สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำบุญให้เด็ดขาดถึงเวทนาแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำบุญให้เด็ดขาดถึงเวทนาแท้ คำว่ามีส่วนบุญ ถ้าเข้าใจคำว่า ปุญญะไม่ถูกต้องตามนิยามแท้ๆ แน่นอน คุณจะแกว่งโดยเฉพาะ ถ้าเข้าใจคำว่าปุญญะนี้ไม่ได้ คุณเข้าใจโดยความรู้คือ ปัญญะ หรือปัญญา จะไปทำปุญญะต้องมีปัญญาก่อน ถ้าปัญญายังไม่มีไปทำปุญญะไม่ได้หรอก ปัญญาคือความรู้ที่ต้องข้ามเขตโลกียะปุถุชนก่อน ต้องตัดโคตร ข้ามโคตร ปุถุชนมาเป็นโลกุตระ ถ้าไม่เด็ดขาดก็ยัง เหลื่อมกันอยู่ ปนกันอยู่ จนกว่าจะขาดออกมาเลย ถึงเรียกว่าหลุดพ้น ท่านเรียกว่าหลุดขาด สิ่งเหล่านี้ เป็นนัยยะของนามธรรมที่เราต้องอ่านว่าหลุดพ้นไหมหรือยังคร่อมกันอยู่ หรือโอเวอร์แลป ยังไม่ขาด แม้ขาดจริงก็ต้องพยายามทำซ้ำให้รักษาผล ซ้ำจนกระทั่ง อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ที่อาตมานำพยัญชนะของพระพุทธเจ้าให้รู้ถึงการรักษาผล อนุรักขณาปธาน 36 36 36 ในเวทนา 108 สภาวะเรานั้นต้องสั่งสมจริงทำจริงจึงจะเกิดผลเหล่านั้น พูดเอาแต่ปากได้เล่นไม่ได้ จนสำเร็จ เสร็จบุญ เป็นอเสขบุคคล หมดบุญหมดบาป เป็นปุญญปาปริกขีโณ เป็นภาษาบาลี ก็ย้อนแย้งไม่ได้ เถียงไม่ออกหรอก ไปลบทิ้งไม่ได้ กดดูก็ยืนยันได้ ปุญญปาปปริกขีโณ ถ้าเข้าใจไม่ตรงก็ปฏิบัติไม่ได้ ช่วงแสวงหา 6 ปี ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม. เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ(ปุญญปาปปริกขีโณ) เป็นผู้ไม่มีอาสวะ...ฯลฯ (ล.32 ข.392) อาตมาเกิดมาในชาตินี้มากอบกู้ศาสนาพุทธจ
อ่านต่อ
ริงๆ คุณไปเสียเวลามากแล้วชาติก่อนๆคุณก็เสียเวลามาแล้ว แต่ชาตินี้เมื่อได้พบแล้ว เหลือเวลาชีวิตอีกเท่าไหร่ มันคงจะเหลือ 40 50 70 ปี ก็ขอเวลาที่เหลือนี้ได้ไหม มันไม่มากนะ ไม่กี่สิบปี ขอมาเสี่ยงกับอาตมาหน่อยน่ะ ขอสักชาติได้ไหม มันไม่ถึงชาติหรอกขอที่เหลือได้ไหม ..พวกคุณมาแล้วก็ได้นะ แต่อาตมาพูดกับคนที่ยังไม่มาน่ะ ขอกับคนที่ยังไม่มา เสี่ยงกับอะไรมา ร้อยชาติพันชาติแสนชาติ เพราะการเกิดมันไม่รู้กี่ชาติ ขอสักเศษเสี้ยวของชาติ อย่างไรก็มาพบกันแล้วตัวเป็นๆ มาเจอกันหน่อย มาลองทำตามอาตมา อาตมาก็ยืนยันตำราพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็พอเข้าใจได้ ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ยังวิจัย พิจารณาวิเคราะห์วิจัย อ่านธรรมะจนถึงสภาวะทางจิต ในความเป็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม เป็นภาษาแต่เป็นสภาวะทั้งนั้น กายในกายก็จิต เวทนาในเวทนาก็จิต ธรรมในธรรมก็จิต ไม่ใช่วัตถุธรรม ถ้าเข้าใจจิตเป็นตัวประธานทั้งหมดทั้งมวล แล้วพยายามอ่านวิเคราะห์ทำใจในใจให้เป็น โดยเฉพาะ อาตมาอ้างอิงยืนยัน ในพระไตรปิฎก ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นประโยคทองที่ยิ่งใหญ่ ก็ให้อ่านเวทนา เอามาทำทีละสอง แล้วก็ทำให้เป็นหนึ่ง ให้ตกตะกอนลงเป็นหนึ่ง ให้ได้ หยั่งลงเป็นหนึ่งให้ได้ ทำให้เกิดผลสำเร็จ ภวันติ ทำสิ เราจะต้องอ่านเวทนา 2 ให้ออก หากอ่านเวทนาจิตของตนไม่ได้แยกเวทนาในเวทนาไม่เป็น คือความรู้สึกอารมณ์ คือความรู้ก็ได้ ที่ต้องมี ผัสสะ เป็นปัจจัยจากภายนอก ตามปัจจยาการ ต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ...ทั้งห้าทวาร มีห้าคู่ แล้วมีคู่ในคือมนายตนะ กับธัมมายตนะ (คุณอู๊ดว่า จาก 2 มาเป็น 1 แล้วจาก 1มาเป็น 0 ได้มั้นครับ?) ผู้ที่เข้าใจแล้วอาศัยศูนย์เหมือน 1 เหมือน 0 ได้จริงๆ ต้องเข้าใจเป็นสภาวะธรรมเป็นสภาวะ ไม่ใช่ว่าพูดแต่เพียงภาษา ) ทำได้แล้วจะไม่ถามเลยว่า 0 เป็น 1, 1 เป็น 0 ได้ คุณจะไปพักเป็น 0 ได้เป็นความสามารถพิเศษของคุณ ธรรมดาก็เป็น1แล้ว ไม่ก่อเกิดแล้วไม่เป็นเมถุน ไม่เป็นคนคู่แล้ว จะมีอีกเท่าไหร่ก็ 1 ใช้เลข 1 ทำงานให้เต็มที่ ทำงานกับโลกไม่พักเลย ก็จะอายุสั้น แต่ถ้ารู้จักพักรู้จักเพียร ใช้ 1 บ้าง 0 บ้าง ไม่งั้นจะหนักไปทาง เพียรมากกว่าพัก จะไปไม่รอด ผู้ที่สามารถอ่านเวทนา อาการความรู้สึกหรืออารมณ์ อ่านได้จริงๆเลย แล้วก็ทำให้เหลืออารมณ์หนึ่ง เห็นอาการอารมณ์ว่า นี่คือเคหสิตเวทนา เป็นอารมณ์เก๊ โลกีย์อารมณ์โลกๆไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน สามารถทำให้มันดับ มันพัก แต่อารมณ์โลกีย์คุณก็ยังพักได้ คราวนี้เราไม่ต้องมีอารมณ์นี้ เต็มอิ่มแล้วก็พัก หรือมันเซ็งๆ ก็พัก หรือมีวิธีสะกดจิตให้มันพัก แล้วแต่ หรือเหนือธรรมชาติมันก็พักของมันเอง มันมีพัก แวะไปหาท่านพุทธทาส ท่านอธิบายว่าการพักจากนี้คือนิพพาน อาตมาก็ว่าเอาภาษาของพระพุทธเจ้ามาทำให้เสียหาย นั่นไม่ใช่การนิพพาน มันเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ทำให้พักได้ นั่งหลับตาสะกดจิตก็พักได้ ท่านพุทธทาสบอกว่าเป็นนิพพาน นิพพานเล่นของสูง เอามาใช้ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า นิพพาน เหมือนเอาหม้อข้าวที่ยังร้อนลงมาจากเตาทำให้เย็นมันก็คือนิพพาน อย่างนั้น มันเป็นโลกีย์ เป็นความสบายใจความเย็น เป็นซินโนนิม เอามาใช้แทนพอได้ แต่อย่ามาโมเม เอาคำว่าเย็นโลกีย์มาเรียกนิพพานของพระพุทธเจ้าลำลอง มันทำให้คนอื่นสับสน เอาของโลกียะมาเป็นโลกุตระไม่ได้ มันผิด อย่าบังอาจเอาของโลกุตระของพระพุทธเจ้า มาเรียกด้วยโลกียะ ละเว้นหน่อย ไม่อย่างนั้นปนเปกันไปหมด ขออภัยท่านพุทธทาสที่พาดพิงถึงท่าน ท่านก็สิ้นไปแล้ว อาตมาก็เคารพท่าน อาตมาก็รู้ว่า ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมอันควรเคารพได้ท่านหนึ่ง อาตมาไม่ได้หลงเลยเถิดไม่เคารพหรือลบหลู่ อาตมายืนยันจากตำราเลยว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรว่า กรรมฐานของผู้อื่นไม่มีนอกจากเวทนา ที่เขาไปรวบรวมเป็น กรรมฐาน 40 เอาวัตถุมาปนใส่ ก็จะให้เป็นพันกรรมฐานก็ได้เอาขี้หมูขี้หมาแห้งมาเป็นกรรมฐานก็ได้ เป็นการสะกดจิตจดจ่อนิ่งอยู่กับกสิณมันไม่ใช่ของพุทธ ใช้ต่างกันมากเลย กรรมฐานของพระพุทธเจ้าต้องอ่านรู้ถึงนามธรรมแล้ววิจัย ไม่ใช่สะกดจิตแน่จิตนิ่ง มันคนละทิศทางเลย เข้าใจไม่ถูกต้องไม่ถูกตรงก็ไม่ได้ผล แม้แต่คำว่า กาย กายในกาย เป็นคำแรกที่จะต้องแยกธรรมสอง แยกรูปแยกนาม แยกจริงกับเท็จ ของจริงกับของเก๊ สองให้ออกเรียกว่ากาย ถ้าคุณแยกอันนี้ไม่ออกหรือสับสนอยู่ คุณก็ดับผิดดับถูก จะดับของเก๊ ดันไปดับของจริง แล้วเหลือของเก๊ไว้ด้วยนะ จะดับของเก๊ ดันดับของจริง เพราะหลงสลับกัน เอาหัวเป็นหางก็ยิ่งน่าสงสารสังเวชใจ อาตมาก็บอกว่า เหนื่อยอย่างไรก็ยอมเหนื่อย เขาให้พักก็ไม่ค่อยพัก สมัครใจมาเป็นโพธิสัตว์แล้ว 600721_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการให้ลึกถึงสังกัปปะ7