ฌานวิสัยของคนในแดนแผ่นดินพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานวิสัยของคนในแดนแผ่นดินพุทธ _สู่แดนธรรม... เด็กที่จะมาเรียนในนี้เป็นเด็กที่มีบารมีระดับหนึ่งแล้ว นึกถึงอจินไตยของชื่อเด็กที่อยู่บ้านราช นายมะขาม เขาชื่อว่า หล้าฟื้น มาสัมพันธ์กับปีนี้พ่อท่านให้ฟื้นแผ่นดินทำกสิกรรม ถ้าทำได้สำเร็จก็ตรงกับชื่อของโมกข์ แก้วกลั่นพร พ่อครูว่า... ที่พูดแบบนี้ก็ให้เข้าใจให้ได้ว่า พวกเราที่มาตก ได้มาอยู่ที่นี่ ได้มาเรียนที่นี่ได้มามีชีวิตอยู่ในที่นี่ไป บางคนมีบารมี อยู่ได้แค่ 2 ปี 3 ปี 5 ปี อยู่ไม่ถึง 6 ปี บางคนอยู่ได้ถึง 6 ปี แล้วต้องออกไป บางคนอยากจะอยู่ต่อก็ไม่ได้อยู่ บางคนอยากจะอยู่ต่อและก็อยู่ได้ อะไรพวกนี้ ซึ่งมันเป็นรายละเอียดของจิตวิญญาณ เกี่ยวกับบารมีทั้งสิ้น เพราะที่นี่อิสรเสรีภาพ ไม่ได้ไปบังคับอะไรกันเลย ไม่มีการหลอกลวงหลอกล่อให้อยู่ให้ไปอะไรทั้งนั้นเลย ไม่มี ทุกคนอิสระ ใช้ความคิดอิสระ ถึงวาระที่เราจะไปได้แล้วจบ 6 ปีแล้วคุณไปก็ไป พ่อแม่เขาจะว่าอะไรเรา หรือจะเรียนต่อที่นี่เรียนอาชีวะไปได้อีก ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ก็เรียนได้เลย อยู่ในนี้ บางคนก็ไม่ดิ้นรนไปเรียนมหาวิทยาลัย เอาแค่อาชีวะนี่ก็พอแล้ว สู่แดนธรรม… ถ้าคนมองเพ่งโทษว่าพ่อท่านไม่อยากได้บริวาร แต่ทำไมให้การศึกษา จะให้ลูกหลานอยู่กับเรา พ่อครูว่า... คนที่มองว่าทำไมอยากให้อยู่ที่นี่เหมือนอยากได้บริวาร อาตมามีภูมิธรรมสูง เลยที่จะต้องหาบริวารแล้ว เรื่องหาบริวาร ไม่หา คนจะสมัครใจมาอยู่ร่วมกับสังคมที่อาตมาอยู่นี้ อิสรเสรีภาพยิ่งใหญ่ในตัวเอง ไม่ใช่มาเป็นลิ่วล้อ ลูกแหล่ง ไม่ได้มาเป็นบริวาร ถ้าจะเรียกอย่างโก้ๆ ว่า มาเป็นลูกเป็นหลาน ไม่มีหรอกมาเป็นบริวารเป็นลูกน้อง ไม่มี อยู่อย่างลูกหลาน ไม่ใช่บริวาร เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีปัญญารู้ในเรื่องลึกซึ้งของปรมัตถ์พวกนี้ เขาก็มอง อาตมาก็ยืนยันพ
อ่านต่อ
ิสูจน์แล้วว่า ที่นี่ไม่ได้ไปบังคับใครให้อยู่ ไม่ได้ล่อหลอก ไม่ได้อ่อยให้อยู่ ไม่ คุณสมัครใจอยู่เอง ตั้งแต่เด็กยันแก่เฒ่า จนกระทั่งนี่ว่าจะตั้งศพกันแล้ว ตาสมศักดิ์ เพิ่งตายไป ตอน 15:00 น กว่า ก็ตั้งศพแล้วก็เอาไปเผา พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้จริงๆที่นี่ เป็นญาติธรรม คำว่า ญาติธรรม ยิ่งใหญ่มาก เป็นพี่เป็นน้องเป็นตระกูลเดียวกันพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนพ่อใหญ่ อาตมาเหมือนแม่ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สารีบุตรกับโมคคัลลานะคือแม่ เราเป็นพ่อ ท่านบอกว่า สารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง โมคคัลลานะเป็นแม่นม ซึ่งเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องปรมัตถ์เป็นเรื่องกรรมวิบาก เป็นเรื่องความลึกซึ้งถึงขั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมวิบากที่บอกว่า อจินไตย ใครไม่มีวิบากไม่ได้เข้ามาอยู่สุขสบายอยู่ที่นี่ อย่าว่าแต่ได้มาอยู่เลย มีสิทธิ์เข้ามาใกล้ยังไม่ใกล้เลย คนในโลกนี้ 7พันกว่าล้าน จะรู้จักชาวอโศก ขนาดคนในประเทศไทยไม่รู้จักอโศก ชุมชนอโศก เพราะฉะนั้นป่วยการจะกล่าวไปไยถึงคน 7พันกว่าล้านในโลก ไม่ได้รู้จักง่ายๆหรอกในโลก บอกว่าพวกนี้เป็นพวกโลกุตระ เขาบอกว่าอะไร มะระหรือ ? ไม่รู้หรอก พูดไปเหมือนดูถูกดูแคลนเขา แต่เป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะที่สุดยอด อาตมาภาคภูมิใจนะที่เกิดมาในยุคนี้ที่เป็นยุคที่เสื่อม ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ อาณิสูตร เรื่องกลองอานกะ โลกมันหมดแล้วโลกุตระ ในสังคมพุทธนี่แหละมันเสื่อมจนกระทั่งไม่มีแล้วโลกุตรธรรม อาตมาต้องเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนา มาสถาปนา หมายความว่าต้องทั้งรู้ ทั้งสาธยายทั้งทำให้เกิดการบรรลุธรรม จนกระทั่ง เป็นสังคม เป็นวัฒนธรรม เป็นมวลหมู่มนุษยชาติ มีความเป็นอยู่อย่างที่เราเป็นกัน มี สาราณียธรรม 6 ถึงขั้น สาธารณโภคี อาตมายังภูมิใจที่ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ แม้ในยุคที่ใกล้กลียุคนี้ แล้วอาตมาเคยพูดมาหลายทีแล้วว่าอาตมานอนตายตาหลับ เพราะว่าได้พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วว่า อกาลิโก ในยุคนี้ก็ยังมีคนรับได้ มันจะน้อยก็ตาม ยังมีประมาณนี้ก็ตาม แต่มันเป็นของจริง ซึ่งคนไม่ได้รู้เรื่องความจริงอันวิเศษนี้ ที่เรียกว่า อุตตริมนุสสธรรม ความจริงที่เป็นคุณอันวิเศษอันนี้ เขาไม่ได้รู้กันง่ายๆ เขาจะไปรู้ค่าอะไรเขาก็รู้ว่านั่นแหละไปต่ออะไรเขาตามโลก เรื่องใจอย่างเรามีทำไปเถอะ เขาก็มองไปอย่างนั้นแหละ เราเอาไปให้เขาก็ขว้างทิ้งไป อย่างเช่น หนังสือหนังหา พิมพ์ไปเถอะ แจกไป ได้ไปก็เสร็จแล้วไม่ได้เปิดอ่านหรอก โยนซุกไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ บางคนอาจจะมีบารมีบ้าง ได้หนังสือไปก็อ่านแล้วดี แต่อ่านจบแล้วไปซุกไว้อีก ไม่ได้มาทบทวนแล้วเอาไปปฏิบัติจริง น้อยคนที่จะเห็นได้ว่า อย่างนี้น่าสืบสานในชีวิตเรา เพราะได้อ่านหนังสือที่โพธิรักษ์เขียน ใครมาเพราะว่าได้อ่านหนังสือที่โพธิรักษ์เขียนบ้าง ยกมือซิ....ไม่มากนักยกมือ แต่จะได้อ่านหนังสืออาตมาเขียนแล้วมาได้ หรือมาได้โดยวิธีผีผลักส่งเข้ามาก็ตาม มันก็ดีทั้งนั้นแหละใช่ไหม จะมาด้วยอะไรก็แล้วแต่ แแต่ผีผลักส่งมาก็ตาม อยู่ได้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว ที่อาตมาพูดที่หลวงปู่พูดนี้ เด็กๆฟังแล้ว ไม่ใช่มาพูดเล่น แต่พูดถึงความจริงทั้งนั้น เป็นความจริงทั้งนั้น พวกเราได้มาอยู่นี่ก็ได้อดได้ทน แต่ก็ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก ในฌานทั้ง 4 นี่เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า เด็กๆพวกนี้แหละมีฌาน มีฌานแบบพุทธ เป็นฌานวิสัยที่เป็นแบบพุทธ ฌานที่ได้แล้วนี่นะ มันเป็นปัญญา ที่สามารถรู้โลก สามารถรู้อบายมุข สามารถรู้สิ่งที่ปรุงแต่งในโลก ที่เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่นี่ไม่ได้ปิดหูปิดตา โทรทัศน์มันมีทุกอย่าง มันเรียกร้องหาลูกค้า อบายมุขเต็มไปหมดเห็นอยู่ทุกอย่าง แต่เด็กๆเขาก็อยู่ได้ อยู่ได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบาก นี่แหละคือมีฌานทั้ง 4 ฌานไม่ใช่เรื่องนั่งเพ่งสะกดจิต มันไม่ใช่ แต่ฌานคือปัญญาที่สามารถ ไม่ให้กิเลสมาเล่นงานเราได้ นี่คือฌาน จิตของเรามีปัญญารู้จักกิเลส เราสัมผัสมันอยู่ มันเล่นงานเราไม่ได้ ผู้นั้นมีฌาน มีพลัง เขาเรียกว่าไฟ อุณหธาตุ มันมีฤทธิ์แรงยิ่งกว่ากิเลสที่เป็นอบายมุข ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่มีพลังงาน มีฤทธิ์ ดึงให้คนติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่พวกเรานี่ก็ไม่ยั่น เพราะเป็นฌาน ทำได้โดยไม่ยากทำได้โดยไม่ต้องลำบาก ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตแล้วได้ฌาน นิ่งๆหลับๆ ฌานอย่างที่เขาทำนั้นมันเป็นสภาพที่ทำกับวิญญัติ ที่พวกเขาเรียนกัน เขาไม่ได้ทำกับวิญญาณ ฌานของเขาเขาทำแค่วิญญัติ ไปทำให้ไม่เคลื่อน ทำให้จิตไม่เคลื่อน ทำให้จิตไม่เคลื่อน เขาไม่ได้ทำกับวิญญาณนะ เขาไม่ได้ทำกับจิตหรือวิญญาณ ให้กิเลสออกแล้วเป็นปาคุญญตา ให้จิตคล่องแคล่ว ไม่ แต่ทำให้จิตมันหนืดๆๆ ทื่อๆ สู่แดนธรรม... ถ้าทำฌาน ได้ถูกต้องวิญญาณจะยิ่งมีประสิทธิภาพ เพราะปัญญามีการเผา พ่อครูว่า... เป็น อุณหธาตุ ทั้งร้อนและเย็น เป็นพลังงานวิเศษที่สลายกิเลสได้ มีฤทธิ์ ถ้าเป็นจริงได้มีพลังงานระดับ ฌานได้ พลังกิเลส พลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ มันจะจางคลาย มันจะถูกทำให้ดับ มันจะเกิด วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี จริงๆ สู่แดนธรรม... ปัญญา 8 ข้อที่ 1 เขาแค่ฟังแค่ศึกษา แค่ได้รู้สิ่งนี้ มีผลให้จิตมี หิริโอตัปปะ ไม่กล้าไปละเมิด ไม่กล้าทำบาป เป็นปัญญา พ่อครูว่า... ใช่ อย่างพวกคุณฟังอาตมาแล้วรับได้เกิดศรัทธารู้ตัวว่า เราเคยโง่มาเก่า ทำไมถึงได้โง่มานาน ผู้ที่ยิ่งมี ปัญญาปฏิภาณสูงก็ยิ่งถึงขั้นเกรงกลัว ว่าเราไปคลุกคลีกับกิเลส ไปคลุกคลีกับบาป บาปคือกิเลส ไปคลุกคลีแล้วสนิทสนมไปกับมันมันโง่ มันจะเห็นว่า โธ่เอ๋ย ไอ้หน้าโง่ เราเองไอ้น่าโง่ ผู้ยิ่งพูดเอาเอง มันจะรู้สึกตัว จริงๆ ไม่ใช่เรื่องสร้างเอา แต่มันเป็นความรู้แล้วเกิดความรู้สึก มันถึงจะเป็นของแท้ มันรู้ความจริงตามความเป็นจริง โอ โอ้โห! ไปเสียเวลาไม่รู้กี่ล้านชาติ แล้วที่มันจะละอายมากก็คือ ถ้าผู้ใดที่เคยมาได้ดูถูกสัตบุรุษดูถูกผู้ที่เป็นครูที่สัมมาทิฏฐิ เหมือนอย่างอาตมา เขาได้ใครมาดูถูกได้ไหม - รู้ดีไม่ดีมาซัดอาตมา ถ้าเขามีปฏิภาณปัญญานี้ขึ้นมาเมื่อไหร่เขาจะละอายจริงๆ เป็นสัจจะ ถ้าเขาไม่เกิดปัญญาก็ไม่มีทาง กำลังจะพูดว่าจ้างเขาก็ไม่กล้า ก็ไม่มีสตางค์ไม่จ้างหรอก เพราะเขาจะไม่มีทางรู้เลย เพราะอวิชชามันสิงสู่อยู่ที่เขาอย่างสนิท เขาก็จะจมอยู่กับไอ้ความอวิชชาความไม่รู้ ไม่งอกไม่เงย ยิ่งมีความรู้สึกว่า เอาชัดๆ รู้สึกในยุคนี้แหละ ใครยังรู้สึกว่าอาตมานี้ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไม่ใช่อรหันต์ ไม่ใช่ผู้รู้ที่มากอบกู้ศาสนาพุทธเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในศาสนาพุทธคืน เขาไม่รู้เขาไม่เชื่อเลยนี่นะ ปิดประตูเลย คนนี้ปิดประตูตาย เขาจะโง่ดักดานอวิชชาดักดานต่อไปอย่างนั้น นี่ไม่ได้ด่าไม่ได้ว่าเขา แต่สัจจะมันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนั้นตลอด ซึ่งอาตมาก็ได้แต่สงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจเขารู้ พูดด้วยเมตตา อธิบายด้วยเมตตา แล้วก็ต้องบอกว่าที่คุณเข้าใจผิด มันผิด จะให้ไปยกย่องสิ่งที่ผิดว่าถูกว่าดีแล้วทำไปเถอะ มันไม่ได้ มันต้องข่มมันต้องให้รู้ตัวว่ารีบเลิก ไอ้นั่นมันผิด สัจจะมันต้องทำอย่างนั้นจะให้อาตมาทำอย่างไรมันเลี่ยงไม่ได้ ไปเลี่ยงความจริงไม่ได้ จะบอกว่าไปด่าไปว่าเขาทำไม ก็เราเมตตาเขาน่ะ ถ้าไม่เมตตาก็ปล่อยสิ ก็บอยคอร์ดไป ไม่เอาเรื่อง คุณจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ช่างหัวคุณเถอะ มันเป็นคนใจดำ คนที่ยิ่งมีคนนับถือ เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม แล้วเค้าก็หลงผิดมันยิ่งต้องช่วยเขา ให้เขาได้รู้ตัวแล้วก็กลับตัว แล้วมามีสัมมาทิฏฐิ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะทำบาป แล้วพาคนทำบาปๆๆ ไปอีก แล้วจะไม่ให้อาตมาสงสารได้อย่างไร นึกออกไหม อาตมาไม่ได้ไปทับถมคนที่เขาผิดนะ แต่เห็นใจคนที่ผิด ทำไมถึงดักดานอยู่กับความโง่ต่อไปหนอ เห็นใจเหลือเกิน สงสารเหลือเกิน พูดแล้วมันก็น่าหมั่นไส้เนาะ สู่แดนธรรม... เรื่องแบบนี้คนไทยเขาถือกันว่า ถ้าจะพูด มันต้องมีบุคคลที่ 3 พูด ยกพ่อท่าน เขาก็มองว่าพ่อท่านพูดยกตัวเอง ผมก็รู้ว่า จะไปหาบุคคลที่ 3 จากที่ไหนมายก มันไม่มี พ่อท่านก็เลยยอมพูด แม้เขาจะหมั่นไส้ แต่พ่อท่านก็ต้องพูดความจริง พ่อครูว่า... อาตมายืนอยู่ในฐานความจริงเท่านั้น ไม่ได้มีอื่น ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้หลอกล่อลวง มีแต่ความจริงตรงๆ มันก็ได้ไปอย่างนี้ แล้วมันยากจริงๆ ยิ่งคนที่เป็นพญาครุฑ เป็นพญาครุฑคืออะไร เป็นพญาครุฑก็คือผู้ที่เหินฟ้า รู้มาก หลงตัวเองว่า เป็นคนสูงเป็นคนรู้มาก ซึ่งเขาก็รู้มากจริงๆนะ รู้เกินปทปรมบุคคล คือเขาสามารถรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้ โอ้โห! รู้หมด รู้มาก จำพระพุทธพจน์ได้ก็มาก ท่องจำได้ขึ้นปากขึ้นใจ สาธยายอยู่ก็มาก จำได้มาก บอกสอนผู้อื่นอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุมรรคผล อย่านึกว่าง่ายนะ บรรลุมรรคผล ไม่บรรลุมรรคผล ไม่เข้าไปถึงจิตเจตสิก เริ่มตั้งแต่คำว่า กาย ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ อย่างนี้เป็นต้น กาย ต้องเป็น 2 เพราะกาย ต้องมีภายนอกกับภายใน แค่ขั้นกาย ต้องมีภายนอกกับภายใน ต่อจากกายก็คือเป็นเวทนา เวทนา ก็จะมาร่วมประสานกับภายนอกแล้วมารู้เป็นเวทนาภายนอกด้วยกับกาย ในเวทนานี่แหละ เป็นตัวฐานปฏิบัติ เป็นตัวรู้สึก รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์เป็นต้น เพราะมิจฉาทิฏฐิ ไปหลงมาร ไปหลงผี ไปหลงกิเลส คบกับกิเลส จึงเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ จนรู้จักตัวกิเลสของตัวเองแล้วทำกิเลสของตัวเองออกได้หมด ไปถึงความสุขหมดทุกข์ อธิบายอย่างลัด เร็ว ไว ผู้ที่หมดสุขหมดทุกข์ได้ การหมดสุขหมดทุกข์นั้นเป็นอีกพยัญชนะหนึ่งที่เป็นคำไวพจน์เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้หรอกมันลึกกว่ากันคือ อุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นพยัญชนะบาลีว่า อทุกขมสุข มีอีกตัวหนึ่งคือ อุเบกขา อุเบกขานั้นยิ่งกว่า อทุกขมสุข เพราะเหตุแห่งทุกข์แห่งสุขนั้นมันหมดไปจากจิตสะอาด เพราะฉะนั้น อุเบกขาก็คือจิตที่สะอาด สะอาดจากตัวเหตุแห่งทุกข์ตัวร้าย อย่างละเอียดเลย หมดสิ้น จึงเรียกว่า ปริสุทธา 650314 พ่อครูมาสถาปนาโลกุตระได้นั่นเป็นเรื่องยาก รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 31