สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน รู้จักอภิสังขาร 3 ก็รู้จักจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน รู้จักอภิสังขาร 3 ก็รู้จักจิต _ดญ.สุชานันท์ ม.1 ลูกสงสัยว่าเหตุใด เมื่อสมณะจะกราบหลวงปู่จะต้องเปลี่ยนผ้าครอง จากห่มแบบจีวรมิดชิด เหมือนเวลาปกติ หรือออกนอกพื้นที่ เปลี่ยนเป็นห่มแบบสังฆาฏิ แปลว่า ต้องมีความหมาย และเหตุผลในการใช้ เหตุปัจจัยที่ต่างกัน อีกคำถามหนึ่งคือลูกพยายามไม่สงสัยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติสัมภเวสี วิญญาณ ไสยศาสตร์ แต่ลูกก็ขอถามเกี่ยวกับจิต ว่า ทำไมโลกต้องมีหลายแง่หลายมุมหลายด้าน เฉกเช่นคนต้องมีจิตดี จิตสูงจิตต่ำ ทำไมต้องมีหลายด้าน ทำไมจิตต้องมีหลายด้าน และจิตเกิดจากอะไรคะ จิตมาจากอะไร ตอบ...รวมๆคำถามแล้วก็คือสงสัยว่าชีวิตประกอบด้วยจิต ชีวิตคนกับจิตนี่มันเป็นตัวการ แล้วตัวการมันก็รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วแล้วทำไมมันยังทำ อีกอันหนึ่งก็ถามเข้าเป้าว่า จิตมาจากอะไร ก็น่าจะพอรู้อยู่ว่า ทุกอย่างเกิดมาแต่จิต เรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ผู้ที่มีการปฏิบัติธรรมถึงพระอรหันต์ คือผู้มีอำนาจเหนือจิต คือไม่ให้จิตมาบงการตัวเอง แต่เป็นคนที่สามารถบงการจิตตัวเอง สามารถสั่งให้มันทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างใดก็ได้ แม้แต่เป็นพระอรหันต์ เก่งถึงทำจิตไม่ให้มันคิดอะไรเลยได้ ในสายเจโต ส่วนสายปัญญาจะหยุดคิดไม่ค่อยได้ แต่จิตท่านทำงาน ระงับไม่ให้หยุดได้ง่ายๆ อย่างอรหันต์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ อย่างอาตมาจะไม่หยุดได้ง่ายๆเลย คิดปรุงเรื่องศึกษาค้นคว้า เหมือนนักวิทยาศาสตร์ เหมือนคนติดงาน จิตอยู่กับงาน คิดกับงาน ว่ามันจะมีอะไรดีกว่านี้อีก แล้วเรื่องจิตมีเยอะด้วย ลืมตาก็คิด หลับตาก็คิด อย่างอาตมาลืมตาก่อนนอนหรือนอนลงไป ความคิด เรื่องที่อาตมาคิดก่อนนอน และตอนหลับไป ก็ต่อเนื่องเรื่องเดียวกันนี่แหละ ไม่ขาดกันหรอก เราคิดก่อ
อ่านต่อ
นนอน แล้วบอกว่าจะหลับก็หลับ คิดต่อไปแม้ตอนหลับ เรื่องนี้ต่อติดไป การคิดหรือการปรุงแต่งของจิต นี่แหละคือตัวสำคัญคือสังขาร คนเรามีอวิชชาเพราะไม่เข้าใจคำว่าสังขารตัวนี้แหละ ในสังขารตัวเดียวนี้ ไม่เข้าใจจึงเป็นทุกข์ นอกจากทุกขังและเป็นทุกอย่างด้วย คือสารพัดสารเพ เพราะเราไม่รู้จักสังขารการปรุงแต่งของจิต มาเรียนรู้ก็มาเรียนรู้การปรุงแต่งของจิต จนสามารถทำให้เราสามารถปรุงแต่งจิตได้เอง เรียกว่าอภิสังขาร อภิสังขาร ท่านก็มีอยู่สามหลักใหญ่ 1. ปุญญาภิสังขาร คือปรุงแต่งจิตตัวเองให้รู้จักกิเลส แล้วกำจัดกิเลสเรียกว่าบุญ เรียนรู้กิเลสในจิตตน ในทุกขณะที่มีสัมผัสอยู่ ไม่ใช่ว่ารู้แต่ตอนนิ่งๆ แต่ทำตอนลืมตาขณะทำอาชีพ การงาน พูด คิด ก็สามารถมีจิต มุทุภูตธาตุ จิตแววไว สามารถอ่าน มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เข้าไปแยกแยะรู้กิเลสตัวเองได้ เข้าใจวิธีปฏิบัติ แล้วทำให้กิเลสลดลงได้ เรียกว่าปุญญาภิสังขาร การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าคือปุญญาภิสังขารตัวเดียว เป็นวิชชา คือรู้จักอภิสังขาร รู้จักกิเลสจัดการดับกิเลสได้อย่างถูกตัวถูกตน กิเลสลดลงๆๆ จนหมด ก็หมดหน้าที่บุญ บุญมีหน้าที่กำจัดกิเลส พอกำจัดกิเลสได้บุญก็หมดหน้าที่ อันนี้เป็นความลึกซึ้งในความหมายของคำว่าบุญ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปเข้าใจคำว่าบุญคือกุศล คือการทำความดี บุญเป็นตัวร้ายไม่ใช่ตัวดี เป็นเครื่องมือทำลาย คืออาวุธ ไม่ใช่ตัวดีหรอก เป็นอาวุธ แต่มันดีตรงที่ว่า เป็นอาวุธที่ทำลายแต่ความสกปรกเลอะเทอะ กิเลสเลวร้าย บุญไม่ทำลายของดี แต่ทำลายของเลวร้ายขั้นจิตเจตสิกรูปนิพพาน จึงรู้จักตัวผู้ร้าย และกำจัดตัวผู้ร้ายได้ เมื่อกำจัดได้ บุญก็หายไป อันนี้อาตมาว่า ถ้าอาตมาไม่เอามาเปิดเผยยืนยันอันนี้ในยุคนี้อาตมาว่าเพี้ยนเสื่อมเสียไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะในวงการศาสนาพุทธ อาตมาเห็นจริงว่าเขาไม่เข้าใจ ว่าบุญหมายถึงอันนี้ เขาจึงปู้ยี่ปู้ยำบุญ เอาไปทำมาหากินให้คนสั่งสมบุญ สั่งสมบุญไปทำไม คนจะต้องใช้บุญอยู่คือคนซวย คนเลิกไม่ต้องใช้บุญคือคนหมดบาป เป็นพระอรหันต์ เลิกจะมีบุญมีบาปแล้ว มีหลักฐานคำสอนในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้ามีอยู่ อาตมาอ้างอิงยืนยันได้ก็เลยพูดได้ไม่ตาย ไม่อย่างนั้นถูกกระทืบแบนไปแล้ว เมื่อเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ก็ทำปุญญาภิสังขารไม่ได้ แม้แต่คำว่าปุญภาค หรือปุญญาภาคิยา คือส่วนแห่งบุญ ก็เข้าใจไม่ได้ เข้าใจไปว่า ส่วนบุญคือส่วนที่ได้ไว้สะสมไว้เป็นสันนิธิ เป็นกองบุญ ส่วนที่มี ยิ่งทำบุญก็ได้สะสมเป็นกองใหญ่ๆ อย่างธัมมชโยไปหลอกเขา ไม่ว่าจะเณรคำหรือพระอื่นๆ ที่ไม่มีปัญญารู้ความจริง ก็จะใช้บุญหลอกให้คนสะสมบุญ แต่แท้จริงบุญสะสมไม่ได้ เด็กๆชาวอโศกฟังไว้นะ ผู้ใหญ่ก็ไม่มีกุศลฟังเป็นกุศลหูอย่างนี้ได้ง่ายๆ เด็กๆได้ฟังก็จำไว้ ทำความเข้าใจให้ดี จะได้ไม่พาศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปในอนาคต ไม่อย่างนั้นแย่ คำว่าบุญ เป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียว ของอเทวนิยม แต่ศาสนาเทวนิยมก็เอาคำว่าบุญไปใช้ เรียกว่านักบุญ เป็นผู้ที่บรรลุธรรม เอาไปเรียกนักบุญก็ผิดหมด แต่ของพุทธ เป็นผู้ทำบุญสำเร็จคือไม่มีบุญ แล้วจะเป็นนักบุญทำไม นักบุญก็คือผีบุญ มันจึงยากจะเข้าใจได้ง่ายๆ เรื่องคำว่าบุญ คำว่าปัญญา คำว่าสมาธิ คำว่ากาย ที่อาตมาอธิบายนี้เหมือนคนแผลง ประหลาด ตะแบง อธิบายให้แตกต่างจากที่อาจารย์อื่นๆสอนกันมา ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี ทำไมโพธิรักษ์มาพูดแย้งๆ เท่หรือไง โก้หรือไง ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาอย่างนั้น แต่เป็นการจำเป็นจำนนที่ต้องอธิบาย เพราะว่าความจริงเขาได้พากันผิดเพี้ยนไปแล้วศาสนาผิดเพี้ยนก็เจริญไม่ออก ที่ชาวพุทธเสื่อมเพราะว่าเข้าใจความหมายคำความของศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป ศาสนาจึงเสื่อม ต้องทำความเข้าใจให้ดี แล้วก็เอาศาสนาพุทธของเราคืนมาให้ได้ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิผิดเพี้ยนไปมากมาย แม้แต่ทำทานก็ไม่ได้อานิสงส์ อย่าว่าแต่ทานเลย ศีล ยัญพิธี ก็ไม่รู้แล้วเป็นนัตถิไปหมด 600724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข็มทิศของศาสนาพุทธ