สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สัจจะแห่งกรรม 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สัจจะแห่งกรรม 5 ประการ _ใจแก้ว… อย่างดิฉันเคยอยู่กับเจ้าแม่กวนอิมกับเทวนิยม ทำให้สามารถมาปฏิบัติ กับพ่อท่านได้ดีกว่าหรือไม่ พ่อครูว่า...แน่นอน อาตมาอาภัพ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย ศักดิ์ศรีไม่มี ไม่ได้มีตำแหน่งธรรมะเอก ตรี โท อะไร ไม่ได้มีเปรียญ มีแต่ความรู้ธรรมะเก่าจากชาติก่อนๆ พูดแล้วเขาก็ไม่เชื่ออีก ซึ่งไม่เหมือนกับที่คุณเขาหลงผิดกันไป บอกด้วย เขาก็เลยบอกว่า ไม่ใช่อาจารย์เขา เขาก็ไม่เคยได้ยินว่า คนไม่มีอาจารย์ อาตมาก็ยืนยันว่า ชาตินี้ไม่มีอาจารย์ แต่ชาติก่อนๆนั้นมี พบกับพระพุทธเจ้ามาในชาติก่อน แต่ในชาตินี้ไม่เจออาจารย์ ทำงานศาสนามา ตั้งแต่อายุ 36 ปี ทำอย่างจริงจังด้วย ไม่ได้ทำเล่นหัว ทำงานศาสนาเต็มรูปเต็มสภาพ จนตาย ไม่เอาแล้วทางโลก จะทำงานศาสนาไปจนตาย _สู่แดนธรรมว่า...พ่อท่านเคยบอกว่า ความรู้เก่าของพ่อท่านเป็น กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท พ่อท่านช่วยแจกแจงอีกทีครับ พ่อครูว่า...กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท หมายความว่า อาตมารู้จักความเป็นกรรม ศาสนาพุทธ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของกรรม ไม่ได้แปลอธิบายเรื่องของ God ศาสนาเทวนิยมแท้ๆ ที่เข้าใจนับถือพระเจ้ากันจริงๆ ที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องกรรมเลย เป็นศาสนาเทวนิยมแท้ๆ ไม่เรียนเรื่องกรรม แต่ศาสนาพุทธเรียนรู้กรรมจริงๆ เมื่อเรามีพฤติเกิดเมื่อใด ก็เป็นกรรมของเรา ทำแล้วลบทิ้งไม่ได้ แบ่งใครก็ไม่ได้ คำว่ากรรมเป็นของๆตน 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)
กรรมแบ่งง่ายๆว่า กุศลกรรมกับอกุศล
อ่านต่อ
กรรม ทีนี้กรรม เป็นการกระทำ ถ้าเราสามารถกระทำใจในใจมนสิการ เราทำใจในใจของเราเป็น ทำใจในใจของเราคือ ทำให้เกิดกรรม กรรมที่เราทำใจในใจของเรา โดยเรารู้ว่า ใจของเรานี่มันเคลื่อนไหวกระทบสัมผัส แล้วมันเกิดกิเลสปุ๊บ มันมีกิเลสมาร่วมปรุงในจิตเราปั๊บ เราจะอ่านมันออกได้ว่านี่กิเลส เราก็จัดการกับกิเลสตัวนี้ กำจัดกิเลสตัวนี้ นี่คือศาสนาพุทธ การสัมผัสกิเลสที่มันเกิดขึ้นมา เมื่อกระทบสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราจะต้องรีบวิจัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือเรียกว่า วิตกวิจาร พอมีจิตเริ่ม ตักกะ ก็วิตก วิจาร วิตกแปลว่าไตร่ตรอง ตรวจสอบจิตของเรา แยกกิเลสให้ได้ ดูวิธีวิปัสสนาญาณ ให้จิตใจมีฤทธิ์ อิทธิวิธญาณ มีอำนาจมีฤทธิ์แรง ทำให้กิเลสลดได้ มีความสำเร็จทางใจ มีฤทธิ์ทางใจ คือสามารถทำให้กิเลสลดได้ นี่คือศาสนาพุทธ ทำได้มากมายหลากหลาย คือ อิทธิวิธญาณ ถ้าเราไม่เรียนรู้กรรม มันก็จะสะสมกิเลสไป เราก็จะรับทายาทของกรรม กัมมทายาโท มันก็จะสะสมเป็นมรดกกรรม ถ้าเผื่อว่าเรามีกิเลสไปอีก ก็สะสมเป็นมรดก คุณก็จะรับมรดกของตัวเอง แล้วก็สั่งสมกิเลสด้วยอวิชชา มันก็เป็นทายาท แล้วกรรมที่เป็นอดีต ก็สั่งสมใส่ในสันดาน มันก็จะพาเราเกิดเราเป็น กรรมนี่แหละพาเราเกิดเราเป็น ไม่ใช่ว่า God พาเราเกิดเราเป็น พ่อแม่ให้ร่างกายเรามาเกิดจริงทางร่างกายสรีระ DNA แต่จิตวิญญาณเป็นของตน ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย จิตวิญญาณของใครก็ของใคร ไม่มีการต่อเชื้อ เราเป็นทายาทของกรรมของเรา กัมมโยนิ กัมมพันธุ เผ่าพันธ์ของกรรม จึงเป็นของเราเท่านั้น จะชั่วจะดีจะเลว จะเป็นโลกุตระจะเป็นโลกีย ไปอีกนานเท่าไหร่ ของเราเองทั้งนั้น สั่งสมลงเป็นเผ่าพันธุ์ ยิ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่เป็นอวิชชา เป็นสัตว์นรกมีมากเท่าไหร่ก็สะสมเข้าไป คนในโลกไม่ได้เรียนรู้ เรื่องกิเลส จึงสะสมกิเลสต่อพันธ์ุของตัวเอง เป็นเผ่าพันธุ์กิเลสไปทุกนาทีวินาที ตลอดกาลเลย กัมมปฏิสรโณ คุณก็ได้พึ่งพากิเลสนี่แหละ แล้วกิเลสก็ทำให้เกิดสงคราม คุณก็ต้องทำการรบตลอดเวลา ปฏิ คือ Action reaction สรณ คือการรบ แปล สรณะว่าคือที่พึ่ง แต่พึ่งแต่การรบ คนไม่ได้รบกิเลส กิเลสมันก็รบกับคุณ กดหัวคุณตลอดเวลา คุณไม่ได้เป็นนักรบแพ้กิเลสตลอดเวลาเลย เป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป หงอให้กิเลสเป็นนายตลอดกาล น่าสงสารไหมคน ทุกคนมีกรรมทั้ง 5 นี้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า คุณเรียนรู้กรรมของตน ทำให้ไม่มีกิเลสมาปนแล้ว การกระทำทางกายวาจาใจ มีกิริยา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรมว่า.. .พ่อท่านมีกรรมเป็นของของตน พ่อครูว่า...เจตนาที่อาตมาบอกไม่มีครูบาอาจารย์ ก็คือมีกรรมเป็นของของตนแล้วอาตมารู้แจ้งในกรรม แล้วก็จัดการกรรมของตัวเอง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้ทำกรรมที่ไม่มีบาป ทำกรรมที่ไม่มีกิเลสอะไรได้แล้วจริงๆ จนเด็ดขาด จิตของเราก็ไม่มีกรรมที่เป็นบาป สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญปาปริกขีโณ อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เขาหาว่าพูดเอาเอง ก็เลยต้องอ้างอิงบาลี เขาว่าอาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ก็เลยต้องเอาพระบาลีมาอธิบาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่ใช่ของอาตมา เป็นของพระพุทธเจ้า อ้างอิงเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ของอาตมา เป็นของพระพุทธเจ้า อาตมาไม่มีอาจารย์เลยในชาตินี้ อาตมาไม่ต้องไปเข้าสำนักไหน เพราะว่ามีในของตัวเองแล้ว สำนักต่างๆก็ยังมีมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะไปศึกษาทำไม อาตมามีสัมมาทิฏฐิกว่า แล้วจะไปศึกษากับเขาทำไม ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิเท่าอาตมา ปางนี้อาตมาคือไก่ตัวพี่ ที่เจาะกระเปาะไข่ ออกมาได้ก่อนใครในยุคนี้ ในยุคนี้อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา ใครล่ะเป็นพี่อาตมา แล้วอธิบายโลกุตระอย่างอาตมา ผู้พี่ผู้นั้นออกมาหาน้องหน่อยถ้ามี เมื่อไม่มีพี่ อาตมาก็เป็นพี่ ใครจะเป็นน้องตามก็ได้ยินได้ฟังอาตมา ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังจากผู้รู้สัตบุรุษ เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ควรจะต้องมารับจากสัตบุรุษ ในจักร 4 ก็ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ไม่อย่างนั้น เกิดเองไม่ได้ อาตมาประกาศตนเป็นสัตบุรุษ คุณไม่ได้ฟังอาตมาไม่ได้ฟังสัตบุรุษ ก็ไม่มีปรโตโฆษะ หากไปฟังที่อื่นก็มิจฉาทิฏฐิ จะโยนิโสมนสิการไม่ได้ ถ้าไม่มีความสามารถทำโยนิโสมนสิการได้ คือจัดการกิเลส ตรงที่มันเกิดนี่แหละ หากไม่ถึงโยนิโสฯ คุณแก้ไขมันไม่ได้ จะทำใจในใจต้องไปถึงจุดนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นคุณทำไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ ในสุริยเปยยาล 7 ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ จนเข้าใจจนครบ ถ้าไม่ครบ ปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ ผู้ยังไม่เจอแสงอรุณ ไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ จะไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เปรียบเหมือน จะเห็นพระอาทิตย์ได้ จะต้องเห็นแสงอรุณก่อน [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .
เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว จะต้องปฏิบัติศีลเป็นข้อต้น เริ่มต้นข้อ 1 คือสัมผัสกับสัตว์จะต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ มันไม่มีลำดับเป็นขั้นตอน ไม่น่าอัศจรรย์ อาตมายืนยันว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษ ใครมาปฏิบัติธรรมกับอาตมา ไม่ได้ปฏิบัติศีลไม่ได้หรอก แล้วจึงเริ่มมีฉันทะ ปฏิบัติศีลแล้วมีผลดี มีประโยชน์คุณค่า ยิ่งปฏิบัติเป็นจรณะ 15 เมื่อเริ่มตั้งศีลเป็นข้อแรก มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วมีการเกี่ยวข้องกับเครื่องอุปโภคบริโภค และต้องเป็นผู้ตื่นอยู่กับทวารทั้ง 6 ชาคริยา นี่คือหลัก 3 ข้อ การนั่งหลับตาไม่มีคุณธรรม 3 ข้อนี้เลย มันตีทิ้งสำรวมอินทรีย์ ทั้งยังไม่ตื่น เป็นนิทราไปเลย ไสย์ไปเลย สัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ก็ไม่มี เมื่อไม่มีจรณะ 11 ข้อนี้แล้วคุณก็ไม่มีฌาน เพราะฌานของศาสนาพุทธ เกิดจาก 11 ข้อนี้ นี่คือวิชาจะระณะสัมปันโน เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้านะ ที่ปฏิบัติธรรมะนอกรีตนั้น ไม่ใช่พุทธคุณของพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่วิชาจะระณะสัมปันโน เลิกเป็นคนตาบอด ให้คนหูหนวกจูงกันไป ดูหนังใบ้ได้แล้ว น่าเวทนาสงสาร620916_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 69