สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สีสันชีวิต การเมืองเรื่องของธรรมะ_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สีสันชีวิต การเมืองเรื่องของธรรมะ คุณใหม่เสมอ การเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ หลายพรรคเริ่มเปิดแนวคิด อุดมการณ์ นโยบายของแต่ละพรรคออกมาแล้ว เพื่อเสนอว่าสิ่งที่พรรคจะทำเพื่อประชาชนมีอะไรบ้าง และการโยกย้ายไปอยู่พรรคต่างๆของอดีตสส. อีกทั้งมีพรรคใหม่เกิดขึ้นมากมาย พ่อครูมีความเห็นอย่างไร พ่อครู เหตุการณ์อย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาของการแย่งชิงชัยชนะ ตามความคิดที่แต่ละคนยึดถือ ซึ่งจะเอาชนะได้นั้นเขาจะต้องมีอำนาจในการบริหารพรรคของตนเอง โดยใช้พลังยึดอำนาจมา ไม่ว่าจะเป็นจากคนจากสิ่งแวดล้อมหรือเหตุปัจจัยใดๆที่จะช่วยสนับสนุนให้มีอำนาจ เขาเอาทั้งนั้น แม้โกงอำนาจซื้ออำนาจ พูดชัดๆก็คือ เขารู้ไม่ได้ว่านักการเมือง ไม่ใช่นักแย่งอำนาจ แต่คือ ผู้อภิบาลประชาชน ทำงานช่วยประชาชน มากกว่าบริหาร เพราะคำว่า“บริหาร”ไม่ชัดเจน เท่ากับคำว่า“อภิบาล” ซึ่งชัดเจนกว่าในนัยของการปกครองที่ชื่อว่าประชาธิปไตย ทำงานช่วยเหลืออุ้มชูประชาชน ให้เป็นสุขอยู่ดีกินดี มากกว่าการบริหารที่หมายถึงการจัดการและการควบคุม นักการเมือง จึงคือนักอภิบาล ไม่ใช่นักแย่งอำนาจ เมื่อเข้าใจสัจจะนี้ผิดทั้งในภาษาทั้งในพฤติกรรมจริง เขาก็ต้องทำผิด แทนที่จะไปอภิบาลเขากลับไปล่าอำนาจให้ตัวเอง ไปแก่ง แย่ง เขาก็ฆ่าตัวเองนั่นแหละ นักการเมืองพวกนี้ฉลาดน้อย หรือแปลตรงๆก็โง่มาก แต่ถ้าเขาเข้าใจ เขาทำจริง เขา“ขยันรับใช้ประชาชน” และ“มีแต่ให้-ไม่มีอคติ” นี่เป็นหลักการใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้ทำงานจริง ทำเล่นๆก็ดราม่ากันเท่านั้น คนจริงต้องทำงานจริง ยกตัวอย่างที่ซ้อนพฤติกรรมจริง อาตมากล้าพูดได้ว่า อย่างนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำงานอยู่ขณะนี้เป็นการบริหารอย่างอภิบาล ไม่ได้สร้างอำนาจ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็เป

อ่านต่อ

็นเรื่องของแต่ละคนนะ แต่อาตมาเห็นว่าพลเอกประยุทธ์คือ นักการเมืองที่ประพฤติการเมืองได้ถูกต้อง แต่การที่คนยุคนี้สับสนระหว่าง“พยัญชนะ”กับ“พฤติกรรมจริง” เพราะถูกกิเลสพาไปทำสิ่งที่ผิดแล้วเห็นว่าถูกก็เลยพากันพัง ไม่เกิดผลดีต่อชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นตอนนี้จะเรียกว่าการเมือง หรือหน้าที่ของประชาชนหรือผู้มีตำแหน่งที่ต้องประพฤติกันอยู่ในสังคมประเทศ แม้แต่สังคมของบ้านช่องเรือนชานก็ตาม ก็คือทุกคนมีสามัญสำนึก และพยายามกระทำตาม “หน้าที่”เป็นสามัญธรรมดาอยู่แล้ว เช่นบ้านนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่เราก็ไม่ต้องไปแต่งตั้ง เพราะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว หน้าที่ของพ่อแม่ลูก หน้าที่ของคนใช้ หน้าที่คนทำงานด้านต่างๆก็ไม่ต้องแต่งตั้ง คนที่รู้สัจจะโดยภูมิปัญญาลึกๆเขาก็ประพฤติจริงตามที่เขารู้ การแสดงออกของแต่ละคนจึงคือความจริงของแต่ละคนทั้งนั้น เท่าที่อาตมาดูการเมืองไทยขณะนี้แล้วรู้สึกดี นายกประยุทธ์ ถ้าเปรียบเทียบนายกฯที่เรามีมา ๒๙ คน อาตมาว่านายกฯประยุทธ์บริหารแบบอภิบาล “ขยันรับใช้-มีแต่ให้-ไม่มีอคติ” คนที่ประพฤติอย่างนี้ เข้าตาอาตมา ใช้ได้ทีเดียว นายกฯคนอื่นๆที่ผ่านมาไม่ได้ขยันขนาดนี้ หรือขยันแต่ไมได้รับใช้จริง มาเป็น“นาย-ยก”เกินไป ไม่เป็น“นาย-ก.”ที่เหมือน“นาย-ข.นาย-ค.”ทั้งหลาย มันต่างกันมาก ลีลาต่างกัน สังเกตดูก็ได้ นายกฯที่ผ่านมาแต่ละคน ใครที่สนุกสนานกับประชาชนมากที่สุด มีอารมณ์ร่วม เป็นกันเอง ไม่ถือตัว นายกฯ ประยุทธ์ ขยันรับใช้จริงๆไม่เบ่งไม่ถือตัวมีแต่ทำงานร่วมประสานกันสนิทเนียน นายกฯประยุทธ์มีแต่ให้ จนถูกตู่ว่า ใช้ประชานิยมหาเสียงเหมือนทักษิณ เอาใจประชาชนสารพัด คือเขาต้องบริหาร ก็ต้องกระจายทรัพยากร แบ่งเฉลี่ยให้ผู้ที่ยังขาดแคลน เขาทำถูกอยู่แล้ว เขาไม่ลำเอียง“ไม่อคติ-มีแต่ให้”และให้ได้ถูกต้อง คือ ให้ชนิดที่มุ่งให้เกิดคุณค่าประโยชน์ในการให้นั้น ให้อย่างไม่มีองศา ให้เป็นเส้นตรง จะเห็นว่า นายกฯประยุทธ์ ไม่มีใครครหานินทาว่านายกฯมาทำงานเพื่อเอา หรือมีร่องมีรอยว่าแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ให้ตนเอง ให้พวกพ้อง ก็ยังไม่เห็น แต่แน่นอนทำงานอย่างมีคณะที่ต้อง“ร่วมมือกัน”ให้เป็น“พลังรวม”ที่มีประสิทธิภาพ อันนี้ลึกล้ำมากที่ต้องมีวิจารณาญาณกันจริงๆ ตอนนี้ พลเอกประยุทธ์ไม่บอกว่าตนเองเข้าพรรคไหน พรรคไหนที่จะให้นายกประยุทธ์อยู่ก็ต้องทำให้พลเอกประยุทธ์ชอบ พลเอกประยุทธ์ก็ต้องใช้วิจารณญาณเอง ขอยืนยันว่าพรรคต่างๆต้องทำให้ตนเองดีมีความขยันรับใช้มีแต่ให้ไม่มีอคติคุณก็จะได้พลเอกประยุทธ์ไป ถ้าอยากเป็นนักคิดอย่างนี้ไม่ได้อันนี้ถูก ถ้าพลเอกประยุทธ์อยากจะเป็นนายกฯคิดอย่างนี้ไม่ออกหรอก จะได้รีบเข้าพรรคที่คะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดเลย ง่ายๆอย่างนี้ ใครก็คิดออก แต่นายกประยุทธ์มีความคิดลึกซึ้งกว่านั้น อาตมามองว่า นายกฯตู่มีการระมัดระวังรักษาตนเองสูงเหมือนกัน เขาเป็นทหารที่ไม่อยากด่างพร้อย อยากให้คนไม่เสีย“ความนับถือ”เป๊ะๆตามที่เขายึดถือฝึกฝนมา นัยยะนี้มันซ้อนลึกมาก ทำให้เขาระมัดระวังอยู่พอตัวซึ่งทำได้ดีมาก เทียบกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ใครจะห้ามจะว่าจะด่าก็ไม่ฟังเสียงใคร ส่วนนายกฯประยุทธ์นิดหน่อยก็ไม่ให้ผิด ไม่ให้ถูกมองว่าเขาบกพร่องอะไร ซึ่งตรงข้ามกัน เขารับฟังเสียงประชาชนอย่างสำคัญทีเดียว สรุปแล้วอาตมาว่า ประเทศไทยขณะนี้กำลังไปดี อย่าไปฟังเสียงโหวกเหวกว่า นายกฯตู่ เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มีเฟคนิวส์ทุกวัน โซเชี่ยลมีเดี่ยโจมตีทุกวัน มันก็เป็นวิธีการของพวกที่ต้องการดิสเครดิตนายกฯตู่ พวกที่อยากสร้างอำนาจให้ตน คนไม่รู้เรื่องประชาธิปไตยยังมาก รู้แต่“ประชาธิปไตยโลกีย์” ยังไม่รู้จัก“ประธิปไตยโลกุตระ” ยังไม่พ้นอัตตา คนอวิชชายังมีมาก กูถือฝ่าย กูก็ยึดฝ่าย คนฉลาดโลกีย์ก็หลอกได้เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสามัญทั่วโลก ซึ่งทุกวันนี้คนไทยผ่านการสัมผัสประชาธิปไตยโลกุตระที่พระเจ้า อยู่หัวร. ๙ ทรงสร้างนำทางมาถึง ๗๐ ปี ได้รับเนื้อหาโลกุตระมากันถึง ๗๐ ปี ซึ่งเป็นเรื่อง“ทวนกระแสโลกีย์” เช่นท่านทรงประกาศให้ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ให้บริหารประเทศแบบคนจน โดยใช้พยัญชนะว่า“เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งล้วนเป็นภาษาโลกุตระของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น คนไทยส่วนใหญ่ได้รับเนื้อแท้ของโลกุตรธรรมจากการทรงงานหนักของพระองค์มาตลอด ๗๐ ปี จึงปรากฏผล“ความรัก”ของประชาชนคนไทยที่รัก“โลกุตรธรรม”ของพระองค์แล้วเกิด“ระเบิดรัก”ออกมาเมื่อพระองค์สวรรคต เป็นปรากฏการณ์ที่ยืนยันความจริงที่ไม่มีใครอาจหาญแสร้งสร้างขึ้นมาได้ มันเป็น“ความจริงอันยิ่งใหญ่”ที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ยุคนี้ ประกาศ“พฤติกรรมวิเศษ”ที่รัก“ประ ชาธิปไตยโลกุตระ”นี้ขึ้นให้แก่โลกได้เห็นเป็นขวัญตาขวัญใจ ตามเป็นจริงที่ผ่านมาพ.ศ. ๒๕๕๙ นั้น คุณใหม่เสมอ พรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นพรรคใหญ่ในขณะนี้ก็มีนโยบายสนับสนุน นายกฯตู่ เป็น นายกรัฐมนตรี พ่อครู สำหรับพรรคพลังประชารัฐ แต่แรกที่สร้างพรรคนี้ขึ้นมามีคนเข้าใจเอาเองว่าก็เพื่อเป็นฐานของ พลเอกประยุทธ์ ส่วนความจริงนายกฯตู่ จะได้ตกปากรับคำจากพรรคนี้หรือไม่ก็ยังไม่รู้จริงกันหรอก แต่นายกฯตู่ ก็ยังระวังตัวอยู่ คือไม่รับและไม่ปฏิเสธ จะเห็นได้ว่า นายกฯตู่ไม่ได้ผลีผลามอะไร เพราะฉะนั้น พรรคพลังประชารัฐ อาจจะเป็นมิตรดีสหายดีของนายกฯตู่ก็ได้ เราก็ยังไม่รู้ เพราะจริงๆนั้นกฎหมายยังลึกซึ้งในเรื่องนี้อยู่นะ คุณใหม่เสมอ พรรคนี้ในอนาคต อาจจะเป็นพรรคใหญ่เป็นฐานเสียงให้ พลเอกประยุทธ์ พ่อครู ถ้าเป็นอาตมาเองนะ อาตมาไม่เข้าพรรคพลังประชารัฐ และไม่เข้าพรรคไหน เพราะรัฐธรรมนูญมีไว้แล้ว ให้มีนายกฯจากคนนอกพรรคการเมืองได้ คนไทยทุกวันนี้ก็มีภูมิโลกุตระพอประมาณแล้ว เมื่อเห็นว่าทางเลือกที่ดี น่าจะไม่ต้องไปเข้าพรรคไหน เราทำงานให้เป็น“ประชาธิปไตยโลกุตระ”ไปให้เต็มภูมิที่จริงที่สุดให้ได้เท่านั้น เราจะได้เป็นนายกฯหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ถ้าเราได้เป็นนายกฯอีก ก็แสดงว่าเราเป็นนายกฯตัวจริง ถ้าเขาเลือกตั้งกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็มาโหวตกัน ให้นายกฯตู่ เป็น นายกรัฐมนตรี ก็แสดงว่า นายกฯตู่เป็นนายกฯจริง ก็จะทำงานสะดวกมากเลย มันได้อีก ๒ ชั้นเลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ ยิ่งเลือกตั้งแล้ว แต่ละพรรค เห็นว่าใครก็ไม่เหมาะสม ตกลงต้องคานอำนาจกันเอง แล้วก็มีคนเสนอ นายกฯตู่เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าแบบนี้ก็ยิ่งลอยลำ จะเป็นกี่ปีล่ะ แต่เส้นทางนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่เราคิด อาตมาว่าลึกๆแล้ว นายกฯตู่เป็นคนมองอะไรได้ลึก ถ้าเป็นเช่นที่ว่านี้จะดีกว่าไหม ตอนนี้มันยังไม่ชัดเจน ยังมีคนหาว่านายกฯตู่ยึดอำนาจมาก็ยังมีอยู่มากเลย ทั้งๆที่เมืองไทยมีประชาธิปไตยเจริญยอดเยี่ยมถึงขั้น“ประชาชนปฏิวัติหรือประชาชนทำรัฐประหาร”ได้สวยงามเหลือเกิน เรียบร้อย สงบ ไม่มีอาวุธ ปฏิวัติด้วยการเอา“ความจริง”เป็นอาวุธปราบ เอา“มวลประชาชน”จริงๆเป็นกำลัง จึงราบรื่นที่สุดในโลกจริงกันแท้ๆ เกิดจริงเป็นจริงแล้ว นักรัฐศาสตร์เรียนมาหัวผุหัวพังยังมอง“ความจริง”ของประชาธิปไตยบริบทนี้ไม่ออกกันเลย แม้เห็นว่านายกฯตู่ทำงานมา ๔ ปี ก็ยังตะโกนโหวกเหวกๆว่าเป็นเผด็จการ อย่างนี้ก็เห็นกันอยู่ ใช่มั้ย? จริงๆแล้วนายกฯตู่ทำงานมา ๔ ปี นี่ก็ครบเทอมแล้ว ความเป็น“ประชาธิปไตย”ก็แสดงชัดยิ่งขึ้นๆ และในสังคมโลกประเทศต่างๆก็มีท่าทีดีมาก แสดงว่า“เข้าใจเนื้อแท้ของประชาธิปไตย”ได้ลึกซึ้งขึ้นๆแล้ว จึงยอมรับนายกฯตู่ ดังที่เห็นและเป็นอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ก็แสดง ออกพอเห็นกันอยู่ว่ายังยอมรับนายกฯตู่ ในเมืองไทยทุกอย่างก็เจริญจริงอย่างเห็นๆ โดยเฉพาะใช้หนี้ที่คนในรัฐบาลก่อนๆ“ขี้กองโตไว้ ”ให้ต้องเช็ดล้าง ก็ทำได้ดีกันขนาดนี้แล้ว นั่นแสดงว่ามีฝีมืออยู่จริง ผู้มีปัญญาโลกุตระจะมองออก นายกฯคนนี้มีฝีมือขนาดนี้ เทียบกับ ๒๘ รัฐบาลมาก็ไตร่ตรองหาความจริงกันให้ลึกรอบ หาได้ง่ายนักหรือนายกฯที่มีฝีมือขนาดนี้ “กี่รัฐบาล”มาแล้ว กี่นายกฯมาแล้ว ๘๐กว่าปีแล้วนะที่มีประสบการณ์กันมา ถ้ายังไม่มีใครที่แสดงตัวออกมาให้เห็นชัดๆว่า“เหนือกว่านายกฯตู่” ก็ไม่น่าเสี่ยงน่า!!! จะเอาประเทศไทยเป็นหนูลองยาตัวแล้วตัวเล่ากันจนไม่มีปัญญาได้“ยา”มาใช้กันบ้างเลยหรือ? อาตมาว่าคนไทยทุกวันนี้มีคน“โลกุตรธรรม”กันจริงๆแล้วนะ และไทยนี่แหละจะเป็นประเทศ“โลกุตระ”พาโลกไปสู่สุขสงบเป็น“คนจน”ที่ไม่มีหนี้ คนจนมหัศจรรย์ที่พออยู่พอกินอุดมสมบูรณ์มีเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ เป็นอยู่สำราญเบิกบานใจกันจริงๆ คุณใหม่เสมอ พรรคเพื่อไทย ถามว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่ให้สิทธิ์ให้เสียงแก่ประชาชนในการที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้ง อยากได้คนไหนเป็นนายกฯก็ผ่านทางสส.ในพรรคที่ท่านชอบ นี่คือ ประชาธิปไตยที่นานาชาติยอมรับ เพราะเป็นการบริหารประเทศผ่านตัวแทนของประชาชน หรือถ้ายังอยากอยู่ภายใต้เผด็จการภายใต้การนำของทหารที่ใช้อำนาจ ม.๔๔ กดขี่ประชาชนและนานาอารยประเทศก็ไม่ยอมรับ ประชาชนจะเลือกใครระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการทหาร พ่อครู อาตมาเลือกเอาอย่างพลเอกประยุทธ์ ๑๐๐% และอาตมาว่า เลือกได้ดี ถูกต้อง พลเอกประยุทธ์ข บริหารได้ดีกว่าพรรคที่ได้รับเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วย อาตมาเห็นว่าประชาธิปไตยที่มีอยู่ในโลก ที่เอาการเลือกตั้งเป็นเรื่องหลัก ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีองค์ประกอบของข้อมูลหลักการอะไรๆที่จะเป็นประชาธิปไตยที่เป็น“ธรรมาธิปไตย”มาจากจิตใจของประชาชนเลยนั้น เป็นแค่วิธีการระเบียบแบบแผนที่พยายามให้ง่ายที่สุดเร็วที่สุดเท่านั้น มันผิวเผิน ตื้น ง่าย ไม่ลึกล้ำอะไรเลย วิธีการที่มีการเลือกตั้งโดยหาคนขึ้นมาบริหารแบบนี้นั้นมันเป็นวิธีสุดท้าย แต่เนื้อแท้ที่สำคัญกว่าคือ จิตใจของประชาชนสมาชิกของประเทศ เขายินดียอมรับจากการประพฤติการกระทำ ถ้าใครยังไม่ได้ประพฤติ ไม่ได้กระทำเราก็ไม่รู้ แต่อย่าง พลเอกประยุทธ์ท่านได้ทำแล้ว ประพฤติมาสี่ปี เทอมหนึ่งแล้ว เป็นเวลาไม่น้อย ท่านก็ได้แสดงออกแล้ว ผู้มี“ปัญญา”จริง โดยเฉพาะ“มีภูมิโลกุตระ”จะประจักษ์ชัด เห็นแจ้งได้ ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์กันไป อาตมาก็จะดูว่า ประชาชนไทยจะมีปัญญารู้จักความเป็นประชาธิปไตยได้ดีอย่างที่อาตมาคาดไหม เพราะ ประชาธิปไตยของทั่วโลกกับประชาธิปไตย อย่างที่อาตมาว่านั้นมันต่างกันหลายอย่าง เพราะความเข้าใจของอาตมาเกี่ยวกับประชา ธิปไตยนั้น ไม่เป็นอย่างที่นักรัฐศาสตร์ทั่วไปเข้าใจ เช่น อาตมาว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยสุดยอด ประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร อาตมาก็ได้แต่สรุปภาษาว่า ประชาธิปไตยนั้นนายกต้องเป็นผู้ขยันรับใช้-มีแต่ให้-ไม่อคติ คือไม่เห็นแก่ตัว-ไม่เห็นแก่พรรคพวก-สร้างความอิสระให้แก่มนุษยชาติ-มีปัญญาขั้นโลกุตระจริง ที่จริงก็มีอีกหลายหลักการ และสอง-สามหลักการนี้ก็ชี้สถานะของความจริงสามเส้าได้ชัดเจนอยู่แล้ว ตั้งแต่“ขยันรับใช้-มีแต่ให้-ไม่มีอคติ” หรือว่า การบริหารต้อง“มีอิสระ-ไม่มีอัตตาตัวตน และต้องมีภูมิปัญญาในการบริหารอย่างเพียงพอ” นี่คืออีกสามลักษณะที่อาตมาบัญญัติ คือเน้นสถานะของความจริงที่จะเป็นประชาธิปไตย โดยมีพฤติกรรม มีจิตวิญญาณ มีปัญญาว่าต้องเป็นอย่างนี้มันถึงจะเป็นคนอย่างนี้จริง จึงจะเกิดพลังสร้างสรรจริง และจะบริหารได้ดีจริง เพราะฉะนั้นขณะนี้ เมื่อรวมหลักการสามเส้าทั้ง ๒ อย่างนี้ก็รวมเป็น ๖ คืออาตมาได้สรุปลักษณะแท้ของ ประชาธิปไตยคืออะไร กับพฤติกรรมจริงของคนที่สอดคล้องลงกันกับที่อาตมาเข้าใจ สรุปผลได้ว่า พลเอกประยุทธ์ทำได้เข้าหลักเกณฑ์ เป็นนักประชาธิปไตยทั้ง ๖ หลักการที่อาตมาว่ามาอย่างเป็นที่น่าพอใจ การหย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นเรื่องเล็กมาก เป็นประชาธิปไตยขั้นเด็กๆ เราต้องดูที่เนื้อใน ดูที่พฤติกรรมจริงของผู้ทำงานจริง ถ้ายังไม่ประพฤติ เราก็ไม่รู้ได้ว่าเขาเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน ทำจริงแค่ไหน เมื่อเราเห็นเนื้อแท้พฤติกรรมของเขา ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง ผู้ที่มีหลักเกณฑ์หลักการของประชาธิปไตยก็จะรู้ได้ อย่างเดียวกันกับอาตมาที่รู้หลักการประชาธิปไตยที่มีหลักสามเส้า สองหมวด นี้เป็นต้น แล้วยังมีหมวดอื่นๆอีกนะ คุณใหม่เสมอ มีข้อมูลจากแหล่งข่าวทั้งที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือว่า นายกฯตู่ ไม่มีความสามารถ บริหารเศรษฐกิจไม่ดี ปกครองแบบทหาร เป็นต้น พ่อครู ที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนทั้งโลกเข้าใจว่าเศรษฐกิจดี คือเราได้เปรียบคนโดยกอบโกยเอาทรัพย์สินให้ตัวเองมากๆ ได้เปรียบคนโดยได้กอบโกยดูดเอาทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของเราได้มากแล้วถือว่าตน ครอบครัวและประเทศมีเศรษฐกิจดี คนที่มีความคิดเช่นนี้เป็นความคิดของคนชั่ว ส่วนเศรษฐกิจดีที่แท้ คือผู้ที่ดำเนินชีวิตครอบครัวและบริหารประเทศ เป็นผู้สร้างสรรด้วยปัญญา กระทั่ง ๑.ไม่เป็นหนี้ ๒.พึ่งตนเองได้มีกินมีใช้ อุดมสมบูรณ์ ๓.ขยันทำให้มากจนเกินกินเกินใช้ ๔.และสะพัดให้คนอื่นได้ ตัวเองไม่ต้องกักตุนไว้ ไม่ต้องกอบโกย ตนเองไม่ต้องมีมาก ประมาณให้ดี ไม่ให้ติดขัด มีกินมีใช้อาศัยคล่องตัวสมดุล นี่คือ เศรษฐกิจดี ไม่เป็นภัยต่อคนอื่น ไม่เบียดเบียนใครเลย และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ถ้าเราเองยังสะสมมากอยู่ก็คือเรายังได้เปรียบอยู่ จนกระทั่งเกิดหลักเกณฑ์วิธีการของทุนนิยมสามานย์ คนเป็นนายทุนมีเงินเป็นก้อนโต มีแต่เพิ่ม ไม่มีจุด“พอ” สังคมโลกจึงฉิบหายตรงนี้ ความคิดผิดๆชั่วๆก็อย่างนี้แหละ คือผู้ทำลายเศรษฐกิจสังคมที่เลวร้าย ส่วนความคิดดีๆ เก่งๆ มีสมรรถภาพพอสร้างสรรจิตใจหรือปัญญาของคน ไม่กินมากไม่ใช้มาก ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย รู้ปัจจัยชีวิต รู้จักกินใช้ตามควร ที่เหลือก็สะพัดแจกจ่ายแก่คนที่ควรเกื้อกูล อย่างนี้ จึงเป็นสัจจะแห่งความถูกต้อง แต่เพราะเข้าใจสัจจะแห่งความถูกต้องไม่ได้ ตนตกเป็นทาสความโลภ เห็นแก่ได้อยู่ มันจึงเละเทะเดือดร้อนวุ่นวายอยู่อย่างนี้ คุณใหม่เสมอ ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเศรษฐกิจดีคือ เงินในกระเป๋าฉันมีมาก ฉันค้าขายอะไร ก็มีเงินเข้ามาเยอะแยะ แต่ปรากฏว่าตอนนี้ค้าขายได้น้อยเงินในกระเป๋าน้อยลง ไปกู้เงินก็จ่ายดอกเบี้ยสูง และมองว่าไม่มีการใช้จ่ายจากประชาชนมาหมุนเวียน พ่อครู ใครก็ตามถ้าอยากศึกษา เรื่องเศรษฐกิจที่ดี มาเอาสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์จริงเลย ชาวอโศกดำเนินชีวิตตามเศรษฐ ศาสตร์แบบพระพุทธเจ้าถึงขั้นสาธารณโภคี ขั้นยอด คือทำงานฟรีจนพ้นมิจฉาชีพ ๕ ของพระพุทธเจ้า ใช้ของส่วนกลางซึ่งเลยขีดที่โลกเข้าใจ คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ สังคมนิยมก็สู้เราไม่ได้ ประชาธิปไตยก็สู้เราไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเผด็จการ ซึ่งเป็นระบอบเศรษฐกิจชั้นยอด อยู่สบาย ไม่แย่งไม่ชิง สร้างสรร เผื่อแผ่ เกื้อกูลเลี้ยงดูบำรุงกัน มีความสงบเรียบร้อยมีน้ำใจ เป็นพี่เป็นน้อง มีอิสรเสรีภาพ-ภราดรภาพ-มีสงบสันติ-มีสมรรถภาพ-มี บูรณภาพ-มีสุญญภาพ-มีสุนทรียภาพ ชาวอโศกมีครบ ๗ ภาพ นี่คือสุดยอดแห่งสังคมที่พัฒนามาได้อย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาระบบเศรษฐกิจที่ยังลงตัวไม่ได้สักที เพราะคุณไม่แน่ชัด คุณไม่มีเป้าไม่มียอด ไม่มีจุดจบ ไม่มีความเป็นไปได้ที่ลงตัว อย่างชาวอโศกนี่พอ พอที่ไหน พอที่ใจ ก็“ใจพอ”นี่แหละเป็นยอดที่ในหลวง ร.๙ ตรัสย้ำให้ “พอเพียง” เศรษฐกิจต้องให้พอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจตะกละที่ไม่เคยพอ อย่างที่คุณจะเอาแต่รวยๆ ต้องให้ประชาชนร่ำรวย ประเทศเราต้องร่ำรวยกว่าประเทศอื่น อะไรอย่างนี้ มันผิด มันเป็นไปไม่ได้ด้วย มันเป็นเพียง“สมบัติผลัดกันชม” แย่งกันไปแย่งกันมา ไม่รู้จบ ถ้าเรารู้จักพอ ทำตัวเองให้รู้จักพอ มีใจพอ สร้างสรร ขยัน เพียร แล้วก็เหลือกินเหลือใช้ สะพัดให้คนอื่นๆได้ ก็จบแล้ว คนเราพึ่งตนเองรอด มีพอกินพอใช้ เหลือพอให้แจกจ่ายแบ่งปัน สร้างสรรแต่สื่งดีๆ เช่น อาหารไร้สารพิษ ไม่มีสิ่งมอมเมา เป็นต้น เน้นสร้างสิ่งดีๆ มันจบ มันถึงที่สุดของพฤติกรรมมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว ทุกวันนี้อาตมาสบายใจที่อาตมาทำการเมืองคือสร้างสรรมนุษย์ให้เข้าใจทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้วมีคนจำนวนหนึ่ง เช่น ชาวอโศกเป็นต้น นำไปประพฤติไปทำ เกิดชุมชนหมู่บ้านที่แท้จริง คนเหล่านี้มาอย่างอิสรเสรี เขามาเอง มาเป็นสมาชิกชุมชน ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครหลอก ล่อลวงเขามา เราเพียงเสนอความจริง เขาเห็นดีเห็นงามเขาก็มาเอง เช่น เขาสมัครใจมาจน มาเสียสละ ไม่เอาเปรียบเอารัด สุดท้ายเขาก็ขยันสร้างสรรมีปัญญา สร้างแต่สิ่งที่มีคุณค่า ไม่มอมเมา อยู่ในศีลในธรรมเป็นต้น คุณใหม่เสมอ พวกเราหลายคนไม่อยากให้พ่อครู เชียร์ พลเอกประยุทธ์ ขนาดนี้ เป็นห่วงว่าเหมือนเมื่อครั้งที่เคยเชียร์คุณทักษิณ ชินวัตร พ่อครู อาตมายึดถือปัจจุบัน อาตมาไม่กลัวหรอกถ้าในอนาคต พลเอกประยุทธ์จะขบถ ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ปัจจุบันนี้ เขาดีอยู่ แล้วอาตมาก็มั่นใจมากหน่อยว่าท่านจะยั่งยืนคงทน คนอื่นอาจจะกลัว แต่คุณจะไม่ให้เกียรติใครเลยหรือว่าคนๆนี้น่าจะยั่งยืนคงทนในความดี คุณจะไม่ให้เกียรติใครแล้วคุณจะไปหวังกับใครได้สักคนล่ะ อาตมาก็เอาปัจจุบันที่อาตมาสบายใจ ถ้าเขากบฏเมื่อไหร่อาตมาก็ไม่เอาด้วยแน่ อาตมาจะโง่ทำไม อาตมาก็เห็นอย่างที่คุณเห็น เขาขบถอาตมาก็ไม่เอา อาตมาไม่ใช่คนที่หลงบ้ายึดมั่นถือมั่นชนิดที่ไม่รู้จัก“กรรม” ไม่รู้จัก“กาล” แรกๆ คุณทักษิณ อาตมาก็เชียร์ พอเขาขบถอาตมาก็กระหน่ำเขาเหมือนกัน อาตมาจะไปไว้ท่าทำไม ว่าแต่ก่อนเคยเชียร์เขา แล้วเดี๋ยวนี้มาถล่ม ก็เขาเปลี่ยนไป อาตมาก็ต้องเปลี่ยนด้วยตามสัจจะที่เป็นจริง คุณทำดีๆๆๆๆอยู่อาตมาก็เชียร์ๆๆๆ คุณทำเสีย เป็นขบถเมื่อไหร่อาตมาก็ถล่มคุณแหละ คุณใหม่เสมอ พ่อครูเชียร์ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเป็นไหมว่าลูกๆชาวอโศกต้องสนับสนุนตาม พ่อครู ควรนะ เพราะอาตมาว่าลึกๆของคนไทยไม่ชอบเชียร์คนดี แต่ชอบด่าคนชั่ว และบางคนไปเลือกคนชั่ว นี่ก็โง่ซ้อน คนไทยไม่เหมือนคนต่างประเทศที่เขาเชียร์คนดี คนไทยจึงขาดการสนับสนุนคนดี อาตมาจึงพยายามเชียร์ให้มากเพราะมันขาด มันน้อย อาตมาก็เติมสิ่งที่ขาดให้แก่สังคม อาตมาผิดตรงไหน อาตมาชัดเจน อาตมาแม่นยำว่าอันนี้ควรเชียร์ ก็เชียร์ เมื่อควรติอาตมาก็ติ อาตมาไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้ว่ามันจะถาวร อาตมายืนยันอยู่ในฐานปัจจุบันมากสุด ตอนนี้ถ้าเขาดีอาตมาก็เชียร์ ถ้าเขาเสียอาตมาก็ตำหนิ อาตมาจะไว้หน้าตัวเองทำไม เราต้องไว้หน้าสัจจะ เขาเปลี่ยนไปแล้ว ก็ตามสัจจะเลย ใครจะว่า แต่ก่อนเชียร์ทำไมตอนนี้มาถล่ม ก็เขาไม่เหมือนเดิมก็ต้องถล่มซิ อาตมาจะเสียอะไร แต่คุณเข้าใจไม่ได้เพราะไปยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าเชียร์ใครแล้วว่าต้องเชียร์ให้ตลอดซิ อาตมาไม่ใช่คนแบบนั้น อาตมาเอาปัจจุบันเป็นหลัก นายกฯตู่ปัจจุบันยังเชียร์ได้อยู่ แต่อนาคต เฮ้ย...คุณกบฏแล้ว ชัดเจนแล้ว แน่นะ เราก็ถล่มเขาได้ เว้นแต่ถ้าเขาเป็นแค่เพียง“ขาแพลง”ชั่วคราว เราต้องระมัดระวังตรงนั้น ถ้าเขาแค่ขาแพลงก็อย่าเพิ่งถล่มก่อน เพราะซ่อมได้ แต่ถ้าเขาขบถจริงเราก็ต้องเปลี่ยน อย่าไปยึดมั่นถือมั่น คุณใหม่เสมอ มีโครงการล่าสุดที่สร้างความฮือฮา คือการช่วยเหลือของคณะรัฐมนตรีผ่านทางบัตรสวัสดิการหรือบัตรคนจนที่จัดงบก้อนโตให้ประชาชน กลุ่มนี้คนละ ๕๐๐ บาท เป็นของขวัญปีใหม่ และช่วยเหลือผู้สูงอายุในการเข้ารับการรักษาพยาบาล เป็นต้น พ่อครู เหนือชั้นกว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค พลเอกประยุทธ์ทำอย่างนี้ เป็นเรื่องดี ถูกต้องแล้ว เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสถานะที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องช่วยประชาชน ส่วนคนร่ำรวยที่เอาเปรียบเอารัด จะไปช่วยทำไม นี่เขาก็กำลังจะออกกฎหมายขูดภาษีจากคนรวยๆมากๆมาใช้กับโครงการเหล่านี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารบ้านเมืองไม่ผิดหรอก อาตมาเห็นด้วยกับโครงการนี้ ถามจริงๆ คนจนเขาอยากจนมั้ย เขาอยากมีสมรรถภาพความสามารถมากมั้ย เขาอยากแน่นอน แต่เขาเป็นได้แค่นั้น ทั้งโอกาสทั้งสมรรถนะที่เขาอยากฉลาด อยากมีความสามารถแต่เขาได้แค่นั้น คนเรามีข้อจำกัดของแต่ละคนจริงๆ เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้เขาเป็นอย่างนี้ คือเขายังจน และถ้าอาตมามีหน้าที่สร้างเศรษฐกิจให้ดีก็ต้องเฉลี่ยทรัพยากรให้มีทั่วถึงกัน นี่เป็นหลักประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ ก็ใช้หลักอันนี้แหละ ยกเว้นหลักของเผด็จการที่มุ่งจะกอบโกยเป็นของกูให้มากที่สุด แต่ประชาธิปไตยหรือ คอมมิวนิสต์ก็ตาม ใช้หลักเดียวกันคือพยายามเฉลี่ยให้เสมอภาคมากที่สุด เป็นหลักเกณฑ์สากล คุณใหม่เสมอ แต่ใช้งบประมาณตั้งแปดหมื่นล้านบาท บางคนว่าการช่วยอย่างนี้ไม่ยั่งยืน เพราะหลังจากนั้น ประชาชนก็จะขอเงินเพิ่มอีกๆๆ พ่อครู ก็รัฐจะแชร์ได้เท่าไหร่ก็แชร์ไปสิ ก็ของส่วนกลางจะกักจะตุนไว้ทำไม ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าไปพูดว่ายั่งยืนไม่ยั่งยืน รัฐต้องสะพัดไปตามควร การพัฒนาประเทศนั้นเขาต้องสะพัดเงินออกมา ไม่กักตุนไว้ คนที่ไม่แชร์ออกมาจากกองกลาง กักตุนไว้ก็คือคนทำงานไม่เป็น เป็นคนกักตุน การกักตุนคือ การทำลายเศรษฐกิจ นี่คือ เศรษฐศาสตร์ขั้นอนุบาล ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เงินที่เอามาใส่ลิ้นชักไว้เฉยๆ มันก็ไม่มีราคา ไม่ว่าจะเป็นเงินกี่ล้านก็ตาม มันเท่ากับเศษกระดาษ แต่ถ้ามันเดินสะพัดเป็นธนบัตรจะมีราคา เกิดค่าขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้น จึงต้องสะพัดให้ได้อย่างถูกต้องอย่างดี รัฐบาลเขาทำถูกแล้วตามหลักเศรษฐกิจ นี่เป็นเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเลย เคลื่อนที่เมื่อใดเมื่อนั้นแหละเกิดการสะพัด กระดาษเปล่าที่กำหนดค่าไว้ก็มีค่าตามนั้นทันที แล้วคุณจะไปกักตุน แช่นิ่งไว้ทำไม ข้อสำคัญคุณต้องแชร์ให้ถูกต้องและให้คนที่ควรให้ คนที่ไม่ควรให้ คุณก็อย่าไปให้เขา ถ้าให้คนที่ถูกต้องแล้วตามหลักบริหารสามัญ มันผิดอะไร คนจนเขาก็ได้รับบริการ ได้รับความช่วยเหลือก็เป็นวิธีการบริหารที่ถูกต้องแล้ว คุณใหม่เสมอ ท่านนายกฯบอกว่าอย่ามองเป็นการโฆษณาหาเสียง งานนี้ได้ประชุมมาเป็นปีแล้ว แต่มันมาบรรจบลงช่วงนี้พอดี พ่อครู ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ได้หาเสียง แต่คุณไปมองในแง่ของการหาเสียงเอง จริงๆแล้วถ้าเขาหาเสียงที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง เราควรให้เสียงไหม ที่ว่าเขาหาเสียงก็คือคำพูด แต่ที่เขาทำอย่า งนี้คือการกระทำที่ควร ทีนี้การกระทำนี้ถูกต้องไหม และเขาควรได้เสียงมั้ยล่ะ ไปว่าเขาหาเสียง ไม่ต้องหามันได้เองก็ถูกต้อง คุณทำไม่ได้คุณริษยาเขาหรือ คุณไปหาเสียงไปซื้อคน แต่เขาไปให้คนจนที่ควร ไม่ใช่ไปซื้อเขาไว้ ใครหาเสียงมากกว่ากัน คุณซื้อคนมาเป็นพรรคพวก กับคนนี้เอาไปแจกคนจนคนที่ควรได้ ใครถูกต้องกว่ากัน แจกคนยากจนถูกกว่าแน่ใช่ไหม เขาทำถูกแล้วแต่คุณเข้าใจไม่ได้ แล้วไปเชื่อคำโฆษณาตามความคิดของเขา คุณก็ไม่ฉลาด คุณถูกครอบงำทางความคิด เช่น เขาโฆษณาว่าพวกเขาเป็นประชาธิปไตย ๆ ทั้งๆที่เขาเผด็จการร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างว่า ประชาธิปไตยต้องมีเลือกตั้ง ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย นั่นมันตื้นที่สุด คุณใหม่เสมอ สิ่งที่พ่อครูได้พยายามต่อสู้เรื่อง ๓ อาชีพกู้ชาติหรือสร้างชาติ ได้แก่ ปุ๋ยสะอาด กสิกรรมธรรมชาติและขยะวิทยา ณ ตอนนี้มีแนวโน้มในทางที่ดี มีคนว่ากสิกรรมไร้สารพิษจะเป็นทางออกของประเทศไทยและเป็นการช่วยประชาชนให้มีสุขภาพแข็งแรงด้วย พ่อครู คำว่าปุ๋ยสะอาดก็มีคนเข้าใจมากขึ้น แต่ก่อนมีแต่ปุ๋ยเคมี เดี๋ยวนี้กระเตื้องขึ้นเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ประเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน