640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44_.docx
เนื้อหาในไฟล์
640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44 ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1E_v3XTnopls5jh08h0zGu7wgV3Xyd8x48BrgIYuKxIg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https:// drive.google.com/file/d/191uciEFkWrtAMXak2DDC2U4fJUqA_JyO/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/98U6nB4sEo0
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ้นสักกายะของตนจึงเริ่มได้ปัญญา อนัตตา พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เอามาพูดถึงปัญญากัน ปัญญาคือความรู้ที่เขาเข้าใจผิดกันทั่วโลกว่าคือเฉโก คือ ความรู้ที่รู้ผิดว่าปัญญาก็คืออันเดียวกันกับ เฉโก พอมันเริ่มต้นรู้ว่าปัญญาคือ ความรู้อันเดียวกับเฉโก ก็เลยพากันผิดตั้งแต่ตั้งต้นแล้ว เพราะว่าปัญญานี้มันจะไม่ใช่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโนโลกๆ ไม่ใช่เลย มันเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโลกุตระ และเกี่ยวข้องกับโลกุตระเท่านั้นด้วย ไม่ไปยุ่งกับ เฉโกหรอก แต่มันรู้ว่าเฉโก คือความรู้แค่โลกโลกโลกีย์ เพราะปัญญาโลกุตระคือ มันเหนือกว่านั้น มันพ้นไป พ้นไปจากความรู้เท่านั้นเอง พูดไปแล้วมันก็ข่มเฉโก เพราะฉะนั้นปัญญาเริ่มแรกจึงเกิดเองไม่ได้ ใครใครก็มาคิดจะรู้อย่างพระพุทธเจ้าท่านรู้ไม่ได้ ใครจะไปบำเพ็ญเองไม่มีรากฐานมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ไม่มีเชื้อ เริ่มต้นมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆไม่ได้เลย เกิดเองไม่ได้เลย ความรู้ชนิดนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดไม่ออกว่าทำไม ความรู้อย่างนี้เกิดเองไม่ได้จะต้องไปอาศัยพระพุทธเจ้า ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วพระพุทธเจ้าเป็นใคร? เหมือนกับทางเทวนิยมเขาบอกว่า พระเจ้าเป็นใคร? พระเจ้าจะดูยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ไปแตะต้องไม
อ่านต่อ
่ได้ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านั้นแตะต้องได้ เป็นตัวตนบุคคลเหมือนเรา ไอ้นี่สิยิ่งใหญ่ ไม่สงวนสิทธิ์ ใครจะฉลาดเท่าพระพุทธเจ้ามีสิทธิ์ แต่คุณจะบำเพ็ญถึงไหม ก็เหมือนกันบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มีปัญญาสูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนกัน ได้เลย ซึ่งสุดยอด เป็นความพิเศษจนกระทั่งว่า ใครเริ่มได้ยินได้ฟังความรู้ที่เรียกว่าปัญญา หรือความรู้ที่เรียกว่า ความรู้โลกุตระออกมาจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า หรือผู้อยู่ในฐานะครู เพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ตั้งอยู่ในฐานะครูคือ มีความรู้โลกุตระแล้ว มีความรู้ที่มีปัญญานั้นแล้วจึงจะเป็นครูได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ตั้งตนเป็นครูโดยไม่มีความรู้โลกุตระ ในวงการศาสนาพุทธจึงมิใช่ครูที่แท้จริง ในเพื่อนพรหมจรรย์ ในศาสนาพุทธที่ไม่มีความรู้โลกุตระจริง จึงไม่ใช่ครูจริงๆ เป็นครูเก๊ เป็นครูปลอมๆ มันก็เป็นจริงได้ ก็มีอย่างนั้น ครูเก๊ คืออย่างไร คือสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ยังไม่รู้ ไม่รู้สักกะ ไม่รู้กายะ ที่ว่า ไม่รู้สักกะ ไม่ใช่จะรู้ได้ง่าย สักกะคือตัวตน คือตัวเราเอง องค์ประกอบธาตุรู้ที่เป็นจิตนิยามเกิดขึ้นมา แล้วมันก็เกิดขึ้นมาด้วยอวิชชา มันก็ยึดไปหมด ยึดสังขาร นามรูป เป็นตัวตน โดยไม่มีปัญญาเจาะลงไปรู้ ไม่มีความแตกฉานที่จะสามารถแยกแยะรู้ได้ว่า ตัวตนมันต่างกับไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้ นี่เริ่มจะอธิบายมาถึง ตัวตนกับไม่ใช่ตัวตนแล้ว คือ อัตตา กับ อนัตตา ภาษาไทยพูดไปถึง อัตตา และ อนัตตา สักกะคือ ตัวตน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของอวิชชา สักกะคือองค์ประกอบไปพร้อม พร้อมอะไร พร้อมอวิชชา ทุกคนเกิดมาพร้อมอวิชชาทั้งนั้น จนกว่าจะมาได้ยินพระพุทธเจ้าตรัส ความรู้ที่จะ ไขโลก บอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ คุณเกิดมาเป็นคน จริงๆแล้วเกิดมาด้วยความโง่อวิชชา จึงถือเป็นตัวตน แล้วก็จะมีตัวตนไปนิรันดร ถ้าไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าหรือผู้อยู่ในฐานะครูของศาสนาพุทธ ครูของโลกุตระ ก็จะยึดเช่นนั้นไปนิรันดร ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะออกจากโลกียะ ไม่มีทางที่จะหลุดพ้น ไม่มีทางเลิกเป็นอัตตา เป็นอนัตตา ศัพท์ที่พูดพล่อยๆ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สัพเพธัมมาอนัตตาติ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวใช่ตน ก็พูดไปเป็นภาษาพล่อยๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คนที่จะเกิดสภาวะ ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่รู้ รู้ด้วยปัญญา ว่า อนัตตา ไม่ใช่รู้ด้วย ความรู้เฉโก ความรู้อวิชชา ความรู้โลกีย์ ไม่ใช่ ฉะนั้นผู้ที่รู้อนัตตาจริงๆคือพระอรหันต์ พระอรหันต์จะมีอนัตตา แล้วรู้จริงเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ รู้ของตนเป็นจริงๆเลยว่าอนัตตาเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นพระโสดาบัน ก็จะเริ่ม อ๋อ.. สักกะ อ๋อ.. กายะ ชักจะรู้สักกายะ มีทิฏฐิ มีความรู้ระดับต้น รู้ความเชื่อความเข้าใจระดับต้น ว่า อ๋อ.. สักกะ กายะ ที่เริ่มรู้ก็คือเริ่มรู้ว่า มันไม่ใช่อย่างที่เราเคยเข้าใจ จะเริ่มรู้ก็คือเริ่มรู้ว่าเราไม่รู้ เราอวิชชามาตั้งนานแล้ว ก็เพิ่งจะ อ๋อ.. ไม่ใช่นี่นะ นึกว่าเรารู้มาตั้งนาน เขายกย่องเป็นปราชญ์เอกของศาสนาพุทธด้วย เขายกย่องว่าเป็นชั้นยอดของศาสนาพุทธ เป็นเจ้าแห่งความรู้ด้วย อ๋อ.. เพิ่งจะมีความเข้าใจทิฏฐิว่า สักกะ กายะ เป็นอย่างนี้เอง สักกะ ประชุมของอวิชชาคือเราเอง หรือเราไม่รู้ว่ากายะคืออะไร กายะตัวเดียวนี่ ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าคุณไม่รู้ กายะ อย่างจริง แล้วทำกายะออกจากตัวตนไม่ได้ คุณก็ปรินิพพานไม่ได้ จิตนิยามนี่ เป็นอวิชชา แล้วจะยึดมีกาย จิตนิยามจะยึดกาย จะไม่ได้ทำให้กายนี้หมดไปจากตัวตน อรหันต์หมดกาย กายไม่มี เป็นคนไม่มีกาย จิตนิยาม ของพระอรหันต์เป็นพีชนิยาม พีชนิยามไม่มีกาย แต่เป็นชีวะ พระอรหันต์เหมือนพืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ที่เป็นสภาวะที่อธิบายโดยสภาวะซับซ้อนมาก แต่ท่านมี มีจิตนิยาม มีธาตุรู้ครบ แต่ท่านรู้ว่า จิตหรือธาตุรู้ มันรู้แค่ยึดถือหรืออาศัย แค่ความเป็นพีชะ เป็นชีวะในระดับพืชเท่านั้นก็ไม่มีเวทนา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เวทนามีแต่เวทนาแท้ ที่รู้ความจริงตามความจริง ว่าอะไรคืออะไรเท่านั้น อารมณ์ที่เป็นโลกียะ อารมณ์ที่เป็นทุกข์เป็นสุข มนุษย์หรือสัตว์โลกที่เป็นสัตว์ที่มีจิตนิยามแล้ว มีทุกข์มีสุขทั้งนั้น มีเวทนา มีวิญญาณทั้งนั้น แต่พระอรหันต์ไม่มีวิญญาณสัตว์โลก สิ้นความเป็นสัตว์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาที่พาให้หมดความเป็นสัตว์ทั้ง 9 เพราะฉะนั้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านถึงอธิบายความเป็นสัตว์แยกให้รู้ว่า คุณต้องรู้ว่ากายคืออะไร โดยคุณมีธาตุรู้คือ สัญญาตัวกำหนดรู้ ถ้าสัญญาไม่วิปลาส สัญญาเป็นธาตุ ธาตุรู้ที่แน่นอนถูกต้อง สัญญาคือตัวสัญญาที่กำหนดรู้ในระดับปัญญา ในระดับโลกุตระ รู้จริงรู้แท้ แม่น ตรง คม ลึก ชัด ก็จะสามารถกำหนดรู้ กาย ได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในสัตตาวาส 9 ผู้ที่กายกับสัญญาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ยังมิจฉาทิฏฐิในความเป็นกายหรือความเป็นสัญญา หรือสัญญาของตัวผู้นั้นยังวิปลาส ยังยึดมิจฉาทิฏฐิ ยังไม่ถูกต้องไม่ตรง ก็จะกำหนดความเป็นกาย สัญญากำหนดรู้ความเป็นกายผิดเพี้ยนไป ในสัตตาวาส 9 จะยังมีความเป็นสัตว์อยู่ ข้อที่ 1 จะเห็นเป็นตัวตน มนุษย์ มาร พรหม เป็นสัตว์ต่างๆ 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ทำให้เห็นความไม่มีนิวรณ์ได้ แต่แตกต่างกันระหว่างสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ สัญญาอย่างเดียวกันคือสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ แล้วความไม่มีกายของมิจฉาทิฏฐิจะเห็นนามรูปของการไม่มีนิวรณ์อย่างสะกดจิต นั่งหลับตา ไม่ให้ออกมาข้างนอก ไม่ให้รับรู้อะไรข้างใน ก็ไม่ให้รับรู้ ก็ไม่เห็น กาย ตาไม่เห็นกาย ไม่มีภายนอก แต่มีกายใน ก็จะไม่รู้แม้แต่กายในก็เลยไม่มีกายเลย แบบบื้อๆ คือมิจฉาทิฏฐิ ส่วนความไม่มีกายของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลย แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณเป็น อทุกขมสุข สมด ทมด ปกต หห จจ เป็นความสะอาดจริง เป็นปฐมภูมิของฌาน เป็นฌานจริงๆ เป็นความไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างนี้เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) จะเห็นกายเป็นอาภัสรา เป็นนางงาม นางสาวไทย นางงามจักรวาล งามผ่อง สวยใส สว่าง อาภัสรา เห็นรูปนามสว่างใส เหมือนชาวธรรมกาย ใสๆ แต่มิจฉาทิฏฐิ ใส ไปสร้างภาพความใสใส่จิตตนเอง เป็นอุปาทาน ใสจริงๆ เขาจะเห็นใสไปด้วยกัน เห็นกายใสไปด้วยกัน เป็นอย่างเดียวกัน แต่สัญญาคนละอย่าง สัญญาที่เห็นใสของตัวเองกับของคนอื่นเป็นคนละอย่าง กายอย่างเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน สัญญาไปต่างคนต่างใสคนละอย่าง เพราะนั่งหลับตาไม่มีองค์ประกอบครบพร้อม สร้างนิรมาณกายใส เห็นใส แล้วเป็นไง ก็ใส ก็บอกว่าเหมือนกันกับของคุณ สัมโภคกาย ใช้พยัญชนะว่าใสเหมือนกัน แต่จริงๆต่างคนต่างใส ไม่ได้มีใสเดียวกันหรอก 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) สุภะ แปลว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น กิณหะ แปลว่ามืด ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่าต้องมืดจึงจะดีน่าได้น่ามี พวกสัมมาทิฏฐิก็เห็นว่ามืดดีอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน แต่มันไม่อย่างเดียวกัน เพราะอันหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ อีกอันหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ลึกๆของความแท้แล้วก็ต้องต่างกัน แต่ผู้ไม่รู้ก็จะยึดความมืด กิณหา หรือกัณหา แปลว่ามืด แล้วก็จะได้ความมืด คนที่สัมมาทิฏฐิก็ได้ความมืด ความดำก็รู้ว่า อ๋อ.. มืดก็คือมืดสิ ดำก็คือดำสิ เป็นลักษณะหนึ่งของความมืดของความดำ แต่ก็รู้ว่าคนใช้ความมืดความดำ ไปใช้กำหนดความไม่มีแสงสว่าง หรือความไม่มีกิเลส ตรงนี้แหละสัมมาทิฏฐิก็รู้ว่า อ๋อ.. ความมืดความดำนี้คือหมาย เอาสภาวะแท้คือไม่มีกิเลส ไม่ใช่เอาความมืดความดำตรงหลับตา ทำความดับความดำไม่มีแสงสว่าง ไม่มีดวงตา ไม่มีความเห็นอะไร มันไม่ใช่อย่างนั้น สัมมาทิฏฐิท่านจะรู้ แต่ว่ามิจฉาทิฏฐิจะหลงผิดไปว่ามืดอย่างนี้แหละ ดำอย่างนี้แหละ น่าได้น่ามีน่าเป็น น่าได้น่ามีน่าเป็นเหมือนกัน แล้วก็ใช้คำว่ามืด คำว่าดำ กิณหา เหมือนกัน แล้วเขาก็ได้ของเขาเหมือนกัน เหมือนตรงมืดดำเหมือนกัน แต่มืดดำของเขา เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ลดกิเลส สู่แดนธรรม ...นึกว่าพ่อท่าน พ่อท่านจะไม่ไอเสียอีก พ่อครูว่า…มันคนที่จะรู้สัตตาวาส 9 จริงๆ คือ พระอรหันต์เป็นต้นไปก็ต้องรู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นคนพวกหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิก็คือคนอีกพวกหนึ่ง สัตตาวาส 9 ทั้ง 9 อย่างมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นความเป็นสัตว์ทั้งนั้น พระอรหันต์พ้นจากความเป็นสัตว์ทั้งหมด ท่านรู้ทั้งหมดแล้ว ท่านก็ไม่ติดยึดสิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นสิ่งเหล่านี้ สัตตาวาส ข้อที่ 4 เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ แต่เข้าใจภาษาว่ามืดหรือดำ ความมืดหรือดำมิจฉาทิฏฐิ กับความมืดดำของสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิรู้ว่ามืดดำ คือรู้ว่าอย่างนั้นมืดดำแต่เพียงภาษา แล้วทำมืดดำอย่างเป็นโลกีย์ยังไม่เป็นโลกุตระ แต่มืดดำอย่างของพระพุทธเจ้านั้นหมายถึงแสงสว่างที่ดับมืดดำ แต่มืดดำคือมันไม่มีเกิด มืดดำ เป็นภาษาที่สิริมหามายา คือตรงกันข้ามกับสว่าง ภาษาตรงกันข้ามกับมืดดำคือ สว่างขาวรอบสว่างจ้า ภาษาตรงกันข้ามกับสิริมหามายาที่เรียกว่ามืดดำนี่แหละของสัมมาทิฏฐิของพระอรหันต์จึงรู้ว่า พวกนี้ยังไม่เกิดขาวรอบสว่างแจ้ง ยังอยู่ในจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เข้าใจความมืดความสว่าง ที่มืดสว่าง เป็นภาษาโลกีย์สมมุติ ส่วนภาษาสภาวะธรรมนั้นอธิบายไม่ได้ ความเป็นจริงของสัมมาทิฏฐิคือทั้ง 9 นี้ ต้องพ้นจากความเป็นสัตว์ให้ได้ ถ้าพวกมิจฉาทิฏฐิที่จะต้องวนอยู่ในความเป็นสัตว์ทั้งหมด ทั้ง 9 ชนิด แต่ของสัมมาทิฏฐิจริง เป็นอรหันต์จริง หมดความเป็นสัตว์ทั้งหมดเลยทั้ง 9 ข้อ เพราะฉะนั้นเมื่อความมืดที่มิจฉาทิฏฐิของชาวพุทธที่ไม่มีสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้าแท้ พอออกไปข้อที่ 5 จึงจบ จบอยู่ที่ข้อที่ 5 คือเป็นอสัญญี สัญญาพิการเลย สัญญาไม่ใช่แค่วิปลาสแต่พิการเลย ไม่มีสัญญา อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญา คนที่ไม่มีการกำหนดสัญญาแล้วสัญญาใช้ไม่ได้แล้ว สัญญาเสียหายหมดเลย จึงเป็นการกำหนดสัญญาของสัตว์ สัตว์ตัวที่บ้าใหญ่เลยไม่เห็น อากาสานัญจายตนะ ไปเห็นวิญญานัญจายตนะ ไปเห็นความไม่มีต่างๆเป็นวิปลาสไปหมดเลย เพราะฉะนั้นในความเป็นอรูปฌาน 4 อากาสานัญจายตนะฌาน วิญญานัญจายตนะฌาน อากิญจัญยายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พวกมิจฉาทิฏฐิที่จะหลงว่าเป็นฌาน แต่ที่จริงมันไม่ใช่ฌาน เป็นชานหมาก จริงๆแล้วมันเป็นเพียงนิรมาณกาย สัมโภคกาย เป็นอาทิสมานกายทั้งสิ้น ต่างคนต่างสร้างกันไปคนละภพ คนละแดนและภพกัน เหมือนรู้เรื่องกัน สัมโภคกาย แต่แท้จริงเหมือนคนตาบอดหมด คนตาบอดมาแต่กำเนิด ต่างมาชมว่าท้องฟ้าวันนี้สวยจริงหนอ เขาก็บอกว่าจริงหรอวันนี้เมฆเต็มเลย คนตาบอดอีกคนก็บอกว่าเมฆสวยตรงนั้น มีเมฆเป็นรูปหลวงปู่แหวนด้วย มีเมฆเป็นรูปหลวงพ่อสดด้วย เขาเห็นหลวงพ่อสดอยู่บนเมฆเหมือนกัน ต่างคนต่างตาบอดชมท้องฟ้าเหมือนกัน ตาบอดมาแต่กำเนิดชมท้องฟ้ากัน ยิ่งกว่าตาบอดสอดตาเห็นนะ เป็นอย่างนั้น อรูปฌาน ทั้งหมดไม่มีเลย พวกอวิชชาจบที่อสัญญีทั้งนั้น อรูปฌานของพวกหลับตา ซึ่งเป็นพวกตาบอดชมท้องฟ้า จริงๆแล้วอรูปฌานของศาสนาพุทธก็เป็นการลืมตาทำ อรูปฌานเป็นการตรวจสอบเหมือนเตวิชโช ตรวจสอบว่ารูปคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไรวิญญาณคืออะไร ตรวจสอบแล้วลองอ่านปัญญาข้อที่ 8 ด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อวิชชาคืออัตตาโง่ 8. อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ ก็หมายคามว่า จริงๆแล้วมีเหตุกับปัจจัยทำงานกันอยู่ 2 อย่างเท่านั้น แล้วสิ่งที่ทำงานอยู่ของเหตุกับปัจจัยนี้แหละ มันทำให้เกิดรูป เกิดเวทนา เกิดสัญญา เกิดสังขาร เกิดวิญญาณ แท้จริงแล้ว ถ้าสามารถที่จะรู้ทัน มันปรุงแต่งกันขึ้นของ 2 สิ่งคือรูปกับนาม ไม่ว่าจะเป็นรูป ไม่ว่าจะเป็นเวทนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสังขาร ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ ถ้ารู้ทั้ง 2 อย่างนี้ชัดเจนเลย แล้วคุณก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า อ๋อ.. 2 อย่างนี้เป็นเหตุอันหนึ่งปัจจัยอันนึง รูปคือรูป อีกตัวที่มันรู้รูปคือตัวเราเอง คืออัตตา เ พราะฉะนั้นอัตตาของเราโง่ อวิชชา ก็ไปยึดถือเป็นรูป เวทนาก็ไปยึดถือเป็นเวทนา หรือดีไม่ดีปรุงแต่งเป็นรูปที่มันเป็นรูปดีรูปสวย น่าก็ได้น่ามีน่าเป็นอะไรไปใหญ่เลย แต่เผื่อว่าสัมมาทิฏฐิแล้วทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังคงรู้ว่าเป็น 2 อย่าง คือ มันเป็นการปรุงกันขึ้นมาในสภาพที่มัน ผสมรวมร่วมกันอยู่ เพื่อให้เกิดเป็นธาตุรู้ตัวที่เป็นจิตนิยามที่มันเกิดมาในโลก เมื่อรู้แล้วก็ไม่ได้หลงใหลไม่ได้ไปวิปลาส ไม่สำคัญผิดอะไรชัดเจน อ๋อ รูปคือรูป เวทนาก็คือ ความรู้ต่อไปจากจิตของเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเหตุและมีปัจจัย นามคือปัจจัย เหตุคือรูป กระทบกันก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงจบ แต่ผู้ไม่รู้อวิชชาก็ไปยึดถือว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่น่ามีไม่น่าได้ไม่น่าเป็น น่าจะทำลาย ที่จริงไม่น่าจะทำลายมันหลอกเพราะมันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่เป็นไรอยู่ตลอด เพียงกองทุกข์กองที่ตั้งขึ้นมาเรียกด้วยภาษาคนว่าทุกข์ เรียกด้วยภาษาคนโง่ว่าสุข ที่จริงแล้วทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แต่คนโง่ไปหลงว่าสุข นี่คือวิปลาสแท้ ไปหลงทุกข์ว่าเป็นสุข แล้วเขาก็เป็นคนวิปลาสอยู่อย่างนั้น กองทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น กองทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ กองทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ผู้ที่เห็นอันนี้ชัดเจนก็ไม่เอาแล้ว จะศึกษา เลิกจากที่มันมีในโลกนี้ ก็ศึกษาตามพระพุทธเจ้าสอนว่า เมื่อมันปรุงแต่งกันอยู่ ก็จับมันให้มั่นคั้นให้ตาย อย่าให้มันไปปรุงแต่งกัน ให้มันรู้อย่างเดียว เอกคตารมณ์ ให้มันมีความรู้สึกอย่างเดียวให้ชัด มันจะเป็นความรู้สึกก็ใช้สัญญาไปกำหนดด้วยหรือว่ามันรู้สึกกับอะไรอย่างนั้นอย่างเดียว อย่างที่มันลงเข้ามาร่วมปรุงนั้นมันเป็นตัวจร เป็นตัวกิเลส ให้มันผิดเพี้ยนไปจากความจริง อ่านอาการผิดเพี้ยนนั้นเป็นเวทนาเก๊ เป็นอารมณ์เก๊ ซึ่งมันมีเหตุโง่คืออวิชชา โง่อะไร ไปหลงโลกที่เขาสอนมา ก็ไปยึดติดตามโลกเขา หลงตามโลกเขาว่า อย่างนี้สวย อย่างนี้น่าได้ อย่างนี้หอม อะไรต่างๆนานาสารพัดตามที่จะหลงไปตามตาหูจมูกลิ้นกายด้วยใจที่โง่ ก็เลยมีสิ่งที่หลงไปตามโลกเขา ที่จริงทุกอย่างที่ตา กระทบ หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรสได้ กลิ่นมันก็เป็นสิ่งนั้นอย่างเดียว จึงศึกษาให้รู้ความจริงตามความเป็นจริงหนึ่งเดียวให้ได้ เมื่อผู้ใดทำได้แล้ว อย่างเดียวแล้วจึงจะรู้ว่า อ๋อ.. เราเป็นสัตว์โลกเกิดมา มันสามารถที่จะมีจิตนิยาม สามารถที่จะมีธาตุรู้ไปรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตามจริงตามความเป็นจริง แต่โง่ โง่ ไปหลงยึดว่ามันเป็นจริง เราแค่รู้ความจริงตามความเป็นจริง มันไม่ใช่ความจริง เราแค่รู้ แค่เห็น แค่ได้ยิน ได้รับรส ลิ้นสัมผัส ว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลก แต่จริงๆแล้วเราไปยึดเข้ามันเลยมีเรา ถ้าเราไม่ยึดถือเอาแต่รู้ สักแต่ว่ารู้มันก็จบ มันก็ไม่มีอะไรปรุงในจิตเรา นี่ใช้พยัญชนะพูด ง่าย มันก็เป็นอนัตตา มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตนในตัวเรา รู้ว่ารูปก็คือรูป เวทนาก็คือเวทนา เกิดความรู้สึก รู้สัญญาคือตัวกำหนด รู้สิ่งที่มันปรุงแต่งสังขาร รวมแล้วก็เป็นธาตุรู้รวมเต็มเรียกว่าวิญญาณ ชาวเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้วิญญาณ ไม่ได้ศึกษาวิญญาณเลย จึงหลงสุขหลงทุกข์ หลงความทุกข์เป็นความสุข แล้วก็จะมีชีวิตเพื่อที่จะได้สุข จะได้ด้วยวิธีใดๆก็รบราฆ่าฟันแย่งกัน จนกระทั่งมามีความรู้ในศาสดาทางสายเทวนิยมว่า อย่าแย่งกันเลย แบ่งกันเถิด ก็มีจิตเอื้อเฟื้อ มีจิตเกื้อกูล ผู้ที่มีจิตเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแบ่งคนอื่นมากขึ้นก็ถือว่าเป็นผู้เจริญ เป็นผู้ที่มีมิตรจิตมิตรใจ เป็นผู้ที่มีเมตตา จนกระทั่งผู้นี้แหละก็พยายามที่จะให้คนทำจิตทำใจ เผื่อแผ่ผู้อื่นเถิด เกื้อกูลผู้อื่นเถิด ก็เป็นความดีงาม เกิดความพออยู่ได้ของสัตว์โลก ไม่เบียดเบียนกัน ไม่แย่งกันเต็มที่ แต่มันไม่หมดตัวตน ไม่รู้ว่า จริงๆแล้วจิตของเรานี้มันไม่มีตัวเราเลย มันมีแต่ธาตุรู้ที่รู้สิ่งจริงตามความเป็นจริง เกิดมาเป็นจิตนิยาม กำหนดรู้ รู้แล้วจริงๆมันก็ไม่เป็นอะไรของใคร มันก็เป็นสิ่งจริงเท่านั้น แต่เรามาหลงว่าเป็นเรา เป็นของเรา จะต้องไปโลภหลงไปแย่งชิงไปโกรธอะไรกัน มันก็เลยโง่ไปใหญ่ เมื่อมารู้แล้วจนสามารถเรียนรู้จริงๆ เรียนรู้ได้ว่า ธาตุรู้ต่างๆแม้แต่ที่สุด ถ้าเผื่อว่ามันไม่ไปยึดถืออะไรเป็นเราเป็นของเราตั้งแต่แรก มันจะไม่รวมจิตเลย ตายไปมันก็ไม่เหลือเรา ไม่เป็นเรา มันแยกกันไปหมดเลย พระพุทธเจ้าจึงเห็นว่าความไม่มีเราไม่เป็นเรานี้ ตายแล้วมันไม่รวมกันไม่จับตัวรวมกัน ท่านจึงสามารถที่จะแยกแยะให้รู้ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ แล้วก็สิ่งที่เป็นนามธรรม
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาสลายจิตให้เป็นพีชะทำได้อย่างไร ก็ให้เรียนรู้ตั้งแต่วัตถุว่าวัตถุ ว่ามันคนละชิ้นกับจิตเรานะ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันเลย แม้แต่อย่าว่าแต่วัตถุข้างนอกร่าง ข้างในร่าง ก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่กาย มันไม่ใช่เรา ให้เรียนรู้มาตั้งแต่ว่า ข้างนอกมันไม่ใช่กายไม่ใช่เราแน่นอนจริงที่มันนอกตัวเรา แม้แต่สิ่งที่อยู่ในตัวเราข้างนอกผมขนเล็บฟันหนังมันไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่มันมีชีวิตที่เนื่องอยู่กับตัวเรา แต่เราไปหลงว่ามันติดอยู่กับตัวเรา ก็นึกว่าเป็นเรา มันมีชีวิตอยู่กับเรา ผมขนเล็บฟันหนัง ท่านก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ นี่แหละถ้าเข้าใจว่ามันไม่ใช่เราหรอก เราไปยึดว่ามันเป็นเรา ผมมันเป็นชีวิตของเรา ขาดออกไปก็เป็นคนละชิ้นไม่ใช่ของเราแล้ว แต่มันยังอยู่ในตัวเรามันก็ไม่ใช่เราหรอก คำว่าไม่ใช่เราคืออะไร ไม่ใช่เราคือมันปรุงแต่งกันจากวัตถุดินน้ำไฟลมปรุงแต่งกันเป็น พีชะ จากพีชะ ปรุงแต่งเป็นจิต พอเป็นจิตก็อวิชชาเลย ที่จริงพีชะ เมื่อมันเริ่มมีสังขาร มีสัญญากำหนดก็ปรุงแต่งกันกำหนดเอาธาตุต่างๆของคุณ มะปรางก็ปรุงแต่งเป็นมะปรางมะเขือเทศก็ปรุงแต่งเป็นมะเขือเทศ มะม่วงก็ปรุงแต่งเป็นมะม่วง ซึ่งมันซื่อสัตย์มันไม่แย่งใครหรอก มันเอามาปรุงได้ก็ทำได้ หากินไปตามสามัญ ได้เท่าที่มันได้ ถ้ามันได้ไม่เต็มที่หนักเข้ามันก็สูญพันธุ์ไปได้ ฝ่อได้ มันไม่รบราฆ่าฟัน พระพุทธเจ้าก็เอาประเด็นนี้ ถ้าทำให้จิตนิยามนี้กลายเป็นพืชไปเสียได้ ไม่รบราฆ่าฟันกันก็ปรุงแต่งไป ก็เป็นความปลอดภัยของมนุษย์หรือสัตว์โลกอย่างหนึ่ง ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายอะไรใคร เลี้ยงด้วยตัวเอง ทำให้ตัวเองมีชีวิตเป็นพีชะ ตรงนี้แหละเป็นประเด็นสำคัญเป็นธาตุรู้ปัญญาที่เป็นปัญญารู้ความจริงอย่างนี้ แล้วก็รู้จิตเจตสิกต่างๆ รู้อาการของจิต เจตสิก รูป นิพพาน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ก็เลยแยกจิตเจตสิกต่างๆกับตัวธาตุรู้ที่ถูกรู้นี้ โดยแยกอาการของธาตุรู้ที่ถูกรู้ แยกอาการ ลิงค กำหนดความต่างของมันได้ รู้นิมิต เวทนา หากไม่มีเวทนาเก๊ เวทนาปลอม ก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง สัญญากำหนดรู้เวทนาเป็นความจริงตามความเป็นจริง ก็จบแล้ว มันจะปรุงแต่งก็ตามหน้าที่ปรุงแต่งไป สังขารก็เป็นสังขารที่เรารู้ยิ่ง เป็นอภิสังขารควบคุมได้ โดยที่ไม่ให้อีกสิ่งอื่นเข้ามาแซมปน จับตัวมารตัวปลอม ตัวเก๊ ตัวปลอม คือกลิหรือที่เรียกว่ากิเลส กลิ คือตัวโทษภัยนี้ได้ จับมันได้แล้วไม่ให้มันมีตัวนี้ รู้ว่าตัวตนมันเป็นอาการอย่างไร เรียนรู้อันนี้ ทีนี้จะให้มันไม่ปรุงแต่งจะไปทำอย่างไร ไปกดข่มไปไล่มันไม่ได้หรอก ต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเท่านั้น มีปัญญาที่เต็มรูป จะเป็นพลังงานที่ทำให้พวกนี้ไม่รอหน้า ปัญญาปั๊บ จับสัมผัสพวกกลิ พวกนี้มันก็จะหายไปเลย ไม่กล้าเข้าใกล้ ธาตุปัญญาจึงยิ่งใหญ่ พลังงานปัญญารู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันมาปรุงแต่งเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เป็นรูปเป็นนาม เป็นรูปเป็นนามแล้วก็จะมาเป็น กาย เมื่อมาเป็นกายก็จะมาเป็นวิญญาณ ผู้มีปัญญาจริงๆเป็นอรหันต์จึงรู้ว่าทุกอย่างมันปรุงแต่งไปเป็นอย่างนั้นๆ แล้วตั้งชื่อเรียกขึ้นมา ก็รู้รายละเอียดของบทบาทพลังงานจิตที่มันปรุงแต่งอยู่ในฐานะต่างๆ แยกละเอียดกว่านี้ตามบาลีของพระพุทธเจ้าที่รู้ยิ่งกว่า อาตมาไม่เก่งไม่ได้จำบาลีพวกนั้นมา แต่พอรู้สภาวะอยู่ เอาแค่นี่อธิบายมานี้ พวกคุณก็ทำตามที่พูดก็แล้วกัน พอไหว อาตมาว่าพวกโน้นก็ไม่ไหว ไม่อยากเอามาวุ่น แค่นี้หากคุณฟังตามที่อธิบาย คุณก็จะสามารถไม่ยึดมั่นถือมั่น จนเห็นว่าทุกอย่างมันก็เป็นเพียงการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัย มันไม่ใช่ตัวใช่ตนใช่อะไรเขาเราเลยจริงๆ มันอนัตตาแท้ๆ ปัญญากว่าจะรู้ว่าแท้ๆแล้ว ดูอาการ นี่เป็นเหตุและปัจจัยปรุงแต่งกันอยู่จึงเกิดรูปเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปตามอาการที่มันยึดตัวมัน ยึดถือตัวมันก็คือตัวเรานั่นแหละที่มันมีเวทนา สัญญา สังขาร แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเวทนามีอาการอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไรสังขารคืออย่างไร และรวมตัวเป็นวิญญาณคืออาการอย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงจะต้องรู้ชัด เอาวิญญาณมาตีให้แตก แยกวิญญาณ มีกาย มีจิต แยกวิญญาณเป็นรูป เป็นนาม เมื่อสามารถแยกอาการของรูป ของนาม ของวิญญาณได้ จบ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาทำให้หายบ้าทำอัตตาให้เป็นอนัตตาได้จริงๆ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ที่พูดถึงอาหาร 4 เครื่องอาศัย 4 ในอาหารที่เป็นวิญญาณสามารถรู้ว่าวิญญาณคืออะไร แล้วรู้ว่า วิญญาณมันอาศัยนามรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัย ผู้รู้อันนี้จบเลย นามรูปคืออาหาร อันเป็นปัจจัย เป็นที่ตั้งของการปรุงแต่งของนามรูป ก็เรียกว่าสังขาร วิญญาณก็คือสังขาร เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้เป็นวิชชา จึงรู้ว่าวิญญาณที่แท้มันก็คือสังขาร สังขารมันก็คือนามรูป นามรูปมันเกิดได้ก็เพราะว่ามันมีสิ่งที่ไปเชื่อมต่อผัสสะกับอะไรอีกอันนึง เสร็จแล้วก็เกิดสภาพนั้นขึ้นมา พอเกิดมาแล้วก็เป็นเวทนา เป็นตัวเป็นตนแล้วก็ไปหลงว่าตัวตนนี้เป็นสุขผู้สามารถยึดความสุขได้มีแต่สุขมากๆไม่ทุกข์ก็คือเป็นพวกเทวดา ถือว่า ผู้ใดได้แต่สุขยิ่งใหญ่เป็นพระเจ้าแห่งสุขหรือว่าพระเจ้า พระเจ้า เจ้าแห่งสุขนิรันดรแล้วไม่เรียนรู้ความทุกข์ ความทุกข์คือซาตาน คือผีมาร ที่อยู่ร่วมกับพระเจ้าเป็นอย่างเดียว แยกกันไม่ได้ ผู้ที่ไม่ใส่ใจทุกข์ไป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive