สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน ตัวอย่างการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน ตัวอย่างการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย _ผู้ต้องการหายสับสน เวลาเรานั่งหลับตาสมาธิแล้วรู้สึกน้ำตาไหลโปร่งโล่งสบายจิตใจเบิกบาน ออกจากนั่งสมาธิแล้วมาทำงานเมื่อกระทบผัสสะ ก็ไม่มีอาการของกิเลสเกิดขึ้น กลับรู้สึกเมตตาเขา รู้สึกเฉย โดยที่ไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณา ลักษณะอาการเช่นนี้ จะเป็นเหมือนกับเวลาที่เรานั่งฟังพ่อครู อาการเช่นนี้เรียกเคหสิตอุเบกขายังเป็นสมถะอยู่ใช่ไหมคะ แต่เมื่อเวลากระทบสัมผัสแล้วไม่เกิดกิเลสเพราะมีกำลังของสมถะคุ้มครองอยู่หนูเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหม แล้วหนูควรจะทำอย่างไรต่อจึงจะเจริญขึ้นในเมื่อเกิดอาการอย่างนี้แล้วมันก็ไม่มีอาการโกรธโลภหลง ขอให้พ่อครูอธิบายและยกตัวอย่าง อธิบายสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พ่อครูว่า...หันมาปฏิบัติเพื่อสัมผัสและเกิดโลภโกรธหลงแล้วจัดการ การนั่งสมาธิแล้วเกิดปิตินั่งหลับตาน้ำตาไหลนี้เสียเวลาพลังงาน ให้เลิกเสีย เอาเวลามาปฏิบัติธรรมแบบพุทธ การนั่งหลับตาสมาธินั้นมันไม่ใช่แบบพุทธมันเสียเวลาเสียพลังงานเสียสถานที่งานการก็ไม่ได้ทำ เหมือนพระได้หวี ขาดทุน หรือปานไก่ได้พลอย เขาก็ว่าสู้ข้าวเปลือกไม่ได้ ต้องเข้าใจวิโมกข์ 8 4 ข้อหลัก สัญญาเวทยิตนิโรธข้อสุดท้ายขึ้นมา 5 ข้อ ขอวรรคไว้ก่อน ต้องรู้ตั้งแต่วิโมกข์ 3 ข้อต้น จะละรูปตั้งแต่กาม ไปจนถึงรูปอรูปภายใน ใน 3 ข้อแรก ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) หากไม่มีรูปอะไรเลยเวิ้งว้างก็ไม่สามารถรู้จักรูปได้ คุณจะเรียนรูปได้ต้องมีผัสสะ ต้องผัสสะแล้วจะเห็น ปัสสะคือต้องผัสสะแล้วจะเห็นนี่คือต้องมีวิโมกข์ 8 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็จะต้องมีธรรมะ 2 คือรูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือจิตวิญญาณของคุณเอง คุณต้องใช้จิตวิญญาณที่เป็น ธรรมะสองเป็นกาย
อ่านต่อ
เป็นเทวะ นี่แหละ สัมผัสรูป โดยนามคุณไปสัมผัสกับรูปแล้วก็เกิดรูป2 ผลของมันคือเห็น หากเป็นรูป ผัสสะด้วยเสียงก็ได้ยิน ผัสสะด้วยจมูกได้กลิ่น ผัสสะด้วยลิ้นก็รส สัมผัสภายนอกภายในก็จะรู้เป็นขั้นๆ ๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ๓. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓ ข้อที่ 3 ทำแล้วจิตจะมี อธิมุตโต อธิโมกโข จิตโน้มไปสู่ความเจริญความสำเร็จ ไปสู่ทางที่ดี สุภะ ทางที่เจริญในจิตที่คุณได้ อันนั้นๆ ไปเรื่อยๆ สุภะ อันตะ คือสูงสุด เอวะ อันใดอันนั้น เจริญไปแต่ต้น โน้มไปหาที่สุด จบได้ นี่คือสามข้อวิโมกข์ที่คุณจะต้องเข้าใจ หนึ่งมีสัมผัส 2 ต้องมีคู่ กายต้องมี 2 มีรูปกับนามต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณปฏิบัติให้ถูกเลย เข้าใจแล้วนะขยายความขยายพยัญชนะ มาเรียนรู้รูปนาม เป็นธรรมะ 2 และคุณจะเข้าใจ เริ่มต้นจากธรรมะคู่หรือเทว หรือกาย หรือธรรมะสอง คำว่าเทวะหรือคำว่ากายหรือคำว่าธรรมะ 2 จึงเป็นสิ่งสูงสุด คนตีเทวะไม่แตก แยกกายแยกจิตไม่ออก จมกับเทวะ เป็นเทวนิยม แม้ในศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียดลออชัดเจนและทำได้สำเร็จ ตามความประสงค์ คุณจะอยู่ที่ 2 อย่างไรก็เป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 คุณจะสามารถมีจิตที่ยั่งยืนให้เป็นไปในอำนาจ วัสสวัตตีจิต คุณจะทำเป็นหนึ่งหรือทำเป็นศูนย์ก็ได้ ขณะที่คุณยังเป็นอยู่นี้คุณก็สูญได้ ตายแล้วคุณจะสูญเลยเลิกเลย ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย สุดท้ายปรินิพพานไม่เหลืออะไรเลยได้ นี่คือศาสนาพุทธที่สุดยอดตรัสรู้ จะอยู่อย่างมีเทวะก็ได้ หรือจะอยู่เป็นคน เลิกจากความเป็นคน เลิกจากความเป็นมนุษย์สลายเป็นอุตุนิยามได้เลย ไม่ได้ค้างอยู่ที่ พีชนิยามด้วย ไม่ได้ตกแค่พืช เป็นเศษดินน้ำไฟลมได้เลย ไม่ปะติดปะต่ออีกเลย อาตมาพูดตามสภาวะที่ตนเองเป็นตนเองมีได้ ไม่ได้อวดตัวอวดตนนะ ไม่ได้อวดเก่งแต่เป็นแล้ว เอาของจริงมาบอก จะเห็นดีเห็นงามเข้าใจหรือไม่เอาก็แล้วไป เพราะอาตมามีหน้าที่ทำอย่างนี้ก็ขอตั้งปณิธานเป็นคนที่จะมาขยายความของพระพุทธเจ้า ใครจะเอาไม่เอาก็ศีรษะใส่ศีรษะมันไม่มีปัญหาอะไร 611118_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตีเทวะให้แตกแยกทักษิณกับพล.อ.ประยุทธ์ให้ออก