระกัสสปะ และภรรยา บำเพ็ญมาในป่าไม่รู้กี่ล้านชาติก็เลยเป็นวาสนา ก็เลยแก้ได้ยาก พระกัสสปะเป็นต้นรากของเถรวาท การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกก็มีพระมหากัสสปะเป็นองค์ประธานมีอรหันต์ 500 จึงเอียงไปทางพระป่า ตามพระกัสสปะ อาตมากับกัสสปะรู้จักกันดี อาตมาไม่ใช่สายพระป่าก็เลยรู้ เอามาขยายความให้ฟัง ไม่ได้อวดดี แต่ขยายความจริงให้ฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา สรุปว่า ธุตังคะ ไม่ได้แปลว่าออกป่า แต่ว่าคือศีลเคร่ง แต่ทำได้ปกติแล้วไม่เคร่งหรอก เช่นเรามาอยู่เป็นคนจน ไม่มีเงินผ่านมือสักบาทเลยเป็นเดือนเป็นปีก็สบาย แต่คนเห็นว่าไม่ได้เคร่งไป ไม่กินเนื้อสัตว์เคร่งเกินไป แต่เราทำได้อย่างสบายมากปกติ หายห่วงจริงๆไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่ทำได้แล้วเป็นปกติ ศีลแปลว่าปกติ สำหรับคนไม่ได้ถือว่ายาก มีความเคร่ง แต่คนทำได้แล้วก็ปกติ นี่คือ สภาวะเหล่านี้ไม่ง่ายที่จะเข้าใจถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ทำได้แล้วไม่ต้องคุมเคร่ง ลึกเข้าไปคือเป็นเองได้เลยเป็นตถตา เป็นเช่นนั้นเอง ลักษณะธุดงค์ ธุตังคะ เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก แต่ทำตามศีลตามการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทำได้แล้วจะเป็นปกติ บรรลุเป็นธูตะ ตัว ต.เต่าตั้งมั่น ธ นี้แข็งแรงทรงไว้ อะ อิ อุ จบ วังวนบริบูรณ์
7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) กายกรรมก็ดูดี พอเหมาะพอดี อย่างอาตมา กายกรรม นัจจะคีตะวาทิตะนี้น่าเลื่อมใสนะ แต่หลายคนบอกว่าไม่สงบ เขาก็จะว่า แต่อาตมาว่า คนที่เข้าใจผ่านพ้นการติดยึดที่อาตมา พูดเหมือนแก้ตัวว่าทำไมต้องทำท่าทางแรงอย่างนี้เสียงต้องดังเน้น ดังไปคอก็ไอ
8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) คือการไม่สะสมข้าวของเงินทอง บ้านช่องเรือนชานไม่สะสมเป็นของตน วัตถุสมบัติไม่สะสม อนาคามี และไม่สะสมกองกิเลสด้วย วัตถุไม่สะสม นามธรรม ทรัพย์ทางจิต ก็ไม่สะสมกิเลส แต่จิตจะเจริญแข็งแรงดียิ่งขึ้นเป็นจิตกุศล ก็เอามาใช้งาน แต่จิตใจที่ไม่ดีไม่สะสมไม่เอา ที่ไม่ดีงามไม่เอา ต้องรู้จักอาการของจิตที่ไม่ดีต่างๆ อปจยะ จึงเป็นตัวยืนยันการเป็นวรรณะชั้นที่ 8 สูง นะ เกือบจะจบ วรรณะ 9 คนไม่สะสมนี่คือคนสุดยอด คนจนที่จะต้องกราบไหว้บูชาเคารพ
9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ท่านเจ้าคุณประยุทธ์แปลว่าระดมความเพียร อาตมาแปลว่าขยันเสมอ ขยันต่อเนื่อง ขยันไม่วาง แต่ต้องวรรคบ้าง รู้พักรู้เพียร อปัตติถัง อนายูหัง เราไม่พักเราไม่เพียร เราจึงข้ามโอฆสงสารได้ วรรณะนี้คือผู้สูงส่งด้วยฐานะ วรรณะนี้ไม่ใช่ วรรณะ 4 ของสังคมแบบพราหมณ์ ต้องฝึกฝนเอาจริงจะได้เป็นของตัวเอง ตัวที่ 8 อปจยะ เป็นตัวหลักฐานยืนยันว่านี่แหละคือศาสนาพุทธ ส่งเสริมให้คนมาจน คนไม่สะสมมาเป็นของตนนี่แหละ ไม่สะสมวัตถุไม่สะสมกิเลส แม้แต่วัตถุที่จะต้องอาศัยเพราะว่ามีขันธ์ 5 จะต้อง มีชีวิตอยู่ หรือปัจจัยทำงานเป็นเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยที่จะต้องใช้สอยอยู่กินทำงาน ท่านเรียกว่าอาหารปริเยติทุกข์ อาศัยร่างกายขันธ์ 5 ก็เป็นภาระ ทุกข์ขันธ์ อาหาร แปลว่าเครื่องอาศัย อาหารที่ต้องใช้ ปริ ต้องใช้อาศัยตั้้งอยู่ มันเป็นทุกข์แต่ต้องอาศัยที่จะใช้เพื่อการทำงาน อาศัยอาหารคำข้าว อาหารปัจจัย เครื่องใช้ ที่จะใช้ทำประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประโยชน์ที่จะมาให้แก่ตัวเอง อันนี้ก็ซ้อนลงไป ว่าเราอาศัยใช้สอย ความซับซ้อนละเอียดลออพวกนี้ ตนเองจะมีปัญญามีความเฉลียวฉลาดที่จะหยั่งรู้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ซื่อสัตย์ อาตมาได้พูดแม้ที่สุดว่า อาตมาภูมิใจที่ทำงานศาสนามาจนถึงวันนี้ไม่เรี่ยไร อย่างเก่งก็บอกบุญกับผู้ใกล้ชิดแล้วช่วยกัน นี่สูงสุดแล้ว แล้วก็นานๆจำเป็นถึงบอก เรี่ยไรไม่เคยทำตลอดชีวิต นอกนั้นอาศัยบารมี มีคนสนับสนุนเกื้อกูลเอง จนป่านนี้ก็ทำงานอันนี้มา จะ 50 ปีแล้ว มาบวชแล้วอยู่ในวินัยอยู่ในหลักเกณฑ์พวกนี้ ไม่สะสมสมบัติ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์จริงใจขยันอุตสาหะไป ปรปฏิพัทธา เมชีวิกา ให้คนอื่นเลี้ยงดูไว้อนุเคราะห์สนับสนุนไว้ สมณะฟ้าไทว่า...แสดงว่าเรี่ยไรนี้ เขาจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่ตั้งใจทำเองเลย เราไปเรี่ยไรคือเราไปบีบบังคับเขา พ่อครูว่า...เขาก็เกรงใจเรี่ยไร หรือบางคนเต็มใจให้ก็มี แต่ออกปากมีนัยแวดล้อม ใช้วิธีการ โป้งฆ้อนทองคำ โป้งรวยๆ ได้แล้วจะไปมีสวรรค์อยู่ที่ดุสิตบุรี เฟส 3 เฟส 4 หาวิธีหลอกล่อสารพัด
ในสุดท้ายสุดยอด ข้อ 2 ข้อท้ายนี้ ไม่สะสมอะไรแต่มีความขยัน วิริยารัมภะ ขยันอย่างมีปัญญาด้วยนะไม่ใช่ขยันทำชั่ว ก็บรรลัยจักรเลย ขยันแต่โง่ขยันแต่ชั่ว ขยันแต่โง่ทำอย่างโง่แต่ขยันจัง บรรลัยหมด หรือว่าขยันแต่ชั่ว ทำชั่วแต่ขยันจังเลยทำชั่ว ตายเลยไม่เอา ขยันต้องดี ต้องมีความฉลาดเป็นปัญญา ไม่ใช่ฉลาดแบบเฉโก อย่างนั้นแย่ ปัญญานี้โลกุตระ ส่วนเฉโกนี้โลกียะ มีความฉลาดเฉลียวแต่พาให้โลกบรรลัย สรุปแล้ว เน้นอีกที เรามาพูดในขั้นสูงแล้ว เราพูดถึงความจน คนจนแต่ขยัน เพราะธรรมดาคนไม่ขยันนั้นมันไม่รวยหรอก มันจน แต่นี่จน ขยันๆแล้วก็ไม่เอาไว้เป็นของตัว จนขยันสร้างสรรค์ทำแต่สิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นในเหตุปัจจัยเหตุผลต่างๆคำต่างๆ จึงมีนัยซับซ้อนว่าเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีมาทั้งนั้น ถ้ามันมีให้เลือก เป็นธรรมะ 2 ก็ต้องเลือกเอาสิ่งที่ดี แต่ทำเป็นธรรมะเดียว เอกังสวาทีก็มีอีก เช่นว่า บุญหรือปัญญาก็เป็นเอกังสวาที ปัญญาไม่ใช่เฉโก ที่เป็นโลกียะ ปัญญาเป็นโลกุตระ เป็นความเฉลียวฉลาดลดกิเลสที่คู่กับบุญ ปุญญะหรือบุญเป็นเอกังสะ ไม่ใช่ธรรมะ 2 ไม่ใช่ธรรมะคู่ ธรรมะเดียวนี่แหละที่ไม่พูดกันในสังคม แม้แต่ธรรมะ 2 ยังไม่พูดเลย ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 601202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระไตรปิฎก