สื่อธรรมะพ่อครู(มูลกรรมฐาน 5) ตอน วิธีการแยกกายแยกจิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.53 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลกรรมฐาน 5) ตอน วิธีการแยกกายแยกจิต พ่อครูว่า…แยกกายแยกจิต ศาสนาพุทธรู้จักจิตเจตสิก แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามออกได้ คนแยกไม่ได้เป็นอรหันต์ไม่ได้ ต้องรู้อาการ ลิงคะ นิมิตของจิต พิสูจน์ เช่นกับอบายมุข กับสัตว์ เราสัมผัสสัตว์ แล้วก็รู้สึกเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย เราสัมผัสกับข้าวของก็ไม่ได้เกิดความอยากได้ ศีลข้อ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กิเลสอันนี้เนื่องกับจิต หากไม่เรียนรู้ลดกามคุณ 5 เรื่องสัตว์ก็ไม่ให้ความสำคัญ เรื่องของก็ไม่เข้าใจ แต่หากทำแบบเชนไม่เกี่ยวข้องเลย เช่นกับสัตว์ก็ไม่เกี่ยวเลย เรื่องของก็มีน้อยมากมีไม้ปัดสัตว์กับภาชนะกินอาหาร แบบนั้นสุดโต่งเกินไป ป่าเถื่อนเกิน ศาสนาพุทธเอาอย่างพอเหมาะพอดี กายต้องมีสองสภาพเสมอ มีอย่างเดียวไม่เรียกกาย เช่นมีรูปอย่างเดียวไม่เรียกกาย แต่มีนามอย่างเดียวยังเรียกกายเลย ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจคำว่ากาย และไกลจากวิเวก ไม่มีกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก

การแยกกายแยกจิต ถ้าแยกเป็นธาตุอุตุไม่ได้ คุณไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายแล้วกลับมาเกิดอีกก็ต้องเป็นชีวะ พีชนิยามนั้นกึ่งหนึ่งเป็นชีวะ มีสัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ หากใครสามารถทำจิตตน ให้มีคุณลักษณะเป็นพีชะ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญได้ก็เป็นอรหันต์ คนถามว่าอาตมารู้ได้อย่างไรว่าตนเป็นอรหันต์ เพราะอาตมาสามารถทำจิตตนเองให้เป็นพีชะได้ คือแยกจิตที่ประหนึ่งเหมือนอุตุ ทำอย่างไรจะรู้จิตเราเป็นอุตุได้ ต้องปฏิบัติให้หลุดพ้นจากกรอบของโลกๆหนึ่งได้ตั้งแต่โลกอบาย สัมผัสแล้วต้องมีความรู้สึกความสุขความทุกข์เป็นเราเป็นเขาอยู่ ต้องล้างกิเลสออกจากจิต จนพ้นออกจากโล

อ่านต่อ

กของอบายมุข สัมผัสแล้ว จิตคุณก็เฉยเป็นอุเบกขา แต่ก่อนเราต้องสุขทุกข์มีชีวิตชีวากับสิ่งเหล่านี้ แต่เดี๋ยวนี้เราก็สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น แม้มันจะสัมผัสกับเรา มันก็ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ มีแต่ธาตุรู้เป็นสัญญากำหนดรู้ว่าอันนี้คืออย่างนี้ อันนี้คือเขาเล่นไพ่ อันนี้เขาเต้นแร้งเต้นกา เราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตใจเราไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลง มันกลางสบายอยู่อย่างนี้ จิตอย่างนี้คือจิตที่อาศัย ดินน้ำไฟลม แล้วมีพีชธาตุ จะเรียกว่า relation connection corridor continuum อยู่ในนี้หมด เราจะรู้ความเกี่ยวเนื่อง แล้วทำให้เกิดเป็นได้ทุกระดับ อุตุ พีชะ จิต จึงเป็นผู้ทำความสำเร็จ ในร่างกายก็มีอุตุ ดินน้ำไฟลม ก็ปรุงแต่งอยู่ในเรา ปรุงแต่งระดับพีชะ ปรุงแต่งก่อเป็นชีวิตินทรีย์ มันเจริญจนธาตุรู้ เลยขีดพีชะเป็นจิตนิยามก็รู้ชัดเจน แต่พอเป็นจิตนิยามโดยอวิชชา ไปเป็นสัตว์ จิตนิยาม มันจะไม่เข้าใจพีชะ อุตุหรอก เซลล์เดียว สองเซลล์หรือจนเป็นมนุษย์ จะไม่รู้ แยกไม่ได้ อุตุ พีชะ จิต โดยเฉพาะจะทำโยนิโสมนสิการ ให้จิตเป็นอาการพีชธาตุ ธาตุรู้ที่เป็นปัญญาจะไม่เป็นไปตามโลกเขาเป็น เป็นธาตุโลกุตระ ปัญญาเป็นอุตระ สติเป็นอธิปไตย ปัญญาจะเป็นโลกุตระ จัดการธาตุจิตให้อยู่ได้ มีวสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ทำได้อย่างคล่องไว มุทุภูตธาตุ ทำได้อย่างกายมุทุตา กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธมีความรู้เสื่อมไปมาก พูดถึงกายก็ไม่รู้เรื่องกันแล้ว อาตมานำเอามากู้กลับคืนมา กายนั้นไม่ใช่แค่ร่างกาย กายนั้นเป็นจิตด้วยซ้ำไป แต่มีร่างติดไปด้วย หากตายไปเหลือแต่ร่าง ร่างนั้นไม่เป็นกาย เป็นศพไปแล้ว แม้แต่เลือดระดู ยังไม่ออกจากร่างมันไม่มีไข่แล้วไข่ฝ่อแล้ว เลือดระดูอันนี้เป็นอุตุ ไม่ใช่จิตหรือพีชะ คำว่า กาย กับไม่ใช่กาย หากแยกไม่ออก อุปัชฌาย์บวชแล้วต้องสอนลูกศิษย์ให้แยกกายแยกจิตให้ออก หากแยกไม่ออก ทิฏฐิไม่เข้าใจแล้วจะไปปฏิบัติให้ตรงได้อย่างไร จะบรรลุได้อย่างไร ต้องแยกเวทนา 108 มโนปวิจาร 18 เคหสิตกับเนกขัมสิตะ แยกสองอันนี้ไม่ออก อย่าไปพูดถึงอุตุ แยกเนกขัมมะได้จึงทำจิตเป็นอุตุได้ ตายก็ตายได้ไม่เป็นโพธิสัตว์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์จึงรู้อันนี้ หากตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไม่เกิดชีวะอีกเลยได้ ความเป็นชีวะ พีชะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เล็บที่ยาวออกมาแล้ว ที่ไม่มีจิต แต่มีธาตุรู้ สัญญากับสังขารตัวมันเองมีชีวะอยู่อาหารหล่อเลี้ยง คุณจะตัดมันออกมันก็ไม่รู้สึก เหมือนคนที่จิตตกไปเป็นมนุษย์พืช ไปทำอะไรกันร่างกายนี้ก็ไม่รู้เรื่อง หากเป็นคนมีจิตนิยามเต็มรูป ต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จึงทำจิตให้เป็นพีชะได้ ไม่ทำบาปไม่ทำบุญ หมดบาปหมดบุญ ปุญญปาปปริกขีโณ อรหันต์ไม่ตายแต่สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว หากไม่เข้าใจสภาวะอย่างนี้ บุญบาปไม่มีแต่เป็นพีชธาตุ จิตไม่เจ็บปวด แต่สรีระเจ็บปวดได้ ไม่สมดุลเจ็บปวดได้ แต่จิตไม่มีเจ็บใจปวดใจ ไม่มีจริงๆ ทุกข์สุข ไม่มี รักโกรธไม่มี เทวะคู่ที่มีรักชัง สุข ทุกข์ คู่สองเทวะต่างๆไม่มีแล้ว ผู้ดับเทวะได้คืออรหันต์ ผู้ดับเทวะไม่เป็นเทวะแล้วเรียกว่าอเทวะ พ้นแล้วในธาตุคู่อาศัยธาตุเดี่ยวคือ 1 กับ 0 ทำจิตให้เป็น 1 กับ 0 ได้ เป็นคนมีเอกัคคตารมณ์อาศัย จิตเป็น 1 อย่างยิ่งใหญ่ เอก กับ อัคคะ พระอรหันต์คือยอดแห่ง เอกัคคตารมณ์620922_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศกคือคนไม่ทุกข์ ที่เข้าสู่วิรชะคือไม่สุข

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน