สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความเป็นอรหันต์กับโพธิสัตว์ ที่คนมักเข้าใจผิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข20 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความเป็นอรหันต์กับโพธิสัตว์ ที่คนมักเข้าใจผิด _Aeamaua Lee ....เรื่องอรหันต์ กับโพธิสัตว์. คนทั่วไปเขาเข้าใจหลวมๆง่ายๆว่าถ้าเป็นอรหันต์แล้วจบคือไม่กลับมาเกิดอีก ส่วนโพธิสัตว์นั้นไม่ใช่อรหันต์ ค่ะ เมื่อ 2 วันก่อนได้คุยกับชายสูงอายุ 2 คน เขาว่าอย่างพ่อครูนี่ยังไม่เป็นอรหันต์แต่บำเพ็ญโพธิสัตว์จึงได้ออกมาช่วยคน เขาว่าเขาเคยมาร่วมชุมนุมและฟังเวทีกองทัพธรรม และยังคุยด้วยว่าเคยบวชมาทางสายหลวงพ่อลี ถ้าอรหันต์ไม่ออกมายุ่งเกี่ยวแบบนี้ จะบำเพ็ญเคร่ง พระในกรุงไม่มีอรหันต์ ก็เลยขี้เกียจคุยต่อเดี๋ยวมันจะยาวอะค่ะ คนคิดเช่นนี้มีเยอะและคิดว่าที่ตัวเองรู้ถูกด้วยค่ะ พ่อครูว่า...ผู้ที่เข้าใจว่าบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ตายแล้วสูญเป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ คนๆนี้ไม่มีสิทธิ์ได้บรรลุอรหันต์ อีกกี่ชาติกี่ชาติก็ตาม เพราะว่ามิจฉาทิฐิแต่ต้นทาง คุณจะไม่มีทางพบพระอรหันต์จริง เพราะพระอรหันต์จริง ที่ไม่สอนคนคือ สมสีสี คือ บรรลุอรหันต์แล้วก็ตายพร้อมกับการบรรลุ คนที่บรรลุอรหันต์แล้วยังไม่ตายก็จะสอนมนุษย์ แล้วจะเข้าใจว่า อรหันต์นี้ตายแล้วไม่สูญ เพราะว่าเป็นอรหันต์จริงแล้วจะตายไม่สูญได้ สุญญตนิพพาน นิมิตนิพพาน อปนิหิตตนิพพาน ถ้าคุณตายรู้แล้วรู้จักทำศูนย์ไม่ตั้งจิต อปนิหิตต(จิต) ไม่ตั้งนิมิต(รูป) คนนี้ตายแล้วปรินิพพานเป็นปริโยสาน คนนี้ตายแล้วสูญจริง เพราะทำนิพพาน 3 นี้เป็น ถ้าคนที่ทำ 3 นิพพานนี้ไม่เป็น ก็ยังไม่เป็น ยังไม่สูญ คนธรรมดาตายแล้วก็ไม่อยากเกิดเยอะ แต่มันไม่สนหรอกเพราะคุณทำจิตในจิตของคุณยังไม่เป็น ทำจิตในจิตให้สูญจริงๆ ดับอาสวะอนุสัยยังไม่ได้ไม่ได้ทำนิพพาน 3 นี้ไม่มีทางศูนย์ อยากสูญก็ไม่มีทางศูนย์ เขาว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายจะเกิดอีกเป็นครั้งสุดท้ายแต่ว่าปากยังเคี้ยวหมากอยู่

อ่านต่อ

ยังติดหมากอยู่ไม่มีทางทำได้หรอก ผู้ที่หลงอรหันต์กินหมากไม่ขาดปาก แค่สิ่งเสพติดแค่ตื้นแค่นี้ ยังติดหมากเหมือนติดเหล้าติดเบียร์ยังตื้นๆอยู่ มันไม่ใช่สิ่งละเอียดลออเลยสิ่งเสพติดพวกนี้ ผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ได้ ต้องบรรลุพระอรหันต์ก่อน ผู้ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์จะเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นปุถุชนโพธิสัตว์ไม่มี โพธิสัตว์ต้องมีความรู้ ตามลำดับ หนึ่งจะต้องรู้ความเป็นโสดาบัน ก็เรียกว่าโพธิสัตว์โสดาบัน ก็ต่อเป็น โพธิสัตว์สกิทาคามี แล้วก็ต่อเป็นโพธิสัตว์อนาคามี แล้วก็ต่อเป็นโพธิสัตว์อรหันต์ ก็จะรู้ชัดเจนว่าอรหันต์มี 4 ลำดับ เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ผู้บรรลุอรหันต์แล้วไม่ตอบโพธิสัตวภูมิพุทธภูมิต่อ จบในอรหันต์โสดาฯ สกิทาฯ จบอนาคามีอรหันต์ อรหันต์ในอรหันต์ สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ทั้งนั้น คนที่บอกว่า อรหันต์ตายแล้วสูญอย่างเดียวเท่านั้นจะไม่บรรลุได้แม้แต่พระโสดาบัน อรหันต์โสดาบันก็ตายสูญยังไม่ได้ จะหลงว่าตนเองต้องตาย 0 แล้วมันก็ยังต้องเกิดอีก มันก็จะรู้ในชาติใดชาติหนึ่งก็ได้ คนนั้นเป็นพระโสดาบันแต่นึกว่าตนเองเป็นอรหันต์ ก็ยังจะต้องเกิดอีกจนกว่าจะรู้ว่าตนเองเป็นพระโสดาบันก็ค่อยๆศึกษาต่อไปเป็นลำดับ อรหันต์ 4 แบบ อรหันต์ในโสดาบัน ในสกิทาคามี ในอนาคามี อรหัตตผลของอรหันต์ อรหัตตผลในอรหันต์จึงจะเป็นอรหันต์แท้ที่เข้าใจและทำได้ว่าตนเองจะตาย 0 ได้อย่างไร ต้องมีนิพพาน 3 แบบ ถ้าไม่ทำนิพพาน 3 แบบได้ยังไม่ใช่อรหันต์ ต้องอ่านจิตตัวเองให้ได้ สุญญะคืออะไร นิมิตตะคืออะไร อปนิหิตตะคืออะไร เราไม่สร้างนิมิตไม่ตั้งจิตต่อแล้วเป็นอย่างไร คุณก็จะต้องรู้ แล้วไม่ได้รู้ทันที คุณเป็นโสดาบันกว่าจะรู้อย่างละเอียดนี้ อย่านึกว่าเป็นโสดาบันปุ๊บจะรู้ได้ปั๊บไม่ได้หรอก คุณคนนี้ถามมา ..คุณต้องมีความรู้ 3 อย่างนี้แล้วทำจิตตัวเองได้เป็น นิพพานทั้ง 3 อย่างนี้ อรหันต์จะรู้จิตตั้งจิตต่อได้ แม้คุณไม่อยากเกิดไม่ตั้งจิตเกิด แต่กิเลสยังมีมันก็จะเกิดมาอีก อย่างมหาบัวนี้ ไม่อยากเกิดมันก็ต้องเกิดอีก ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง เพราะมันเป็นปรากฏการณ์จริงในเมืองไทยที่ต้องเรียนรู้กัน จะช้านานกว่าอาจารย์มั่น ยกมหาบัวก็ชัดกว่า สรุปว่าผู้จะเป็นโพธิสัตว์ต้องบรรลุอรหันต์ก่อน ถึงจะมีความเป็นโพธิ ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นมนุษย์ก็ตามนอนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ตลอดก็ไม่มีโพธิไม่มีความรู้ โพธิคือความรู้ที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ท่านพระโสดาบันเป็นต้นไป สัตว์ใต้ต้นโพธิ์นี้พระโสดาบันยังไม่ได้เลย จะใช้พยัญชนะบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ปุถุชนนั้นไม่มี พูดเอาบัญญัติมาหลอกคน ต้องขอยกตัวอย่างเป้าเก็งเต็ง ธีรทาส ใช้นามแฝงว่าธีรทาส ธีรทาส หรือ อาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ แห่งโรงเจเป้าเก็งเต๊ง เขาได้ขยายเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์เผยแพร่มากก็ต้องขอบคุณเรื่องนี้ ชาตินี้ขยายเรื่องมังสวิรัติ เจ เรื่องเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้ศึกษา โสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์เลย ก็ฝากความไปถึงท่านพุทธอิสระอีกคน บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ จะศึกษาทำแต่ความดีช่วยศาสนา พากเพียรอย่างนั้นโดยไม่ศึกษาไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มัวแต่จะทำความดีกอบกู้ศาสนา แล้วไม่เรียนในระดับโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีตามลำดับ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มันก็เพี้ยนแล้ว เป็นโพธิสัตว์ที่เพี้ยนแล้ว ไม่มีสัมมาปฏิปทา ไม่มีทางที่ถูกต้องที่จะเดินไม่มีเบื้องต้น ผู้ที่เอาแต่นั่งหลับตาเป็นเบื้องต้นก็จะได้แต่ความสงบเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส อีกเป็นล้านปีที่ต้องวนเวียนเพราะไม่รู้จักธรรมะ 2 แล้วทำธรรมะ 2ให้เป็น 1 ปิดตาหูจมูกลิ้นกายนั้นโมฆะไปจากศาสนาพุทธ ตีทิ้งได้เลย ต้องมีสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจจึงจะรู้ ธรรมะ 2 มี ภาวรูป 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วทำให้เหลือแต่ปุริสภาวะ จนเป็นธรรมะ 0 ได้จึงจะเจริญเป็นลำดับ หากคิดเอาง่ายๆคิดตื้นๆว่าจะได้ ก็เป็นธรรมะแบบมักง่าย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นความสงบที่ละเอียดสูงส่งเหมือนนักมายากล คนเร็วพอก็จะจับได้ คนนี้และเป็นสิริมหามายามีความรู้ระดับสิริมหามายาเป็นนักมายากลที่ สิริ ที่มหา ที่ดีที่ยิ่งใหญ่ ถึงจะรู้ทันการพูดกลับไปกลับมา เพราะจิตเจโต ปัญญาจะเร็วกว่าแสง เจโตอาจไม่วิ่ง static แต่ปัญญานี้วิ่ง เร็วกว่าแสง หากจิตไม่เร็วกว่าแสงก็รู้ไม่เท่าทันนักมายากล เขามีความเร็วของจิตยิ่งกว่าแสงจึงเป็นสิริมหามายา เป็นนักมายากลที่เก่งกว่า houdini ที่เป็นนักมายากลจริง เขาเก่งจนดังทั่วโลก คนนี้ถ้าไม่มีธนบัตรจะเอาธนบัตรไปช่วยคนได้อย่างไร ถ้าหากคุณเป็นโพธิสัตว์แต่ไม่มีสิ่งที่คุณจะช่วยเขา เขาขาดกล้วยคุณก็ไม่มีกล้วยให้เขา คุณก็ต้องเอากล้วยของคนอื่นมา มันไม่ใช่ของคุณ คุณช่วยเขาไม่ได้ คุณต้องมีของคุณ โพธิสัตว์ต้องมีของตัวเองก่อนจึงจะไปช่วยคนอื่นได้ อรหันต์ต้องมีความเป็นอรหันต์ของตนเองก่อนจึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ จะเป็นอรหันต์ในระดับต้นคือพระโสดาบันมีอรหัตผล ก็ต้องมีจึงจะช่วยเขาได้ แต่คุณได้นิดหน่อยจะช่วยอะไรเขาได้มาก ตัวเองก็ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยไหวเอาตัวเองไม่ค่อยไหว ล้มลุก ใครเหนี่ยวนิดเดียวก็ล้มแล้ว เหมือนคนตกบ่อ คุณจะมีแรงไปช่วยคนตกบ่อจะมีแรงดึงเหลือ เพื่อจะสามารถดึงน้ำหนักของคนตกบ่อขึ้นมาได้เท่าไหร่ หากคุณประมาณไม่เป็นก็ตกบ่อไปตามเขาก็ หัวทิ่มลงบ่อ คุณต้องรู้ตัวเองว่าสามารถมีแรงที่จะเริ่มลงไปดึงคนข้างล่างอีกไหม ต้องเผื่อไว้ มีที่ยึดถือแล้วดึงขึ้นมาจากบ่อได้ ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเท่าไหร่และไปช่วยเขาก็ตกบ่อไปตายตามเขา ไม่ประมาณตน คุณตกบ่อไปตามเขานั้นมีเยอะเหมือนกันอวดดีหลงตัวนึกว่าตัวเองแน่ตัวเก่ง อรหันต์มีภูมิร้อย จะไม่ใช่ภูมิทั้งร้อยนั้นไปช่วยใคร ช่วยแค่ 7 8 10 เผื่อพอไว้ ถ้าเกิดว่าเรามี 100 เราไปช่วยเขา 70 80 เผื่อพอไว้ มันไม่ใช่ เราเข้าใจผิดก็จะเหลือแค่ 90 75 ก็ยังพอช่วยตัวเองได้ เรายังไม่ประมาทตัวเองยังไม่ลงตัวเองว่าตัวเองมีมากมาย ที่จริงเรามีเกินความจริงเราก็เลยต้องมีน้ำหนักพอที่จะช่วยเขาได้ เพราะเรามีมากกว่าจริง คนไหนตัวเองมี 100 ก็ใช้ทั้ง 100 เลยก็เสร็จสิ ต้องเผื่อไว้ คุณเข้าใจจริงไหมว่าคุณเองมี 100 คุณอาจจะมี 80 แล้วนึกว่าตัวเองมี 100 ก็ต้องเผื่อไว้มากๆเลยไม่เสียหาย ถ้าไม่เผื่อเอาไว้ผิดพลาดขึ้นมา เผื่อไว้ไม่พอคุณก็ตายไปตามเขา เสียเวลาทั้งคู่ตัวเองก็ซวย อวดดี แล้วมันเป็นภาวะที่เป็นภาระวิบาก คนนั้นก็ต้องดึงทึ้งกันไปอีก ชาตินี้ชาติหน้าเป็นอจินไตยอีกเยอะ สรุปอีกทีหนึ่งว่า ต้องบรรลุอรหันต์ก่อนจึงเป็นโพธิสัตว์ได้ หากไม่บรรลุเป็นอรหันต์ก่อนเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ ผู้เป็นโพธิสัตว์บำเพ็ญช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ตนเองยังไม่เป็นอรหันต์นั้นเป็นพระโพธิสัตว์ เก๊ แต่อรหันต์ไม่บรรลุพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์จะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร โสดาบันต้องมีปัญญา 7 ต้องรู้ว่ากิเลสเราลดได้แล้ว เราได้สูงขึ้นจนช่วยเขาได้ในปัญญาขั้นที่ 5 ปัญญาขั้นที่ 5 นี้ช่วยคนอื่นได้แล้ว มีลูกเลี้ยงลูกช่วยลูกหลานได้แล้ว ปัญญาขั้นที่ 6 ที่ 7 ก็สูงกว่าขั้นที่ 5 ปัญญาหรือญาณ ของพระโสดาบัน หากเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ละเอียดพอก็อวดดีทั้งนั้น อาตมาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้หมายความว่าเป็นอรหันต์ขั้นที่ 4 5 6 7 แต่เป็นอรหันต์ไม่รู้กี่รอบซับซ้อนกว่าจะขึ้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นั้นเป็นล้านๆปี อย่าท้อใจล้านปีนี้นิดเดียว กัปป์หนึ่ง นั้นยาวนานมาก เอาผ้าใยบัวไปลาดภูเขาเวปุลละบรรพต จนกว่ามันจะราบเรียบไปร้อยปี 1 ครั้งเอาไปลาด มันนานมากจนไม่ต้องคิดนั่นเอง เรื่องอรหันต์เรื่องโพธิสัตว์จึงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดพล่อย อาตมาถึงบอกว่าน่าสงสารผู้ที่หลงกับอรหันต์เก๊ เขาซื่อจริงๆที่เชื่อแบบนั้นก็เลยน่าสงสารก็เลยต้องมาพูดเพื่อให้ความรู้กัน ไม่ใช่ดูถูกดูแคลน แต่ว่าอาตมาจะต้องพูด ข่มสิ่งผิด ความผิดควรถูกข่ม จะไปยกความผิดได้อย่างไร ต้องยกความถูก ความผิดต้องถูกข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติ 611219_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 31

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน