640404_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 44 พาปฏิญาณศีล 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
640404_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 44 พาปฏิญาณศีล 8 https://www.boonniyom.net/50193.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1loVoOI5g0vU3pIoQ0-wInv4NPWkJNuoHSYkdqiXPZk8/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1RSvV5Cdl2wOKzW8LGlGzpfqXpJ5uC76r/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://www.youtube.com/watch?v=-_476KjrAbQ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ศาสนากรรมกับศาสนากอด พ่อครูว่า…วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 7 ค่ำเดือน 5 ปีฉลู วันนี้ทางจีนเขาเรียกว่าวันเช็งเม้ง คือวันที่ระลึกถึงญาติ วันที่รวมญาติ เขาสามารถที่จะให้ญาติโกโยติกา มารวมกันให้มากที่สุดเท่าไหร่ เขาก็พยายามระลึก เป็นความเข้าใจเป็นภูมิปัญญาชนิดหนึ่งของคน เห็นว่า คนเรานี่ เกิดมาเกี่ยวข้องกัน เป็นปู่ย่าตาทวดอะไรกันมาเป็นลูกหลานเหลนโหลนอะไรกันมา มันเกี่ยวข้องกัน เกี่ยวข้องกันสูงสุดคือเกี่ยวข้องกันด้วยกรรม ศาสนา 2 ชนิดในโลกคือ ศาสนาเทวนิยมกับ อเทวนิยมมีต่างกันอยู่สำคัญที่สุดก็คือ กรรม กับ God ต่างกัน อ่านอย่างภาษาไทยๆว่า กอด กรรมกับกอด คำว่ากอด ในภาษาไทยนั้นชัดเจน กอดคือโอบแน่น กอดอย่าปล่อยเลย นี่คือเทวนิยม กอดไว้ไม่มีปล่อยหรอก ไม่มีกระจายไม่มีแยก แยกไม่ได้ กอด อยู่นั่นแหละ แยกไม่ได้เลย แยกออกจากกันไม่ได้ ไม่แยก ไม่มีความรู้ในการแยกแยะ ไม่มีการกระจายลักษณะต่างๆออกไปให้ชัดเจน ทั้งหมด จนกระทั่ง อย่างพระพุทธเจ้าสามารถแยกออกไปจนกระทั่งสามารถละเอียดเลย โอ้โห ที่จริงมันไม่มีอะไรเลยมันเป็นการรวมตัวของเหตุปัจจัยเท่านั้นเองเป็นรวมกันสังขารกันอยู่แล้วมารวมกันเป็นวิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าแท้จริงมันมีเพียง 2 อย่าง เมื่อเกิดมาเป็นชีวะระดับจิตนิย
อ่านต่อ
ามก็มีนามกับรูป เมื่อมันมาเชื่อมต่อกันสัมผัสกันเกิดอายตนะสัมผัสกันเกิดขึ้นมา มันก็จะเกิดสภาวะให้รู้เลยว่า รูปนาม สัมผัสกันก็เป็นวิญญาณ รูปนามสัมผัสกันก็เรียกว่าสังขารรูปนามสัมผัสกันก็เรียกว่าเวทนา ผู้มีวิชาก็จะรู้ว่ามันเป็นลักษณะสังขารอย่างนี้ มันเป็นวิญญาณอยู่ในลักษณะอย่างนี้มันเป็นเวทนาก็อยู่ในลักษณะนี้ แล้วยังไร วิญญาณมันก็คือก้อนหนึ่ง จับตัวแน่นในคน กอด กันอยู่จนไม่รู้อะไรคืออะไร เพราะฉะนั้นศาสนากอด ถึงไม่รู้จักวิญญาณเพราะกอดกันแน่นจนไม่รู้ว่าอะไรผสมกันอยู่ตลอดนิรันดรนิรันดร์กาลไม่รู้เลย ว่า วิญญาณคืออะไร แยกไม่ออก ก็เลยมีวิญญาณอยู่ตลอดนิรันดรแยกไม่ออก พระพุทธเจ้ามาศึกษามาตรัสรู้แล้ว โอ้โห มันไม่มีจริงๆเลยมันไม่ใช่ของจริงเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวไม่มีตัวตนจริงมันรวมอยู่ พอมาเป็นจิตนิยามมันก็เลยมาเป็นอวิชชามีตัวโง่ โง่ก็เลยจับตัวกันกอดแน่นอยู่อย่างนั้น จับได้แล้ว เจ้า กอด แต่ศาสนาที่มีพระเจ้าที่เรียกเสียงว่า God ที่เรียกว่า กอด ก็ไม่รู้ว่าอัตตาคือความกอดแน่นของรูปนาม อัตตาหรือปรมาตมันหรือวิญญาณ มันคือความกอดแน่น กันอยู่ของธาตุหลัก 2 ตัวคือรูปกับนาม หรือ กายกับจิต หรือแยกแยะออกไป โอ้โห ก็คือทีละคู่ๆ ก็คือเทวะ พระพุทธเจ้ารู้ชัดรบเทวะหมดเลยสมบูรณ์แบบ ประสบความสำเร็จในการเกิดมาโง่ พระพุทธเจ้าประสบความสำเร็จคือผู้รู้ หายโง่ รู้จบ รู้ครบ บริบูรณ์รู้ถ้วน จนกระทั่งเรียกว่าอมตะ รู้เลยว่าจะอยู่เป็นคนนี้จะอยู่กันอย่างไร อยู่ไปทำไมอยู่ไปแบบไหน ที่ดีที่สุด สบายที่สุด มีประโยชน์ที่สุด มีคุณค่า ให้แก่ทั้งโลก ทั้งมนุษย์ทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่เขาได้ รู้จบก็รู้ครบเลยเป็นผู้สำเร็จ พระพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่าสิทธัตถะ สิทธัตถะแปลว่าความสำเร็จตามที่ต้องการ พระพุทธเจ้าสำเร็จหมดเลยตามที่ต้องการ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คนต้องการอะไร.. มาไขความกัน คนต้องการอะไร?.. มาไขความกัน พระพุทธเจ้าเป็นคนผู้ประสบความรู้อันนี้ก่อนเพื่อน เป็นไก่ตัวพี่ ที่จริงท่านรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันนี้มาตั้งนานแล้ว รู้แล้วท่านก็มาอุบัติขึ้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะคือมาเป็นแท่งรูปนามตัวตนร่างกายชีวิต คนๆหนึ่งที่มีความสำเร็จตามความต้องการแล้ว ก็เลยได้ชื่อว่าสิทธัตถะซึ่งเป็นภาษาบาลี ภาษาไทยก็คือ ความสำเร็จตามที่ต้องการแล้ว ท่านสำเร็จมาแล้วกลับมาเป็นร่างเจ้าชายสิทธัตถะก็คือสำเร็จมาแล้ว ท่านเกิดเมื่อ 15 ค่ำเดือน 6 ปีที่เอา 80 + 2564 = 2644 ปีมาแล้ว ท่านมาอุบัติขึ้นมาเป็น ร่างกายของมนุษย์ได้ชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่จริงท่านประสบความสำเร็จในความรู้ความจริงทั้งหลายที่ประดามีกันในมหาจักรวาลเอกภพนี้ จบความรู้ทั้งหมดไม่มีความไม่รู้อีกเลย รู้จริงๆ รู้จบรู้ครบ ผู้ที่รู้จบอย่างที่ว่านี้คุณจะอยู่เป็นคนก็ได้ คุณจะไม่อยู่เป็นคนจะสลายตัวเป็นดินน้ำไฟลมเลยก็ได้ จะอยู่เป็นคนไป อยู่ไปทำไม? อย่างอาตมานี่ รู้แล้ว ยังไม่ถึงเป็นพระพุทธเจ้าหรอก เป็นพระอรหันต์ก็รู้แล้วได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ก็คือผู้รู้จบครบแล้ว เป็นผู้ที่มีความจริงของมูลสูตร 10 ครบแล้ว เป็นผู้ที่มีฉันทะรู้จักฉันทะ รู้จักมนสิการ รู้จักผัสสะ รู้จักเวทนา รู้จักสมาธิ รู้จักสติ รู้จักปัญญา รู้จักวิมุติ รู้จักอมตะ รู้จักความปรินิพพานเป็นปริโยสาน รู้ครบเลย ท่านรู้มูลสูตร 10 โดยสภาวะ อาตมาสัมผัสมูลสูตร 10 ก็โอ้โห มูลคือ รากเหง้าต้นตอของทุกอย่าง ฉันทะเป็นมูลกา หากไม่มีฉันทะ ไม่สามารถจะศึกษาหาความรู้ให้จบหมด 10 หลักมูลสูตรนี้ ถ้าไม่มีฉันทะตัวต้นเลย ก็ไม่สามารถจะมนสิการได้ซึ่งเป็นตัวที่สองของมูลสูตร คุณไม่สามารถจะทำใจในใจของคุณได้ และคุณก็จะไม่รู้ว่าความสำคัญของ ผัสสะ เป็นเหตุแห่งแดนเกิด สมุทัย เป็นเหตุที่จะรู้จะเรียนอะไรให้สำเร็จได้ทั้งหมด มีผัสสะเป็นสมุทัย(เสียง ดช.ดีๆ ร้อง ไม่หยุดเลย) มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด เกิดทุกสิ่งทุกอย่างเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าทำอย่างไรมันเกิด แล้วทำอย่างไรมันจะดับ อะไรมันเกิด มันเกิดมาเป็นอะไร มันเกิดมาทำไม มันเป็น Question Mark ไปหมดเลย มันเกิดมาทำอะไร เกิดมาแล้วไง จะเป็นอย่างไรต่อไป จะไปยังไงมายัง จะดียังไง จะไม่ดียังไง ท่านก็จับประเด็นได้สำคัญคือ ประเด็นสุข ประเด็นทุกข์ อ๋อ.. สัตว์โลกงมงายเรื่องสุขเรื่องทุกข์ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ภาษาเรื่องความสุขความทุกข์ แต่มันก็ลักษณะเดียวกัน สัตว์เดรัจฉานมันก็เกลียดทุกข์อยากได้สุขทั้งนั้น จนกระทั่งมาถึงสัตว์คน ก็อยากได้สุขเกลียดทุกข์ ศาสนา God ศาสนากอด ไม่สามารถรู้ในความรู้สึกโกรธ ทุกข์จึงกลายเป็นสุขนิยม กลายเป็นลัทธิสุขนิยมติดอยู่กับสุขนั่นแหละตลอดกาลนานนิรันดร เที่ยงแท้อยู่กับสุข ความสุขไม่ได้เพราะว่าไม่รู้ว่า สุขกับทุกข์มันคือมายา สุขกับทุกข์คือสภาวะ 2 ที่มันแยกกันไม่ได้ มันเป็นมายา เวลาจะแสดงกับคนมันก็เอาหน้าความสุขมาหลอก แต่แท้จริงมันคือความทุกข์ที่ถือหอกดาบอยู่ข้างหลังตัวสุขแล้วก็เสียบตัวเอง ทำลายตัวเองตลอดกาลนาน ไม่มีความรู้ ไม่สามารถจะเข้าใจสัจธรรมอันนี้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องอื่นความรู้ประดาที่โลกมีท่านก็เรียนรู้มาหมด 18 สำนักตักสิลา ท่านได้เกียรตินิยมจบทุกวิชา เสร็จแล้วทิ้งหมด มาเอาวิชชาที่ท่านเองตรัสรู้เอง ท่านเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านต้องไปเรียนในตักสิลา มหาวิทยาลัยในยุคโน้นของทวีปอินเดียตักสิลาเป็นอาคาเดมี่ใหญ่ในยุคนั้นก็ไปเรียนจบหมดทุกวิชา 18 วิชชา เสร็จแล้วทิ้งหมด แล้วท่านก็มาเอาวิชชานี้ตลอดพระชนม์ชีพ มาสอนวิชชานี้ มาทำให้คนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในวิชานี้ไม่ทำงานอื่นเลย 18 วิชชานั้นขี้หมาแท้ๆทิ้งหมด เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักว่าสิ่งที่ประเสริฐที่สุดนี้คือ วิชชานี้ คือวิชชาโลกุตระ เป็นธรรมะโลกุตระนี่แหละที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือธรรมะนี่แหละ คนโดยปริยาย ทั่วไปก็รู้ว่าคนควรจะมีธรรมะ แต่เทวนิยมมีแต่โลกียธรรม เขาก็ไปเอาโลกียธรรมได้สูงสุด แล้วมันก็วนเวียน ไม่มีทางออกจากโลกไม่ได้ ก็อยู่ในโลกนี้แหละ ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดไว้ แม้จะออกไปจากโลก คุณก็ออกไปไม่ได้ คุณก็ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดอยู่นั่นแหละ ลอยวนอยู่ในข้างลูกโลก นั่นแหละ ออกไม่ได้หรอก เขาพยายามออกกันก็ได้ พยายามออกจากโลกนี้ไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคารก็ได้แต่เขาไปอยู่ไม่ได้หรอก มันก็จะเหมาะกับโลกๆนี้ โลกๆอื่นไปอยู่ไม่ได้ นี่ก็ดันทุรังจะพยายามไปสร้างสถานที่ ไปจองที่ๆโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร แล้วใครเป็นเจ้าของ โง่จริงๆเลย และมันจองกัน ตลกอวดรวยพวกเศรษฐี แล้วก็จะไปอยู่โลกลูกนั้นลูกนี้ คือมันคิดเกินไป มันเกินที่คนจะไปรู้แล้ว ไปวุ่นวายเสียเวลา เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสกับคนที่มาถาม บอกว่าเธอถามเกินปัญหาไปแล้ว มันไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่เธอถามนั้นมันเกินปัญหาไปแล้วเหมือนกันมันทำเกินที่ควรจะทำ แต่เขาก็ว่าเขาเก่งนะเสียเวลา เพราะฉะนั้นคนถึงจะต้องวนอยู่ในโลกอันเสียเวลาที่อวิชชาที่โง่ อาตมาก็ถือว่าเกิดมาเป็นคนกับเขาคนหนึ่งในมหาจักรวาลนี้ พวกคนแต่ละอัตภาพแต่ละอัตตาก็เป็นของของตัวเองคนคนหนึ่งเหมือนกัน นี่มาในนี้ มาเอาชีวิตทั้งชีวิตมาทางนี้เลย โอ้โห สุดประเสริฐเลย คนที่ยังไม่รู้งมงายอยู่กับพวกเขา ก็น่าสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ก็ช่วยได้เท่านี้แหละ ช่วยเฉพาะคนที่เขาใส่ใจ เขามีฉันทะ มีความยินดีที่จะมาเอา ถ้าไม่มีความยินดีแล้วเลิก มีความยินดีเสร็จแล้วก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องมโนวิญญาณ แล้วก็ต้องทำจิตทำวิญญาณ ทำมโนให้เป็นมนสิการ จัดการจิตวิญญาณให้เป็น เรียนรู้จัดการตัวนี้จบแล้ว ผู้ที่สำเร็จความรู้ของพระพุทธเจ้าเรียกว่าอรหันต์ จึงเป็นสภาพที่มันเกิดมาเป็นไอ้ตัวที่มันกอดกันไม่ออกไม่ทิ้ง ร่างคนคนหนึ่งนี่แหละคือตัวกอด คือพระเจ้าคือวิญญาณคืออัตภาพคือปรมาตมัน อันเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้นสามารถเรียนรู้ไปถึงว่าแล้วทำอย่างไรถ้ามันเกิดมาอย่างนี้แล้วมันจะสูญได้ไหม เทวนิยม ไม่มีทางสูญ ไม่มีใครสอน พระเจ้าก็สูญไม่เป็น พระเจ้าก็ยังสูญไม่ได้เลย พระเจ้าก็ยังต้องอยู่เป็นนิรันดร 1 มี 0 ไม่อยู่นิรันดร 2 ถ้าจะไม่สูญถ้าจะอยู่ มันได้ร่างนี้ อัตภาพนี้มาแล้วจะอยู่อย่างไร ดีที่สุดสุดยอดแห่งดีที่สุดจะอยู่อย่างไร คืออยู่อย่างเป็นอรหันต์ ก็เป็นมนุษย์ที่ดีสุดยอดที่สุดนี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ออกเนกขัมมะตามลำดับของพ่อครู อาตมาได้เกิดมารู้เกิดมาเรียนปฏิบัติตามได้จนเป็นโพธิสัตว์มาถึงป่านนี้ก็มาทำงาน สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาเกิดวันที่ 5 มิถุนายน 2477 ตรงกับวันอังคาร แรม 8 ค่ำ เดือนเจ็ด(7) ปีจอ วันอังคาร เสร็จแล้วก็อยู่กับทางโลกมา 36 ปี เป็นลิงลมอมข้าวพอง พระพุทธเจ้าก็อยู่กับโลก 35 ปี อาตมาลิงลมอมข้าวพอง อยู่กับโลกเขา 36 ปี เสร็จแล้วก็มาทำงานนี้เลย ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่านไปถูกลิงลมข้าวพอง พระราชบิดามอมเมาหนักมากเลย 29 ปี กว่าจะรู้ตัว 29 ปี พอรู้ตัวแล้ว ไม่เอาแล้ว เลยออกทิ้งเลย ออกบวชเลย แต่บวชก็ท่านก็ต้องบวชตามโลกเขา เขาว่า “มหาภิเนษกรมณ์” ท่านก็ออกไป ไปตามเขาลิงลมอมข้าวพองแท้ นั่นแหละถูกมอมเมาหลงไปตามโลก 6 ปี อาตมาก็ถือว่าลิงลมอมข้าวพองไป 36 ปีไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครเมาอาตมา อาตมาก็บ้าของอาตมาเองคนเดียวเป็นหมากลางตลาดบ้าๆบอๆไป จนกระทั่งวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 อาตมาไม่เอาแล้ว อยู่ทางโลก 36 ปี วันบวชอาตมา...วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือนสิบสอง(12) ปีจอ วันเสาร์ เป็นวันที่อาตมาทิ้งเลยทางโลก เลิก! ออกมาทำงานนี้ มาอยู่เป็นคนแบบนี้ ออกมาทำอย่างไม่เคยนึกเลยว่าจะย้อนกลับไปจนบัดโน้น ถึงบัดนี้ไม่เคยมีอะไรแวบหนึ่งแว๊บเสี้ยวหนึ่งเศษหนึ่งก็ไม่เคยแวบ ว่าจะกลับไปทางโน้น มากันอย่างมั่นอกมั่นใจ มากันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย แล้วก็อยู่ได้ จาก 36 ปี ตอนนี้อายุ 87 ปีแล้ว อาตมาตั้งอกตั้งใจให้อายุถึง 100 ปี เมื่อเช้าพูดถึงชาลี อินทรวิจิตรตอนนี้อายุ 97 ปี แก่กว่าอาตมา 9 ปี ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่านอนติดเตียงแล้ว ที่อาตมานึกไปถึงชาลีอินทรวิจิตรก็เพราะรู้จักกันดี อยู่ในวงการเขาก็เป็นลูกศิษย์พี่ล้วน ควันธรรม คนนึง อาตมาก็เป็นลูกศิษย์พี่ล้วนเขาเหมือนกันแต่อยู่กับพี่ล้วน 2 ปี เป็นไปตามวิบากกรรม เรื่องวิบากกรรมนี้สนุกถ้าไปเขียนนิยายทั้งนั้นมากมายก่ายกอง อาตมาเกิด 5 มิถุนายน 2477 บวชเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2513 วันประกาศนานาสังวาสกับเถรสมาคม...วันที่ 6 สิงหาคม 2518 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือนแปดหลัง(88) ปีเถาะ อิสระเสรี ประกาศนานาสังวาส แยกออกจากเถรสมาคม วันที่ 7 ก็เป็นวันเสรี ทำไม อาตมาต้องประกาศนานาสังวาส? อาตมาประกาศนานาสังวาสเพราะ พูดกันอย่างขออภัย ต้องพูดให้ชัดๆ พูดอย่างเปิดๆ ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ว่า เพราะศาสนาพุทธมันเละเทะ ถ้าบวชไปอาตมาก็เป็นพระบวชใหม่อยู่ใต้การบริหารปกครอง เป็นพระเล็กพระน้อย แล้วจะไปทำสิ่งที่เป็นโลกุตรธรรม จะประกาศจะอธิบายอะไรไปมันไม่มีทางที่จะทำได้เลย จะต้องอยู่ใต้อาณัติกฎบังคับต่างๆสารพัด เรื่องจริงที่อาตมาอยู่ไปได้ 1-2 ปี อาตมาก็ว่าอย่างนี้ตายๆ อยู่ไม่ได้หรอก มาบวช 2513 เมื่อ 2518 ก็ครบ 5 ปี อาตมาทนอยู่ถึง 5 ปี ถูกแกล้ง ถูกย่ำยี ถูกอะไรสารพัด จนอยู่ไม่ได้ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าสามารถประกาศได้ให้ประกาศนานาสังวาสได้ให้แยกได้ ซึ่งยังไม่มีใครทำ ในเมืองไทยจะเรียกว่าทำโดยปริยาย ไม่ได้ทำอย่างกิจจะลักษณะเต็มรูปเหมือนอย่างอาตมา เมืองไทยเหมือนกันก็คือ ธรรมยุตแยกจากมหานิกาย ผู้แยก เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ตอนที่แยกยังไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่เป็นเจ้าฟ้า ที่จะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็เป็นใหญ่ท่านก็ทำได้โดยปริยาย ท่านก็ตั้งขึ้นมา ไม่มีใครจะห้ามท่านได้ง่ายๆ แต่อาตมาเป็น layman ธรรมดา ไม่มีศักดิ์ศรียศตำแหน่งอะไรเลย เป็นกรรมกรสามัญ แล้วมาประกาศแยกจากการบริหารปกครองของคณะใหญ่ มันดูใหญ่จังเลย จะทำได้หรือ ตายลูกเดียว แต่ก็ไม่ตาย อยู่จน 87 ปีแล้ว (พ่อครูพูดผิดว่า 89 หรือ 89 จะตายแล้ว) ญาติโยมว่าไม่ได้ เอ้า อาตมาก็พยายามอยู่ มีเจตนาจะอยู่ต่อไม่ได้อยากจะตาย 89 ปียังเจตนาอยู่ว่าอย่างไรอย่างไรอายุ 90 ปีฉลองให้หน่อยนะ อย่างน้อยก็เอามันโอกินาว่า มาทำอะไร พวกเราปรุงแต่งเก่ง บวดมัน ต้มมัน ปิ้งมัน ย่างมัน ทอดมัน เอามาเป็นเมนูต่างๆมาฉลองให้อาตมา เอามั่นนี่แหละ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิปลาส 4 กับเจโตปริยญาณ 16 _สู่แดนธรรม...ตอนพ่อครู อายุ ถึง 100 ปีให้พวกเราบรรลุอรหันต์ฉลองกันเยอะๆครับ พ่อครูว่ า…มันไม่ดีหรอก เอิกเริก พูดถึงตรงนี้แล้วรู้สึกสมเพช สังเวช สังเวชที่ท่านเองท่านหลงอรหันต์เก๊ แล้วท่านก็ฉลองกัน สร้างทำเนียบกัน ทำทำเนียบพระอรหันต์กันขึ้นมา ดูแล้วอาตมาสงสาร แสนเศร้า ที่พูดนี้ด้วยใจจริงไม่ได้พูดข่มทับถมหรอก คือสงสารเขางมงายกัน ทำไป ไม่รู้จริงๆ ท่านไม่รู้จริง อวิชชากันจริงๆ น่าสมเพชเวทนากันจริงๆ ท่านหลงกันจริงๆ หลงกันอย่างสนิทว่านั่นคืออรหันต์แล้วก็ฉลองกันยกย่องกัน สร้างอนุสรณ์เป็นเครื่องประเทืองอลังการให้แก่ผู้นี้ที่บอกว่าเป็นอรหันต์ๆ บางคนก็สร้างตั้งแต่ยังมีชีวิตเป็นๆ บางคนท่านตายไปแล้วลูกศิษย์ลูกหาก็สร้างๆๆ เพื่อจะโปรโมทว่านี่คืออรหันต์ โปรโมทว่าผู้นั้นเป็นอรหันต์ อาตมาเห็นพฤติกรรม พฤติการณ์อย่างนี้แล้วก็ มันน่าสงสารพระพุทธเจ้า น่าสงสารศาสนา อาตมาเอง อาตมาก็เจตนาจะประกาศ จะยืนยันว่า อรหันต์ ต้องเป็นอย่างนี้ ประกาศตัวเอง เจตนาอย่างยิ่งเลย เจตนาอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการข่มเบ่งอะไรเลย ต้องการบอกให้รู้ว่าอรหันต์นั้นคืออย่างนี้ อย่างนั้นมันไม่ใช่ อย่างที่มันเชื่องๆช้าๆชุ่มๆฉ่ำๆ อย่างนั้นไม่ใช่อรหันต์อรหันต์จะต้อง กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา นี่ใช้ภาษาวิชาการเลย รู้จักบ้างไหม กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา คืออาการอย่างไร นี่ดูอาการ 87 ปีนี่ยังเป๋งๆอยู่เลย(พ่อครูพูดผิดว่า 89 ปีอีกแล้ว) สัญญาวิปลาสไปเลย อาตมาไม่ได้ทิฏฐิวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาสอย่างเดียว จิตอาตมาเต็ม จิตอาตมาเป็นพระอรหันต์จะมีทิฐิและจิตที่วิปลาส แต่ไม่ได้มีแต่สัญญาที่วิปลาส ในวิปลาส 3 สู่แดนธรรม...เอาเข้าให้จริงๆไม่นับเป็นสัญญวิปลาสนะครับ วิปลาสนั้นต้องเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง พ่อครูว่า…วิปลาสแท้มี 4 คือ เห็นว่าทุกข์แท้ๆก็เป็นความสุข-เห็นความไม่เที่ยงว่าเป็นความเสี่ยง-เห็นความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน-เห็นสิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ครบชัดเลยแค่ 4 ประเด็นนี้ ทุกข์แท้ๆไปหลงว่าสุข ไม่เที่ยงแท้ๆหลงว่าเที่ยงแท้ หลงไม่มีตัวตนก็ไปหลงว่ามีตัวตน สิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นก็ไปหลงว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ครบหมดเลย ถ้าเข้าใจแค่นี้ก็คนเราหนอ ก็ต้องมาทำจะได้เรียนรู้จิตมาทำทิฏฐิให้สัมมาทิฏฐิ แล้วก็เรียนจิตให้เต็มที่ สัญญากำหนดหมายจิต จิตในจิต เจโตปริยญาณ 16 ถ้ารู้ครบแล้วก็ทำได้ครบถ้วนก็จบ จบเลย เจโตปริยญาณ 16 แล้วก็ปฏิบัติให้บรรลุ ปฏิบัติให้บรรลุเจโตปริยญาณ 16 ก็จบเลย ไล่กันได้ไหม อาตมาบอกวิธีให้ไล่ทีละคู่ๆ สามคู่แรกง่ายจะตาย ราคะกับไม่ใช่ราคะ โทสะกับไม่ใช่โทสะ โมหะกับไม่ใช่โมหะ 6 อันแล้ว เหลืออีก 10 จับทีละคู่ คู่แรก อันหนึ่งเป็น static อันหนึ่งเป็น Dynamic อันหนึ่งเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน อันหนึ่งเป็นนิวเคลียร์ฟิวชัน มันก็เป็น 2 ลักษณะ อันนึงจะเกาะกันแน่น อีกอันนึงกูไม่เกาะกับใครจะกระจายนี่คือนิวเคลียร์ฟิชชัน ไปเดี่ยวๆเลย แล้วเขาถือว่าอันนั้นจะบรรลุ ที่จริงแล้วมันทะลุไม่ใช่บรรลุ นั่นแหละคู่ที่ 1 ของ 5 คู่ที่ 2 ต่อมาเป็นมหัคคตะ กับ อมหัคคตะ คือยิ่งใหญ่กับไม่ยิ่งใหญ่ คู่ที่ 3 สอุตระ กับอนุตระ คือ ดี กับดียังไม่จบ ดีกว่านี้ยังมีอีก เขาเรียกอนุตระ แล้วจิตดีสูงสุดคืออย่างไร ก็แยกเป็นสองคู่ คู่ที่ 1 คือ สมาหิตะ กับ อสมาหิตะ อีกคู่หนึ่งคือวิมุติกับอวิมุติ สมาหิตะคือจิตตั้งมั่นแล้ว อสมาหิตะคือจิตยังไม่ตั้งมั่น ส่วนคำว่าสมาธิเป็นคำกลางกลางที่เรียกกันทั่วไป อย่างคำว่าฌาน สมาธิ ก็เรียกกลางๆ หากว่ายังไม่สมาธิก็ยังไม่เข้าเป้า วิมุตก็คือจบหลุดพ้น ที่จริงวิมุติแปลว่ารู้สึกรู้แล้วนะ รู้อะไร รู้ว่าหมดแล้ว หลุดพ้นแล้วจบแล้ว ไม่มีอะไรต่อแล้วสูงสุด วิมุติ กับ อวิมุติ เป็นตัวตรวจสอบสุดท้ายคู่หนึ่ง วิมติเป็นคู่ปัญญา ส่วนสมาหิโต เป็นเจโต จบเป็นอุภโตภาค สมบูรณ์แบบ นี่สภาวธรรมเป็นอย่างนั้น นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม...วันนี้เราได้เรียนคำใหม่ ศาสนากอด พ่อครูว่า…ไม่ได้เอาภาษามาแสลงเล่นลิ้นนะแต่พูดเรื่องจริง สู่แดนธรรม...พระพุทธเจ้าตอนอุบัติขึ้นมา ก็อุบัติขึ้นมาท่ามกลางเจ้าสำนักลัทธิศาสดาต่างๆที่มีแต่การกอดเอาไว้ด้วยทิฐิ กอดไว้ด้วยตัณหา ศาสนาของพระองค์เป็นศาสนาเดียวที่ปฏิเสธการกอด
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พุทธเป็นศาสนาที่สิ้นการกอด พ่อครูว่า…ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการกอด ที่อาตมาพูดว่าการกอด เป็นอจินไตยอันหนึ่ง ภาษามันก็อันเดียวกัน แต่มันกลายเป็นแยกแตกออกไป ในศาสนาคริสต์เขายังบอกเลยว่า ภาษาของที่แตกออกไปนั้น แตกออกไปจากภาษาเดียว แยกกระเซ็นกระสายออกไปทั่วโลก เป็นเรื่องจริง หากจะสืบสาวไปถึงราก แต่มันต่อจิ๊กซอว์ไม่ไหว ที่จะไปตามหาตัวต้นกับตัวปลายนี้ได้ มันต่อกันมาเรียงกันสลับซับซ้อนเยอะเกิน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) คำว่า กอด นี้คือ คำว่าเทวะ เทวนิยมนี่ เขาตีเทวะไม่แตก แล้วเขาก็หลงผิดเลยว่าอย่าไปตีแตกเชียวนะ เทวะหนึ่งเดียวตีไม่ได้ พระเจ้าคือเทวะนะ ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเลย แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่พระเจ้าไม่เคยสร้างเพราะไม่มีปัญญารู้ คือโลกุตรธรรม พระเจ้าไม่ได้สร้าง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีเกินสิ่งที่พระเจ้ามีคือโลกุตรธรรม เพราะพระพุทธเจ้าสร้างโลกุตรธรรมขึ้นมาเพื่อให้รู้ได้ว่า อ๋อ ที่พระเจ้าท่านรู้ทั้งหมดคือโลกุตรธรรมจัดการได้หมด พระเจ้าก็หมดวิญญาณ ก็หมดอัตภาพอัตตาปรมาตมันก็หมด สูญหายไปเลยไม่ใช่ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า ไม่ เป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่าง โอ้โห ไม่รู้ 0 จะบอกว่ากบฏอย่างไร พระเจ้าไม่รู้ว่านี่เป็นกบฏด้วยเหรอ ไม่ต้องกลัวการลงโทษของพระเจ้าด้วย เพราะแม้แต่พระเจ้าก็สูญ พระเจ้าทำอะไรไม่ได้ สำนวนนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ท่านเรียกผู้ที่หาตัวท่านไม่เจอแล้วท่านเรียกว่ามาร มารคือผู้ไม่รู้ แต่ท่านบอก มาร เราได้หักเรือนยอดของการเกิดทุกอย่างสูญหมดแล้ว เธอหาตัวเราไม่เจอแล้ว อันนี้เป็นโลกุตรธรรม ถึงขั้นแยกสลายกันก่อนจนไม่มีกอดไม่มี God นั่นเองสูญทำลาย god ได้หมดเลย จะว่าไปแล้วยิ่งใหญ่กว่า God เพราะว่าสามารถทำลาย God ให้หายไปเลย เอ็งใหญ่ขนาดไหนก็บอกว่าใหญ่ขนาดทำลาย God แต่ใครจะโง่ทำให้ God ยึดเอาไว้ก็เชิญแต่ใครศึกษาของพระพุทธเจ้าแล้ว God ทำลาย God ได้ 0 ไปหมดไม่เหลือแยกเป็นดินน้ำไฟลมเลยจิตวิญญาณหายไปเลยได้ สู่แดนธรรม...พุทธเจ้าบัญญัติว่า การกอด คือสังโยชน์มีวิธีออกจากการกอดก็คือทำลายสังโยชน์ พ่อครูว่า…มีการผูกเป็นทฤษฎีเยอะให้เอาไปใช้ได้เพื่อรู้สิ่งที่จริง การรู้ความจริง ที่จริงที่สุด ก็คือ การรู้ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ รู้ความโง่ โง่อะไร? โง่ว่าโลกนี้มีสุขกับทุกข์ ...ไม่มี สุขกับทุกข์ มันเป็นอนัตตามันเป็นเรื่องของคนโง่หลงมันอยู่ก็เลยต้องอยู่กับสุขกับทุกข์ แล้วก็ไม่รู้อีกต่อไปว่าสุขกับทุกข์มันตัวเดียวกัน แยกไม่ได้ แต่คุณไปหลงหน้าสุข แต่คุณไม่รู้ว่าหน้าสุข ข้างหลังมันคือทุกข์ แยกกันไม่ได้ หน้ากับหลัง มันติดเป็นหนึ่งเดียวถ้าจะทำลายต้องฆ่าทั้งสุขและทุกข์ หมดทั้งสุขและทุกข์หมดเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ที่เป็นจิตวิญญาณนั้นคือไอ้ตัวสุขกับทุกข์ที่มันกอดกันอยู่นี่แหละ กอดกันจนไม่รู้ว่าหน้าไหนมันเป็นสุข หน้าไหนมันเป็นทุกข์ วะ ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อความรู้สึกของคนมีสุขมีทุกข์ คนก็เข้าใจได้ ว่าถ้าความรู้สึกทุกข์คนไม่ชอบหรอก สัตว์มันก็ไม่ชอบ เกิดมาเป็นจิตนิยามมีธาตุรู้แล้ว ใครมันจะชอบ สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ชอบคนก็ยิ่งไม่ชอบ แต่โง่คุณไม่เอาทุกข์แล้วก็ดับทุกข์สิ สุขมันที่อยู่ด้วยก็จะหมดไปด้วยแต่คุณก็ไม่รู้คุณก็จะไปดับแต่ทุกข์อย่างโง่ ไอ้ตัวนี้เป็นสิริมหามายา คนจะไปดับแต่ทุกข์ แต่ที่จริงคนไปเสพสุขไปหลงสุข สุขเป็นอัลลิกะ สุขัลลิกะ มันเป็นตัวเท็จ พระพุทธเจ้าจึงเรียกตัวทุกข์ว่าเป็นตัวจริง จึงเรียกว่าอริยสัจ สัจจะตัวจริงของคนฉลาด คนอาริยะ คนประเสริฐ คนฉลาด จึงรู้ว่าจริงๆไม่ใช่สุขที่เป็นความจริง แต่ความทุกข์ต่างหากที่เป็นความจริง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทำไมเรียกว่าทุกข์ก็เพราะว่าทุกข์มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มันเป็นสิ่งที่ไม่จริง เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นเลย แต่ก็อวิชชา กำลังขยายความให้เห็นว่าเทวนิยมกับ อเทวนิยมของพระพุทธเจ้า เทวนิยมนั้น จะว่ารู้อะไรก็รู้รู้อยู่แค่โลกียะ ที่ไม่รู้ก็คือไม่รู้โลกุตระ สิ่งที่พระเจ้ารู้ทั้งหมดแต่ไม่รู้อะไร ไม่รู้โลกุตระ แล้วพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมด แต่ไม่สามารถสร้างโลกุตระ พระพุทธเจ้าสร้างโลกุตระได้ จึงสามารถรู้โลกียะทั้งหมด เพราะโลกุตระคือเหนือกว่าโลก โลกทั้งหมด นี่เหนือกว่าโลกทั้งหมด เพราะฉะนั้นโลกุตระจึงรู้โลกด้วย รู้โลกีย์ด้วย และมีสิ่งที่รู้เกินโลกีย์ คือ โลกุตรธรรม พยายามอธิบายอันนี้ ให้ผู้ที่ศึกษาแสวงหาชาวเทวนิยม ชาวพระเจ้าจะได้สะดุดบ้าง พยายามอธิบายให้เห็นสัจธรรมอันนี้ ว่ามันมีทิศทางที่สูงกว่าโลกียะอยู่นะ สูงกว่าเทวะที่เป็น หรือชัดๆคือ สูงกว่าพระเจ้าอยู่นะ พูดไปแล้วดูเหมือนยกตนข่มท่าน มันน่าเกลียด มันดูไม่ดี แต่นี่เรากำลังอธิบายวิชาการ พูดอธิบายความจริงกัน มันก็หลีกเลี่ยงความจริงเป็นภาษาวิชาการไปไม่ได้ มันต้องพูดความจริงเท่านั้นเอง แต่ใจเราก็เข้าใจไม่ได้ไปข่มเขา จะไปข่มเขาทำไม ไปอวดดีเขาทำไม ไปเหนือกว่าเขาทำไม คุณก็ทำไปสิ แล้วก็อยากให้คุณรู้คุณเข้าใจมาทำแบบนี้ด้วย ให้รู้เข้าใจว่าอันนั้นมันยังไม่จบแต่อันนี้จบนะ อันนั้นเรียนอย่างไรก็เรียนไม่จบ แต่โลกุตตระนี้เรียนแล้วจบเลย เมื่อจบแล้ว คุณอยากจะอยู่ไปนิรันดรก็อยู่ได้แล้วเป็นเครื่องรับรองเลยว่า ถ้าเรียนแล้วปฏิบัติตามทฤษฎีหรือหลักสูตรพระพุทธเจ้าทั้งหมด ถ้าคุณจะยังอยู่เป็นคน คุณก็อยู่ไปสิ เพราะคุณเป็นอรหันต์แล้วจะอยู่ก็มีแต่เป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีกนิรันดรเท่าไหร่ก็เชิญ มีแต่ประโยชน์ ไม่ได้ทำโทษภัยให้แก่โลกแก่ใครเลย มีแต่รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ จบด้วย อายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)
สื่อธรร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive