640326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
640326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1_lr8SNF3-dqdRtq9arlMII3_IC3BZAtfDnC5vcIqTKw/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1t4lP1Xu0ywL0UY5mLXHVY2TrZV0Ypwul/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/KXfbnz3MpPk
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 44 ดูเหมือนจะมีพายุฤดูร้อนมา อยู่ที่นี่มีทั้งสามฤดูเลยทั้งร้อนฝนหนาวมาทดสอบความแข็งแรงของร่างกาย ในวันอาทิตย์ที่จะถึง จะมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาชุมชน มาอธิบายพระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม พวกเรามองกันว่า พระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม น่าจะสอดคล้องกับวิถีชีวิตชนิดบุญนิยมของเราซึ่งไม่แสวงหาผลกำไร พระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม จะมีการยกเว้นว่าหากเราทำธุรกิจที่ไม่แสวงหากำไร ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะก็จะมีการยกเว้นภาษี ทีนี้เราจะเข้าหรือไม่เข้าก็จะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับหัวหน้ามาอธิบายให้พวกเราฟัง ไปวันอาทิตย์นี้เวลา 17.00 น. ถึง 18.00 น. ก็แจ้งข่าวไปยังบวรต่างๆด้วย จะทำให้พาณิชย์บุญนิยมของเราเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคได้อย่างไร มีคนมาซื้อของเราแต่ไม่กล้าเข้ามาเพราะรู้สึกว่าในวัดน่ากลัวไม่เหมือนที่ร้านค้า
ไทยเป็นประเทศมหาสาระด้วยการปลูกพืชผัก พ่อครูว่า…ไม่เป็นไรหรอกเขากลัวคนแต่ไม่กลัววัตถุข้าวของชาวอโศก เช่น ที่กองเต็มหน้าเรา เป็นวัตถุดิบ ผลหมากรากไม้ ธัญญาหารต่างๆ พวกเราควรทำให้มากมายยิ่งขึ้นแล้วพวกเราก็มีพื้นฐานจิตที่ไม่ขี้โลภก็ยิ่งดีใหญ่ ไม่ขี้โลภก็ไม่จำเป็นต้องไปขายแพง ก็จะขายถูก ดีไม่ดีแจกฟรี ดีไม่ดีไล่แจกเลย ให้เขาไป ไปแบ่งกัน
อ่านต่อ
กินให้อุดมสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นมันเสียถ้าเราไม่รีบแจกรีบแบ่งปันออกไป เราก็ต้องผลิตออกไปให้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกลัวหรอกเพราะเรามีจุดสำคัญที่จิตของเรามีความสงบมีความพอแล้วนี่ มันเป็นหลักประกันสำคัญเลย พอ มันพอกินพอใช้พออยู่ พอกิน ว่าไปแล้วมีแต่เหลือเกินเหลือเฟือเกินไปอีก แล้วก็เป็นสิ่งจำเป็นสำคัญด้วยเป็นปัจจัยชีวิตปัจจัย 4 ที่แท้จริงที่มนุษย์อย่างไรก็ต้องกินทุกคน ต่อให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องฉันต้องเสวย เป็นคนจะชั่วดี มีจนสูงต่ำดำขาวอย่างไรก็ต้องกินกันทั้งนั้น อาหารเป็นหนึ่งในโลกจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครเข้าใจจุดนี้สำคัญจุดนี้เอาอันนี้ เป็นสุดยอดแห่งสาระสัจจะ ที่เราจะทำให้ยิ่งใหญ่ ทำให้เต็มโลก พื้นดินของเราก็ดีอยู่ในโซนอบอุ่น เหมาะสมที่จะปลูกที่จะทำ ทำได้ทุกฤดูกาลด้วย เดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม ผลไม้ของไทยนี้เอาให้ทั่วโลกตะลึง เป็นที่ซาบซึ้งดีทุกอย่าง เช่น มะปราง มันหวานจนจะกลายเป็นหมากผูแล้วนะ อาตมาไปเจอต้นหนึ่ง ของครอบครัวปีกแก้ว นายชุบ เป็นต้นเก่าแก่ไม่ค่อยมีคนแยแส ก็เอาเลยมีการแพร่พันธุ์ เดี๋ยวคงมีการตอนเอาเมล็ดไปเพาะ เอามาขยายพันธุ์ให้ดีๆ คือ มันจะมีต่างกันอยู่ แต่อาตมาว่ามะปรางก็กินดีนะ มันจะน้ำฉ่ำกว่าหมากผู แต่หมากผูนี่ไม่มีเปรี้ยวเลยหรือมีฝาดด้วย หวานถ่ายเดียว ก็เพิ่งเจอ ตอนที่อาตมาตัวเล็กๆก็เจอแต่ตอนนี้หายไปแล้วก็เพิ่งเจอ ก็เอามาแพร่พันธ์ เมล็ด ตอนกิ่งก็ได้ กล้วยอีกไม่รู้กี่ชนิด แยกกันไปสารพัด นี่ก็กล้วยของหินเข้มอุตส่าห์มาโชว์ เป็นกล้วยไข่ อันนี้กล้วยไข่เครือ จากลานเบิ่งฟ้า (กล้วยหอมคาร์เวนทิส สายพันธุ์จากแอฟริกา) ญาติธรรมร้อยเอ็ดปลูกมา มีแตงกวา ของศีรษะอโศกบอกยี่ห้อมาหมดเลย กระเทียมของเครือแห ฟักหอมของบ้านราชฯ อาตมาพูดนี้ไม่ได้พูดเล่น พูดจริงๆว่าชาวไทยเรานี้ประเทศไทยเรา ให้เป็นมหาสาระ ไม่ควรเรียกมหาอำนาจ เรียกมหาสาระในพืชพันธุ์ธัญญาหาร เราไม่เน้นปศุสัตว์ด้วย เราเน้นกสิกรรมพืชพันธุ์ธัญญาหาร เอาให้ท่วมโลกเลย ปลุกกันมาจนเหลือ เดี๋ยวนี้เรื่องขนส่งถนอมอาหารมันดี ก็เอาต้นหมากผู๋ เขาเอามาที่บ้านคำกลาง เดี๋ยวแพร่พันธุ์ไป ให้เต็มเลย พืชผักผลไม้เรากินก็เอาไปสังเคราะห์ร่างกาย เอาไปบำรุงให้ร่างกายอยู่ได้ เพราะคนเราเป็นสัตว์กินพืช คนเราไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ แล้วไม่ใช่สัตว์ที่กินทั้งเนื้อสัตว์และพืชด้วย คนนี่สัตว์กินพืช ขอยืนยันไม่ใช่ทั้งพืชทั้งเนื้อสัตว์ คนนี้กินพืชเป็นสัตว์กินพืชแท้ๆพิสูจน์ได้สารพัดตั้งแต่ภายนอกไปถึงภายใน ตั้งแต่เล็บเป็นเล็บ nail เหมือนสัตว์กีบทั้งหลายแหล่ ฟันก็เป็นฟันกราม ไม่ใช่ฟันเขี้ยวเหมือนหมาแมวเสือสิงห์งู คนมีฟันจอบ ฟันกราม อันนี้เป็นต้น กินน้ำก็ดูด ถ้าเลียก็พวกกินเนื้อ สารพัด แม้กระทั่งน้ำย่อย ลำไส้ อวัยวะหลายส่วนก็ยืนยันพิสูจน์แล้ว ตกลงรายละเอียดของสรีระคนมันเป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ จริงๆเลย แม้จะพิสูจน์ด้วยอายุ คนกินพืชอายุยาว คนกินเนื้อสัตว์อายุสั้น อย่างเช่นพวกไม่ค่อยมีพืชกิน เช่น ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ อายุสั้น อายุ 25 ปีถึง 40 ปีถือว่าสูงสุดของพวกขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ แต่ของพวกอยู่ภูเขาอยู่ป่าที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร อายุ 100 ปี 200 ปีก็ยังมีเลย ซึ่งเป็นหลักฐานเป็นเรื่องจริงยืนยันทั้งนั้นเลย แล้วอาตมาก็ยิ่งเห็นความสำคัญ ซึ่งมันจะช่วยโลกให้สุขภาพร่างกายสังขารของมนุษย์มันดี ดีขึ้น กินพืชมันดีกว่ากินเนื้อสัตว์ แล้วกินเนื้อสัตว์มันจะมีจิตอำมหิตซับซ้อนลึกซึ้งอีกเยอะ ซึ่งมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของมันทั้งนั้นเลย ศึกษาให้ดีแล้วพยายามพัฒนาความเป็นมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์เจริญมากยิ่งขึ้นอย่างมีภูมิปัญญาที่ยอดเยี่ยมขึ้นไป เพื่อที่ได้อยู่กันอย่าง สงบ อบอุ่น สุขสำราญเบิกบานใจทั่วโลกเลย อาตมาถึงบอกว่ามีจิตที่อยากจะช่วยให้พวกเรา ให้คนในโลกทั้งโลกนี้เข้าใจสภาพที่มันควรจะเป็นสิ่งที่ควร คำว่าสิ่งที่ควรนี่แหละสุดยอดเป็นภาษาไทย อันนี้เป็นสิ่งที่ควร นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรนี่สุดยอด คำว่าควรนี้ไม่ใช่คำให้ยึดมั่นถือมั่น มันเปลี่ยนเป็นไปได้ตามเหตุปัจจัยและโอกาส กาละ มันไม่ใช่เป็นสิ่งปักมั่นยืนยันอย่างนั้น คำว่าควร เป็นมหาปเทส4 เป็นไปตามเหตุปัจจัยในยุคนั้น กาละนั้น องค์ประกอบนั้น สัปปุริสธรรม 7 ต่างๆ ซึ่งมันไม่เที่ยงมันเปลี่ยนแปลงมันไม่คงที่อะไรมันสุดยอด คำตรัสของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดเอามาใช้ให้ดี
เจโตวิมุติเป็นโลกียะ _ขออนุญาต ฝากถามพ่อท่าน.หรือโยมแป้ง….ฯเจโตวิมุติ. เป็นโลกีย์ หรือโลกุตตระ เหตุมาจากพระอนุรุทธเถระ คาถา. ขอบคุณล่วงหน้า ...เจริญพร… พ่อครูว่า…ลองโยมแป้งตอบก่อน สู่แดนธรรม…โดยมากแล้วคำนี้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่อยู่ในธรรมวินัยนี้ แล้วก็พูดถึงบรรลุเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติอันหาอาสวะไม่ได้ จะเป็นของคู่กัน ตรัสไว้อย่างนี้ก็เป็นของโลกุตระแน่นอน ในยุคนั้นพวกนิครนถ์ อเจลกะ ไม่ใช้คำว่าวิมุติแต่ใช้คำว่านิโรธ ในอรรถกถาก็ไม่มีเจโตวิมุติ มีแต่สิ้นอาสวะ พ่อครูว่า…คำว่าเจโตวิมุติ เอาพยัญชนะมาเรียกก็พอฟัง แต่เจโตถึงจิตมันไม่ได้ควบกับคำว่าปัญญา มันต้องแยกปัญญาออกจากจิต เพราะจิตเป็นหลายนัย จิตปัญญาก็ได้เป็นเจโตก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นปัญญาจึงเป็นคำที่สำคัญยิ่งเป็นคำยิ่งใหญ่มาก เป็นของพระพุทธเจ้าแต่เขาเอาไปใช้จนฟั่นเฟือน ต้องปรับมาใหม่ให้มันกลับมา เข้าหาสาระเดิมของพระพุทธเจ้าเราจะไปอนุโลมไม่ได้ เราต้องให้ชัด ไม่อย่างนั้นปัญญามันก็จะไม่เป็นโลกุตระ ซึ่งปัญญาต้องเป็นโลกุตระถ่ายเดียว ปัญญาไม่ใช่โลกีย์ อาตมากำลังเขียนหนังสือเรื่องปัญญา 8 อธิบายอยู่ซึ่งมีที่มาที่ไป เริ่มต้นปัญญามีแต่ในศาสนาพุทธทั้งนั้น ต้องได้ยินจากพระพุทธเจ้าหรือผู้รู้ที่เป็นสัตบุรุษมีสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง ต้องไปไต่ถามซักไซ้ไล่เรียงตามปัญญา 8 ข้อ ไม่อย่างนั้นจะสับสนวุ่นวายอย่างที่เป็น ไม่คมชัดเต็มรายละเอียดบริบูรณ์ จะตอบสั้นๆแค่ว่าเจโตวิมุติ แค่โลกียะก็ได้ จะมีโลกุตระต้องมีปัญญาคู่กัน โดยเฉพาะปัญญาวิมุติ พระพุทธเจ้ายกให้เป็นพระอรหันต์เลย ยังไม่เป็นเจโตวิมุติ หากเป็นเจโตวิมุติด้วย ก็เป็นอุภโตภาควิมุติ ทั้งปัญญาวิมุติและเจโตวิมุติ สมณะเดินดิน…พวกที่บรรลุถึงความเป็นพรหม ไม่รู้ใช้เจโตวิมุติหรือเปล่า พ่อครูว่า…ถ้าเข้าใจชัดว่าปัญญาวิมุติกับเจโตวิมุตินั้นต่างกันแน่ ก็จบ พระพุทธเจ้าบอกว่ามีแต่ปัญญาวิมุติก็เป็นพระอรหันต์ แล้วอาสวะทั้งหมดสิ้นไปในบุคคล 7 ไปอ่านให้ดีๆ ถ้าอาสวะสิ้นหมดเป็นปัญญาวิมุติได้แล้ว แต่ครบเจโตวิมุติปัญญาวิมุติก็เป็น อุภโตภาควิมุติ
SMS วันที่ 24-25 มี.ค. 2564
ทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้เป็นเช่นไร _พรสิทธิ์ เจียรวรรณศิลป์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ รบกวนสอบถามเกี่ยวกับเรื่องอาการทุกข์ (หากภาษาที่ผมเรียบเรียงมานี้ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเข้าใจยาก ต้องขออภัยนะครับ) สอบถามดังนี้ครับ 1) ทำไมเราจึงจับอาการของทุกข์ได้ พ่อครูว่า…อันนี้ยิ่งใหญ่นะจับอาการของทุกข์ได้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ง่ายอาการของทุกข์ เพราะแม้แต่ทุกข์มันก็แยกออกเป็นทุกข์ทางกาย กายิกทุกข์หรือเจตสิกทุกข์ เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้กับเลี่ยงไม่ได้ เป็นระยะละเอียดลึกซึ้ง คนที่จะรู้ทุกข์จึงไม่ใช่คนธรรมดา ต้องมีจิตที่มีปัญญาแหลมคมเข้าใจชัดเจนในคำว่าทุกข์แล้วก็รู้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นทุกข์ที่จะต้องแก้หรือเปล่า มันเลี่ยงไม่ได้แก้ไม่ได้พระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้ในทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ชนิด ก.ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ชนิด (ทุกข์อันเกิดจากกาย) พระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้ 1. สภาวทุกข์ของการเกิดแก่เจ็บตายพระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้หนีไม่พ้น 2. นิพัทธ์ทุกข์ ทุกข์อยู่ในสังขารปรุงแต่งของชีวิตร้อนหนาวกระหายหิวกระหายปวดปัสสาวะอุจจาระ พระพุทธเจ้าก็ อั้นเอาไว้สิ ปวดปัสสาวะก็ไม่ต้องไปถ่ายมันก็ทุกข์ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ คือ ความทุกข์ที่ต้องทำงานต้องแสวงหาการงาน ต้องทำงาน ต้องมีกรรม เป็นทุกข์ที่ต้องทำกายกรรมวจีกรรม โดยเฉพาะมโนกรรมต้องทำงานมันเลี่ยงไม่ได้หากว่าคุณไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวมันก็ตาย ไม่ช้าหรอก กายก็ไม่ทำงาน วจีก็ไม่พูด คิดก็ไม่คิด ไม่ช้าหรอกเดี๋ยวก็ตาย อาหารคือเครื่องอาศัยที่ต้องแสวงหา แสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีพแสวงหาการงานที่ต้องทำ หรือ 4. พยาธิทุกข์ ทุกข์เกิดจากอวัยวะเจ้าการทำงานไม่สมดุล ผิดปกติไป มันก็ต้องเจ็บปวด ป่วย ทรมาน อย่างนั้นอย่างนี้เป็นธรรมดา 5. วิปากทุกข์ เป็นวิบากที่คุณสะสมไว้ ไม่ว่าเก่าหรือใหม่มันถึงรอบก็ต้องทุกข์ ก็คุณทำเองและไม่รู้ก็ตาม คุณก็จะต้องเป็น เหตุปัจจัยพวกนี้มันต้องเกิดทุกข์เป็นผลของมัน 6. ทุกข์ขันธ์ ทุกข์ที่มีขันธ์ 5 นี้เป็นทุกข์นะ ภาราหเวปัญจขันธา ต้องเลี้ยงดูมัน ต้องดูแลมัน ต้องประคบประหงม ต้องหาอาหารมาเลี้ยงมัน มันจะต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว ต้องไอ้นั่นไอ้นี่ มันต้องเป็นทาส คนเป็นทาสขันธ์ 5 นะ ปฏิบัติให้ตายก็พ้นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นี้ไม่ได้พระพุทธเจ้าก็พ้นไม่ได้ ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 1. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) อันนี้ศึกษาให้ดีหมดอุปทานตัณหาได้ที่เราไปยึดถือเป็นความโศกเศร้าเสียใจเป็นความโทมนัส 2. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) กิเลสคุณไม่หมดมีราคะโทสะโมหะมันก็ต้องเป็นทุกข์ ถ้ามันยังมีอยู่ไม่หมดไปจากจิตมากหรือน้อยมันก็ต้องทุกข์อยู่ทางนั้น 3. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) ความทุกข์ที่เกิดพร้อมกับลาภยศสรรเสริญสุข ได้ลาภยศสรรเสริญก็เป็นสุข ถูกนินทาว่าร้ายเสื่อมในลาภยศสรรเสริญก็ทุกข์ เป็นแฝดกันมันเป็นมายา เป็นจอมมายาหลอกคนอันนี้สุดยอดเลยสุขกับทุกข์เป็นมายาแฝดกัน ไม่มีใครสามารถรู้ได้ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาการอย่างไรเป็นสุข อาการอย่างไรเป็นทุกข์ มันเป็นเรื่องมายาทั้งคู่ เมื่อผู้ใดที่รู้จริงแล้วอาการอย่างนี้เป็นสุข อาการอย่างนี้เป็นทุกข์ มันหลอกเรานะ มันไม่มีหรอกอาการทั้งสุขและทุกข์ มีแต่ความรู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดให้สั้นให้ง่ายแต่จะมีปัญญาญาณหยั่งรู้ความจริงที่เป็นอาการอย่างเดียวไม่สุขไม่ทุกข์นี้ที่เรียกว่า อุเบกขา หรือ อทุกขมสุข ภาษาก็รู้แล้ว แต่สภาวธรรมที่...คุณเอ๋ย..มันไม่ง่าย ยิ่งจะทำให้ได้แล้วจะรู้ความจริงที่เราทำได้อีก โอ้โห นะ แต่ไม่พ้นไปจากคน จะพยายาม ปฏิบัติประพฤติให้ถึงได้ ปฏิบัติได้ขอยืนยันถ้าไม่ปฏิบัติได้จริงเพราะคุณมาอยู่กับพวกอาตมาที่ปฏิบัตินี้ไม่ได้หรอกเพราะเราไม่ได้โอ๋โลกียเลยเราไม่มีโลกียมาบำรุงบำเรอเหมือนชาวโลกเลย เราก็อยู่ได้เบิกบานร่าเริงเบาสบายไม่ต้องฝืนทรมานทรกรรมอะไรสบาย สบม ทมด และอายุจะยืนด้วย อีกหน่อยนะอนาคตไม่ต้องห่วงเลย ใครอยากเห็นคนอายุยาวยืนมาดูได้ที่ชุมชนชาวอโศก นี่พูดล่วงหน้าไว้นะ อย่าให้หน้าอาตมาแตก ใครอยากจะเห็นคนอายุยาวยืนจำนวนมากมาดูที่ชุมชนชาวอโศกมีให้เห็น อาตมาพาทำมา 50 ปีนะ หากอายุ 100 ปีขึ้นเกินไปอีก 50 กว่าปีรับรองจะมีหลักฐานยืนยันใครจะอยู่อีก 50 กว่าปียกมือขึ้น อย่างน้อยอาตมาก็ถึงแน่อีก 50 ปี คนไม่กล้ายกมือยังไม่ประมาท ก็ไม่เป็นไรเราตั้งจิตตั้งใจตั้งความปรารถนาไว้ก่อนแล้วพากเพียรให้จริง 4. วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) เกิดจากปัจจุบันเรานี่เองเพราะว่าทะเลาะวิวาทกัน หากว่าคุณทะเลาะวิวาทกันจะหาความสุขได้ที่ไหน มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสุขทุกข์อย่างที่ว่ามันมีเหตุแยกย่อยอีกเยอะคุณพรสิทธิ์ตั้งใจศึกษาให้ดีๆอาตมาอธิบายไปทั้งหมด รายละเอียดต่างๆอาตมาก็ยังไม่บังอาจจะอธิบายให้ชัดเจนถ้วนเต็มในขณะนี้ได้ทั้งหมด ฝากไว้ก่อนโอฬาร _แต่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจนว่า ทุกข์จากอะไรกันแน่ครับ? ทั้งๆ ที่ในบางครั้ง เราก็จับอาการตัณหาได้ก่อน หรือว่า ถ้าเราปฏิบัติเจริญได้ขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นตั้งแต่อาการตัณหา ก่อนที่มันจะเกิดเป็นอาการทุกข์ ได้เองมากขึ้นเรื่อยๆ (ตามหลักปฏิจสมุปบาทที่จะเกิดตัณหามาก่อน แล้วจึงเรื่อยไปจนเป็นอาการทุกข์) 2) อาการทุกข์ที่เกิดขึ้นมาในทันที โดยที่เราจับอาการตัณหาไม่ได้ก่อนนั้น จะเรียกว่า อาการทุกข์แบบที่เกิดมาทันทีนี้ เป็น “วิบากที่เราต้องรับ” ใช่หรือไม่ครับ? เพราะมันเหมือนกับว่า เราพยายามปรับใจให้ออกจากอาการทุกข์นั้นปรับยังไง ก็ปรับได้อยาก เหมือนกับว่า เราได้แต่รับรู้อาการทุกช์นั้นไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหายไปเอง โดยที่แทบจะปรับใจอะไรไม่ได้เลย เป็นแต่ว่าในครั้งต่อไป เราก็จะทุกข์เพราะเหตุที่เราเองก็ยังค้นไม่ได้ชัดๆ นั้น น้อยลงไปเรื่อยๆ เอง ใช่ไหมครับ? ในทฤษฎีที่จริงแล้ว เป็นอย่างไรครับ เช่นว่า จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ครับ คือว่า เราได้แต่รับรู้อาการทุกข์? เพราะทุกข์เป็นวิบากที่เราต้องรับ? 3) พ่อครูช่วยแนะนำให้อีกทีครับว่า เมื่ออ่านอาการทุกข์ในใจที่เกิดขึ้นได้แล้ว ควรปฏิบัติอย่างไรต่อกับอาการทุกข์นั้นครับ เช่นว่า อันดับแรกคือ รีบขจัดอาการทุกข์นั้นออกไปก่อน โดยที่ไม่ต้องหาสาเหตุ (ว่ายิงศรมาจากทิศใด) ใช่ไหมครับ? แล้วเราควรไปตามหาเหตุแห่งทุกข์ตอนไหนครับ? แล้วถ้าเราหาสาเหตุไม่ได้ชัดเจนควรทำอย่างไรครับ? พ่อครูว่า…อาตมาว่ามันตอบตายตัวไม่ได้หรอก จะเห็นความทุกข์ก่อนหรือตัณหาก่อนมันไม่เที่ยงหรอก ศึกษาไปตามขั้นตอนศีลสมาธิปัญญา ไปตามแต่ละเรื่องแล้วพยายามกำหนดหมายให้รู้ว่า อาการของเวทนาของความรู้สึกคืออย่างไร สัญญาคือ ธาตุจิตของเรามันเป็นตัวทำงานหน้าที่อะไร สังขารมันปรุงแต่งอย่างไร จนกระทั่งเป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร เสร็จแล้วก็จบ เหลือแต่ทำไปก็จะเกิดการตกผลึกสั่งสมจิตที่ไม่มีบุญไม่มีบาป จิตที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเป็น อเนญชาๆ เกิดสัมมาสมาธิ หรือ สมาหิโต นั่นแหละคือตัวสมาธิของศาสนาพุทธ คือผลจากความสะอาดของจิตที่ไม่มีกิเลสแล้วอย่างรอบด้าน จึงตกผลึกมาผนึกกันเข้า ควบแน่นกันเข้า เป็นจิตตั้งมั่น เรียกโดยศัพท์ของพระพุทธเจ้าว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต อันนี้ คำว่าสมาหิตะหรือสมาหิโต อยู่ในเจโตปริยญาณ 16 เป็นคู่ อสมาหิตะหรือสมาหิตะ เป็นคู่ที่เกือบจะสุดท้ายแล้ว เป็นคู่ที่ 7 คู่ที่ 8 ก็เป็นวิมุติ อวิมุติ แม้แต่ใน เจโตปริยญาณ 16 ก็เป็นมาตรสำหรับตรวจสอบว่า จิตของเราเจริญขึ้นตามลำดับหรือไม่ จนกระทั่งถึงสูงสุดเป็นสมาธิกับวิมุติ ท่านเรียกสมาหิตะกับอสมาหิตะ ส่วนวิมุติ เรียกตามอันเดิมเขา อาตมาขอตอบรวมๆให้คุณพรสิทธิ์ฟังไปก่อนก็แล้วกัน
พระพุทธเจ้าสร้างประชาธิปไตยหรือไม่ในยุคท่าน _0015 : สถาบันโดนย่ำยี เพราะรัฐบาลอ่อนแอ กลัวเขาว่าไม่เป็นปชต. ปล่อยให้เด็กสร้างบ้าน..ประยุทธ์อาจโดนทำร้ายเช่นอภิสิทธิ์ได้ถ้าอ่อนอยู่อย่างนี้ พ่อครูว่า…คนนี้ให้สติ comment มา เขาก็โทษว่ารัฐบาลอ่อนแอ ที่จริงอาตมาก็เห็นใจนะ เพราะว่าโดยคุณธรรมของคน จะรุนแรงโหดร้ายมันได้ แต่ว่าความปราณีอนุโลมกันมันไม่ง่าย ฉะนั้นถึงบอกว่าพยายามอยู่ แต่พวกนั้นก็ห่ามเหลือเกิน ทำอย่างยียวนไม่เกรงใจ พวกที่เขามาป่วนอยู่ แล้วบอกว่ากลัวเขาจะว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องระวัง ที่จริงก็ไม่ควรจะให้คนเข้าใจผิด คนที่เข้าใจไม่ดี ต้องระมัดระวัง อย่าให้เขาเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ประชาธิปไตยคืออะไร อาตมาก็ขอยืนยันว่า ทั่วโลก ประเทศต่างๆ นักรัฐศาสตร์ยังเข้าใจประชาธิปไตยที่ Absolute หรือ Ultimate สุดยอด ประชาธิปไตยสุดยอด หมายความว่าสูงสุด สมบูรณ์สุด ไม่ใช่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้าสร้างความเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ยุคของท่าน ท่ามกลางสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 100% ในยุคโน้น ยังไม่มีประชาธิปไตยได้เลย ไม่ว่าที่ไหนในโลก แต่พระพุทธเจ้าท่านทำให้เกิดได้แล้ว เมื่อ 2,500 กว่าปี มีอันนี้มาแล้ว อาตมาจึงเข้าใจประชาธิปไตยตามนัยยะสำคัญของพระพุทธเจ้า แม้แต่ทุกวันนี้อาตมาก็ยังยืนยันว่าอาตมามี Concept ของประชาธิปไตยตรงกันกับของพระพุทธเจ้า ขอยืนยัน ความรู้องค์รวมทั้งหมดของอาตมาในความเป็นประชาธิปไตย อาตมาว่าของอาตมาตรงกันของพระพุทธเจ้า ซึ่งนักรัฐศาสตร์เดี๋ยวนี้เรียนประชาธิปไตยมาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ได้เรียนประชาธิปไตยจากสูตรของพระพุทธเจ้า จากธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้เรียนรู้ประชาธิปไตยจากความหมายสมบูรณ์แบบของพระพุทธเจ้า แต่เขาไปเรียนตามตำราของต่างประเทศ ที่ยืนยันประชาธิปไตยขาเดียว ยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่เลย มันผิดธรรมชาติ ประชาธิปไตยต้องมี 2 ต้องมีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล เป็นต้น ต้องมีลักษณะ 2 ประชาธิปไตย มีลักษณะหนึ่งเดียวไม่ได้ต้องมีจิตวิญญาณและวัตถุ ถ้ามีสืบสาวราวเรื่อง ทั้ง DNA ทั้งมวลประชาชน มันมีคู่มาทั้งนั้น 2 2 2 ประชาธิปไตยเป็น1 ไม่ได้ ประชาธิปไตยต้องเป็น 2 นี่ก็ไม่ใช่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ อาตมาทำงานมาถึงในยุคนี้แล้วก็พอจะมีคนเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้อาตมาก็นำพายืนหยัดยืนยันอย่างที่อาตมาเข้าใจตาม Concept ความรู้องค์รวมของอาตมาที่มีความเข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นยังงี้นี่แหละนำพาไปตั้งแต่ออกมาประกาศตัวว่าเป็นนักการเมือง ที่ไม่รับตำแหน่งหน้าที่บริหาร เป็นประชาชนเต็มใบ เป็นประชาชนเต็มที่ เป็นนักการเมืองประชาชน ไม่ขอไปขึ้นสภา อยู่ติดดินนี่แหละ เป็นนักประชาธิปไตยติดดิน นำพาประชาชนไปเลย เพราะฉะนั้นก็จะยืนหยัดยืนยัน ยิ่งไม่แน่หรอก ถ้าเผื่อว่ายังไม่หยุดก็จะเกิดรุนแรงขึ้นไปอีกไม่แน่อาตมาอายุ 100 ปีอาจจะออกไปนำหน้า ใครจะไปกับอาตมายกมือขึ้น ...อาตมาถามลำลองไว้ก่อน อย่าหลบหน้านะ ยกมือเต็มที่แล้วนะ ร้อยปีแล้ว ยิ่งมีเหตุการณ์จำเป็นที่จะต้องพาพวกเราออกไป รับรองไป อาตมาเชื่อว่าพวกเราไม่ได้พูดเล่นไปกับอาตมาแน่ จริงๆเพราะมีเรื่องหลายอย่าง มันสนุกแน่งวดนี้ อย่างน้อยที่สุด คุณเข้าใจการตายการเกิดตายเป็นตายไม่มีปัญหาอะไร ตายก็ตายสิ อาตมาก็ว่าพวกเราแม้ที่สุดออกสนามแล้วถูกยิงมีสติดีอยู่ก็ยิ้ม บอกว่าไปก่อนนะพ่อท่าน พบกันใหม่ชาติหน้า จริงนะ อาตมาว่าหากมันชัดเจนด้วยปัญญาแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตายไปแล้วก็เปลี่ยนร่างเท่านั้นเอง แม้ว่าเราเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายไปแล้วก็แค่เปลี่ยนร่าง ถ้ายิ่งเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ยิ่งสบายเลย ไม่มีปัญหาเหตุการณ์มันช่วยให้เราได้เลิกไปเลย แยกธาตุเป็นอุตุนิยามไปเลย เข้าใจอย่างที่อาตมาอธิบายแล้วเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้ ในโลกอบายมุขเราก็สัมผัสเหตุปัจจัยที่มันมีอยู่ ชาตินี้สัมผัสสัมพันธ์กับมันอยู่ เราก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับมันเลย มันจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกที่ยังหลง ทั้งๆที่มันแค่นั้น มันไม่มีพลังงานจริงอะไรเลย แต่คนก็ไปหลงว่ามันเป็นสุขเป็นทุกข์ หลงว่ามันจะต้องมีต้องเป็นต้องได้ คุณก็ต้องโง่อยู่กับมันแล้วคุณอวิชชาคุณโง่ของคุณเอง เราไม่ต้องแล้ว เป็นสภาพที่เป็นปัญญามีธาตุรู้ที่หลุดพ้นออกมาอย่างรู้ๆเห็นๆโต้งๆเลย ศึกษาให้ดีๆ
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน…หากพ่อครูอายุ 100 ปี คงไม่มีใครต้านทาน
_2860 : ทำไมอยากเป็นพระพุทธเจ้ากันนัก หรือว่าธรรมะของสมณะโคดมมันไม่พอมือ? พ่อครูว่า…คนนี้มักน้อยสันโดษดี พูดซ้อนๆอยู่นะ ก็พระสมณะโคดม พระพุทธเจ้าเป็นคนสุดยอดประเสริฐอย่างนั้น มันท้าทายอย่างกับอะไรดี มันน่าจะเป็นอย่างพระพุทธเจ้า แล้วเราก็เกิดมาเป็นคนและก็รู้วิธีการทุกอย่าง เปิดโอกาสไม่ใช่ว่าหมดสิทธิ์นะ พระพุทธเจ้าไม่ใช่สงวนลิขสิทธิ์ใครเป็นไม่ได้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์เลยทุกคนมีสิทธิ์บำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าได้ว่าแต่จะถึงหรือไม่เอาให้ถึงจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ไม่ได้พูดเล่นแต่เป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องที่สุดยอด เป็นเรื่องเสมอภาค ทุกคนเสมอภาคมีสิทธิ์จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทุกคน พากเพียรให้ถึงจริงเถอะ กี่ล้านชาติก็ตามแต่ คนที่แย่ๆก็หลายล้านชาติแต่คนที่ไม่แย่ก็ไม่ถึงหลายล้านชาติ สิ่งที่ท่านไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์เลย ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องสงวนลิขสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องไม่เสมอภาคอะไรเลย มันเป็นเรื่องเสมอภาค ไม่สงวนลิขสิทธิ์ไม่ลึกลับ เป็นเรื่องที่เชิญมาพิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโก สุดยอด แต่หากคุณไม่ต้องการเป็นก็ไม่เป็นไร
_บัวดาว พรมเลิศ : กราบขอบพระคุณท่านฟ้าไท, ท่านถักบุญ, ท่านสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ท่านแต่รูปเทศน์ดีมากครบทุกรสค่ะสาธุๆๆ พ่อครูว่า…ดีเป็นธรรมรส ไม่ใช่รสโลกีย์
_แก่นนวน มาลัยขวัญ : ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ การมาอโศกดีกว่าไม่มา...แม้มาช่วยงานพ่อครู กุศลที่เขามาเมื่อถึงรอบ การลดกิเลสจะไปไหนเสีย ขอชื่นชมญาติธรรมทุกคนที่มีโอกาสทำงานช่วยพ่อครู พ่อครูว่า…คุณคนนี้ก็มองเห็น ความเจริญความดีความประเสริฐที่จะต้องเอาอย่างก็ใช้ได้
ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของที่อาตมาเตรียมมาพูด เพิ่งจะพริ้นท์มา จากหนังสือ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไรเล่ม 4 ศาสนาพุทธประเด็นนี้ จึงยากมากๆที่จะให้คนไทยหรือชาวพุทธในทุกวันนี้มาปฏิบัติจิตใจให้เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่เข้าขั้น“ปัญญา” ไม่ว่าจะในการ“ทำทาน” หรือปฏิบัติ“ศีล” ยิ่งเป็น“วิมุติ”นั้นปิดประตูได้เลย ทานจะมีผล หรือถือศีล ยิฏฐัง จะมีผลในสัมมาทิฏฐิ 10 นัตถิทินนังหรืออัตถิทินนัง นัตถิยิฏฐังหรืออัตถิยิฏฐัง ปฏิบัติไปแล้วไม่มีผลหรือมีผล คำว่ามีผลตรงนี้เป็นโลกุตระหรือไม่เป็นโลกุตระ แม้ผลเป็นโลกิยะก็ยังไม่ถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือนัตถิหุตัง หรืออัตถิหุตัง จะแยกได้ว่าผลที่ได้มาจากการปฏิบัติทานหรือศีลก็ตาม จิตที่ได้ ท่านแปลหุตังว่าคือ สังเวยหรือบวงสรวงแล้ว ซึ่งเป็นสำนวนโบราณเหมือนกับคนเอาอะไรไปเซ่นไหว้เจ้าซีกุ้ย ก็กินเป็ดกินไก่ก็วิญญาณซีกุ้ยทั้งนั้น ถ้าหากเป็นวิญญาณเซียนก็กินมังสวิรัติแต่เอาเป็ดพะโล้ไก่ต้มไปสังเวยวิญญาณ ก็มีแต่วิญญาณซีกุ้ยมากิน ถ้าเป็นวิญญาณเซียน ท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่เสวย ท่านเสวยแต่ผลหมากรากไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร แค่นี้ความรู้ในมวลมนุษยชาติก็ย่ำแย่แล้ว มันไม่ถูกไม่ตรง ฉะนั้นต้องเข้าใจผลอย่าว่าแต่ปฏิบัติ รูปธรรมเลย ยิ่งจิตจริงๆแล้ว จิตได้เป็นโลกุตระ ไม่ว่าจะทานก็ทำให้กิเลสออก ไม่ไปนรกไม่ไปสวรรค์ หรือปฏิบัติศีลก็จิตไม่ไปสร้างภพสร้างชาติไม่ไปนรกสวรรค์ หุตังแล้วจิตจริงๆ เมื่อคุณปฏิบัติทานกับศีลแล้วจิตใจของคุณไม่มีภพชาติเลยจริงหรือเปล่าได้หรือเปล่า ได้เป็นศีล 3 ข้อแรก เป็นหัวที่จะเข้าใจต้องปฏิบัติให้ตรงเลยเสร็จแล้วก็ไปเป็นข้อที่ว่ามันจะได้ถูกต้องหรือถูกต้อง สกุตทุกฎานัง จะผิดหรือถูก หรือไม่ดี ก็เกิดจากการกระทำ เป็นผลจากกรรมวิบาก ผลังวิปาโก เป็นผลจากการกระทำของเราทั้งสิ้นนี่คือสัมมา ส่วนมิจฉาก็ไม่เป็นอย่างที่พูดนี้ถ้าถูกต้องก็เป็นสัมมา โลกนี้ โลกหน้า (อยังโลโก ปโรโลโก) แค่โลกนี้โลกหน้าก็ยังอธิบายกันผิด โลกนี้คืออยู่ตอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive