420930 นาถกรณธรรมตอน 2 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
420930 นาถกรณธรรม ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
นาถกรณธรรม (ตอนที่ 2) โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 ณ สังฆสถานราชธานีอโศก
ตอนนี้พวกเราก็คงจะเห็นแล้วว่า การปฏิบัติธรรมของพวกเรานี่ ปฏิบัติขึ้นมาแล้วก็จะเห็นว่ามีคนเขามาดู ชักจะมีคนชำเลืองชำแลดู มาดูด้วยจริงและเขาไม่ได้มาดูกันด้วยโฆษณา นอกจากไม่ใช่เขามาด้วยการโฆษณาแล้ว ก็ยังมีสภาพที่เป็นสิ่งกั้นสิ่งกรอง มันมีสิ่งกั้นสิ่งกรองอยู่ในตัวตามสภาพของมันจะเห็นได้ สิ่งกั้นสิ่งกรองนั้นเป็นธรรมะแท้ๆเลยน่ะ จริงๆแล้วกระแสข่าว ข่าวลือออกไปข้างนอกนี่ อโศกนี่น่ากลัว อโศกนี่น่า น่าทำลายด้วยซ้ำ ไม่น่ายินดี ไม่น่าชื่นชอบ ไม่น่าชื่นชม รู้สึกว่าเป็นกระแสลบ เป็นกระแสที่ไม่น่าจะมีคนเข้ามาสนใจ เข้ามาดู เข้ามาอะไรนี่ มันก็เป็นหลายๆอย่าง มันเกิดด้วยเหตุด้วยธรรมะ เกิดจากเหตุด้วยธรรมะของมันเอง มันก็เป็นประโยชน์ถ้าเรามองให้ดี เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องกรอง เป็นเครื่องกั้นเอาไว้ไม่ให้กรูเกรียว หรือเป็นการคัดเลือกในตัว เหมือนกับที่อาตมาได้เคยพูดว่า พวกเราเหมือนกับเจ้าเงาะ เหมือนเจ้าเงาะ คนที่มีบุญญาบารมี มีดวงตาถึงจะมองทะลุหนังเงาะ เปลือกเงาะ ทะลุเปลือกเงาะเข้ามาเห็นเนื้อทองข้างใน ถ้าคนไม่มีดวงตาไม่มีบุญบารมีมองเข้ามาไม่ทะลุหรอก ก็เห็นว่าเป็นไอ้เงาะบ้าใบ้ เรื่องเหล่านี้มันเหมือนกันกับเรื่องนิทานนะ มันเหมือนกันกับเรื่องที่พูดเล่น พูดอะไร แต่นี่แหละมันเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่เราไปแสร้งทำไม่ได้ อาตมาก็ไม่เจตนาทีเดียวนะ ไม่เจตนาว่าจะทำให้คนเกลียด คนชัง ไม่ทำให้ ไม่มีเจตนาจะทำให้คนมาทำถล่มทลายเราเสียทีเดียว แต่ก็มีเจตนาที่จะสื่อสัจจะ ที่จะทำสัจจะ ที่จะยืนยันสัจจะ อันไหนไม่ดีก็ติ อันไหนดีก็ย้ำยืนยัน
อ่านต่อ
ยิ่งย้ำยืนยันเขาก็หาว่า ดื้อด้านดึงดัน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีข้อหานี้อยู่น่ะ ล่าสุดนี่ท่านปัญญานันทะก็ยังพูดมากับท่านจันทเสฏโฐ แต่ท่านจันทเสฏโฐเป็นคนประนีประนอม ไม่พูดคำนี้ อาตมาถามท่านโดยตรง ท่านไม่พูดคำนี้สู่ฟังเลย ว่าท่านปัญญานันทะว่าอาตมาถึงดื้อด้านดื้อดึง ไม่พูด ท่านจันทร์ไม่พูดให้อาตมาระคายหูแม้น้อย ท่านพูดแต่เรื่องแง่ดีๆ แง่อย่างนี้ท่านไม่พูดนะ แต่อาตมาได้ข้อมูลจากคนอื่นว่ามีอันนี้เหมือนกัน ท่านจันท์ท่านเล่าให้คนอื่นฟังบ้าง แต่ท่านไม่เล่าโดยตรงกับอาตมา อันนี้ก็จริงๆแล้ว ไม่น่าจะปิดอาตมา เพราะว่าอาตมาน่าจะได้ฟังละเอียดกว่า เพราะอาตมาย่อมจะแข็งแรงกว่าคนอื่นคนนอกด้วยซ้ำไป คนอื่นคนนอกไปพูดแล้วมันจะดีหรือไม่ดียังไม่รู้เลย คนอื่นอินทรีย์พละอย่างไรๆน่ะ ท่านปัญญาท่านก็ยังยืนยัน ในงานนี้เอง ท่านจันท์ไปงานศพของใคร ของพ่อของคุณวัลลภ ใช่พ่อ พ่อหรือแม่ (แม่) แม่ของคุณวัลลภ ที่วัดชลประทานฯ คุณวัลลภก็พาไปกราบท่านปัญญาฯ ก็คุยกันอะไรต่ออะไร โอภาปราศัยกันต่างๆนานา ท่านถึงกับบอกว่า ทำไมก็เราอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่นุ่งกางเกงใส่เสื้อซะเลย อาตมาก็ เอ๊ะ! ทำไมท่านปัญญาพูดอย่างนี้นะ เราแน่แล้ว ความจริงคือความจริงจะไปกลัวทำไม ท่านว่าอย่างนั้น ซึ่งฟังๆดูก็ดีน่ะนา เราแน่จริงๆแล้ว ความจริงคือความจริงจะไปกลัวทำไม เขาไม่ให้เป็นพระ เราก็ไม่ต้องเป็นพระอะไร คล้ายๆอย่างนั้นน่ะนา เอ๊! เราเป็นพระ มันก็ควรจะมีพุทธบริษัท 4 ควรจะมีอะไรต่ออะไร พระมันก็ควรยืนยันความเป็นพระให้ชัดซิ ใครจะเป็นพระชัดกว่ากันแท้ๆล่ะ ใครจะเป็นพระแท้ๆ เป็นภิกษุสมณะที่แท้ ก็ให้มันชัดลงไปซี น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่นั่นก็คือท่านปัญญา ท่านปัญญาก็คือท่านปัญญา ท่านก็มีปัญญาเท่าที่ท่านมีปัญญา ก็มีทั้งแง่ดีแง่... ที่จริงท่านก็ไม่ต้านเราทีเดียวหรอก ท่านก็รู้ลึกๆท่านก็เข้าใจ ท่านก็มีปัญญาที่จะเข้าใจอะไรต่ออะไรเราไปพอสมควร แต่ท่านก็มีขนาดหนึ่ง นี่ไม่ได้เอาท่านมาตำหนิ หรือไม่ได้เอาท่านมานินทาอะไรสู่ฟัง แต่ว่าเล่าเรื่องให้ฟัง ซึ่งเราก็จะต้องฟังด้วยดี ฝึก เราจะฟังคนติ เราจะฟังคนชม เราจะฟังคนกล่าวอย่างโน้นอย่างนี้อะไร ก็ต้องหัดฝึกว่าเราเอง เราจะต้องเป็นคนไม่หวั่นไหว เป็นคนไม่ต้าน เป็นคนไม่อะไรล่ะ เรารับรู้ให้เต็มๆ รับรู้ให้สมบูรณ์ๆ เต็มๆ ให้ชัดๆ แล้วเราก็ดูใจ ฝึกใจของเรา จะรับฟังด้วยหู จะเห็นด้วยตา ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้รสด้วยลิ้น สัมผัสทางกาย หรือว่ารู้ทางใจ อะไรก็ตามใจ อะไรที่มากระทบสัมผัส เราก็จะต้องตั้งสติ ธัมมวิจัย มีวิริยะ พากเพียร รู้สภาพที่มากระทบสัมผัสนั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญา และตั้งใจโยนิโสมนสิการ หรือสำรวมอินทรีย์ 6 ของเราให้ดีๆ มันเป็นตัวหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุด มาปฏิบัติ ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติ 3 สภาพนี้ สำรวมอินทรีย์ 6 สติสัมปชัญญะ แล้วโยนิโสมนสิการ ปรับให้เกิดกรรมต่างๆ ให้เกิดผลต่างๆ ที่มันจะไปลดละ ให้เป็นสติปัฏฐาน 4 เป็นโพชฌงค์ 7 ให้ได้ ถ้าสติปัฏฐาน 4 เป็นโพชฌงค์ 7 ไม่ได้ มันก็ไม่เกิดผลดี อันนี้เป็นหลักธรรมที่ในอวิชชาสูตร ซึ่งเคยเอามาอธิบายบ่อยๆ เราปฏิบัติไม่ดี เราก็ลดล้างอวิชชาไม่ได้ ถ้าปฏิบัติได้ผล ก็ลดอวิชชาไปเรื่อยๆ ในอวิชชาสูตร พระ พุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ถ้าเราทำได้ผลจริง ถูกจริง เราจะเกิดผลเจริญจริงๆ ทุกวันนี้พวกเราจะเห็นว่า มันก็พัฒนาขึ้นมา หรือมันมีบูรณาการ มีการก้าวหน้า มีการทำให้เจริญให้สมบูรณ์ ให้เต็มขึ้นมาเรื่อยๆ มีอาการที่เกิดการสร้างความสมบูรณ์ ความเต็มขึ้นมาเสมอๆ แต่เราก็จะต้องพยายามอยู่เรื่อยไป เพราะเรารู้ดีว่า มันยังไม่เต็ม แต่ละคนๆ แต่ละหน่วยมันยังไม่เต็มหรอก แต่ถึงแม้เราทำได้แค่นี้ มีแค่นี้ ดูซินี่ ไม่ได้ใหญ่ได้โตอะไรเลยชาวอโศกเรานี่เอ๊าะเจ๊าะ นี่ภาษาอีสานเอ๊าะเจ๊าะคือมีอยู่น้อยหนึ่ง เอ๊าะเจ๊าะ ประมาณหนึ่ง เล็กๆ น่าเอ็นดู จุ๋มจิ๋ม เอ๊าะเจ๊าะน่ะ สำนวนคำว่าเอ๊าะเจ๊าะจะรู้เลยว่า มีเอ๊าะเจ๊าะก็มีน้อยหนึ่ง พอมีรูปร่างลักษณะหนึ่ง แต่มันก็เป็นรูปร่างอันพึงประสงค์ โดยเฉพาะมันเป็นรูปร่างของการพึ่งตนเอง ดังที่มันกำลังเกรียวกราวกันตอนนี้ ในความหมายที่ว่าสังคมหรือชุมชนพึ่งตนเอง หรือสังคมพึ่งพา ก็ว่าในสำนวนพึ่งพาหรือพึ่งตนเอง พึ่งตน เองได้ คนอื่นมาพึ่งพาได้ด้วย เราพึ่งพาตนเองได้แล้วคนอื่นก็มาพึ่งพาเราได้ ซึ่งเกิดจากคน เกิดจากพวกเรานี่ได้พัฒนา หรือได้อบรมฝึกฝนมา ไม่ได้ด้วยวรยุทธอะไรเลย ที่อาตมาไม่จบวิชาอะไรมามันวิเศษใช่ไหม มันทำให้บริสุทธิ์ ศาสนาบริสุทธิ์ อาตมาไม่จบวิชารัฐศาสตร์ ไม่จบวิชาบริหารศาสตร์ ไม่จบวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่จบวิชาการศึกษาศาสตร์ ไม่จบวิชาอะไรศาสตร์ๆที่โลกเขาบอกคณะอะไรต่อคณะอะไร โอ! เก่งกาจมากมาย อาตมาไม่จบวิชาการอะไรมาเลย แต่มาสร้างสังคมหรือว่ามาสร้างคน มาทำให้คนเอามาพิสูจน์ เอามาปฏิบัติ เอามาประพฤติจนกระทั่งเกิดเป็นหมู่กลุ่ม สังคมมนุษยชาติ เกิดจารีตประเพณี เกิดกิจกรรม พฤติกรรม เกิดพิธีกรรมอะไรขึ้นมาเป็นสังคมมีวัฒนธรรมอย่างนี้ ดำเนินชีวิตไป โดยไม่จำเป็นจะต้องไปอาศัยความรู้จากศาสตร์ที่ไปเรียนมาจากทางโลกเลย เอาพุทธศาสตร์เพียวๆ มันก็เลยชัดเลยว่า โอ! เห็นไหมมันวิเศษนะ นี่สร้างมนุษย์หรือว่า ทำให้มนุษย์ขึ้นมาเป็นอย่างนี้ได้นี่ ด้วยพุทธศาสตร์เท่านั้น จะมีเศรษฐศาสตร์ก็ดี จะมีเศรษฐกิจดี จะมีรัฐศาสตร์ก็ดี ก็มีรัฐกิจที่ดีนะ มีการดูแลบริหารกัน มีการปกครอง มีการพึ่งพากันและกันไปอย่างดี มีความเป็นพี่เป็นน้อง มีความเป็นอะไรต่ออะไร สนิทเนียนในอย่างดีด้วยซ้ำไป อย่างนี้เป็นต้น มันเข้าทีนะ เพราะฉะนั้นยิ่งพอมองเห็นแล้วว่า ยิ่งว่าเออ ทำไมนะชีวิตนี้ ชาตินี้เราไม่ได้สักศาสตร์เลยกับเขา ปริญญาใบๆหนึ่งในระดับมาตรฐานของมนุษย์เขาถือว่าแหม ขนาดปริญญาตรีนี่เป็นระดับเบื้องต้นของอุดม อื้ออุดมชน มนุษย์ที่เป็นอุดมชน มนุษย์ชั้นสูง มนุษย์ชั้นในระดับฐานะที่เกรดขนาดนั้นนะ เราไม่ได้กับเขาเลย แหม คนหัวสมองแค่นี้เองนะ แค่เรานี่สอบเอาซักศาสตร์หนึ่งก็ไม่มีโอกาสไม่มีบุญจะได้ซักศาสตร์กับเขาเลย ความจริงแล้วมันเป็นไปตามธรรม มันจะต้องเป็นอย่างนี้แหละ มันเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า คนไม่ต้องมีสาดมีเสื่ออะไรกับเขานี่แหละ เสื่อผืนหมอนใบก็ยังมา มีอะไรมาบ้าง นี่ไม่ต้องมีแม้แต่เสื่อผืนหมอนใบ มาเพียวๆเลย มาล่อนจ้อนเลย ไม่ต้องมี แม้แต่เสื่อผืนหมอนใบ นี่ก็ยังมาสร้างฐานะ สร้างอะไรต่ออะไรขึ้นมาให้เป็นที่พึ่งของสังคมเขาได้นี่น่ะ มันชัดเจนนะ มันเป็นอีกเชิงหนึ่งในความหมาย ความหมายของมัน ทีนี้อีกเชิงหนึ่งว่า เอ้อ! จริงๆด้วยมันเป็นความหมายในแง่นี้ มองในประเด็นนี้มันชัด อาศัยพุทธศาสตร์เท่านั้นแหละได้หมดเลย จะเป็นสัมมาอาชีพ จะเป็นการเป็นอยู่ จะเป็นการศึกษา เป็นวัฒนธรรม จะเป็นทั้งอะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ กำลังสร้างประวัติศาสตร์ของคนที่เกิดมาจากพุทธศาสตร์ขึ้นไปเรื่อยๆ วรยุทธต่างๆ คงจะดีในอนาคต พงศาวดารต่างๆ หรือจดหมายเหตุต่างๆนี่ก็คงจะมีทั้ง แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องห่วงหรอก มีทั้งเทป มีทั้งหนังสือหนังหา ถอดเทปเอาไว้ บันทึกเป็นตัวอักษร เป็นอะไรไว้ มีทั้งวิดีโอ มีทั้งอะไร นี่ก็ได้จัดทำวีดีโอหลายม้วน ต้องบันทึกลงไปเป็นดิสก์ ซึ่งมันจะทนกว่าวิดีโออีก เทปก็ตามก็เอาลงเป็นดิสก์ แม้แต่ วิดีโอก็เอาลงไปเป็นดิสก์ มันคงจะมีวัตถุที่บันทึกได้ดีกว่าดิสก์อีก ในอนาคตคงจะมี แต่ตอนนี้ดิสก์นี่ก็เก่งแล้ว ดิสก์ตัวนี้มีดิสก์หลายระดับด้วย ซีดีอาร์ (CDR) ก็บันทึกได้ทนพอสมควร เดี๋ยวนี้เขามีอีก อาตมาได้ข่าว อาตมาจำไม่ได้ มันมีมาใหม่ เขาค้นคิดมาได้อีกใหม่ เป็นดิสก์นี่แหละ ได้เล็กแล้วบันทึกเป็นโอ้โฮ! ได้เป็นพันๆชั่วโมง นิดเดียวบันทึกลงไปในนี้แหละ ได้เป็นพันๆชั่วโมง โอ้โฮ! มันบันทึกได้มากด้วย แล้วมันจะทนไหมยังไม่รู้ อาจจะทนทานก็ได้ เพราะทุกวันนี้มันเอาอย่างนั้นแหละ คุณภาพมันสูงขึ้นแล้วก็เล็กลง มีน้ำหนักอะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้น ก็คงจะเป็นหลักฐานให้เรา ให้มนุษยชาติได้ศึกษาได้ทำอะไรไปอีก พวกเราก็ตั้งใจ ถ้าเราเป็นคนในประวัติศาสตร์นะ พวกเราไม่ใช่คนธรรมดานะไม่ใช่คนธรรมดา คนในประวัติศาสตร์น่ะ เอ้า! นี่จริง เป็นคนในประวัติศาสตร์ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อมีเสียง ก็ขออภัยที่อาตมาจะมีชื่อมากกว่าพวกคุณหน่อย ได้บันทึกประวัติศาสตร์อันนี้ลงไป แต่พวกเราถึงแม้จะไม่มีชื่อในประวัติศาสตร์ แต่สัจจะมันมี คุณทำไปเถอะ สักวันหนึ่งถ้าคุณพากเพียรไป ก็เหมือนอย่างอาตมาแหละ หรือเหมือนอย่างกับพระพุทธเจ้าน่ะ บำเพ็ญไปถึงบุญบารมีไม่ต้องอยากดัง ถ้ายิ่งอยากดัง มันยิ่งฉาบฉวย คนเราอยากดังแล้วมันฉาบฉวย แต่ถ้าเผื่อว่าอยากดังแล้วก็รู้ตัวเอง ไม่ต้องไปอยากดังหรอก มันจะดังถ้าเผื่อว่าเราทำตนเองให้ดี แล้วมันก็จะถึงระดับของมันเอง ทำให้ดีก็จะถึงระดับเด่น เด่นในขนาดของมันไปตามเรื่อง ไม่ต้องทำด้วยอยาก อยากเด่น แต่ทำด้วยอยากดี ให้มันดีอะไรล่ะ ทำอันนั้นให้ดี ทำด้วยอยากดี จุดนั้นเป็นสิ่งที่ดีงามทั้งรูปนอกรูปใน ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม เราทำอย่างนี้แล้วมันจะดี ทำให้ดี เมื่อดีจริงแล้วมันก็คือสัจจะ แล้วดีไป ดีไปๆๆ แล้วไม่ต้องกลัว เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าไม่อยากดัง เชื่อไหม? (เชื่อ) จริงๆเลยนะ อาตมาบอกกับพวกคุณได้ว่า แม้แต่อาตมานี่ ทบทวนใจตัวเอง อ่านไป เอ๊ะ! เราอยากดังไหม? อาตมาไม่ได้อยากดังเลยจริงๆ แต่ก่อนใช่ แต่ก่อนตั้งแต่เป็นรัก รักพงษ์ ทำตามโลกๆ เขามอมเมา เราก็เหมือนโลกๆเขา ก็บอกว่า เอ๊อ! ก็อยากดัง ทำท่าทีไอ้โน่นไอ้นี่ ทำแอ๊คท่า ทำไป เดี๋ยวนี้กลับมาละอาย พอปฏิบัติธรรมแล้วเสร็จจะรู้ตัวเลย ไม่ได้อยากดัง มาทำงานทางศาสนานี่ไม่เคยคิดอยากดังเลย แต่อยู่ทางโลกใช่ ตรวจใจไปแล้วว่า เออ! ทางโลก แต่เราก็อยากดังอย่างขนาดนั้นน่ะนา เราก็ไม่ได้ไปดิ้นรนเดือดร้อนอะไร ทำอะไรมากมายก็เป็นไปตามของเรานั่นแหละ ไม่ได้อยากดังอะไร แต่มันก็เป็นไปเอง ตั้งแต่เป็นเด็ก ตั้งแต่เรียนหนังสือ ตั้งแต่อะไรก็เป็นหัวหน้าเขา ก็ทำอะไรเด่นๆโด่งๆอะไรอยู่เหมือนกันเป็นตามประสาเราน่ะ ที่มีตามประวัติน่ะนา ก็ทำมา ก็ได้อะไรต่ออะไรมาตามเรื่องตามราว มันเป็นไปเอง ก็ไม่ได้อยากจะดังอย่างโน้นอย่างนี้ อยากจะทำน่ะ อยากจะทำอันนั้นๆน่ะก็ทำ อยากจะทำอันนี้ๆๆก็ทำ อยากจะเป็นหัวหน้าอย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็ผลักดันกัน มีเหตุมีปัจจัย มีเพื่อนมีฝูง มีคนนั้นมีคนนี้แนะนำ ดันขึ้นมา อะไรขึ้นมาเอง มันก็เป็นของมันไป จนกระทั่งทุกวันนี้มาทำงานศาสนาไม่ใช่อยากดังเลย นี่บอกได้ ใครก็ตามที่เข้าใจสัจจะอันนี้แล้ว เราจะต้องทำให้มันตรง ไม่ได้อยากดัง ทำไปเถิดคุณงามความดี เพราะทุกอย่างถ้าเชื่อแน่ว่ามีกรรม มีวิบาก มีสิ่งที่บันทึก ในวัฏสงสารนี้ มีกรรมบันทึก มีวิบากบันทึก มีกรรม มีวิบากบันทึก ซึ่งเป็นนามธรรมเหลือเกิน แล้วก็เป็นฤทธิ์ที่สัจธรรม ไม่มีใครสามารถไปทำให้สึกกร่อน ไม่มีใครไปทำลาย ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครไปโกง ไปสามารถที่จะทุจริตทำให้มันเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนไป ไม่มีใครไปทำได้ ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกแง่ลบ ไม่ว่าจะเป็นแง่กุศลหรืออกุศล อันใดที่เราทำจริง อันนั้นมันบันทึกจริงหมดเลย เพราะฉะนั้นวัฏสงสารตลอดไปก็จะมีสิ่งนี้ไม่สูญหาย ดังที่อาตมาพยายามเอาหลักฐานมาเยอะ มายกตัวอย่างให้ฟังแล้ว พระพุทธเจ้าท่านเองท่านก็มาพากเพียรปฏิบัติ จนกระทั่งเกิดญาณ เกิดบุพเพนิวาสานุสติญาณอย่างสูง สามารถย้อนไป อย่างขนาดอาตมาก็ได้ระดับหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ต้องได้ระดับวิเศษย้อนไปไม่รู้กี่ชาติ ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ หลายล้านชาติ ถ้าไม่มีความสามารถมันก็ย้อนไปไม่ได้ แต่แม้ไม่ย้อน อย่างพวกเรานี่ย้อนไปไม่ได้ บางคนย้อนได้บ้าง บางคนนี่ย้อนไม่ได้ ย้อนไปไม่ได้ มันก็ไม่ได้สูญหาย สัญญาเก่าไม่ได้สูญหาย สิ่งที่เป็นกรรม เป็นวิบากไม่ได้สูญหาย ท่านย้อนสัญญาเก่าไปดู ตามดูกรรม ดูวิบาก โอ! ท่านผ่านมามีกรรม มีวิบากอย่างนั้นอย่างนี้เยอะแยะ แล้วมันก็มีฤทธิ์มีแรง กุศลออกฤทธิ์อย่างกุศล อ้อ! ท่านเกิดชาตินี้เป็นอย่างนี้ ได้อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ก็เพราะกุศลที่ได้สั่งสมอย่างนี้ๆๆ มันถึงได้รับผลเป็นอย่างนี้ มาถึงขนาดนี้ระดับนี้ขั้นนี้ อ้อ! ก็เพราะอดีตกรรมอย่างนี้ มันจึงส่งผลมา เป็นความไม่ดี เป็นอกุศลอย่างนี้ เป็นอกุศลวิบากอย่างนี้ ชาตินี้ถึงได้รับอย่างนี้ เพราะส่งผลต่อเนื่องมา อันนี้เป็นของยืนยัน เป็นสิ่งยืนยันว่า ในวัฏสงสารนี้ กรรมไม่หาย ขนาดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ฤทธิ์ของกรรมที่เป็นอกุศล กุศลไม่ต้องพูดเลย ท่านก็ได้รับตามฐานะของท่าน คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเลย ความรู้ความเฉลียวฉลาดอะไรพร้อมพรั่ง ไปศึกษาแบบโลกๆ ตักศิลามีกี่วิชาท่านเรียนจบหมดทุกคณะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วแต่ละคณะที่จบมา ก็จบมาอย่างเก่ง เกียรตินิยมหมดทุกคณะด้วย นี่พูดภาษาสมัยใหม่ เกียรตินิยมหมดทุกคณะ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไม่ได้แกล้ง ท่านสั่งสมเอง ท่านจะฉลาดก็เป็นกรรมของท่านสั่งสมมา ท่านจะขี้โกงก็ด้วยกรรมสั่งสม ของใครก็แล้วแต่ ใครจะขี้โกงก็สั่งสมอันนั้น ใครจะทุจริตติดตัวมาก็ แม้เรามีเชิงคิดทุจริตอยู่กับเราอย่างนี้น่ะ ก็เพราะเราสั่งสม มีมากมันก็ออกฤทธิ์มาก มีน้อยมันก็ออกฤทธิ์น้อย ไม่มีเลยมันล้างไปหมดแล้ว มันก็ไม่มี มันก็ไม่เหลือ มันก็ไม่มีออกบทบาท ออกฤทธิ์ออกเดชกับเรา เพราะฉะนั้นเชื่อกรรมเชื่อวิบากแล้ว อย่างน้อยที่เราจะพูดด้วยภาษาสมัยนี้อย่างนี้ ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ไม่ดีนั้นๆ แล้วคุณจะซวยไหม? ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ไม่ดีนั้นๆคุณจะซวยไหม? และอยากจะมีสิ่งที่ไม่ดีนั้นหรือ? ไม่มีใครปรารถนาอยากจะมี เมื่อไม่อยากจะมี ก็ต้องอย่าไปทำมัน พอแล้วไอ้ที่ไม่รู้ก็แล้วไป แต่ก่อนที่มันทำมาโดยไม่รู้ เดี๋ยวนี้รู้แล้ว มีสติสัมปชัญญะปัญญารู้ตัวทั่วพร้อม กรรมทุกกรรม กิริยาทุกกิริยา "บาปแม้นิดแม้น้อยอย่าทำเลย" นี่เป็นคำตรัสของพระบรมศาสดา "บาปแม้นิดแม้น้อยอย่าทำเลย" ถ้าทำไปแล้วมันเป็นความจริง ความจริงที่ไม่ลบเลือน ในวัฏสงสารนี้มีกรรมเป็นสัจจะ มีกรรมเที่ยงแท้ กัมมนิยมะ นิยมะนี่แปลว่าเที่ยงแท้ หรือจะแปลว่านิยมก็ได้ หรือแปลว่าลัทธิก็ได้ นิยมะ ism นี่ นิยมะนี่ ลัทธิก็ได้ แปลว่าเป็นลัทธิแห่งกรรม ศาสนาพุทธเป็นลัทธิกรรม กรรมเป็นของจริง กรรมนี่เป็นของแปลเป็นความหมายอย่างภาษาไทยๆนิยม แปลว่าชื่นชอบใช่ไหม? นิยมเป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นใช่ไหม? นิยมนี่ก็เป็นสิ่งที่น่านิยม ความหมายของไทยๆก็ได้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนากรรมนิยม เป็นศาสนาที่กรรมนี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชอบ เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เป็นสิ่งที่น่าจะต้องสะสมให้เป็นทรัพย์ แล้วก็มีความหมายลึกเข้าไปอีกว่า แล้วทรัพย์อย่างไหนที่ควรสะสม ใครตอบได้ไหม? ใครตอบไม่ได้เอาโขกพื้นเอา เอาโขกพื้น เอาหัวโขกพื้นเลย กรรมอย่างไหนที่น่าสะสม ใครตอบไม่ได้เอาหัวโขกพื้นเลยเอ้า! ก็กุศลกรรมแน่นอน กุศลกรรมพระพุทธเจ้า ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังบอกท่านไม่อิ่ม ไม่เต็ม ท่านไม่พอ ไม่สันโดษในกุศล ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังไม่สันโดษในกุศล แล้วเราเป็นใครล่ะหือ? รวยเท่าพระพุทธเจ้าแล้วหรือกุศลน่ะ? รวยกุศลเท่าท่านแล้วหรือ หา? ยัง ระวังเถอะ ไอ้แง่คิดที่ว่า สันโดษ พอ ให้รู้จักพอ พระพุทธเจ้าท่านก็พอจริงๆ พอในเรื่องที่มันสมควรพอ ในบางครั้งบางคราว หรือโดยเฉพาะอกุศลนี่พอแน่ๆเลย ไม่เอาอีกแล้ว จบไม่ต้องให้มีเลย อย่าให้มันเกิดอีก อกุศลน่ะพอแน่ แต่กุศลท่านไม่เคยพอเลย ขนาดตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว สิ้นชาตินี้ก็ปรินิพพานแล้วด้วย ท่านก็ยังไม่พอ ท่านตรัสอย่างนั้นเลย แม้แต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีพระชนม์ชีพอยู่ ก็ยังไม่พอน่ะ นี่ก็พยายามย้ำ พยายามอธิบายนัยะให้พวกคุณได้เข้าใจ ได้เห็นเลยว่า เกิดเป็นมนุษย์นี่ โอ้! ทิศทางนี้แหละ ทำอย่างพระพุทธเจ้าพาดำเนิน แล้วเราเองเราก็ได้ตามอินทรีย์พละของเรา ด้วยความตั้งใจ มีสติ สัมปชัญญะปัญญาทุกวันทุกเวลา จริงๆแล้วอาตมาก็ขอขอบคุณนะ ขอบคุณพวกเราทุกคนที่ได้ช่วยทำให้เกิดสิ่งที่เป็นสัจธรรมเป็นสาระสัจจะที่ดีงาม ทำได้ขนาดนี้นี่มันก็โอ้โฮ้! มันก็มีผล มีอะไรดีพอสมควร จนกระทั่งทุกวันนี้นี่มันแล้ง มันแล้งธรรมะ มันแล้งกุศลธรรม มันแล้งสัจธรรม จริงๆเลย หายาก แต่แหม! ทำไมต้องเป็นพวกเราน่ะหนอ? เห็นไหมมันมีบุญ ในโลกด้วยนะ ทำเป็นเล่นไป สัจธรรมพวกนี้มันวิเศษ มันแล้ง มันไร้ จะเห็นได้ว่าระบบทุนนิยม ระบบทุนนิยมเสรีด้วย ทุนนิยมเสรี ระบบโลกๆเขาทำกันนี่ เขาก็อยู่ในโลกียะ เห็น เราเห็นชัดๆ ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขกัน แล้วก็ไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้จักตัวร้าย ผีร้ายใหญ่ในกิเลสตัณหา อุปาทาน ผีร้ายนี่เขาไม่รู้จัก รู้เหมือนกันแหละ รู้เลาๆ อย่างนั้นแหละ รู้ไม่ชัดเจน รู้ไม่แม่น รู้ไม่เหมือนเราศึกษาของพุทธ พระพุทธเจ้าให้จับคอมันให้ชัด บีบมันให้ตาย ฆ่ามันให้เกลี้ยงเลยจริงๆ แล้วทำกันอย่างตั้งอกตั้งใจด้วย ฆ่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน ฆ่าไปได้จริง แม้ได้เท่าที่เราได้แค่นี้ยังไม่มากนักไม่มายนัก มันยังวิเศษขนาดนี้เห็นไหม? เห็นวิเศษไหม? มีวิเศษกว่านี้อีกกี่ต่อ อีกกี่ต่อ เราได้ขนาดนี้ประมาณ ถ้าตัดเป็นเปอร์เซ็นต์ 100% นี่ เราได้ประมาณกี่เปอร์เซนต์ ขนาดนี้ อโศก คิดว่าควรจะให้คะแนนอโศกนี่งามพร้อม ถ้าแบ่งเกรด เป็น 4 เกรดใหญ่นี่โสดา สกิทา อนาคา ค่ารวม ค่าเฉลี่ยพวกเรานี่ มันควรจะอยู่ซักขนาดไหน? หา? อยู่ขนาดไหน? โอ้โฮ! อนาคาเลยหรืออโศกนี่ ตัดเกรดอนาคาเชียวหรือ? ค่าเฉลี่ยนะ ไม่ได้เอาบุคคล ส่วนบุคคลนะ(9 องค์นี้ใช่ไหมคะ?) เอ้า! ก็ใช่ซี 9 องค์ ถึงแม้ว่า 9 องค์จะไม่ได้เป็นอนาคา เป็นอรหันต์ได้อย่างไร (ก็น่าจะได้แล้วค่ะ) โอ้โฮ! คุณรู้ด้วยหรือ ว่าใครจะได้ (ใช่สิคะ) หรือเห็นคนแล้ว เห็นตัวไหม? คนไหนบ้าง? (ไม่บอกค่ะ) ไม่บอก โอ้โฮ! รู้ซะด้วยแล้ว ไม่บอกอีกต่างหาก อะไรจะขนาดนั้น อาตมาว่ามันยังไม่ถึงนะ ค่าเฉลี่ยนี่ everage แล้ว อโศกขณะนี้ เอาละเราตัดเกรดของอโศกนี่ อาตมาเป็นอาจารย์ให้คะแนนนะ ตัดเกรด 4 เกรด 4 นี่ พวกเรานี่อาตมาว่า ยังไม่ได้ถึง 2 หรอก จริง! เป็นโสดา สกิทา อนาคา ค่าของอาริยะ มีค่าอาริยะ ในพวกเรานี่มีค่าแห่งความเป็นอาริยะ ยังไม่ได้ถึง 2 หรอก ได้ 1 กว่าๆเอง ตัดเกรดให้ได้ 1 กว่าๆ คุณจะไปตัดเกรดตั้ง 3 กว่า อนาคา โอ้โฮ! 3.1 หรือ? หรือ 3.5 โอ้โฮ! (หัวเราะ) ไม่เอาละ ไม่ถึง ไม่ถึงหรอก คุณตัดเกรดไม่เป็น ตัดเกรดค่าเฉลี่ยของชาวอโศกนี่ ไม่ถึงหรอก ยังไม่ถึงหรอก (รวมทั้งสมณะด้วยนะคะ) รวมหมดแหละ ไม่ถึง (พ่อได้แล้ว) อ้าวตัดอาตมาออกไปซี อย่าเอาอาตมาไปเป็นคะแนนรวมสิ ตัดเกรด หือ? (ยกไว้) ยกไว้ซี เป็นผู้ตัดเกรดไง? ถืออาตมาเป็นผู้ตัดเกรด ถ้านับรวมพวกเรานี่ เอาอย่างเก่งก็ 2 เราดูกระแสสังคมเทียบ เทียบกระแสสังคมเทียบแล้ว สังคมเขาก็รู้สึกจะมองมา เขาจะมองมาอย่างชำเลืองชำแลมา ประมาณซัก โอ! ถึง 25% ไหมนี่ ให้คะแนนพวกเราน่ะ ยังไม่ถึง 25% หรอก ถ้าเขามองมาพวกเรากึ่งต่อกึ่งถึง 50% นะ? กระแสสังคมนี่ มายอมรับเรา 50% นะ โอ้โฮ! เมื่อนั้นนะ ค่าของเราขึ้นถึง 3 แน่ ถึง 3 แน่ ค่าถึง 3 แน่ น้ำหนัก (พ่อคะทำไมต้องให้เขามาตัดเรา) ไม่เราไม่ได้ให้เขามาตัด เราดูก็ประมาณกันต้องเทียบเคียง มาเจอสัจจะ คุณไม่ต้องให้เขาให้เราหรอก ดูตามสัจจะที่มันมีจริงในโลกด้วยการประมาณ "คำว่ามัตตัญญุตา" นี่แหละ เป็นการประมาณ เป็นคำเทียบ ภาษาสมัยนี้มันชัดเจน เขาศึกษาๆแล้วมีวิธีการ นี่เอาภาษาสมัยใหม่ เอา technicalterm ของภาษาโลกนี่มาใช้ มาเทียบมาวัดดู พวกเราก็ดีประมาณนั้นแหละ อย่างเก่งก็ 2 1 กว่าๆ 2 ประมาณนั้น เอาละ พวกเราอย่าไปอ่อนน้อมถ่อมตนหน่อยเลย ถ่อมตนน้อยๆไว้หน่อย ต่ำกว่าเกรด ต่ำกว่าจริงนิดหน่อยก็ยังได้ อย่าไปผยอง ก็เอาซะ 1 กว่าๆ ตอนมีเนื้อแล้วคนมาดูแล้วเห็นว่า เอ้อ! ไอ้พวกนี้มีเนื้อ ดูที่อื่นยังไม่มีเนื้อ มันโบ๋หมดเลยที่อื่น นอกจากโบ๋แล้วยังไม่พอ ยังมีอาหารเน่า มีเศษของสารพิษเน่า อะไรเน่าอยู่ในนั้นเยอะเลย สังคมมันเละ เพราะฉะนั้นสังคมกลุ่มเรามีเนื้อประมาณ 1 กว่าๆ 4 ถือว่าเต็มนี่ยังไม่ถึงหรอก ยังไม่ถึง เราต้องทำอีก พยายามพากเพียรสร้างเนื้อสร้างอะไรต่ออะไรขึ้นไป ก็อยู่ที่เรา พวกเราก็ได้ด้วย อะไรๆก็ได้ด้วย โลกก็ได้ด้วย "อโศก เพื่อมวลมนุษยชาติ" จริงๆ ตอนนี้คงเข้าใจขึ้นเยอะแล้ว แต่ก่อนนี้อาตมาย้ำมาก เดี๋ยวนี้ไม่ได้หยิบมาพูดเท่าไร เพราะกลัวมันจะใหญ่อยู่เหมือนกัน คำว่า "อโศก เพื่อมวลมนุษยชาติ" แหมมันละใหญ่เหลือเกิน ฟังแล้วมันใหญ่ แต่มันก็ใหญ่มาแล้วน่ะนา มันก็ทำมาแล้ว พูดมาแล้วตั้งนาน ก็แล้วแต่เถอะ ตอนโน้นก็ไม่ได้เจตนาอะไรมากมาย เราไม่ได้หยิบมาย้ำเท่าไร ทีนี้เนื้อหาที่เราได้ทำนี่ ตอนนี้อาตมาอยากจะเอา "นาถกรณธรรม" คือธรรมะอันเป็นที่พึ่ง ธรรมที่สร้างที่พึ่งของพระพุทธเจ้านี้มา มาวัดดูซี นี่เราเอามิเตอร์ตัวนี้ เอามิเตอร์ตัวนาถกรณธรรมมา มาวัดดู นาถกรณธรรม 10 มีอะไรบ้าง นาถะ ก็คือที่พึ่ง เรามีธรรมอันเป็นที่พึ่ง มันจึงเป็นที่พึ่ง เขามาเห็นว่าเราเป็นชุมชนพึ่งตนเองได้ หรือเป็นชุมชนพึ่งพาที่เราพึ่งพาตนเอง แล้วก็เขาจะมาพึ่งพาเราได้ เรียกว่ามีที่พึ่ง อันเป็นที่พึ่งพาแน่ๆ นาถะนั่นเอง พระพุทธเจ้านี่ถือว่าเป็นพระโลกนาถะ พระโลกนาถ พระโลกนาโถ ท่านเป็นที่พึ่งของโลก พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของโลก เป็น องค์ที่พึ่งของโลก เราก็เป็นที่พึ่งของสังคมมนุษยชาติอื่นๆเขาด้วย เป็นสังคมกลุ่มที่เป็นที่พึ่ง รวมกันแล้วก็มีเนื้อหาแห่งความเป็นที่พึ่ง 1. ศีล 2. พหูสูต 3. กัลยาณมิตตตา 4. โสวจัสสตา 5. กิงกรณีเยสุทักขตา 6.ธัมมกามตา 7. วิริยะ 8. สันโดษ 9. สติ 10. ปัญญา มี 10 เนื้อหานี่ 10 หัวข้อนี้ ทีนี้เราก็เอาอุเทศหรือหัวข้อเหล่านี้ยกขึ้นมาแสดง อธิบาย อุเทศ อธิบายนิเทศ นิเทศออกมา จากอุเทศหัวข้อที่ว่า ศีล พหูสูต กัลยาณมิตตตา โสวจัสสตา กิงกรณีเยสุทักขตา ธัมมกามตา วิริยะ สันโดษ สติ ปัญญา 10 ตัวนี่ ศีลอาตมาจะไม่ย้ำมากแล้ว จะผ่านๆศีลไปหน่อย เพราะว่าเราพูดถึงบ่อยและพวกเราก็ยังรู้จักศีลกันดีแล้ว แล้วก็พยายามใช้อยู่ นอกจากใครลืมๆร่วงๆ ให้รู้แต่ว่าศีลนั้นต้องเจริญเป็น "อธิ" ขึ้นเรื่อยๆ ศึกษาเป็นอธิศีลสิกขา ศึกษาให้ศีลนั้นเจริญ เจริญทั้งบัญญัติ เจริญทั้งเนื้อหา ทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ กล่าวอย่างนั้นก็ได้ หรือทั้งบัญญัติทั้งเนื้อแท้ บัญญัติคือศีล เช่นว่า ศีล 5 ในเนื้อหาของศีล 5 มันก็มีเนื้อหาที่เจริญขึ้น จากข้อ 1 จะมีความเจริญในข้อ 1, 2 ก็ดี 3 ก็ดี 4 ก็ดี 5 ก็ดี มีความเจริญในเนื้อหาของความหมาย ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกันแต่ละข้อๆ จนกระทั่งขึ้นถึงศีล 8 มันเป็นอธิศีลขึ้นไป เป็นศีล 8 ศีล 10 ศีลโอวาทปาติโมกข์ที่ท่านสอนไว้อีกมากมายขึ้นไป เจริญขึ้นไปตามลำดับ เราก็ให้เข้าใจว่ามันมีอธิ มันมีความเจริญในศีล ความเจริญในศีลก็ไปเกี่ยวข้องกับความเจริญในจิต มีอธิจิต มีอธิปัญญา พาให้กายกรรมเจริญ วจีกรรมเจริญ จิตเจริญ อธิจิต เป็นสมาธิตั้งมั่น มีปั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive