สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน บารมีกับการช่วยคนของอรหันต์​.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน บารมีกับการช่วยคนของอรหันต์ _สู่แดนธรรมว่า..อรหันต์ที่มีใหม่เนี่ย จะมีบารมีเหมือนอย่างที่พระพุธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 หรือไม่ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ พ่อครูว่า...สมณะแบบนี้มีในโลกยุคนี้หรือไม่ ถ้าคุณเห็นมีก็มีแล้วเป็นจริงไหม ก็คือ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โลกนี้ก็คือโลกีย์ โลกหน้าก็คือโลกุตระ โลกหน้าคำนี้หมายความว่าโลกอีกโลกหนึ่ง โลกอื่นโลกโลกุตระ ถ้าโลกีย์มันก็หมุนไปโลกีย์อย่างเดียว ถ้ามันมีโลกใหม่ โลกหน้า โลกอื่น โลกที่ต่างจากโลกเก่า นั่นคือโลกุตระ เอามาขยายความให้ชัด เอามาทำความเข้าใจให้แจ้ง สัจฉิกัตวา ให้แจ้งความจริง ความถูกต้อง นี่ให้แจ้งให้ได้ เมื่อขยายความแล้ว พวกเราก็เอาไปปฏิบัติตาม โดยชัดเจนก็คือ ผู้นี้ท่านต้องเป็นพระอรหันต์จริง ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์จริง ก็ไม่ใช่ สยังอภิญญา ก็อยู่ที่ว่าใครจะเห็นความจริงนี้ได้ถูกต้อง เห็นความจริงนี้ได้จริง ก็เท่านั้นเอง แต่ละคนๆ ตัวใครตัวมัน ใครไม่เห็นเขาก็ไม่เห็น ใครเห็นก็เห็น ทีนี้เมื่อบอกว่า อันนี้เป็นความจริงเป็นพระอรหันต์ที่ถูกต้องจริง ถ้าจริงก็ คนที่มาเห็นได้ก็ได้ไป คนที่เห็นไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็จบ มันก็แยกกันเป็นธรรมดาธรรมชาติ สิ่งนี้คืออันนี้ มันก็ต้องแยกกัน นี่เป็นสัจจะ

ทีนี้อรหันต์ที่ยังไม่มีบารมีที่จะช่วยบุคคล ในข้อที่ ๑๐ นั้น จะเป็นเพราะว่า อรหันต์ ยังไม่มีบารมี พูดอย่างนี้ก็ได้ คืออรหันต์ที่เป็นอรหันต์ แต่ว่ายังไม่มีบารมี ถึงขั้นจะมาประกาศให้คนเขาเข้าใจได้ สัจฉิกัตวาประกาศให้ แจ้งชัดในสัจจะความ

อ่านต่อ

จริงนี้ ให้รู้แจ้งได้ ไม่มีบารมี คุณพูดไปไม่มีคนรับรู้เลย รับไม่ได้เลย แต่อาตมามีผลสำเร็จ ประกาศแล้วมีคนรู้ได้รับได้ เอาไปปฏิบัติได้ จนเกิดสังคมพุทธ เอาวรรณะ 9 มาจับ พวกเราก็มีคุณสมบัติตรง ตามวรรณะ 9 เอา สาราณียธรรม 6 มาวัดก็ได้ เอากถาวัตถุ 10 หรือเอาธรรมโคตมีสูตร ธรรมวินัยของพระพุธเจ้ามาจับ พวกเราก็ปฏิบัติตรง ยกตัวอย่างเช่น ข้อที่ซ้ำกันหมดในกถาวัตถุ 10 ก็ดี ธรรมวินัยโคตมีสูตรก็ดี หรือแม้แต่สาราณียธรรม 6 แม้แต่พุทธพจน์ 7 แม้แต่วรรณะ 9 ก็ดี ที่ตรงกันคือมีอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ มักน้อย หรืออาตมาแปลเป็นไทยว่า กล้าจน มาเป็นคนจน มักน้อยมาชอบความจน มักแปลว่าชอบ มักน้อย ปรารถนาน้อย มักหรือปรารถนานี่อันเดียวกัน ปรารถนาในความจน เป็นคนจน ไม่ต้องเลี่ยงบาลีไปไหนหรอก บาลีก็ชัด ภาษาไทยก็ชัด มักน้อยนี่ ต้องการความจนปรารถนาจน ไม่ใช่ไปปรารถนารวย นี่เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินไทย จึงตรัสอย่างไม่ได้เหนียมไม่ได้อาย ไม่ได้สะเทิ้นสะท้าน ว่าต้องเอาแบบคนจน มาปฏิบัติเป็นแบบคนจน พูดต่อสาธารณะเลย คนต่างประเทศนักบริหารเลย รัฐมนตรีเกาหลีมาทูลถาม ว่าประธานาธิบดีของเขาที่เป็นเพื่อนกัน ให้มาทูลถามว่า บริหารยังไง ท่านก็บอกว่าบริหารแบบคนจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา บอกให้ไปบอกประธานาธิบดีของคุณ ให้บริหารประเทศแบบคนจน คือมันล้ำยุค มันก้าวเกินหน้า Advance ก้าวเกินหน้า จนกระทั่งคนตามไม่ทัน ก้าวเกินหน้าไปไกล ด้านเศรษฐศาสตร์ ทุกวันนี้เขาก็ฟังไม่ขึ้น แต่พวกเรานี้พวก Advance พวกเราก้าวหน้าไปไกลกว่าผู้บริหารประเทศไทย ที่จะทำให้คนรวย ไม่มีคนจนทั้งประเทศ นี่เป็นคนตาบอดพูด แล้วจะทำอย่างไรให้ทั้งประเทศไม่มีคนจน โลกแตกทั้งโลกก็ทำไม่ได้ ไม่มีใครทำได้ คือพูดไปเป็นเรื่อง Impossible มันเป็นไปไม่ได้ แต่ทำให้คนมาจนเท่าๆกัน จนนี่หมายความว่ามีน้อย การมีน้อยลงมาเท่าๆกัน สำเร็จไหม ได้ไหม ถ้าหากจะทำให้เป็นรวยเท่ากันให้หมด สำเร็จไหม โลกแตกอีกร้อยลูก ก็ไม่มีทางทำได้ คนที่พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นคนฉลาดหรือคนโง่ (ขออภัยไม่ได้ด่าเขานะ ฉลาดน้อย) เห็นไหมว่าในหลวงเราเป็นใคร เป็นสุดยอดพระโพธิสัตว์ ความรู้ที่เป็นความรู้ทวนกระแสโลก ให้มาขาดทุน อย่าไปเอากำไรเลย ขาดทุนของเราคือกำไรของเรานะ ท่านก็อธิบายไป แต่พระโพธิรักษ์ ต้องเอามาขยายความให้ชัดเจนขึ้น เพราะท่านเองจะพูดอย่างนั้นมาก มันจะไปค้านแย้งกับ ดร.สมคิด หรือแม้แต่คนอื่น พลเอกประยุทธ์ เคยพูดหรือไม่ ว่าจะให้มาเป็นคนจน แต่เห็นแต่พูดว่าให้มาเป็นคนมั่งคั่ง ชาวอโศกเป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ได้ไปเอาเปรียบคนอื่นเขา ไม่ได้ไปแย่งชิงคนอื่นเขา นี่เป็นความสำเร็จของมนุษยชาติ เราเกิดมามีชีวิตเป็นชีวิตที่ไม่แย่งชิงใคร ไม่ได้ไปเอาเปรียบใคร โอ้โห ยิ่งใหญ่ไหม ยิ่งใหญ่นะคนที่เกิดมาไม่เอาเปรียบใคร เป็นคนเสียเปรียบ ไม่ใช่คนเสียรู้นะ รู้ว่าเราจะต้องเสียสละเสียอย่างมีปัญญา เสียอย่างรู้ว่าควรเสีย แล้วตัวเองไม่เดือดร้อน เพราะตัวเองก็มีชีวิตแข็งแรงสมบูรณ์พออยู่พอกิน เหลือ ว่าจริงๆแล้ว มีคุณสมบัติครบใน 4 1. ไม่เป็นหนี้ 2. เลี้ยงตนเองรอด ทำกินทำใช้พอเลี้ยงพอกินตนเองได้สมบูรณ์พูนสุขดี 3. ทำให้เหลือทำให้มาก สร้างสรร 4. แจกจ่ายคนอื่นได้ นี่คือความสำเร็จของมนุษยชาติ หรือสังคม หรือประเทศ ประเทศไหนก็แล้วแต่ ถ้าสามารถ 1.ไม่เป็นหนี้ 2.ทำอยู่ทำกิน เลี้ยงตัวเอง พึ่งตนเองรอด 3.ทำให้เหลือทำให้เกิน มีส่วนเกินขึ้นอีก ให้มากขึ้นๆๆ 4.ก็เลยต้องแจก หรือต้องเผื่อแผ่คนอื่น ขายก็ขายถูก ให้ไปเอื้อเฟื้อเจือจานผู้อื่น นี่คือสุดยอดแห่งเศรษฐกิจ ด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจงฟัง ควรจะให้เอาไปเป็นนโยบายรัฐบาล

ถ้ายังไม่มีบารมีถึงลำดับ สยังอภิญญา ความเป็นประโยชน์ที่เป็นโลกุตระได้แก่ตนนั้น เริ่มต้น 1.ปฏิบัติแล้วเกิดได้แก่ตน เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ตนเองได้ขึ้นมา เสร็จแล้วก็สั่งสมเป็นปัจเจกบุคคล ได้เป็นส่วนตนขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมา จนกระทั่งปัจเจกนั้นมากเกินกึ่ง เรียกว่าสยังอภิญญา สยังอภิญญาจะติดตัวข้ามชาติ เป็นของตนเอง แม้ข้ามชาติมาชาตินี้ก็ติดตัวมา โดยไม่ต้องมีครูอาจารย์ ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าในยุคนี้ไม่มี ครูบาอาจารย์ที่เป็นสยังอภิญญาที่เหนือกว่า เป็นผู้รู้ที่มีคุณธรรม ทั้งพุทธธรรมที่มากกว่า ไม่มี เป็นผู้ที่มีมากกว่าใครๆ เป็นไก่ตัวพี่ เป็นพี่คนโตทางพุทธศาสนายุคนี้ อาตมาบอก อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ เจาะกะเปาะไข่โลกีย์ออกมาได้ก่อนใคร อาตมา ก็พูดว่า อาตมาใช่ ก็ประกาศอยู่ว่า ใครที่เป็นไก่ตัวพี่ยิ่งกว่าอาตมา ประกาศก่อน หรือประกาศ อธิบายเหมือนกันอย่างนี้ หรือประกาศยิ่งกว่า ก็เป็นพี่อาตมา ก็มาบอกหน่อย ก็มาหาน้องโพธิรักษ์หน่อย ถ้าไม่มีอาตมาก็ต้องเป็นพี่ใช่ไหม นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า สยังอภิญญา เป็นความรู้ ที่รู้เรื่องโลกนี้โลกหน้า เรื่องโลกียะเรื่องโลกุตระนี่แหละ แล้วเอามาอธิบาย ให้คนเข้าใจได้สัจฉิกัตวา แล้วเอามาปฏิบัติตาม จนเกิดผล แล้วเป็นสังคมของโลกุตระ ที่อาตมายืนยันได้ถึงขั้นสาธารณโภคี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีลาภที่ได้โดยธรรมมา ก็เอามารวมกันเข้ากองกลาง ลาภธัมมิกา มีกินใช้ร่วมกัน เรียกว่าสาธารณะโภคี แล้วก็ปฏิบัติตนไป ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีศีลเสมอกัน โสดาก็เสมอโสดา สกิทาก็เสมอสกิทา อนาคาก็เสมออนาคา อรหันต์ก็เสมออรหันต์กันไป ก็เชื่อมโยงกัน ใครก็รู้ว่า โสดาเพียงเท่านี้ สกิทาก็เท่านี้ อนาคาก็เท่านี้ อรหันต์ก็เท่านี้ ต่างก็เข้าใจคุรุกรณะ เคารพกันโดยศีลโดยธรรม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในร่องในรอย ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เอามายืนยัน เป็นเครื่องชี้เครื่องบอก เครื่องพิสูจน์ตรวจสอบ ตรง ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ดี แม้แต่ในข้อที่ 10 นี้ ยุคนี้มีไหม ถ้าในยุคนี้ไม่มีสยังอภิญญา ยุคนี้ก็ไม่มี แล้วยุคนี้จะตกต่ำไหม? ถ้ายุคนี้ยังมี สยังอภิญญาขึ้นมาอธิบาย มาประกาศเป็นตัวจริงนะ ไม่ใช่สยังอภิญญาพูดจริง เป็นผู้ที่มีความรู้ อภิญญาเป็นความรู้ของตนเอง ที่ข้ามชาติมาพูด แล้วก็บอกยืนยัน อย่างอาตมาพูดบอกนี่ แหละ ยืนยัน แล้วเมื่อประกาศไปแล้วว่า นี่เราเป็นสยังอภิญญา และที่ประกาศไปแล้ว แล้วก็ได้อธิบายไปเอาธรรมะพระพุทธเจ้า มาขยายความ มาให้คนอื่นรู้ตาม ประกาศแล้วให้คนอื่นรู้ตาม ปเวเทนตีติ มีผู้รู้ตามได้ไหม ปฏิบัติตามได้หรือไม่ เกิดสังคมกลุ่มหมู่ได้หรือไม่ มีพฤติกรรม วัฒนธรรมของโลกุตระได้ไหม ก็ได้ทั้งนั้น ...หลงตัวเองหรือเปล่า?? เอ้าตอนนี้ปฏิเสธ เมื่อกี้รับทั้งนั้นตอนนี้ปฏิเสธ ไม่หลงตนเอง ใครรับรอง.. กรอ. (กรูรับรองกรูเอง) อาตมาก็อยากจะพูดจริงๆเลยว่า ยุคนี้ถ้าไม่มีสยังอภิญญา มาประกาศสัจธรรมแท้ๆของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโลกุตรธรรม คุณว่าศาสนามันจะเสื่อมไหม จะไปรอดหรือไม่ ..ไม่รอด มีแต่ผ้าน้อยห้อยหู.. คือเราพูดได้สบาย พูดได้สะดวก เพราะว่าเราจริง เราเห็นจริง เข้าใจจริง ทำได้จริงมีจริง มีตัวอย่าง หลักฐาน มีเพื่อนมีหมู่มีกลุ่ม ไม่ได้บ้า หากบ้าก็ทำไม่ได้เป็นกลุ่มอย่างนี้ แต่ไม่บ้าอย่างไม้ร่ม แต่เขาก็ว่ามันบ้านะอโศกมันบ้าๆ มีอย่างหรือเขาไปรวยกันทั้งโลก ใครๆเขาก็มุ่งรวย ขนาดประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆ เขายังมุ่งรวย จะต้องรวยที่สุด กว่าประเทศอื่นๆ ต้องยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ มันก็เป็นสามัญปุถุชน เขาก็ต้องคิดอย่างนั้น แต่นี่มันไม่ใช่ปุถุชนนี่หว่า … นี่มันอาริยชน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วไม่ได้พูดเล่นนะ อาตมาพูดความจริง ว่าโลกนี้นี่ เราเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย สังคมไทย มีพฤติกรรมโลกุตระอยู่ในเมืองไทย มันเป็นความเจริญ พวกคุณปฏิบัติได้แล้ว คุณจะอยู่ปฏิบัติไหม ถ้าอรหันต์ที่ยังไม่มีบารมีตามข้อที่ 10 ก็ทำงานไม่สมศักดิ์ศรี แต่ว่าอาตมาทำงานสมศักดิ์ศรี สยังอภิญญานะ หรือว่า พระปฏิบัติในเมืองไทยไม่มีอรหันต์ผู้นั้นเลย นอกจากพระอรหันต์นอกทำเนียบอย่างผู้นำชาวอโศก เขาก็สรุปมาอย่างนั้น ถ้าอาตมาไม่มาก็ไม่มี ตอบง่ายๆ เชื่อไหม?...เชื่่อ ที่อาตมามา ทำไมต้องมา.. มันเป็นหน้าที่ มันเป็นสิ่งที่ต้องเป็น Born To Be มันต้องเกิดต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีมันก็ไม่ใช่โลกนี้ โลกนี้ต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่มีโพธิรักษ์มาเกิดยุคนี้ ในศาสนาพุทธนี้มันก็ไม่ใช่ มันต้องอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงเป็นสมณะผู้นั้น สยังอภิญญาผู้นั้น อาตมา born to be สยังอภิญญา พูดไปแล้วก็ขออภัย น่าเห็นใจผู้ที่เขาไม่ศรัทธาอาตมา เขาจะอ๊วกแตกตาย เอาน่า.. ขออภัยเถอะ ทนๆฟังหน่อย ถ้าทนฟังไม่ได้ก็อย่าฟังก็แล้วกัน ผ่านๆไปเถอะ อาตมาจะพูดความจริง อาตมาเน้นอย่างนี้ ขออภัยเถอะ อาตมาพูดแล้วพูดอีก ไม่ได้อวดตัวอวดตน อาตมาไม่ได้อยากอวด แต่ต้องเน้นหนักๆ เพราะเขาหลอกมาหนัก หลอกอรหันต์ฺเก๊มาหนัก แล้วเขาก็หลงอรหันต์เก๊กัน จนอาตมาบอกว่าหยุด แบบนั้นไม่ใช่อรหันต์ ก็ต้องเน้นว่าอรหันต์อยู่ที่นี่ อาตมาก็ต้องทำอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง มันเลี่ยงไม่ออก ขนาดนั้นคุณก็ยัง ไม่เชื่อ แล้วอาตมาก็บอกว่า เออ ไม่พูดว่าเราเป็นอรหันต์ก็ได้ พูดได้เหรอ สมณะฟ้าไท..สรุป จบ 620920_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์จริงพาตรวจสอบอรหันต์เก๊

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน