สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คนมีศีลเป็นคนอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คนมีศีลเป็นคนอย่างไร คนพวกนี้(สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) คนมีศีลเป็นคนอย่างไร? อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) สมาธิ (จิตมั่นคง) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . วิราคะ (คลายกิเลส) วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

พ่อครูว่า..คนมีศีล เป็นคนที่มีสมาธิ สมาธิคือจิตตั้งมั่น คนเข้าใจสมาธิไม่ได้ ตีความสมาธิ เป็นขี้หมูขี้หมาสมาธิเสียไปหมด ต้องกู้คืนมา

สรุปง่ายๆ ศีลคือ สมาธิ ปัญญา วิมุติ ศีลไม่ได้ตื้นๆแค่ไม่ฆ่าสัตว์เท่านั้น ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลมีอานิสงส์เป็นลำดับจนได้วิมุติญาณทัสนะ ยกตัวอย่างศีลข้อที่ 1 ผู้ที่ไม่ฆ่าสัตว์ต้องรู้ว่า สัตว์ เป็นจิตนิยาม มีชีวิต เราจะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ สัตว์ในโลกมีสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์ ง่ายๆ สัตว์เดรัจฉาน อย่าไปยุ่งกับมัน มันเป็นไปตามวิบากของมัน เราเองยังมีวิบากเกี่ยวข้องกับสัตว์เดรัจฉานต่างๆไม่ใช่น้อยที่มีมาเก่าบุพกรรม ยังเกี่ยวอีกเยอะ หากเราไม่รู้ทัน จะพัวพันกับสัตว์เดรัจฉานไปอีกมากนานเกิดแล้วเกิดอีกในวัฏจักรชีวิต อีกมากมาย การไม่เกี่ยวข้องกับสัตว์เดรัจฉานใดๆ แม้แต่เราจะเลี้ยงหรือกินไม่เกี่ยวทั้งนั้น สัตว์มันก็อยู่ของมัน

อ่านต่อ

ไป ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ละเอียดที่สุดสุขุมปราณีตที่สุด เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์นี้พูดไปมากแล้ว กรรมใครกรรมมันไม่เชื่อก็เรื่องของเขา ใครเชื่อก็ปลงภาระ ดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องมีสิ่งเหล่านั้น อาตมาเห็นอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อ 1. ขึ้ไม่เหม็น มันก็เหม็นนิดๆไม่เหมือนกินเนื้อสัตว์ 2. ตดก็ไม่เหม็น หรือเหม็นไม่มาก 3. เยี่ยวก็ไม่เหม็น หรือเหม็นไม่มาก 4. กลิ่นตัวก็ไม่เหม็น หรือเหม็นไม่มาก มันก็มีกลิ่นบ้าง เชื่อไหมว่า หากเป็นฆราวาสจะมีกลิ่นต่างๆ เฉพาะกลิ่นน้ำหอม และกลิ่นเหม็นด้วย เหม็นขี้เต่า สารพัดเหม็น นั่งในห้องแอร์นี่ นี่ไม่ได้ฉีดอะไรดับกลิ่นเลยนะ มีอะไรหลายอย่างอีกเยอะแยะ สัตว์เดรัจฉานปล่อยเขาไป เกี่ยวกับคนก็เป็นวิบากต่อกันมากมายมหาศาล หากหมามาอยู่กับเรา เราก็เอาไปปล่อย ไปไกลๆ จนมันไม่กลับมานั่นแหละ หมามันมีสัญชาตญาณว่าอยู่กับเราปลอดภัยด้วย สัตว์อื่นๆก็เช่นกัน นกกระจาบก็มาทำรังที่หมู่บ้านเรา คนนี่แหละ เราจะต้องเมตตากันตามศีลข้อที่ 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ แต่เขาศึกษากันทุกวันนี้ตัดไว้สั้นมาก ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์แค่นั้น ที่จริงมีความหมายกว้างกว่านั้น หากใครปฏิบัติศีลข้อ 1 โดยที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ สัตว์เดรัจฉานสัตว์มนุษย์ เราไม่ฆ่ากัน ไม่ฆ่าสัตว์มนุษย์ เว้นขาดจาการฆ่าสัตว์มนุษย์วางทัณฑะ อุปกรณ์ในการฆ่า วางศาสตรา คือเครื่องฆ่าชนิดที่เป็นความรู้ ทัณฑะ คือวัตถุอาวุธที่ใช้ในการฆ่า เช่น ลูกระเบิด ไม้หน้าสาม มีดผาก็วาง วางไม่ได้หมายความว่าไม่เอามาใช้งานเลยนะ มีดก็เอามาทำงานได้อย่าพาซื่อ วางคือไม่ฆ่า หากคนมีศีลข้อ 1 ประเทศนั้นจะไม่สร้างอาวุธ ประเทศไทยไม่เก่งในการสร้างอาวุธอย่าน้อยใจอย่าเสียใจ ประเทศที่ก่อสร้างอาวุธนั้นเป็นประเทศที่สร้างบาปเป็นประเทศที่ได้บาป ยิ่งอาวุธร้ายเท่าไหร่บาปยิ่งมากเท่านั้น สร้างความรู้เพื่อฆ่ามนุษย์ ยอกย้อน โจรก็สอนอย่างโจร แต่โจรผู้ดี นี้สอนอย่างซับซ้อน สอนการฆ่า เกิดมาชาตินี้อาตมาก็เห็นอยู่สองคน สอนการฆ่า คนหนึ่งจบทางโลก อาชญวิทยา ดร.ทักษิณ ฆ่ามนุษย์ด้วยศาสตรา ทุกวันนี้ก็ยังไม่หมดกระแสก็อาวุธ ที่ยัดใส่หัวของพวกติดอาวุธทางศาสตราไว้ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ตลอด ไม่วางศาสตรา แม้แต่เป็นพระเป็นเจ้า ไม่เข้าใจก็สร้างความรู้เป็นศาสตรา ฆ่าศาสนาของตนเอง อาตมาอธิบายพิสดารให้ฟัง การฆ่า สิ่งที่ไม่ควรฆ่า ไม่ละอาย คำว่าไม่ละอาย มันเป็นจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้า เป็นสัทธรรมที่ลึกซึ้งมาก คำสอนพระพุทธเจ้าวิชชาจรณะสัมปันโน รวมไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ศีล อปัณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริคือละอาย โอตตัปปะคือเกรงกลัว การสัมผัสสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน หากมีจิตคิดจะฆ่า จะทำร้าย คนที่หยาบถึงจะฆ่าจะละอาย ในจิตจะมีอย่างนั้นขึ้นมา คนที่มีจิตจริงๆ พอรู้สึกจิตตนเองมีอาการอยากฆ่าก็จะอายหากมีหิริ แต่โอตตัปปะจะกลัวเลย หากไปมีจิตคิดฆ่า คนไม่มีจิตคิดฆ่าคน ฆ่าคนไม่ได้เลย คือมีหิริโอตตัปปะ หากโลกนี้คนฆ่าคนไม่ได้จะเสียหายไหม?...ไม่เสียหาย นอกจากละอายแล้วยังมีความเอ็นดู เชื่อไหมว่าอาตมาเอ็นดู มหาบัว เอ็นดูธัมมชโย เอ็นดูทักษิณ อาตมาว่าอาตมาไม่มีจิตหยาบร้ายอะไร ไม่มี จิตในอุปกิเลสทั้งหมด อภิฌาวิสมโลภะ พยาปาทะ โกธะ อุปนาหะ อภิฌาวิสมโลภะ คือสายโลภ สายดูด ต่อจากนั้น เป็นสายผลักทั้งหมด

อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) โกธะ (โกรธ) อุปนาหะ (ผูกโกรธ) มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) มัจฉริยะ (ตระหนี่) มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) มทะ (มัวเมา) ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93)

ลักษณะพวกนี้มันมีจริงที่เราเกิดจิตไม่ดี พออาการจิตเรามีอุปกิเลสจะละอาย เฮ้ยจิตเราเกิดขี้เหนียว มัจฉริยะ จิตเราริสยา อาการจิตพวกนี้หากเกิดในจิต คุณก็จะมีหิริโอตตัปปะ นี่คือศาสตรา เป็นอาวุธจะไปทำร้ายคนอื่น ไม่เอา อาการเหล่านี้ไม่ดีทั้งนั้น ไปริษยาก็ไม่ดี ไปขี้เหนียวก็ไม่ดี มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ อีก 4 มายาคือตลบตะแลงหลอกลวง สาเฐยยะคือจิตอยากโอ่อวด อยากเบ่ง พอเรามีอาการจิตเหล่านี้ มันเป็นอุปกิเลสเป็นจิตไม่ดีเป็นอกุศลจิต เราก็ละอาย โอตตัปปะ คุณได้พิจารณาจิตในจิต เวทนาในเวทนาในตนเองหรือเปล่า มันเกิดอาการคุณพิจารณาจนเก่ง พอจิตใจมีอุปกิเลสคุณก็จะละอาย นี่เป็นศาสตรา ความรู้ ถ้าคุณยังมีสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่จะไปประหัตประหาร มันเกิดประหัตประหารความเจริญก้าวหน้า มันทำให้เสื่อม เราก็จะสังวรระวังและมีความรู้อย่างที่อธิบาย หากไม่มีก็ทำความรู้อย่างที่อาตมาอธิบายก็เจริญ ก็จะไม่ดื้อด้าน อาตมานี่ คนเขาหาว่าอาตมาดื้อด้านดึงดัน อาตมาว่าอาตมาพ้นกิเลสดื้อด้านนี้มานาน แต่อาตมาเป็นคนยืนหยัดยืนยัน อาตมาไม่ได้เป็นคนดื้อด้านดึงดัน อย่ามาห้ามอาตมาไม่ให้ยืนหยัดยืนยัน ความถูกต้อง เช่นห้ามไม่ให้อาตมาไปด่าไปว่าเขา อาตมาเกิดมาเพื่อแบกความถูกต้องความจริง ก็อย่ามาห้ามอาตมาเลย ได้ไม้วัดมาก็วัดคนอื่นเขา หากวัดแล้วผิด อาตมาก็ต้องท้วงตำหนิบอกให้รู้ว่าผิด มันไม่จริงไม่ควรเอา มาแก้ไขอันนี้เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่อาตมาต้องทำ ใครจะมาห้ามเสียให้ยากเลย อาตมายืนหยัดยืนยันจะทำ ทำด้วยความเอ็นดู(สู่แดนธรรม คำว่าเอ็นดู แปลว่าให้เข้าถึง ทยปัณโณ คือต้องเข้าถึง) พ่อครูว่า..มีความกรุณา เป็นการช่วยทำสิ่งที่จะเจริญ เห็นเขาเป็นทุกข์ตกยากเห็นเขาเสื่อมเราก็อยากช่วยเราก็มีความกรุณา เมตตาก็อยากช่วยเห็นเขาเป็นทุกข์เห็นเขาไม่เจริญเราก็อยากช่วย กรุณาเราก็ลงมือช่วย หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่คือศีลข้อที่ 1 สัตว์ทั้งปวงตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว เราไม่เกี่ยวกับสัตว์ปล่อยไปตามยถากรรม ก็หวังประโยชน์ต่อเขา เราไม่มีปัญญาจะไปช่วยสัตว์เดรัจฉาน มาช่วยสัตว์มนุษย์ก็ล้นมือแล้ว หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ (มนุษย์)อยู่ (หวังประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งปวง ปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งปวง ) ทำไมอาตมาต้องว่าต้องด่าต้องตำหนิ เพราะว่าในยุคนี้มีคนชั่วมากกว่าคนดีต้องมาแก้ ยุคนี้หากไม่มีคนดี ก็แหลกราญหมด แต่ดีไม่พอหรอก ต้องสอนคนให้ดีกว่านี้ แล้วสังคมจะดีขึ้นกว่านี้ อาตมาทำอย่างนี้จึงได้คนอโศกขึ้นมากลุ่มนึง ถ้าคนที่เป็นผู้สอนเป็นศาสดาเป็นผู้ที่สอนคนทางธรรมะเหมือนอาตมา เขาก็จะสอนอย่างอาตมาเขาก็จะได้คนอย่างนี้เป็นกลุ่มหมู่ปึกแผ่น เราเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นเป็นคุณสมบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็น เอกีภาวะ เป็นสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ มันจะเป็นคุณลักษณะตามที่พระพุทธเจ้าว่าไว้หมด อย่างสาราณียะ พวกเราระลึกถึงกันมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ตามควร ปิยกรณะรักกัน ครุกรณะ เคารพกัน สังคหะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อวิวาทะ สังคมอโศกไม่มีการทะเลาะวิวาท มีง๊องแง้งนิดหน่อย มีความสามัคคีพร้อมเพรียงร่วมมือร่วมการร่วมใจทำงานกันเป็นเนื้อเดียวกัน สมณะฟ้าไท สรุปจบ 620922_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศกคือคนไม่ทุกข์ ที่เข้าสู่วิรชะคือไม่สุข

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน