620909_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 68.docx
เนื้อหาในไฟล์
620909_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 68 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1EeUiJQQTxhlgIIkucSQAEnTVuan6sMWzetqHYwoZUc0/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1pqcNZOmsnZGSM0CEXN2zefysoreIal6d
พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้มวลน้ำมหาศาลมาถึงเรา มาถึงวันนี้แล้วพวกเราไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับน้ำท่วมเท่าไหร่ มีแต่เหนื่อยกับขนของไม่ได้เหนื่อยได้พักเลย เดี๋ยวน้ำลงก็ต้องขนลง ดี ก็จะได้แข็งแรง ได้ออกกำลังกาย Exercise กันตลอดเวลา เอา sms ก่อน SMS วันที่ 6 กันยายน 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ)
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำให้คนยินดีในอาหารเนื้อสัตว์มีบาปเป็นอันมาก _2863ฟังธรรมวันนี้ได้ความรู้เพิ่ม บาป5ประการของการฆ่าสัตว์มีความเข้มข้นของ (เสียงไมค์ช็อตไปสัก 10 วินาที ตัดออกด้วย) บาปจากน้อยไปมากจากหยาบไและเอียดคิดพูดทำเพื่อฆ่าคือบาปและบาปหนักมากคือทำให้ผู้อื่นยินดีในบาปที่ตนได้กระทำแล้ว พ่อครูว่า…คนที่เอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า บาปมาเป็นลำดับ จนถึงคิดฆ่า ลงมือฆ่า ฆ่าตายสำเร็จ ตายเสร็จแล้วเอาเนื้อสัตว์นั้นนำไปทำอาหารถวายสาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า เจตนาจะให้สาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้ายินดีในเนื้อสัตว์ โอ้โห มีเจตนาแรงร้ายมากเลย เพราะฉะนั้นข้อ 5 จะมีความหนักของบาปมากเลย คนที่ไม่มีเจตนาทำโดยไม่รู้เอาเนื้อสัตว์ไปถวาย อาหารเนื้อสัตว์ไปถวายสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า แน่นอนมันก็บาปแล้ว ยิ่งมีเจตนาเพื่อที่จะให้ยินดีในเนื้อสัตว์นั้นด้วย ทำอาหารอย่างประณีต มาอังคาตหรือมาถวายพระสงฆ์พระพุทธเจ้า ก็ยิ่งจะบาปหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าเข้าใจในความหม
อ่านต่อ
ายหรือคำกิริยาของจิตนิยามมีเจตนารมณ์พวกนี้ จะเห็นชัดเลย ตั้งแต่กล่าวชื่อสัตว์จนกระทั่งไปจับสัตว์นั้นมา กรรมกิริยาทางด้านรูปธรรม การกล่าวชื่อสัตว์ไม่น่าจะบาป การไปจับสัตว์มา มาทำอะไรต่ออะไร แต่มันไม่อย่างนั้นสิมันมีเจตนาร้าย กล่าวชื่อสัตว์ด้วยเจตนาร้าย ไปจับสัตว์มาด้วยเจตนาร้าย ถ้าเราจับมันมาช่วยเหลือเลี้ยงดูด้วยเมตตาก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่จับมามีเจตนาร้าย เสร็จแล้วให้ฆ่า ฆ่าตายแล้วยังจะให้พระพุทธเจ้าก็ดีภิกษุก็ดี ซึ่งไม่ควร เป็นของไม่ควร อกัปปิยะ ที่จะเอาเนื้อสัตว์มาถวาย อกัปปิยะเป็นเรื่องของความไม่ควรจะเอาไปถวาย เป็นบาปสูงสุดเลยถ้าเข้าใจในความหมายเหล่านี้แล้วใครจะกล้าเอาเนื้อสัตว์ไปถวายพระภิกษุไปถวายพระพุทธเจ้า มันบาปเป็นอันมากถึงขั้นข้อที่ 5 ใช่ไหม นี่ถ้าศึกษาไม่ดีไม่รู้จักกรรมกิริยาไม่รู้จักที่เจตนารมณ์หรือมโนกรรม ที่เลวร้ายแล้วก็เป็นความเลวร้ายหยาบซับซ้อน ตั้งแต่กรรมกิริยาเบาจนถึงหนัก แบบหยาบจนกระทั่งสะท้อนให้เห็นถึงบาปซ้อนซ้ำ ทับถมเข้าไปอีกกี่ชั้น จริงๆแล้ว เรื่องภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านั้น ละเว้นเรื่องที่จะเป็นอกุศลกรรม เป็นบาป อย่างละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าใครจะแย้งจะเถียงเพื่อไม่ก้าวหน้า เป็นการไม่ก้าวหน้าของเขา แต่คนที่ตั้งใจเจตนาจะปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางธรรมะ ก็ไม่ปฏิเสธแน่นอน จะรู้ความหมายหรือเจตนารมณ์อันนี้ เพราะฉะนั้น 5 ข้อในการเป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้จึงเป็นเครื่องชี้ความละเอียดสุขุมประณีตของกรรมกิริยาของมโนกรรมของจิต สูงส่งเลย ถ้าคุณเข้าใจแล้วไม่มีทางที่จะไปรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ก็เอาล่ะ เป็นไปเพราะความเสื่อมความเพี้ยน ถึงกาละนี้ก็ว่ากันไป ใครทำได้ก็ทำเป็นประโยชน์ของตนใครทำไม่ได้ก็ไม่ได้ประโยชน์นั้น
_วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการครับ เสียดายที่ปีนี้นํ้าท้วมบ้านราชไม่ได้ไปช้วย ขอเป็รกำลังใจให้ชาวบ้านราชมีพลานามัยเข็มแข็งอย่าได้มีเจ็บมีไข้ทุกๆท่านครับสาธุ
_Somnuek Lailak · คนเสื้อแดงที่ยังไม่ตื่น. เขาเอารูป นายกนั่งบนเรือ ที่พิษณุโลก. และรูปธร. เดินลุยน้ำมาให้คนอีสานดูอีกแล้วว่า ธรดี สร้างภาพอีกแล้ว ประชาชนเชื่อไวมาก เจ้าค่ะ
_ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก · นมัสการผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกท่าน วันนี้ดูผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีความสุขก็ดีใจด้วยน่ะเจ้าคะจะได้ฉลองน้ำตามที่รอคอยกันมาหลายปี วันนี้พ่อครูเอาภาพเก่า ๆสี่ห้าปี ที่แล้ว ดูรายการสดซึ่งเป็นภาพปัจจุบันกับพ่อครูในอดีต ไม่เปลี่ยนเลย ดูหนุ่มไม่เปลี่ยนเจ้าคะ อากาศเย็นและแช่น้ำกันทุกวัน ระวังน้ำกัดเท้า ความสะอาดในน้ำดื่มและรักษาสุขภาพด้วยคะทุกคน น้อมนมัสการเจ้าคะ
_ ใบฟ้า พฤ. 5 ก.ย. 62 กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า ดิฉันจัดเป็นคนด้อยโอกาสจริงๆที่เพิ่งได้หนังสือสมาธิพุทธ เล่มใหญ่ปกแข็งอย่างดี ความหนา 495 หน้าบรรยายโดยพระโพธิรักษ์ เรียบเรียงได้อย่างยอดเยี่ยมโดยรศ.อาภรณ์ พุกกะมาน จากภาควิชาสารัตถศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ ๒๕๒๖ จำนวน 5,000 เล่ม เล่มที่ดิฉันได้รับนั้นเป็นการพิมพ์ครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 5 (เมษายน 2562) จำนวน 1,000 เล่ม รวมการพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมด 5 ครั้ง = 12,000 เล่ม ผ่านไปเพียง 100 กว่าหน้าก็ชัดเจนถึงธรรมะที่พ่อครูสอนอย่าง“อกาลิโก” เติมเต็มความเข้าใจอย่างเป็นลำดับ ได้เปรียบเทียบแยกแยะการพัฒนาสารัตถะและนิรุตติภาษาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นๆ จากพ่อครู ณ พ.ศ.นี้ ตัวอย่างเช่นคำว่า “บุญ-กุศล” เป็นต้น สนุกมากค่ะกับการอ่านสมาธิพุทธ ดังนั้นจึงหมดสงสัยที่ท่านปัจฉาสมณะหนักแน่น ขันติพโล ได้อ่านซ้ำๆ ถึง 40 เที่ยว กราบขอบพระคุณพ่อครูอย่างสูงสุด และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อาภรณ์เป็นอย่างสูงค่ะ กราบขอพ่อครูกรุณาเล่าสู่ฟังเกี่ยวกับอาจารย์ด้วยเจ้า พ่อครูว่า…ก็ได้ข่าวคราว อ.อาภรณ์ ตั้งแต่มาทำหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ช่วยรวบรวมอะไรต่ออะไรมา ตอนนี้ก็อายุมากแล้วก็เลยไม่ค่อยได้มา ก็ติดตามศึกษาไปได้ประโยชน์ก็ดี
_รอยใบไม้ เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนสร้างบ้านเสร็จแล้วน้องน้ำก็มาเยี่ยมเยือนตั้งตัวเกือบไม่ทัน เกิดมาในชีวิตก็เพิ่งจะมาเจอน้ำท่วมแบบนี้ มีทั้งความตื่นเต้นปนกับความเครียด (พ่อครูว่าน่าเห็นใจ รู้สึกจะไม่สะดวก) ทำอะไรไม่ถูกค่ะ แสดงว่าลูกมาถึงบ้านราชฯแล้วใช่ไหมคะ อุ๋มถ่ายรูปไปให้โน้ตดู ก็บอกว่า หรูจังเลย มีสระน้ำขนาดใหญ่รอบบ้านเราเลย ไม่ต้องไปเสียเงินสร้างสระน้ำด้วยนะแม่ เท่จัง สู้ๆนะแม่ พ่อครูว่า..ก็เป็นความรู้สึกของผู้อยู่ในนี้ที่มาอยู่ใหม่ ผู้อยู่เก่าเป็นอย่างไร ชินไหม ชินชา น้ำท่วมก็ชินชา ไม่เห็นจะมีอะไร ปกติมันจะท่วมก็ท่วม มันจะมาก็มา มันจะไปก็ไป เราก็จัดการตามมีตามควรไม่มีที่เดินก็หาที่มา ทำสะพานทำอะไรต่ออะไร สมัยแรกๆเอาเรือใหญ่มาต่อกันยาว เดินตามเรือ ไต่ตามเรือ ตอนนี้ทำสะพานเล็กๆ ทำอะไรได้เก่งกว่าเก่าเยอะเรือก็ไม่ต้องเอามาแล้ว เรือก็ทำเป็นที่อยู่แล้ว แล้วก็มีเรือเล็กทั้งเรือพายเรือเครื่องท้องแบน เลยกลายเป็นแหล่งที่เราอยู่กับน้ำ น้ำมันจะท่วมน้ำมันจะมาก็มีอุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือตัวเอง ให้อยู่ได้อย่างไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวายอะไรมากมาย ตามประสาที่เรามีความรู้
_โคลงสี่สุภาพจากพ่อเป็นต้น นาประโคน ...ดาวเย็น นาวาบุญนิยมบันทึก ฉลองน้ำ 2562 พ่อครูว่า...อาตมาบอกตรงๆพูดว่า ฉลองน้ำก็รู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นอะไร พยายามจะให้มันสนุกก็ไม่ค่อยขึ้น ปลุกไม่ค่อยขึ้น ก็เลยบอกว่าจะฉลองน้ำกันเมื่อไหร่ อาตมาก็ว่าก็ฉลองกันอยู่นี่ไงก็สนุกทุกวันไป นี่ฉลองแล้ว เราฉลองด้วยสาระ ไม่ได้ฉลองด้วยเฮฮาปาร์ตี้เถิดเทิงก็ไม่อย่างนั้นทีเดียว การฉลองอย่างนี้เราก็เผชิญสัมผัสกับความไม่สะดวกความยากลำบาก เราก็ได้พัฒนาจิตใจของเรา ใครไม่เกิดความเครียด ใครไม่เกิดความรู้สึกลำบากเกินไปก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ น้ำมาก็ไม่สะดวกเป็นธรรมดา เราเข้าใจอย่างนี้ ใครรู้สึกอย่างนั้นบ้าง ..ยกมือเยอะ มันไม่ติดขัด มันสะดวก เราเดินบนน้ำไม่ได้มันก็ไม่สะดวก ดีไม่ดีบางคนว่ายน้ำไม่เป็น ใครว่ายน้ำไม่เป็นบ้างยกมือ ..เยอะเหมือนกัน ก็หัดเข้าซี่ แก่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไรไม่เสียหาย ริมถนนนี่ตื้นๆ หัดเข้าไปได้ ดี ไม่ต้องไปที่ลึกๆ แต่นี่ตื้นๆทั้งนั้น หัดว่ายได้
ฉลองน้ำ 2562 พิรุณพิโรธบ้าง บางคราว หยั่งลงตั้งข้อหา โทษให้ ฤาฟ้าลงมา ใครสั่งฟ้าฤา สัตว์โลกระวังไว้ เมื่อฟ้าสั่งฝน
ประเทศไทยขาดน้ำ ทำนา มีศาสตร์พระราชา พึ่งได้ มรดกพระบิดา ทรงฝาก ฝนหลวง สำนึกพระคุณให้ ทั่วถ้วน จักรวาล
ทะเลทรายขาดน้ำ ไร้นา จึงขุดน้ำมันมา แลกข้าว อาศัยแค่เงินตรา อวดโลก สูเอย เพื่อนร่วมโลกปวดร้าว เพราะเจ้าความรวย
(พ่อครูว่า..แต่ถึงอย่างไรก็ตามข้าวในโลกนี้อย่างไรก็ขายแพงไม่ได้ น้ำมันขึ้นราคาเรื่อยไม่หยุดแต่ข้าวไม่ได้ เพราะข้าวนี้เป็นสำนึกของมนุษย์โลกต้องช่วยกัน ต้องจำกัดราคาไว้ ถ้าเผื่อว่าขายข้าวราคาแพง คนจนก็ตาย เราคนจนมีเยอะมีมาก คนจนมากกว่าคนรวย คนรวยไม่ตายได้เงินมาก แต่ฆ่ากันเลย นี่เป็นประเด็นเป็นเรื่องสำนึกของมนุษยชาติในโลก ข้าวนี้ทำยากมากเล็กๆกว่าจะได้แต่ละเมล็ด ข้าวคำหนึ่งมีกี่เม็ด)
น้ำท่วมดีกว่าน้ำ ขอดหนอง น้ำหลากดีกว่าคลอง ขาดน้ำ ฝนตกหนักเนืองนอง อพยพหนีภัย อุปสรรคเกิดมาซ้ำ ห่อนสู้ ฤามี
ความลำบากช่วยสร้าง มวลมนุษย์ ให้ต่อสู้ไม่หยุด ตลอดไซร้ ความเพียรเฉกชาวพุทธ ผ่านทุกข์ ได้เฮย ไตรสิกขาต้องใช้ ถูกถ้วน สัมมา
โพธิสัตว์ท่านสร้าง บทเรียน ให้ลูกหลานพากเพียร ผ่านพ้น รู้ตัดรอบวนเวียน ชีวิต วุ่นเฮย เหตุแห่งทุกข์ต้องพ้น หมดข้อ กังขา
บทพิสูจน์ จิตไซร้ ต้องเผชิญ ให้มนุษย์ต้องดำเนิน ถูกต้อง ยาเสพสุขระเริง เดินพลาด พลั้งเฮย สิ่งติดขัด จึงต้องขจัดให้ เสื่อมสลาย
อ.เป็นต้น นาประโคน
_สู่แดนธรรม...เมื่อวานผมได้คุยกับเจ้าของศูนย์การค้าที่หนึ่ง น้ำกำลังท่วม เขาว่าน้ำท่วมทำให้เราได้ปฏิบัติธรรม เขาว่าถ้าน้ำไม่ท่วม จะทำให้เราเกิดโลกธรรมว่า ผลงานของฉันดีผลงานของฉันต้องเด่น คราวนี้ น้ำเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายทุกคนก็เลยเท่าเทียมกันหมดเลย โลกธรรมก็ไม่เกิดมีแต่ต้องทำใจ พ่อครูว่า...ใช่คนที่รู้จักกับประโยชน์เป็นโจทก์เป็นปัจจัยก็ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน สภาวะ 5 แปลว่าอะไร _ใสกลางเพ็ญ ...สภาวะ 5 แปลว่าอะไร ? พ่อครูว่า...สิ่งที่ปรากฏขึ้นเรียกว่าสภาวะ สภาวะ 5 จะบอกว่าปรากฏอะไรขึ้นเยอะแยะ ถ้าเผื่อว่าหลวงปู่จะตีความว่า หมายถึงสภาวะที่สำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือนิยาม 5 เรียกว่าธรรมชาติ 5 หรือนิยาม 5 ที่ไม่มีใครที่จะสามารถค้นพบตรัสรู้อันนี้ อาตมาว่าไม่มี ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ประมาณเหนือชั้นแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เขาเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ วิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ทางไบโอโลจี แม้แต่ทางจิตวิญญาณ เขาก็เรียน เป็นเทวศาสตร์ต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะความเป็นสภาวะต่างๆ 5 ประการนี้ได้ คือ ตั้งแต่ 1. เป็นธรรมชาติของโลกที่เป็นวัตถุแท้ๆ ดินน้ำไฟลม 2. สภาวะอีกอย่างเป็นชีวะแล้วแต่เป็นในระดับพืช ระดับของดินน้ำไฟลมยังไม่เป็นชีวะ รวมตัวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นพลังงาน สสารเยอะแยะ เป็นดวงอาทิตย์ เป็นภูเขาไฟ เป็นน้ำทะเล เป็นหนองเป็นคลอง เป็นน้ำฝน เป็นลมสลาตัน ลมใหญ่ลมน้อยพลังงานความร้อน อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ก็เรื่องของความไม่มีชีวะ ระดับต่อมาเป็นชีวะแล้วก็เป็นพืช อันนี้ลึกซึ้งมากเลย คนที่เข้าใจสภาวะพืชกับจิต อันที่ 3. คือจิต ส่วนพืช ภาษาวิชาการว่าพีชนิยาม เป็นระดับที่ต่างกันระหว่างพืชกับสัตว์ พีชะก็พืช จิตนิยามก็คือสัตว์ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนถึงเป็นล้านเซลล์ จิตนิยามจึงจะมีความสามารถศึกษาเรื่องกรรม เทวนิยมไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรม เมื่อศึกษาเรื่องกรรม ก็จะจำแนกธรรมะได้เป็นเทวธรรมได้ เทวะ แปลว่า 2 จะแยกโลกียธรรมกับโลกุตรธรรมได้ แยกสองที่เป็นคู่เทียบเคียงทุกอย่าง ดีชั่ว มากน้อย เบาแรง สุขทุกข์ อะไรต่างๆได้หมด เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธนี้สามารถรู้ถึงธรรมะ 2 ที่เรียกว่า เทวฺธมมฺา เอามาศึกษาเปรียบเทียบเป็นสภาวะคู่ เป็นรูปกับนาม หากเป็นรูปกับรูปก็เป็นฟิสิกส์ไปหมด แต่หากเป็นชีวะก็แยกได้ว่า เป็นพืชนั้น ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีกรรมวิบาก ไม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีการรักกันข้ามชาติอย่างนี้เป็นต้น เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยอดเยี่ยม ถ้าหากนักปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจธรรมชาติ 5 ต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ ในธรรมชาติ 5 นี้พระพุทธเจ้าท่านสอน ภิกษุที่มาบวชใหม่จะมีมูลกรรมฐาน 5 ให้พิจารณาก่อน อุปัชฌาย์จะสอนให้แยกกาย แยกจิต คำว่ากายนี้แปลว่า 2 อย่าง คือรูปกับนาม เพราะฉะนั้นจะให้แยกว่ากาย แยกว่าเมื่อไหร่มันไม่ใช่กาย เมื่อไหร่มันเป็นกาย แต่มันยังเป็นชีวะ กายของชีวะ แต่เขาไม่เรียก กาย แต่เป็นชีวะ ที่ไม่เรียกกายเพราะ คำว่า กายนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีเจ็บ ไม่มีปวด ไม่มีรัก ไม่มีชัง เพราะฉะนั้นในคนมีชีวะที่เป็นพีชะ ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นมูลกรรมฐาน 5 เพราะฉะนั้นพิจารณาผมที่มันยาวออกมาแล้ว ยังไม่ตัดออกจากตัวเรามันก็เป็นชีวะอยู่มีอาหารไปเลี้ยงก็ยาวได้ เพราะมันไม่เจ็บปวด ไม่รักไม่ชังไม่ผลักไม่ดูด ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดีฟันก็ดี ผิวหนังส่วนข้างนอกก็ดี ผิวๆนะไม่ใช่ข้างใน มันจะไม่รับรู้ ก็ต้องแยกอันนี้ให้ออก ถ้าแยกอันนี้ออกได้ จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างจิตวิญญาณของเรา ทำให้จิตวิญญาณของเราเป็นพีชะ พระอรหันต์รู้จักการทำใจในใจให้เป็นพีชะได้ จึงไม่สุขไม่ทุกข์หมดบาปหมดบุญ ปุญญปาปปริกขีโณ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี่เลย แล้วฟังไม่ออกว่าอาตมาพูดอะไรด้วย เพราะว่าธรรมะของเขาก็กลายเป็นเรื่องวิธีการเดรัจฉานวิชาเป็นเรื่องพัวพันด้วยลาภยศสรรเสริญโลเกียสุขกันไปหมด ที่อาตมาพูดนี้เป็นโลกุตระเป็นธรรมะแท้ของศาสนาพุทธ เขาก็ฟังกันไม่ออก ฟังกันไม่เข้าใจ แต่พวกคุณฟังรู้เรื่องกัน แล้วเอามาปฏิบัติได้ อาตมาเห็นอยู่ พวกคุณเข้าใจ แล้วก็เอามาปฏิบัติมีมรรคผล จึงมาเป็นสังคมกลุ่มแบบนี้ได้ เป็นคนเหนือโลก เป็นโลกุตระบุคคล เป็นคนที่ไม่ไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขกับเขา เป็นการช่วยเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศของโลกด้วย เพราะเราไม่เป็นตัวแย่ง แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เราไม่ไป เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนที่ช่วยเศรษฐกิจของโลก ช่วยเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เพราะเป็นคนมีธรรมะโลกุตระ จึงอยู่อย่างพอเพียงตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสไว้ ยืนยันอยู่อย่างสันโดษอยู่อย่าง อัปปิจฉะ มักน้อย หากมักมากก็จะแย่งกัน จะอยู่กันอย่างเดือดร้อน แต่จิตไม่มักมาก ก็จะทำตามควร ได้มาโดยธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา ก็พอใจแล้ว ยิ่งเห็นสังคมของพวกเราเป็นสังคมสาธารณโภคีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เอามารวมไว้ในสาราณียธรรม 6 มี เมตตากายกรรม วจีกรรมมโนกรรม อยู่กันอย่างทุกคนขยันหมั่นเพียรทำกันตามหน้าที่สิ่งที่เป็นกรรมดี เป็นกุศลกรรม อกุศลกรรมไม่ทำ อบายมุข อกุศลกรรมไม่ทำ จะมีภูมิธรรมไปตามลำดับ เอาลาภมารวมกันแบ่งกัน เอามารวมกันกองกลางเรียกว่า สาธารณโภคี กินใช้กับส่วนกลาง ซึ่งโลกทั้งโลกนะ ไม่ใช่ใครว่าประเทศใด ประเทศไหนก็ไม่มีสังคมอย่างที่พวกเราสร้างสาธารณโภคี คอมมิวนิสต์ก็ต้องการการรวมกลุ่มแบบนี้ โดยมีคณะจัดสรร ไม่ใช่ประชาชนมีความเข้าใจ ว่า พวกเรามีคอมมูนอล มันมีความรู้ในลักษณะที่มารวมกันแล้วก็อยู่กันอย่างไม่ต้องแย่งชิงกัน มีลักษณะ คอมมูนนอล พวกเราชาวอโศกเราสุดยอดเลยจึงเป็นคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ ชาอโศกเป็นคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ คาลมาร์ก ก็ทำไม่ได้ คาลมาร์ก ไม่สามารถมีความรู้ทำให้เกิดสาธารณโภคีได้ เราเป็น Super Commune สูงในระดับพิเศษ อยู่ในโลกอย่างไม่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย แม้ขัดแย้งกับคอมมิวนิสต์ ไม่ขัดแย้งกับเผด็จการเพราะพวกเรานั้นเป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกธรรมได้ โลกธรรมนั้น ยิ่งเผด็จการยิ่งจะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีแต่ตัวกูของกู เมื่อมาเป็นคอมมิวนิสต์ก็ลดลงไปบ้างเอามารวมกันเพื่อจะแชร์จะแบ่งกันบ้าง ก็เป็นความรู้เป็นความสำนึก เขาก็ทำได้ประมาณนั้น เท่าที่ทำได้ ยิ่งมาทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยแบบที่ไม่ใช่ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประชาธิปไตยนั้น แก้ไม่เสร็จหรอก แก้ไม่เสร็จ เพราะเขาไม่ได้แก้ที่จิตวิญญาณ พวกเราเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาฝึกจิตแก้ไขจิตวิญญาณ ก็ไม่แย่งชิง เป็นผู้ที่ยินดีเสียสละเป็นผู้ยินดีเป็นผู้ที่จะมักน้อยสันโดษ เป็นผู้ที่สร้างสรรและแจกจ่ายผู้อื่นอย่างมีภูมิปัญญา รู้ว่าตัวเองเป็นคนมีประโยชน์เป็นคนสร้างได้มาก แล้วก็ใช้น้อยเอาไว้น้อย นอกนั้นเอาไว้สะพัดให้คนอื่น จึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ พวกเราไม่เป็นภาระแก่ผู้บริหารบ้านเมืองช่วยผู้บริหารบ้านเมืองโดยอัตโนมัติ มีพฤติการณ์ ของการเป็นอยู่ ทำมาหากิน ทำการงานอยู่ในสังคม ซึ่งไม่เป็นภาระแก่ผู้บริหารประเทศเลย ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา เพราะแม้แต่ประชากรคนอื่นก็มีความเป็นโลกียะ แล้วพวกเราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเผื่อเจือจานเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติคุณธรรมที่สุดยอดวิเศษ นี่เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่สุดยอด เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในธรรมะแต่ละพระสูตรแต่ละหมวด แม้แต่เรื่องมาถามสภาวะ 5 อาตมาก็เอาธรรมนิยาม 5 มาซึ่งสุดยอดแล้วของพระพุทธเจ้า
_น้ำท่วมได้ปฏิบัติธรรม (ทำใจ) ขนของจากบ้านหลายเที่ยว จนล้า ในที่สุดของรักของหวงคือ มือถือ ตกน้ำ ...ใครมือถือตกน้ำบ้าง มีกี่คน ...หลายคนเลย แล้วมันเสียไหม? ..งมได้ไม่เสียก็มี ..รถจักรยานที่อยู่ชั้น 2 แต่พอน้ำท่วมถึง ก็คิดย้ายมา เฮือนบวร ก็ทำให้จักรยานตกน้ำอีก จมหายไปเลย ได้แต่ทำใจ พ่อครูว่า...อุปสรรคต่างๆมันทดสอบตัวเรา ทุกอย่างก็เป็นความตั้งอยู่ เป็นความเสื่อมเป็นความขาดไป เขาเรียกว่าสูญหาย แต่ไอสไตน์บอกว่าสสารและพลังงานไม่มีสูญหายไปจากโลก เป็นแต่เพียงมัน 1 เปลี่ยนสถานที่ 2 เปลี่ยนสถานะ มันเปลี่ยนสถานะและพลังงาน เท่านั้นมันไม่มีสูญหายไปจากโลก เอาละ เราก็มีความหวงแหนยึดอันนั้นอันนี้เป็นของเรา หรือมันบกพร่องลงไป เสื่อมไป จิตวิญญาณก็เป็นไปด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน พิจารณามูลกรรมฐาน แยกกายแยกจิตได้ _ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร เห็นว่า เขาเถียงกัน เรื่องอุตุ และรูปนาม แต่ที่ผมเข้าใจคือว่า เป็นสมมุติ ในอุตุ แต่ถ้าเป็นปรมัตถ์ต้องเป็นจิต กรรม ธรรม คนหนึ่งเขาว่ามีอิโต้ที่ถืออยู่เป็น รูป นาม อีกคนหนึ่งว่า รูปนาม ต้องมี จิต กรรม ธรรม แต่ อุตุ พีชะไม่มีรูปนาม อยากบอกพวกเราทุกคน น้ำท่วมคราวนี้อาหารมากมาย ตอนน้ำไม่ท่วมก็มีไม่กี่อย่างแต่ตอนน้ำท่วมอาหารมากมายหลายอย่าง พวกเราก็สู้กันทุกคน ขอบคุณทุกท่านที่ทำงานกันหนักมาก พ่อครูว่า..ตอนน้ำไม่ท่วม ที่ครัว จะมีอาหารในระดับบ้าน แต่พอน้ำท่วมนะที่นี่ อาหารเป็นระดับตลาดโต้รุ่ง มีสารพัดเลยมากมาย เหมือนตลาดโต้รุ่ง แต่มันต่างกันกับตลาดโต้รุ่งที่ต้องไปซื้อกิน ตอนนี้เอามาวางให้เลย จนตาลายเลือกกัน มากมาย พูดไปแล้วตรงนี้ สังคมของพวกเรานี้มันยิ่งเห็นพัฒนาการของพฤติกรรมมนุษย์ ที่ไม่หวงแหน มีน้ำใจ รู้จักว่าเราอยู่กันอย่างเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมต่างคนต่างก็อยู่กันอย่างช่วยกันคนนั้นทำอันนี้คนนี้ทำอันนั้นอันนี้ขาดแคลนอันนี้ควรทำอันนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันได้ใช้อาศัย ก็ทำขึ้นมาคนละไม้คนละมือไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มาถึงวันนี้อาตมาสบายใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบาย แล้วก็ทำให้พวกเราเข้าใจจนพวกเราซาบซึ้ง กลายเป็นความเข้าใจความรู้นั้นมาทำให้เรามีพฤติกรรมมีการประพฤติ เป็นความประพฤติที่มีธรรมะ เป็นความประพฤติที่ดี อาตมาว่านี่แหละคือโลกุตตระบุคคล มีความประพฤติที่มีกรรมเป็นโลกุตระ เป็นการกระทำที่เป็นโลกุตระ โลกุตระคืออะไร ...ตอบได้ไหม ประเด็นที่จะให้เป็นโลกุตระคืออะไร ...คือลดกิเลสได้โลกียะ ลดกิเลสไม่ได้มีแต่กดข่มไว้ ไม่รู้จักตัวกิเลสไม่รู้จักตัว สักกายะหรืออัตตา ตัวตนของกิเลส เราเรียกชื่อภาษาวิชาการเฉพาะเลยตัวตนของกิเลสพระพุทธเจ้าเรียกว่า กายกลิ กายกลิ คำว่า กลิคือ กิเลส เป็นอาการที่อยู่ในกาย กายคือรูปนาม แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาผิดเพี้ยนไปเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลมอย่างเดียวเป็นร่างภายนอกเท่านั้น ซึ่งไม่เข้าใจผิดอย่างนี้ก็ปฏิบัติธรรมมะไม่มีทางบรรลุพระอรหันต์ สูญเลย เข้าใจกายผิด คุณจะพิจารณากายปัสสัทธิกายลหุตา กายกัมมัญญตาไม่ได้ เพราะมันไม่มีนามธรรมเลย แล้วกายกลิ หมายเข้าไปในจิตวิญญาณคือตัวกิเลสเลย กายกลินี่ ศาสนามันเพี้ยนคำว่ากายอย่างเดียวนี้มันหมดไปแล้ว ไปเข้าใจกาย เป็นดินน้ำไฟลมเป็นร่างภายนอกเป็นสรีระอย่างเดียวนี้ ผิดเลย มิจฉาทิฏฐิเข้าป่า ศาสนาพุทธสูญไปเลย ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ดีนะ ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า กายนี้ ตถาคต หมายถึงจิตมโนวิญญาณ อยู่ในพระไตรปิฎกนะ ถ้าหากอาตมาไม่มีพระไตรปิฎกอาตมาตายเลย หากเข้าใจ กายนี่คือจิตมโนวิญญาณเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทิ้งภายนอก นี่เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งที่มันมี แต่มันร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าไปขาด ไม่เป็น เทวฺ คำว่าเทวฺ แปลว่าสอง คำว่า เทวฺ จึงยิ่งใหญ่ในโลก สายเทวนิยมตีไม่แตกแยกเทวไม่ออก เขาว่าเทวฺยิ่งใหญ่ไม่เป็น 2 พระเจ้าของเรานี้ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเดียวไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปให้น้อยมากกว่ากันได้เลย ก็เลยยิ่งแย่ใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธนี้ยิ่งใหญ่ตรงที่ว่า รู้จักคำว่าเทวะ สมบูรณ์แบบและสามารถแยกธรรม นิยาม 5 ได้ แล้วก็ทำจิตวิญญาณให้เป็นธรรมนิยาม5ได้ คือทำจิตให้เป็นอุตุได้ ทำจิตให้เป็นพีชะได้ จิตก็รู้จักจิตดี แล้วมีความสามารถ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เรียกว่าเป็นผู้ที่มี วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้จึงทำมโนกรรม กายกรรม วจีกรรมได้ เพราะจิตเป็นประธานจึงสามารถควบคุมกายกรรม วจีกรรมได้ จิตวิญญาณมีอำนาจ แล้วจะให้เป็นธรรมะอย่างไร เป็นธรรมะดี ไม่ทำธรรมะชั่ว หรือเป็นธรรมะขั้นความสุขความทุกข์เป็นโลกุตระ จนศาสนาพุทธนั้น ดับสุขดับทุกข์ที่เป็นภาวะคู่ตัวสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงดับพระเจ้าดับเทวะ ใหญ่ขนาดไหน จะเป็นความสุขขนาดไหน เป็นความสุขนิรันดร์ด้วย ศาสนาเทวนิยมเป็นสุขนิยม พระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า นอกจากใครจะสั่งไปลงนรกก็เป็นหน้าที่พระเจ้า เขาไม่เข้าใจเรื่องธรรมะ 2 แยกไม่ออก แล้วตายตัวอยู่กับธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะเป็นสังคม ที่สามารถรู้จักรายละเอียดของกรรม และธรรมะ ก็จึงจัดสรรกรรมไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องกรรมเขาเรียนรู้น้อยมาก ศาสนาเทวนิยมเกิดมาเพียงชาติเดียวตายแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า เป็นศาสนาที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ ต่างวิบากเขาไม่ได้เรียน เขาไม่รู้เรื่องเขาไม่มี rebirth ไม่มีความรู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เพราะงั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องชีวิตน้อยสั้น เขาจึงเรียนรู้น้อยมากในชาติเดียว แต่ก็แปลกนะ แต่ละชาติ มีนิยาย มีวิบากเรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องแค้น เรื่องรัก เรื่องชัง อะไรมากมาย แล้วมันเป็นอย่างไรมาอย่างไร ทำไมมันไม่เหมือนกัน ทำไมต้องเจอวิบากอะไรสารพัด เขาก็ไม่รู้ เขาไม่ฉงน ไม่เข้าใจว่ามันเกิดได้อย่างไร เขาก็เลยเหมาให้เป็นเรื่องของพระเจ้าสั่งให้เป็น เพราะฉะนั้นใครจะเป็นอย่างไร จะมีความทุกข์ความสุข จะร้ายจะดีอย่างไร เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าจึงเป็นเจ้าของนิยายมากเหลือเกิน เท่าจำนวนคนทุกคนในโลก เพราะฉะนั้นคนทุกคนก็มีนิยายของตัวเองแต่ละคน พระเจ้านี้เป็นนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่มาก สร้างละครให้แก่ตัวละคร ของคนทุกคน โอ้โห..ยิ่งใหญ่ อาตมาเคยสงสัยนักประพันธ์ที่เก่งๆ เขาเขียนเรื่องวันละ 4-5 เรื่อง อย่าง อรวรรณ เขาเขียนเรื่อง ตั้งเครื่องพิมพ์แล้วก็พิมพ์เรื่องส่ง วันหนึ่งหลายเรื่องเป็นต้นฉบับ ทมยันตีก็เหมือนกัน เขียนตั้งหลายเรื่องเก่งชะมัด อาตมาก็พยายามเป็นนักเขียนเหมือนกันแต่ไปไม่ออก สู้เขาไม่ได้ เขาเขียนเก่ง อาตมานี่อยากเป็นทางโลกีย์กับเขานี่ไม่เก่ง ไปแล้วไม่ชนะ ไม่เจริญ ไม่มีอะไรเด่นดังทางโลกีย์ซักอย่าง แต่พอได้ทางธรรมะ หากอาตมาเก่งทางโลกีย์ไปติดลมไม่มาทางนี้นะก็ซวยเลย ดีแล้วเขาไม่ให้เราเด่นดังทางโน้น ก็มาทางธรรมะได้เก่งขึ้น
_ส.ฟ้าไท..เมื่อกี้นี้นั่งเรือมา...คนที่ทำสะพานเขามาคุยด้วย เขาว่าเราเอาแผ่นอลูมิเนียมมาทำสะพาน แต่เขาว่าเอาใช้ผิดประเภทมันทำให้งอ เขาว่าควรเอาออก ไม่ควรจะเอาไปใช้ (พ่อครูว่า...ของเรามีของเยอะแล้วทำไม่ถูกทำไม่ดีจะเป็นภัยด้วย)
_หายโง่...จะมีคนมาศึกษาดูงานเรื่องน้ำท่วมจากบ้านโป่งราชบุรี เล่าเรื่องช่างสุริยา และ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive