420919 กรรม กาละ ชีวิต สู่พรหมจรรย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
420919_ กรรม กาละ ชีวิต สู่พรหมจรรย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า ณ สังฆสถาน ราชธานีอโศก
ถ้าไม่รู้จักกาละ ไม่รู้จักการทำกาละ ก็คือคนตาย พ่อครูว่า…มันก็ผ่านไป ผ่านไปเรื่อยนะ วันเวลานี่นะ วันเวลาผ่านไป แต่ว่าคนเรานี่มีกรรม กรรมกับกาละ กาละมันไม่หยุด มันเดินของมันอยู่ตลอดกาลนาน เราไปดึงอะไรกาละไว้ไม่ได้ กาละมันก็ไปเรื่อยน่ะ ไปเป็นวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน แล้วก็เป็นเดือน เป็นปีอยู่นั่นแหละ ไปเรื่อย ไม่มีใครดึงวันไว้ได้ ไม่มีใครดึงกาละไว้ได้ เพราะฉะนั้น คนกับกาละนี่ ถ้าเราไม่รู้จักกาละ ไม่รู้จักการทำกาละ สำนวนของศาสนานี่ เรียกว่า ผู้ทำกาละ ก็คือคนตาย ฟังตรง นี้ ผู้ทำกาละคือ คนตาย ท่านหมายความถึงคนตาย เพราะฉะนั้น ผู้ไม่รู้จักกาละ ผู้ไม่รู้จักการทำกาละ ฟังดีๆ นะ ผู้ที่ไม่รู้จักกาละ และไม่รู้จักทำกาละ คือคนตาย ความหมายนี้ลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้น ใครที่อ่านหนังสือ อ่านพระไตรปิฎก อ่านคัมภีร์ หรือภาษาของเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาพุทธแล้วนี่ พอไปถึงสำนวนบอกว่าทำกาละ ผู้นี้ถึงแก่การทำกาละ ก็หมายความว่าคนนี้นี่ตาย ถึงแก่ทำกาละตาย เพราะผู้นั้นไม่รู้จักทำกาละ ก็เลยทำกาละ คือไม่รู้จักทำ เวลาที่ตัวเองควรจะทำ ไม่ควรทำ เมื่อไม่ทำ แต่ละกาละไม่รู้จักการกระทำน่ะ ท่านในภาษาบาลีท่านก็เรียกง่ายๆ กรรมกาละ กรรมก็คือกระทำ กาละก็คือกาละนั่นเอง ทับศัพท์ทำกาละ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ทำกาละ เวลาไม่รู้จักเวลา แล้วก็ทำเวลาไม่เป็น ทำกาละ คนนั้นตาย คนนั้นตาย ก็คือคนไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วน่ะ จะไม่มีบาป ไม่มีบุญอะไรแล้วน่ะ จริงๆ แล้ว ผู้ที่ถึงขั้นไม่มีบาป ไม่มีบุญอะไรแล้วนี่ ทำกาละหรือแปลว่าตาย คือพระอรหันต์ คือพระอรหันต์น่ะ พระอรหันต์ในความหมายที่ว่านี้ก็คือ ผู้นั้นไม่มีอ
อ่านต่อ
ะไรอีกแล้ว ไม่มีบาป ไม่มีบุญแล้ว ท่านเหนือบาป เหนือบุญ หมายความว่าท่านไม่ทำบาป แม้ท่านจะทำบุญ ท่านก็ไม่ยึดบุญเป็นของตน เป็นอุเบกขา หรือว่าเป็นการไม่ยึดไม่ติดอะไรแล้ว แม้ทำดี ท่านก็ไม่ยึดบาปยึดบุญแล้ว เป็นภาษาที่สูงสุดน่ะ ทำกาละไม่มีบาป ไม่มีบุญ ทำเวลา ทำกาละ กระทำกับกาละอย่างเป็นสูงสุด อย่างเป็นสภาพที่บริบูรณ์สุด ส่วนคนที่อาตมาพูดตอนแรกว่า ไม่รู้จักการทำกาละ เพราะไม่รู้จักกรรม แล้วก็ไม่รู้จักกาละ เพราะฉะนั้น กรรมกาละ การกระทำกาละคือตาย คนนั้นตายอย่างเน่าๆ ตายอย่างที่คนไม่มี ประโยชน์ คนไม่มีคุณค่า คนไม่มีอะไรเลย นี่เป็นควาหมายอีกความหมายหนึ่งของปุถุชนตาย เพราะฉะนั้น การตายของปุถุชน การทำกาละที่ว่านี่ มันไม่น่าจะแปลว่าตาย มันยากนะ เอ๊! ทำไมถึงเรียกทำกาละ คนนี้ทำกาละ แล้วหมายถึงว่าคนนี้ตาย คนตายนี่ ก็ไม่ทำชั่ว ไม่ทำดี นั่นเป็นความหมายที่สูงสุดคือพระอรหันต์อย่างที่กล่าว แต่คนนี้คนตายคนนี้ ทำบุญก็ไม่ได้ ทำบาปก็ไม่ได้ หมายความว่าคนนี้ไม่ได้เรื่องแล้ว หมดกรรมแล้ว หมดกิริยาแล้ว หมดอาการแล้วน่ะ คือหมายความว่าคนนี้ตาย ทีนี้ลึกไปกว่านั้น คนที่ไม่รู้จักกาละ และคนที่ไม่สามารถกำหนดกรรม ให้เป็นกุศล ไม่รู้จักกาละ ไม่รู้เลยว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาทีนี้มันสำคัญ วินาทีทุกวินาที เป็นวินาทีแห่งกุศล วินาทีทุกวินาที เป็นวินาทีแห่งบุญ แต่คนนี้ก็ไม่รู้จักกาละ ไม่รู้จักทำกาละให้มันเป็นกุศล คนโง่ เพราะฉะนั้น คนโง่นี่ก็เหมือนคนตาย ความจริงแล้วพระอรหันต์นี่ ถ้าท่านยังไม่ตายนี่ ท่านก็ทำแต่กุศล แต่ท่านไม่ยึดกุศลเป็นตนของตนเท่านั้นเอง ท่านไม่ทำบาปทั้งปวง จิตท่านบริสุทธิ์แล้ว ท่านยังกุศลให้ถึงพร้อมเท่านั้นน่ะ กุสลัสสูสัมปทา สัพพปาปัสสะ อกรณัง ท่านไม่ทำแล้วบาปทั้งปวง ท่านจะทำก็ทำแต่กุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม แล้ว จิตท่านก็บริสุทธิ์แล้วน่ะ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ทุกกาละของท่าน จึงมีแต่ กุศลกรรม สร้างกุศล คนก็ควรเอาอย่างพระอรหันต์ รู้จักกรรม รู้จัก การกระทำของตนเอง บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก พระพุทธเจ้าท่านบอกให้ ให้ปัจเวกขณะ ให้พิจารณา ให้สำนึก ให้เตือนตัวเองเสมอ นี่เรียกว่าอภิณหปัจเวกขณะ คือให้ถามตัวเองบ่อยๆว่า บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ นี่ก็คือข้อเตือน อันหนึ่ง กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เวลาล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ คุณจะทำกายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้อะไร ถ้ามันไม่ได้ทำอะไรเลย มันดีกว่านี้มีไหม อยู่เฉยๆ นี่ มันดีกว่าอยู่เฉยๆ มีไหม สมควรจะอยู่เฉยๆ ไหม การอยู่เฉยๆ นั้นเหมาะควรกับคนป่วย คนสมควรที่จะต้องพัก พักผ่อนน่ะ คนสมควรจะต้องพักผ่อนก็อยู่เฉยๆ คนป่วยที่ควรจะต้องพักผ่อนนั่นแหละ คนป่วยก็ควรจะต้องพักผ่อน อยู่เฉยๆ น่ะ อยู่เฉยอีกอันหนึ่งก็คือนอนเลย นอนหลับพักผ่อนเลย นั่นคือคนที่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องออกกายกรรม ไม่ต้องออก วจีกรรมอะไรอยู่เฉยๆ ฟังอีกทีหนึ่ง ตรงนี้สำคัญนะ ความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านระบุไว้เลย เป็น อภิณหปัจเวกขณ์ เลย ข้อ 1 ใน 10 ข้อนี่ บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ กำลังทำอะไรอยู่ เธอกำลังทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก น่ะ ทำให้รู้ความหมายว่า เอ๊! หมายความว่าอะไรเท่านั้นใช่ไหม คนเราฟังข้อ อภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อนี้แล้ว แล้วมันหมายความว่าอะไร หมายความว่าอยู่เฉยๆ ก็ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ ยังมีอีกนะ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถ้าอยู่เฉยๆ แล้ว ไม่ต้องทำกายกรรมอะไร ไม่ต้องทำวจีกรรมอะไร มันควรพักไหม ถ้าเราสมควรพักผ่อน เราก็อยู่เฉยๆ พักผ่อนได้ หรือนอน แน่นอน นอนก็ต้องอยู่เฉยๆ แน่นอน หรือป่วย ป่วยก็อยู่ ต้องไป พักผ่อนนั่นแหละ ก็ต้องอยู่เฉยๆ แต่ถ้าไม่ป่วย ถ้าไม่สมควรจะพักผ่อน ถ้าไม่ใช่เวลานอน เราก็ควรจะหากายกรรม วจีกรรมใดๆ ที่ดีกว่านี้ ดีกว่าอยู่เฉยๆ นี่ มันควรจะทำอะไร นี่ เป็นความหมายที่ลึกซึ้งมากเลย เพราะฉะนั้น คนที่อ่านอภิณหปัจเวกขณ์ หรือท่องอภิณหปัจเวกขณ์ ไม่เข้าใจนี่ ก็จะเอาแต่ประเภทพักผ่อน เพราะฉะนั้นลึกซึ้งแล้ว ศาสนาพุทธไม่ให้อยู่เฉยๆ สรุป ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนอยู่เฉยๆ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ ยังมีอีก เวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะกำลังฆ่าสัตว์ กำลังลักทรัพย์ กำลังผิดผัวเขาเมียใคร กำลังโกหก กำลังบันเทิง บำเรอตนอยู่ในสิ่งที่กำลังเมาๆ เสพติดนั่น สิ่งที่เสพที่ติดนั่น กำลังบำเรอตนอยู่กับสิ่งเหล่านั้น นั่นคือเรากำลังผิดศีลอยู่ทั้ง 5 ข้อ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ละข้อๆ ข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม ที่กำลังผิดอยู่ ก็ต้องดูว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ กำลังผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ ถ้าไม่ผิดศีล คุณอยู่เฉยๆ อย่างที่กล่าวแล้ว แล้วกายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้มีไหม แต่ถ้าผิดศีลก็แน่นอน บัดนี้กำลังทำอะไรอยู่ กำลังผิดศีลข้อ 1 ก็ต้องแก้ กำลังผิดศีลข้อ 2 ก็ต้องแก้ กำลังผิดศีลข้อ 3 กำลังผิดศีลข้อ 4 กำลังผิดศีลข้อ 5 หรือยิ่งเราถือศีล 8 กำลังผิดศีลข้อที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ก็ต้องแก้ แก้ไขปรับปรุง ถ้าไม่แก้ ไม่ผิดทั้งศีล 8 ก็ไม่ผิด แต่อยู่เฉยๆ ไม่ผิดศีลนี่นะ แล้วกายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้มีไหม มีก็ไปหาทำ ไม่มีก็ต้องคิด เออ เราควรจะไปทำอะไร กายกรรม ควรไปทำอะไร วจีกรรม ควรไปพูดอะไรที่ดีกว่านี้ อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า อภิณหปัจเวขณ์ข้อนี้ ไม่มีคำว่า คิด อภิณหปัจเวกขณ์ข้อนี้มีแต่กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ ไม่มีคำว่ามโนกรรม มันควรจะพูดทั้ง 3 แต่ไม่มี มีแค่กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก น่าจะมีว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ให้นั่งคิดอยู่ตรงนั้น ถ้านั่งคิดอยู่ตรงนั้นก็ฟุ้งซ่าน หรือบางทีเรากำลังทำความคิด เรากำลังทำงานด้วยความคิด ก็ทำไป ก็เป็นความคิดได้ แต่ส่วนมากก็ไม่ใช่หรอก เรื่องคิดมันไม่มีปัญหาอะไร เพราะเรื่องคิดไป ทำงานไป กายกรรมไป วจีกรรมไปก็ได้ หรือจะนั่งคิดจริงๆ เลย ตอนนี้ ต้องใช้สมาธิ ต้องใช้ความคิด ต้องคิด นั่งคิด ก็ทำเถอะเป็นกรรมกิริยา เป็นการใช้ความคิด ก็ใช้น่ะ จะคิดอันนั้นคิดอันนี้ ยิ่งสมัยนี้ไม่ใช่คิดเฉยๆ คิดแล้วเขียนน่ะ คิดแล้วเขียนสมัยนี้ กำลังคิด หรือกำลังเขียน สมัยก่อนเขาไม่มีเขียนนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก สมัยนี้มีอีกงานหนึ่ง คืองานเขียน หรือไม่ก็งานอ่านน่ะ ถ้าเป็นงานจริงๆ จะต้องอ่าน จะต้องเขียน ก็เป็นไป ก็ทำการอ่าน ทำการเขียนน่ะ นี่ก็สมัยนี้ สมัยโบราณจะอ่านจะเขียนมันไม่มี ไม่มีหนังสือ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ สองพันกว่าปีนี่ ไม่มีอันนี้น่ะ
แนวคิดทุนนิยมที่ว่าสุจริตนี่ แล้วเขาก็ทำผิด เพราะมันไม่สุจริต มันทุจริต ในความหมายที่อาตมาพูดถึงนี้ จึงเห็นได้ว่า ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น เป็นศาสนาที่สร้างสรรอยู่ตลอดเวลา มีคุณค่า มีประโยชน์อยู่ตลอดเวลา คนเราจะมีประโยชน์มีคุณค่าก็อยู่ที่กรรม กรรมที่มีประโยชน์ กับกรรมที่มีโทษ อย่างในระบบที่อาตมาพูดถึงระบบทุนนิยมนี่ กรรมหรือการกระทำในระบบทุนนิยมนี่ เป็นระบบที่มีโทษ เพราะทำไปแล้ว ก็ไปเอาเปรียบคนอื่น อย่างพวกเรานี่ พูดแล้วนี่ จะเข้าใจชัดขึ้นมากขึ้นทุกวัน เราทำเสร็จแล้ว เราก็ทำไปเพื่อที่จะไปเอาเปรียบเขา ตามแนวคิดของทุนนิยม ไปเอากำไรเกินทุนน่ะ แล้วเราก็ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นบุญ ไม่เกิดคุณค่า ไม่เกิดบุญอะไรน่ะ ไปคิดเกินทุนนี่ อย่างวิธีคิดที่คิดเกินทุน ที่อาตมาพูดซ้ำพูดซากน่ะ เพราะในแนวคิดอย่างนั้น จะทำกรรมอยู่ตลอดกาลนานเท่าใดๆ ยิ่งมีแนวคิดอย่างทุนนิยมที่จัดจ้าน คนที่คิดเอากำไรเขามากขึ้น เอาเปรียบ มีวิธีคิดเสริมเติม มีแต่เอาเปรียบเพิ่มขึ้น แล้วเขาก็รวยขึ้นๆ อย่างทุนนิยมเป็นอยู่ทั้งโลกนี่ แนวคิดที่เขาถือว่าสุจริตนะ แนวคิดทุนนิยมนี่ คุณฟังให้ดีเถอะจะซาบซึ้งมาก แล้วจะสะใจ จะเห็นได้เลยว่า โอ้โห ทุนนิยมนี่ มันเป็นกรรม มันเป็นบาป มันเป็นเรื่องเอาเปรียบเอารัดจริงๆ น่ะ แล้วเขาก็คิดหาทางวิถีทางของทุนนิยม คิดวิถีทางว่าทำไปแล้ว ถ้าคิดอะไรได้ดี ได้ใหม่ขึ้น ก็จะขึ้นราคาสินค้าแล้ว เพราะว่าของเราดีขึ้น ของเราใหม่ขึ้น ของเราคนจะต้องนิยมชมชอบมากขึ้น ทั้งๆ ที่คิดนั้นน่ะ ไม่ได้คิดอะไรมากมาย บางทีก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมอะไร เป็นแต่เพียงว่ามันมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มเติมอะไรนักหนา เสร็จแล้วก็จะต้องบวก ราคา บวกอะไรเพิ่ม เพื่อที่จะได้กำไรเพิ่มเติมขึ้น มันอาจจะดีขึ้นจริงน่ะ ของมันอาจจะดีขึ้นจริง แต่เสร็จแล้วก็ต้องหาวิธีที่จะเอาเปรียบได้โลภมามากๆ ให้แก่ตัวได้มากๆ น่ะ เพราะไม่ได้นึกถึงว่าเราจะสละ ไม่ได้นึกถึงว่าเราเองเราเป็นอยู่รอดแล้ว สันโดษแล้ว พอแล้วนะ ไม่น่าเพิ่มเติมอะไรอีก มันพอแล้ว พอกินพอใช้แล้ว น่าจะสละได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป ไม่มีแนวคิดในการสละ แต่มีแนวคิดในการที่จะเอาเปรียบหรือเห็นแก่ได้ ทุนนิยมจึงเป็นการสร้างจิตเห็นแก่ได้อย่างที่เข้าใจผิดว่าสุจริต เพราะฉะนั้นแนวคิดทุนนิยมที่ว่าสุจริตนี่ แล้วเขาก็ทำผิด เพราะมัน ไม่สุจริต มันทุจริตนะ แนวคิดของทุนนิยมที่ไปเอาเปรียบเอารัดเขา การเอาเปรียบมันเป็นความทุจริตใช่ไหม การได้เปรียบนี่ มันเป็นการทุจริต ได้เปรียบ ไม่ใช่บุญ ได้เปรียบไม่ใช่ประโยชน์น่ะ ได้เปรียบไม่ใช่คุณค่า เราไปเอา ของเขามานี่ ไม่ใช่คุณค่านะ การได้เปรียบมานี่ ไม่ใช่คุณค่า ฟังความนี้ให้ชัดเจน การได้เปรียบมานี่ มันเป็นคุณค่าตรงไหน การเสียเปรียบโดยเราไม่ได้เสียรู้ เสียเปรียบที่ไม่เสียรู้ ท่านเรียกเต็มๆ ว่าเสียสละ เสียเปรียบให้เขา เมื่อไปเปรียบ เปรียบเทียบวัดแล้วโดยราคา โดยเขต โดยขีด โดยสัดส่วนนี่ เปรียบแล้ว เราเป็นผู้เสียให้ เราเป็นผู้ให้ เราเป็นผู้ได้สละ เราเป็นผู้ได้ให้เขา เปรียบแล้ว เทียบวัดแล้ว คำนวณสัดส่วนแล้ว เราเป็นผู้ได้ให้ เป็นผู้สละ อันนี้ต่างหากเล่า เราเป็นคนมีคุณค่า อันนี้ต่างหาก เราเป็นคนมีประโยชน์ ถ้าเราเอามาคืนมาให้แก่ตนเอง แล้วเรามีประโยชน์อะไร ฟังความนี้ มันผิดไหมนี่ อาตมาพูดผิดไหม แต่เขาบอกว่า ฉันได้ ผลประโยชน์น่ะ เขาพูดอยู่ทุกวันนี้ ฉันได้ผลประโยชน์ นี่คือประโยชน์ เห็นไหม มันเข้าใจผิด ตรงนี้มันเมา ฉันได้ประโยชน์ ฉันได้เปรียบ แต่ประโยชน์มีไหมจริงๆน่ะ เราเป็นคนมีประโยชน์หรือเปล่า ฉันได้เปรียบ ฉันได้สิ่งที่เกิน สิ่งที่ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฉันได้มาให้แก่ตัวเอง มันเป็นประโยชน์ เข้าใจว่าสิ่งที่ตนได้คือโลภมาให้แก่ตนนี่ คือประโยชน์ตน ตรงนี้แหละเป็นข้อสำคัญมากเลย เป็นความคิดที่สำคัญมากเลย ประเด็นนี้ ผิดมานานแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนนี่เข้าใจผิด ถ้าพวกคุณไม่ได้มาศึกษาสัจธรรมนี้ พวกคุณก็บอกไปหาประโยชน์ ทำผลทำประโยชน์ สร้างผล สร้างประโยชน์ แล้วก็ไปหลงว่าเป็นประโยชน์ต่อโลก ต่อสังคมอีกด้วย ตนก็ไม่ใช่ประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ตนนั้นคือตนไม่มีคุณค่า คำว่าประโยชน์กับคุณค่านี่ คุณมีคุณค่าอะไรกับอะไรล่ะ คุณไม่มีคุณค่า ไม่มีความดีงามอะไร ไปเอาของเขามา มันมีความดีงามตรงไหนละ คุณค่าคือความดีงามใช่ไหม คุณค่าคือ สิ่งที่จะต้องได้ช่วยเหลือเฟือฟาย ได้เกื้อกูล ได้มีคนได้รับการช่วยเหลือ ได้รับการเกื้อกูล ได้รับสิ่งที่จากเราไป ให้มันเป็นอะไรแก่เขาน่ะ เราได้มีสิ่งที่สละให้เขาได้ในส่วนนั้นส่วนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ อันนั้นอันนี้ เป็นคุณค่าขนาดไหนก็แล้วแต่ จากกรรมกิริยาของเรา หรือจากวัตถุของเรา แต่จริงๆ แล้ว เราเอามาถมบ่อของเรา เรามาโลภโมโทสันไว้ที่เรา แล้วเราหลงว่าเป็นประโยชน์ นี่มันกลับกันตรงนี้ ซึ่งอาตมาว่า มัน เอ๊! พูดจริงๆ นี่ ใครไม่เข้าใจมั่งนี่ เอ้า คนใหม่ๆ คนเราจะมีคุณค่า จะมีประโยชน์อย่างไร จะมีคุณค่าจะมีประโยชน์ เพราะเราได้มามากๆ ถมให้แก่เราเอง ทั้งๆ ที่เราไม่ออกแรง ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนมาเลย ได้มาฟรีๆ ได้มามากๆ เอ้อ! เราได้ประโยชน์ เราได้ผลได้ประโยชน์มากๆ มันคือความโลภใช่ไหม มันคือความเห็นแก่ได้ใช่ไหม แล้วความเห็นแก่ได้นี่ เราอยู่ในโลกนี้ ถ้าเราเป็นคนเห็นแก่ได้ ทุกคนคิดอย่างนี้หมด ต่างคนต่างพยายามเห็นแก่ได้อย่างนี้ โลกจะเป็นยังไง ถ้าเรียกว่าประโยชน์นี่ มันคือคุณค่า มันจริงไหม โลกนี้ทุกคนโลภมาให้แก่ตนเองทั้งนั้นแหละ ทุกคนๆๆๆ แล้วก็บอกว่าได้ผลประโยชน์ โลกนี้จะเป็นยังไง มันจะมีคุณค่า มันจะดูดีงาม มันจะอะไร โลกนี้จะเหลือไหม ไม่เหลือ เพราะต่างคนต่างทึ้งหมดเลย ต่างคนต่างทึ้งมาให้แก่ตนเองหมดเลย เหมือนรัฐบาลกำลังเป็นอยู่ โอ้โห! คุณอยู่ดีๆ ก็ไปว่ารัฐบาล ทำไมละหือ ประเทศไทย หรือประเทศอื่นก็เหมือนกันนั่นแหละ มันคิดอย่างนี้ คืออาตมาว่าไม่ใช่ ความหมายเล็กนะ เป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่มากนะตรงนี้ ฟังตรงนี้ให้ดี เป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่มากอันนี้ เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจไม่ได้ว่าคุณค่า หรือประโยชน์นี่คืออะไร เป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่มากอันนี้ เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจไม่ได้ว่า คุณค่าหรือประโยชน์นี่คืออะไร คุณค่าประโยชน์คือการเสียสละ คือการได้ให้แก่ผู้อื่น ได้ให้แก่คนทั้งโลกเลย ยิ่งสามารถ เอาไหม ถ้าคุณให้แก่คนทั้งโลกได้ คุณมีอะไรให้เขาได้บ้าง ได้ทั้งโลกเลย ก็นั่นละยิ่งใหญ่ นั่นละคือคุณค่า นั่นละคือประโยชน์ และเป็นสัจธรรมด้วย เป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่จริงด้วย พระพุทธเจ้าได้ให้สัจจะ ความจริงที่สุด อาตมาว่านี่เป็นประเด็นแห่งความจริง คุณเอาเขามา คุณเอาจากเขามา คุณเป็นประโยชน์ตรงไหน มันไม่จริง โลภโมโทสันให้แก่ตัวได้มากๆ แล้วบอกว่าเป็นประโยชน์ แล้วเรามีประโยชน์ เรามีคุณค่าโลภมา ไม่ได้เสียสละ คุณได้คุณมักได้ คุณกอบโกย มันเป็นคุณค่าตรงไหน มันเป็นประโยชน์ ตรงไหนประโยชน์ ประโยชน์ตน ความเห็นที่ว่าเป็นประโยชน์ตน เพราะฉันได้ นี่แหละคือความโลภ ถ้าเผื่อว่าเราเองเหมือนกับสมณะนี่ มีผู้มาทำบุญให้น่ะ มีผู้มาทำบุญ เขาศรัทธา เขาเลื่อมใสมาทำให้ ถ้าเราเองเรารับมาด้วยใจที่เรียกว่า เรารับมา ด้วยใจไม่ได้โลภ ใจไม่อยากได้หรอก แต่เขาก็ให้ ต้องไปอ่านศาสตร์และศิลป์ของบิณฑบาตน่ะ รับมาโดยไม่ได้อยากได้เลย แล้วเราก็ไม่คิดว่าจะเอามาเสพ จะเอามาซื้อท็อฟฟี่กิน จะเอามาบำเรอตน จะเอามาใช้ของส่วนตัว แต่ถ้าเรารับมา แล้วเราก็จะเอาไปเป็นประโยชน์คนอื่น เราเองเราพึ่งตนเองได้แล้ว เราพอ เรากินเราใช้ในแรงงาน หรือในความสามารถที่เราทำอยู่นี่มันพอแล้ว คนให้นั่นมา เป็นส่วนเกิน เขาเอามาทำบุญกับเรานี่ เป็นส่วนเกิน แล้วเรารับเหมือนอย่างสมณะรับ อย่างอาตมารับเงินจากพวกคุณนี่ อาตมาไม่ได้เอามาใช้ส่วนตัว อาตมาเอามาทำประโยชน์คุณค่าอะไรต่ออะไรคนอื่นอย่างนี้ไม่มีบาป อะไร ไม่ได้มีส่วนที่จะอะไรได้ ตัวเป็นบาป เป็นหนี้อะไร แต่คนในโลกที่รับอยู่ ที่คุณบอกว่าข้าราชการ แล้วเขาเอามาให้ด้วยเสน่หานั่นน่ะคุณเอาไปซื้อท็อฟฟี่ คุณเอาไปซื้อของอะไรบำเรอตน คุณเอาไปใช้ส่วนตน คุณไม่ได้เอาไปทำประโยชน์ คุณไม่ได้เอาไปทำทานต่อ คุณไม่ใช่นาบุญ คุณเป็นเหวลึก คุณคือปากงูเห่า คุณเอาเข้าตัวคุณ คุณเป็นเหวลึกถมไม่เต็ม แต่ถ้าคุณเป็นนาบุญ เอาออกมาแล้วก็ไปงอกไปให้คนอื่นต่อ เป็นนาบุญที่มาตรงนี้นี่ เม็ดข้าวตกมาหนึ่งเม็ด ไม่ได้หมายความว่า นานี้กินเม็ดข้าวไป แต่นานี้ทำให้เม็ดข้าวนี่งอกเป็นรวง งอกเป็นต้นงาม เผื่อแผ่ เจริญงอกงามมากกว่าหนึ่งเม็ด หนึ่งเม็ดข้าวตกไปในแผ่นนานี้ เม็ดข้าวนี้งอกต่อไป ให้คนอื่นกินไปอีกตั้งมากตั้งมาย ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็ไม่บาป ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็นาบุญ ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็รับมาได้ ถ้าคุณมีใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ใครรับเงินของคนอื่นมาแล้วนี่ แล้วก็เอามาบำเรอตน มาเป็นเหว มาเป็นงูเห่า ปากงูเห่า อะไรต่ออะไรอย่างที่ท่านว่า เราเอามาบำเรอตนอย่างนี้ คนนี้ตนเองพึ่งตนเองไม่ได้ เอาของคนอื่นมาถม ให้แก่ตนเอง เพราะฉะนั้น คนที่พึ่งตนเองได้แล้วนี่ เพราะตนเองกินใช้อยู่ในงานการของตัวเองพอแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องเอาของคนอื่นมาบำเรอตนอีกน่ะ เพราะฉะนั้น จะพูดถึงข้าราชการทุกวันนี้นี่ ยังไม่ได้เป็นพระอาริยะ ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ นี่ รับอย่างที่ว่าเสน่หาอะไรต่ออะไรนี่ อันนี้ ก็เป็นกฎของโลกเขาให้โดยเสน่หา ก็รับได้ รับได้ แต่จริงๆ แล้ว มันไม่หรอก มันเป็นบาปอยู่ทั้งนั้นแหละ
รู้จักกรรม รู้จักกาละ ทุกวาระทุกเวลา เป็นเวลาแห่งบุญ เราแจกๆ กันจริงๆ ก็แจกเถอะ แจกก็ไม่เป็นไร เอาไปแจกไปเผื่อแผ่ ไปเกื้อกูลก็ดี โดยที่ไม่เอามา มาใช้ส่วนตัว ไม่เอามาบำเรอตน ตนเองก็ได้ค่าแรงของตนอยู่แล้ว เหลือเฟืออยู่แล้ว ราชการน่ะ รับเกินๆๆๆ มาให้อีก แล้วยังแถมเอาไปถมอีก แบบนี้บาป ไม่รู้จะบาปอย่างไรแล้ว เขาไม่รู้นะว่าเขาทำผิดทำบาป พวกเรานี่ฟัง ให้มากๆ ฟังให้ดีๆ ไม่ใช่อาตมาใส่ความเลย พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้มาหัดรู้จักความเป็นคน รู้จักกรรม รู้จักกาละ เพราะฉะนั้น คนทำกรรมที่ เป็นกุศล คนทำกรรมที่เป็นส่วนให้เขาได้ ทุกวาระทุกเวลา เป็นเวลาแห่งบุญ เราจะเสียสละ เราจะให้เขาได้ เพราะฉะนั้น คนที่รู้จัก ทำกาละให้เป็นบุญ คือเหมือนคนตายที่เป็นพระอรหันต์ มีแต่กุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ยังกุศลให้ถึงพร้อม ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่ทำบาปอะไรเลย นี่คือคนทำกาละ ที่มันเป็นกาละที่เป็นกุศล บอกแล้วว่าพระอรหันต์นี่ ถ้ายังไม่ตาย ยังไม่ตายในร่างนี่ ท่านทำกาละที่ว่านี่ ท่านก็ไม่มีบาป ไม่มีบุญ แต่ที่จริงท่านมีบุญไหม ท่านสร้างแต่บุญ แต่ท่านไม่ยึดบุญเป็นตน เป็นของตน แต่ท่านยังกุศลให้ถึงพร้อมอย่างเดียว ส่วนปุถุชนนั้น ไม่รู้จักทำกาละตาย ตายเน่าๆ ตายไม่เข้าเรื่อง ดีไม่ดีไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ได้ทำแต่บาปอีกด้วย ไอ้แบบนี้ ถ้าตายจริงๆ เสียเลยนะ หมดลมหายใจไปเสียเลย ก็ยังจะดีกว่าเนาะ หมดลมหายใจไปเสียเลยนะ ไม่รู้จักทำกาละ ไม่รู้จักทำกาละเวลา แต่ละเวลานี่ ไม่รู้จักการกระทำกรรมที่เป็นสิ่งที่ดีที่งาม มันตายไปเสียเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า เพราะฉะนั้น คนที่ทำกาละนี่ จึงลึกซึ้งมาก ซับซ้อนมาก แล้วมีอะไร นี่อาตมาอธิบายวนๆ นี่ พวกคุณอย่าเมาก็แล้วกัน พวกคุณไปเข้าใจให้ดีๆ คำว่า ทำกาละนี่ ถึงบอกว่ามันเป็นภาษาที่จี้ใจ เป็นภาษาที่จะต้องรู้ว่า โอ้โห มันลึกซึ้งอะไรปานฉะนั้น อาตมาไม่เคยอธิบายคำว่าทำกาละเท่าไหร่นะ แต่รู้อยู่ในนี่ ในตัวเองนี่ วันนี้มันยังไงไม่รู้ ที่จริงก็ไม่เจตนาจะอธิบาย คำว่าทำกาละนะ พูดไปพูดมา มาตกตรงนี้เลย ก็ เอ๊ะ อธิบายดีกว่า ก็เลยอธิบายออกมาวันนี้ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเทศน์เรื่องทำกาละสักหน่อย แต่พอมาถึงคำนี้ก็เลยอธิบาย หน่อยเถอะมันที่จริงก็รู้มาตั้งนานแล้วละ รู้ลึกซึ้ง โอ้โห! การทำกาละนี่ แหม ท่านใช้คำนี้นี่ดีจังเลยน่ะ ซึ่งแปลมาทับศัพท์มาจากภาษาบาลีนั่นแหละ กรรมกาละ แปลมาจากภาษาบาลีตรงๆ นั่นแหละ ไม่ได้ไอ้นั่นอะไรน่ะ มาเป็นภาษาไทยแล้ว มันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาบาลีท่านก็เป็นอย่างนั้นอยู่จริงๆ กรรมกาละ แปลว่าตาย มาแปลเป็นไทยก็ว่าทำกาละ คือตาย เออ! แล้วมันตายยังไง ทำกาละใช่ไหม ถ้าอาตมาไม่ไขพวกคุณจะฟัง คุณจะรู้เรื่องไหมนี่ ทำกาละนี่ มันแปลว่าตาย ฟังความหมายก็รู้แปลว่าตาย มันอะไรตาย แล้วมันตายยังไง แล้วมันหมายความอะไรตาย อาตมาก็วิเคราะห์ให้ฟังว่า ถ้าพระอรหันต์ตาย ก็คือ พระอรหันต์กิเลสตายหมดแล้ว ทำกาละ ท่านก็เลยยังแต่กุศลให้ถึงพร้อม ส่วนคนที่ปุถุชน หรือคนไม่รู้เรื่อง ทำกาละตาย ก็เหมือนคนตาย มันไม่ทำอะไร นี่แปลง่ายๆ ไม่ทำอะไร จริงๆ ลึกซึ้งกว่านั้น ทำกาละที่ว่านี่ ปัดโธ่เอ๊ย! ตายดีกว่า เพราะว่ามันไม่ได้ทำอะไร นั่นมันก็ไม่จริงด้วย มันทำชั่วเห็นไหม มันซ้อนอีก สามชั้นสี่ชั้น ไอ้คนนี้นี่ พุทโธ่เอ๊ย มันทำกาละไม่เป็น ตายดีกว่า ถ้าไม่ตาย มันก็ ยังไปทำชั่ว กาละไอ้กรรมที่มันทำนี่ มันมีแต่กรรมชั่ว เพราะมันไม่รู้จักกรรม กรรมมีแต่อกุศล แล้วไปหลงอกุศลเป็นกุศล หลงทุจริตเป็นสุจริต มันก็เลย เวรๆ โอ๊ย มันไม่รู้จักทำกาละ มันไม่รู้จักการทำกาละ ไม่รู้จักทำว่าแต่ละเวลา แต่ละเวลาคือกาละ มันไม่รู้จักกระทำสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นคุณค่า สิ่งที่ เป็นบุญ เพราะฉะนั้น ทุกวินาทีเป็นวินาทีแห่งบุญ วินาทีแห่งกุศล ทุกกาละเป็นกาละแห่งกุศลกรรมเต็มๆ เป็นกุศลกรรม หรือกาละทุกกาละเป็นกาละแห่งกรรม เพราะทุกกาละเป็นกาละแห่งกรรมทั้งนั้น คนยังไม่ตายทุกกาละ เป็นกาละแห่งกรรมทั้งนั้น แล้วใครละจะทำ ทำกาละ จะกระทำทุกกาละนี้ ให้เป็นกุศลได้มากๆๆๆๆ คนนั้นก็ฉลาด อยากฉลาดไหมละ ก็บอกแล้วไง อยากฉลาดก็บอกให้รู้แล้วไง ฉลาดหรือยัง ก็บอกให้รู้แล้วไงว่า ชีวิตคือกรรม ที่เดินไปกับกาละ เพราะฉะนั้นคุณต้องดู กรรมของคุณ เวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เพราะฉะนั้น กำลังทำอะไร นั่งฟังธรรม เอ้า ตกลง ตอนนี้กำลังเรามีธัมมัสสวนามัย กำลังกระทำการฟังธรรม ฟังธรรมนี้ฉลาดขึ้นไหม จากนี้ไปอภิณหปัจเวกขณ์เตือนตนเอง สำนึกเสมอ บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ กำลังทำ อะไรอยู่ เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังฆ่าสัตว์ กำลังลักทรัพย์ กำลังผิดผัวเขาเมียใคร กำลังพูดปด กำลังเสพติด มัวเมากับสิ่งที่กำลังเสพบำเรอตนอยู่ แค่ศีล 5 นะนี่ ถ้ามันผิดทั้งหมดรีบแก้ รีบรู้สึกตัว แต่ถ้าไม่ผิดศีล กำลังอยู่เฉยๆ มันควรพักไหม นี่ทวน ป่วยไหม ถ้าไม่ป่วย ไม่ควรพัก กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก หาอะไรจะเป็นกุศลไปหาสร้างสรร เสียสละไปหาเรื่อง สร้างสรร เสียสละเสีย ถ้าเราได้สร้างสรร ได้เสียสละ ได้สร้างสรร เราก็ได้เสียสละอีกจริงๆ เป็นยังไงละ ทีนี้เป็นกุศลไหมละ อาตมาได้ขยายความมาถึงตรงนี้แล้ว ก็คงจะเห็นได้ว่า คนเรานี่ไม่มีอะไร หรอก มีแต่กรรมกับกาละใช่ไหม มีแต่กรรมกับกาละ เป็นแต่ว่าเราเองเราควบคุมกรรมของเราได้แค่ไหน เราจะทำให้เรานี่กระทำ คิด สังกัปปะ ก็เป็นการคิด สร้างสรร เป็นการคิดเสียสละ ไม่ไปเป็นกามวิตก ไม่เป็นพยาบาทวิตก ไม่เป็นวิหิงสาวิตก ไม่กระทำกรรมที่เบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น มีแต่ เรื่องคุณค่า วาจาก็ไม่ส่อเสียด ไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ วาจาก็เป็นวจีกรรม เราก็อย่าไปทำในสิ่งที่มันเป็นอย่างนี้ กัมมันตะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ไปเกี่ยวข้องในเรื่องของกามน่ะ พยายาม กัมมันตะ ก็มีมิจฉา 3 ที่บอกว่าปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารเท่านี้แหละ รวมแล้วแค่นี้ ทั้งหมดเลยนะ 1.ไม่มีกามวิตก ไม่มีพยาบาทวิตก ไม่มีวิหิงสาวิตก รวมได้ครบเลย ที่จริง 3 อันนี้ก็ครบแล้วที่จริงน่ะ วิหิงสาเบียดเบียนตน เบียดเบียนท่าน นี่ตัวนี้ยิ่งลึกน่ะ เบียดเบียนตน เบียดเบียนท่าน ไม่เป็นไปเบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนท่าน ผู้ที่เบียดเบียนตน ทีนี้พูดถึงตนขึ้นมา เมื่อกี้อาตมาเจาะลึกว่าเราเองเราจะมีประโยชน์ตนอย่างไร การมีประโยชน์ตน ย่นย่อสั้นที่สุด ก็คือว่า ตนได้ละกิเลสของตน นี้เป็นปรมัตถ์เลย ถ้าวินาทีใด ขณะใด เราได้ลดกิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive