สมาธิขณะทำงานในชาวอโศกเป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

สมาธิขณะทำงานในชาวอโศกเป็นเช่นไร _ขวัญใส...ดิฉันอยากถามว่าวิธีทำสมาธิขณะทำงานทำอย่างไร ? พ่อครูว่า... คำว่าสมาธิ เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่เถรสมาคมไม่เข้าใจ พูดอย่างนี้ จะทำไม อาตมาพูดไม่ผิดด้วย สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นคือคำ สมาหิตะ สมาหิโต จิตสะอาดจากอาสวะกิเลส ฟังให้ดีนะ จิตที่สะอาดจากอาสวะกิเลสแล้ว ก็ตกผลึก ผนึกกันเข้า เป็นจิตรวมกันแล้วก็ อันนี้แหละคือ รวมเป็น อเนญชา มันอเนญชาๆๆ ไม่ใช่จิตสมาธิคือจิตไปกดข่มจิต ไปพยายามที่จะดับไม่คิด ไม่นึก ไม่ให้มันเคลื่อนไหว แล้วเข้าใจว่าจิตไม่เคลื่อนไหวคือสมาธิ ไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลย นะ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นคุณจะต้องมีเจโตปริยญาณ16 รู้จัก ราคะ โทสะ โมหะ อาการของราคะคืออย่างไร โทสะคืออย่างไร โมหะคืออย่างไร แล้วคุณมาปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ก็จะเกิดปัญญาหรือ ฌาน ฌาน คือพลังงานคู่กับปัญญา พลังงานปัญญากับพลังงานฌานคู่กัน ช่วยกันเผา ใช้ภาษาว่าเผา ถ้าภาษาว่า ฆ่าเฉยๆ มันมีซาก แต่ถ้าเผา มันหมดไปทั้งซากเลย พลังงานอุณหธาตุ เผา เผาอะไร เผากิเลส ภาษาเหมือนกับมีเนื้อมีหนังแต่มันไม่มี แต่กิเลสนั่นแหละถูกเผา มีความจริงคือ เนื้อกิเลส วิมังสาของกิเลส เผามันไป หมดเลย หมดซากเลย เพราะฉะนั้นจิตที่ถูกเผาโดย ฌาน จนเป็นบุญ เพชฌฆาตมือสุดท้าย หรือ พลังงานเผาอันสุดท้าย ถ้าถูกพลังงานระดับบุญอันสุดท้ายแล้ว สูญสนิทเลย ไม่มีเกิดอีกเลย อย่างนี้คือ ลักษณะนิพพาน ไอ้ที่พูดนี้คือพยัญชนะ แต่สภาวะธรรมที่เป็นจริง คุณจะต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของจิต เจตสิก รูป แล้วถึงจะนิพพานได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นาม หรือ ปัญญา ญาณ วิชชาของคุณ รู้สิ่งที่ถูกรู้นั้นตั้งแต่หยาบขั้นกามาวจร ฆ่าหมดแล้ว ศาสนาพุทธนั้นมีฌาน มีสมาธิ ไม่ได้หนีไปจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ หรือ โลก

อ่านต่อ

ดินน้ำไฟลม พฤติกรรมสังคมทุกอย่าง ไม่ได้หนี เห็นอยู่อย่างมีจักษุ มีหูได้ยินเสียง รู้ลืมตาตื่นๆ เป็น ชาคริ ชาคระ เป็นผู้ตื่นรู้อยู่หมดเลย _สู่แดนธรรม... ผู้ที่ถามอาจจะอยากทราบวิธีการทำงานที่จิตมันตกผลึกเข้าสู่ภวังค์เหมือนที่เขานั่งสมาธิกัน เขาก็เลยคิดว่าแล้วพวกเราพาทำงาน จิตมันจะเข้าสู่ภวังค์ได้อย่างไร พ่อครูว่า... ก็ได้ บอกนิดหนึ่ง อาตมาพยายามอธิบายอยู่ มันอาจจะยังไม่ถึงตัวประตูไขให้สู่แดนธรรมเข้าใจ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเองลืมตาปฏิบัติ คุณก็จะเกิดปฏิภาณปัญญาเห็นว่า อ๋อ..อย่างนี้คือการขัดเกลากิเลส คุณรู้จักกิเลส แล้วกิเลสถูกขัดเกลาๆไป นี่แหละคือฌาน นี่แหละคือการปฏิบัติฌานในขณะลืมตา ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า จนกระทั่งกิเลสลด หมดอาสวะ จึงจะตกผลึกเรียกว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต หรือสมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิเป็นคำกลางๆ ที่เรียกกันทั่วโลกหรือแม้แต่ชาวพุทธก็ตามเข้าใจว่าคือการสะกดจิต เข้าใจว่าเป็นจิตสมถะ ซึ่งไม่ใช่ จิตหมดกิเลสไม่ได้สมถะ ไม่ได้นั่ง อยู่ในริบๆหรี่ๆ อยู่ในภพแต่ลืมตาให้เห็นทุกอย่าง ใสสว่างเลยว่ากิเลสมันออก กิเลสมันหมดหมดเกลี้ยงกิเลสแล้วจิตประภัสสร อ๋อ.. นี่คือจิตประภัสสร ตกผลึกลงไปหรือจิต ปริสุทธาจิตสะอาดตกผลึกลงไป นี่คือ สมายี่ส์กุลทำงานอยู่ จิตสะอาด จิตเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ในขณะลืมตาในขณะปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า นี่คือการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ สมาธิขณะทำงาน ไม่ต้องไปทำความสงสัย ไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะเป็นอย่างไร มาอยู่กับชาวอโศก แล้วอโศกพาคุณทำ ทำแล้วทำอยู่ แล้วกำลังทำต่อ ทันสมัยใหม่เสมอ _สู่แดนธรรม... ในขณะทำงานจิตไม่โกรธก็ถือว่าเป็นสมาธิใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ถูกต้อง ในขณะทำงานคุณก็รู้กิเลสว่าอันนี้มันมีกามอยู่ ลด อันนี้มันคือการลด นี่แหละคือคุณปฏิบัติธรรมในคณะทำงาน คุณต้องอ่านอาการจิต ที่ขณะสัมผัสต่างๆอยู่เมื่อทำงานก็มีการกระทบสัมผัส คุณทำงานอยู่กับกระทะ คุณก็เคืองตะหลิว บ้า.. ไอ้ตะหลิวนี้มันทำไมถึงไม่เป็นไปดังใจข้าเลยวะ ทุบตะหลิวจนหักไม่รู้เรื่อง แต่คุณทำงานกับคน เออ คนก็จะเกี่ยวคุณได้หน่อย แต่ตะหลิวมันไม่เกี่ยวกับคุณได้หรอก คุณโง่ตายชัก หากคุณไปเกี่ยวกับพืช พืชมันก็ไม่รู้เรื่อง ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 1 สัตว์ก็คือคนนี้แหละ ทำงานกับคน ระวังจะเกิดราคะ โทสะ โมหะเก่ง เรียนรู้แล้วก็ลดกิเลสซะ เมื่อคุณทำงานกับคนแล้วเกิดกิเลสจริง แล้วคุณก็ได้รู้ตัว แล้วคุณก็ทำให้มันลด คุณจะมีปฏิภาณปัญญา เกิดฌาน เกิดปัญญา ฌาน กับปัญญา เป็นภาษาที่เป็นพลังงานทางจิต คุณจะรู้จักวิธีทำเอาอย่างนี้แล้วกิเลสคุณลดลงๆๆๆ เพราะคุณทำจิตให้มีพลังงานฌานทำจิตให้กิเลสลดได้จนตกผลึกเรียกว่าสมาหิตะ หรือสมาธิของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ ชัดขึ้นไหม ๆ เพราะฉะนั้นถาม อาตมาก็ตอบไปแล้ว ถ้าไม่รู้มาอยู่กับชาวอโศก ชาวอโศกพาคุณทำแล้วทำอยู่ พาคุณทำแล้วทำต่อ _สู่แดนธรรม... แต่ว่าจะไม่พาทำแบบพระวัดป่าเขาทำ พ่อครูว่า... ไม่ทำอย่างพระวัดป่าเขาทำแน่นอน ไอ้นั่นมันนอกรีต พูดอีก ย้ำ ทุบหัวตะปูไป หลับตาทำ ปฏิบัติธรรมแบบนั้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า มีแต่ลืมตาทำเท่านั้น เขาไม่เชื่ออาตมาง่ายๆหรอก เขาพูดอย่างนี้ เขาก็ต้องทำตาหลับด้วย ต้องหลับด้วยแล้วก็ลืมตาด้วย เขาว่าอย่างนั้น อาตมาขอยืนยันว่าไม่มีหลับตา หลับตาก็เข้าใจว่าหลับตา ปฏิบัติลืมตานี่แหละแล้วคุณจะทำอย่างลืมตาได้ หลับตาทำได้ง่ายตายชัก ไม่ต้องทำอะไรหลับตา เพราะฉะนั้นหลับตานี่แหละพระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นอุปการะเท่านั้น อุปการะมีอะไรบ้าง อาตมาก็อธิบายไปหมดแล้ว 1. คุณหลับตาคุณก็พัก ถ้าจิตของคุณไม่หยุดมันก็ฟุ้ง ใช่ไหม คุณทำสงบไม่ได้หลับตามันก็ฟุ้งอยู่ในจิต คุณก็ต้องพยายามสงบ ลดความฟุ้งมา นอกจากมันฟุ้งไม่ฟุ้ง สายศรัทธา ยิ่งไปนั่งสมาธิมันก็ตก ถีนมิทธะ ดิ่ง ดับ ไม่รู้เรื่องไปดับสัญญา มันก็เลยยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ มันเป็นคนไม่เป็นคน เป็นคนท่อนไม้ เป็นคนทำตัวเองให้เป็นดินหินไป มันก็ไม่ได้เรื่อง มันต้องให้มีสำนึก มีสติสัมปชัญญะ แม้จะหลับคุณก็ต้องมีสติ 1 พักผ่อน 2. หลับตาไปแล้ว มันก็คิด จะทบทวนธรรมะคิดนึกอะไรมันก็ง่าย เพราะไม่มีอะไรกวนทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันไม่มีอะไรกวน คุณก็อยู่คนเดียว คุณก็คิดง่าย มันเป็นอุปการะเห็นไหม 3. หรือรวมเลยเป็นเตวิชโช คือคุณมีธรรมะแล้วคุณใช้หลัก 3 คือ 1. ระลึกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วก็ 2.ตรวจความเกิดความดับ ของจิตที่มันเคยเกิดสัมผัสข้างนอกแล้ว จิตที่มันเคยเกิดกิเลสอย่างไร มันดับหรือยัง ดับได้ นั่นคือรู้จัก จุติ อุบัติ รู้การเกิดการดับได้แล้ว อันสุดท้ายเป็น 3.อาสวักขยญาณ ดับกิเลสสิ้นแล้วก็ตรวจสอบ เตวิชโช จึงเป็นวิชาที่ตรวจสอบการปฏิบัติของตนเอง ได้แล้วหรือยังไม่ได้ ถ้าดับอาสวะสิ้นตรวจสอบแล้วคุณก็รู้สิ คุณรู้แล้วว่าดับอาสวะจริง คุณก็ไม่ต้องไปวนเวียนอีก ไม่ต้องไปซ้ำซากอะไรอีก มันจบมันรู้แล้วอะไรอย่างนี้เป็นต้น หลักการของพระพุทธเจ้าครบหมดทุกอย่าง อาตมาปฏิบัติมาแล้ว ทำได้แล้วเอามาพูดมันจึงชัด ฟังดีๆ อาตมาไม่ได้อวดตัวอวดตนอะไร อาตมาเอาความจริงมาพูดยืนยัน ที่อาตมาต้องเน้นตัวตนมากพูดแล้วพูดอีกบอกความจริงจริงใจ เพราะคนไม่เชื่อ คนไม่รู้ว่ามันมีคนปฏิบัติบรรลุธรรมได้จริง บรรลุอรหันต์จริงก็มายืนยันว่าตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ไม่ใช่อรหันต์ธรรมดาแต่เป็นอรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 7 ด้วย ยืนยันความจริงตามความจริง อาตมาจะพูดไม่ผิด ถ้าพูดผิดมันเป็นบาป ยิ่งมาบอกอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน มันปาราชิกเลยนะ อาตมาก็รู้ ปาราชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดี อาตมาก็รู้ทั้งนั้น อาตมาไม่ทำ รู้กรรมรู้กิริยาหมดแล้ว จะไปทำทำไม ทำมันเป็นจริงนะ กรรมมันเป็นของจริง คุณทำแล้วมันผิดแล้วคุณก็ไปโกหกต่อ โอ้โห คนรู้แล้วจะไปทำเหรอ คนทำคือคนไม่รู้หรือคนยังหน้าด้านเป็นอลัชชี รู้ตัวแล้วก็ไม่รับคือหน้าด้าน ส่วนลัชชีคือละอาย สรุปหมดเวลาแล้ว 660224 ชาวอโศก ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังทำโลกุตระต่อไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน