ฝึกอานาปานสติอย่างไรให้เป็นลำดับไม่ลัดขั้นตอน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข16 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฝึกอานาปานสติอย่างไรให้เป็นลำดับไม่ลัดขั้นตอน _จากโยม"ที่กำลังสงสัย" : การฝึกทำอานาปานสติแบบพุทธหรือการปหานกิเลสในทุกลมหายใจเข้าออกนั้น โยมสงสัยว่า ช่วงที่เรากำลังฟังธรรมหรีอช่วงที่เรากำลังอ่านหนังสือ เราจะเว้นวรรคไว้ก่อนได้มั้ย หรือว่าต้องฝึกทำอานาปานสติไปทุกลมหายใจเข้าออกให้ได้เป็นที่สุดเจ้าคะ พ่อครูว่า...นี่ล่ะ ถ้าพูดไปแล้วมันน่าจะทุบหัวพวกที่มาสอนผิด โอ้โห.. เราก็ต้องมา ตามล้างตามเช็ด ต้องมาอธิบายขยายความหมาย อานา กับ อาปานะ แปลว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออก คุณจะสลับกันยังไงก็ได้ จะให้อานา เป็นลมหายใจออกหรือเข้าก็ได้ อาปานะ ลมหายใจเข้าหรือออกก็ได้ไม่เป็นไรให้ถูกก็แล้วกัน ให้ตรงก็แล้วกัน ทุกลมหายใจเข้าหายใจออก มีสติตื่นเต็ม รู้จักผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทุกอย่าง ตื่นเต็มร้อย เสร็จแล้ว คุณปฏิบัติมันมีลำดับ ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติไปตามศีล 5 ตามลำดับ คุณอย่าไปเลอะเทอะ อะไรก็เอาหมดกิเลสมันเกิดก็เอาหมด ไอ้ที่มันยากยังสูงคุณไม่อยู่ในฐานที่จะต้องทำก็เอาไว้ก่อน กิเลสเกี่ยวกับสัตว์ อาตมาก็อธิบายซ้ำซากไปไม่รู้กี่ทีแล้ว สัตว์เดรัจฉานทุกตัว ปล่อยเขาตามยถากรรม อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาจะฆ่าแกงกัน เขาจะกินกัน งูจะกินเขียด ก็เรื่องของเขา จะให้งูมันมากินผักบุ้ง มากินดอกดาหลา กินฟักทอง มันไม่ได้ งูมันก็ต้องกินสัตว์ เป็นสัตว์กินสัตว์มันต้องกินสัตว์ มันเป็นวิบากกรรมของเขา ที่เขาจะต้องวนเวียนอยู่ในวิบากจนกว่าจะเลื่อนฐาน จากสัตว์ที่กินเนื้อมาเป็นสัตว์ที่กินพืช นี่เป็นบารมีของสัตว์ บารมีของสัตว์กินเนื้อ ยังยาก พอมาเป็นคนแล้ว มาเป็นสัตว์ที่กินพืชแล้วก็เจริญขึ้นมาหน่อย แต่เมื่อมาเป็นคนแล้วกลับไปกินสัตว์ กินเนื้อสัตว์ ฆ่าสัตว์มากินอีก ก็วนเวียนลงไปเป็นสัตว์อีก มาฉลาดแล้วก็กลับไปโง่ซ้ำโง่ซ้อน

อ่านต่อ

ให้เหมือนกันกับสัตว์เดรัจฉาน แล้วเมื่อไหร่มันจะเจริญสักที อาตมาไม่ขยายความมาก เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ ขยายไปจนกระทั่งเป็น บุญญาวุธ หมายเลข 1 เรื่องมังสวิรัติ เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ค่อยๆค้นคว้าเอา อธิบายไว้ บันทึกไว้มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติตามลำดับ ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ และคนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง นี่แหละให้ระมัดระวังสัมผัสกับสัตว์คน สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องไปสัมผัสกับมัน ไม่ต้องเอามาเลี้ยงเลย อย่าไปกินแรงสัตว์ เอาสัตว์มาใช้แรงงานก็ไม่ต้อง เป็นวิบากซ้ำซ้อนไปอีกเยอะแยะอีกนานชาติ หรือแม้แต่หลงดีใจ เอาสัตว์มาฝึกให้มันเก่ง มันชำนาญ มันฉลาด มันทำงานได้ทำอะไรได้พิสดารเลย คุณก็อาศัยมันแล้วมันก็มีวิบากต่อกันอยู่นั่นแหละ คุณไปกินแรงมัน คุณจ่ายเงินเดือนให้มันก็มีนะ แล้วใครได้ เจ้าของหมาได้ ไม่ใช่หมา หมามันไม่รู้เรื่องหรอกเรื่องเงิน ตั้งระดับชั้นด้วยนะ เป็นขนาดนายร้อยก็มี หมา มียศให้ มีอัตราเงินเดือนให้ก็ทำไป ก็เป็นเรื่องโลกๆ ต้องอาศัยพวกนี้อยู่กันไป ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่มีฐานอาศัยก็ต้องเข้าใจ เขาก็ต้องวนเวียนอยู่ ผู้ที่จะเตือนกันได้ อยู่ในฐานที่ควรจะขยับกันขึ้นมา แคะไค้กันขึ้นมาได้ เหมือนเด็กๆก็อยู่ฐานเด็ก เขายังไม่เดียงสายังไม่โตพอที่จะมาเป็นผู้ใหญ่ ไปบังคับมาก็ไม่ได้ไม่ดี มันเหมือนดอกไม้จะบานก็ต้องมีเวลาบานของมัน เมื่อไม่ถึงเวลาจะไปบังคับบีบบี้ มันผิด ทีนี้ คนที่มีอานาปานสติ คือ คนมีลมหายใจ ทุกลมหายใจเข้าออก แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ ศีล ข้อที่ 1 2 3 ข้อ 4 และ 5 ซึ่ง 5 ข้อนี้ครบแล้ว 3 ข้อแรกเป็นหลัก ส่วนข้อที่ 4 เกี่ยวกับการพูดจา ก็เกี่ยวกับ 3 ข้อแรกเป็นหลัก ข้อ 5 เป็นเรื่องของจิตที่ไปเมาไปหลง ก็ให้มันฉลาดกับ 3 ข้อที่เรากำหนดหมาย หลักเกณฑ์ เรียกว่าหลักเกณฑ์ เกี่ยวข้องกับสัตว์กับคน ข้อที่ 1 ไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย วางอาวุธ วางศาสตรา สร้างจิตให้เป็นจิตเมตตา กรุณา เอ็นดู หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์คนนี่แหละ ทำจิตแบบนั้น ที่เป็นศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับวัตถุและพืช มันต่างกันอย่างไร สัตว์กับวัตถุกับพืช ต่างกันเพราะว่าสัตว์ มันจองเวรจองกรรม มีวิบากบาป วิบากกุศลโยงใย เป็นหนี้เป็นพันธกิจแก่กันและกัน ไปตลอด ส่วนพืชกับวัตถุ มันไม่มีบาป ไม่มีจองเวรจองกรรม ใครทำมัน มันไม่รู้จักที่จะไปจองเวรใคร มันไม่ไปถือวิบากไม่มี แต่ต้องระมัดระวังทุจริต ในศีลข้อที่ 2 อันไม่ใช่ของๆเรา วัตถุก็ดีพืชก็ดี ที่ไม่ใช่ของของเราเขาไม่ยินดีให้ อย่าไปเอาของของเขา แม้จะถือวิสาสะ ถือวิสาสะ หมายความว่าอยู่ด้วยกันก็จะเอาของกันได้ใช้ร่วมกันได้แค่นี้ก็ถือว่าได้ ซึ่งถ้าเรายังไม่แน่ใจว่า เขายึดถือของเขาอยู่นะ ก็อย่าไปเอา อย่าไปละลาบละล้วง นี่เรียกว่าถือวิสาสะ แต่ถ้าอย่างสังคมพวกเราเป็นสาธารณโภคี ช่วยกันดูแลรักษาเก็บงำ ประหยัด อย่าสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยทิ้งขว้างใช้กินร่วมกัน ให้ เอาแต่ของที่เขาให้ ไปขอส่วนแบ่งจากผู้ดูแลรักษา ควรจะแบ่งแจกกันใช้ไป พวกเรามีรายละเอียดเยอะ ก็จะไม่อธิบายเพราะมีความละเอียดในตัวอยู่แล้ว มันก็เลยไม่ต้องพูดกันมาก เพราะปฏิบัติกันจนกระทั่งเข้าเนื้อแล้ว 50 ปีที่ผ่านมา มันเข้าเนื้อเข้าหนัง เข้ากระดูก เข้าจิตวิญญาณด้วยก็เลยกลายเป็นแบบนี้ สมบูรณ์แบบดี ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เกี่ยวข้องกับการติดยึด เสพรสอัสสาทะ ของรูป เสียง กลิ่น รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย สัมผัสทางใจ แล้วคุณก็ติดในรสอัสสาทะของมัน อันนี้ยากกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ยากกว่าไม่ทุจริตในข้าวของ แล้วมันก็ติดอยู่ในชีวิตของคนทุกคน ซึ่งจริงๆแล้วเบื้องต้นต้องทำก่อนด้วยซ้ำ แต่หยาบๆก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ คุณปฏิบัติก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาอยู่ในระดับ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ค่อยๆเรียนไป จนกระทั่งภายนอก ตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่า กามคุณ 5 ไม่เสพมาเป็นรสอร่อย มาเป็นรสสุข ลดลงๆๆ จนกระทั่งสัมผัสแล้ว เราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ภายนอก เกิดกิเลสกับภายนอก แต่มันยังมียุกยิกๆ อยู่ภายใน เป็นรูปธรรมภายใน เรียกว่ารูปราคะ แล้วยังมีลึกเข้าไปจากหยาบ รูปราคะ ดับรูปลดให้หมดจึงเหลืออรูป อรูปราคะ เป็นตัวสุดท้าย ถ้าไม่ทำไปตามลำดับ ไม่ได้ไปสะสมไม่ได้ ตัดลัดไขว้หัวไขว้หาง ไม่ได้เรื่อง นี่ก็เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก เรียนดีๆอยู่กับหมู่ หมู่ฝูงที่เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีวัฒนธรรม มีทั้งสิ่งที่มันเป็นเรื่องซึมซับ ไหลเข้าหาตัวเราอย่างไม่รู้สึกเรียกว่า osmosis เพราะฉะนั้นการอยู่กับหมู่ดีเรียกว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา ของพรหมจรรย์ ของการปฏิบัติธรรม เรามีชีวิตร่วมกันก็ช่วยกันเป็นสังคมที่ดี เป็นสังคมที่มีคุณธรรม มีวัฒนธรรมดีหมดแล้ว ไม่อยากจะพูดว่า อย่างอโศกเรานี่ ในยุคนี้เป็นเลิศเป็นยอดจริงๆในโลก ไม่อยากจะพูดหรอกเพราะเขาจะหมั่นไส้ว่าหลงตัวหลงตน ที่จริงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆมันเป็นโลกุตรธรรมขั้นที่ 1 ลำดับที่ 1 สังคมไก่ตัวพี่ ของโลก แม้แต่ทุกวันนี้เถรสมาคมเขาเงียบ เขาไม่กล้าประท้วง ไม่กล้าตอแย เพราะเราเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก เขาก็ยึดถือพระไตรปิฎก ถ้าใครไม่ยึดถือพระไตรปิฎกไม่เอาพระไตรปิฎกเราก็ไม่คุยด้วยนะ แต่นี่โชคดีที่ประเทศไทยยังนับถือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐด้วยกัน อันนี่เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ของอาตมามาก ถ้าไม่อย่างนั้นอาตมาตายอย่างเขียดเหยียดขาตายถูกเหยียบตาย ตอนนี้เป็นสัจจะ เพราะอะไร เพราะเขาก็มีปัญญา เถรสมาคมต้องมีปัญญา ไม่งั้นอาตมาตายอย่างเขียด ก็คนไม่ฉลาดมันไม่รู้เรื่องจะทำร้ายผู้ที่ไม่ควรทำร้าย เขาก็ไม่รู้บาปบุญกุศลอะไรหรอก เขาก็ทำไป แต่นี่ เขามีปฏิภาณปัญญา นี่แหละคือ ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม 650316 ตอบปัญหาพาปฏิบัติเป็นลำดับอย่างไม่กดข่ม พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน